กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > มุมมองพุทธต่อกระแสหนังอาบัติ

กลับหน้าแรก

มุมมองพุทธต่อกระแสหนังอาบัติ
ข่าวไทยพีบีเอส วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘
สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
จาก THAI PBS NEWS


การสั่งห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องอาบัติ ก่อนถึงกำหนดเพียง 3 วัน โดยอ้างเหตุผลถึงความไม่เหมาะสมในการนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาในเชิงลบ ว่าอาจกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธาของประชาชน กลายเป็นกระแสที่คนในสังคมให้ความสนใจกันอย่างมาก มีการลงชื่อใน www.change.org กว่า 101,983 รายชื่อ (ณ เวลา 17.35 น. วันที่ 16 ตุลาคม 2558) มีกระแสวิจารณ์ทั้งด้านภาพยนตร์ และด้านพุทธศาสนา เกิดขึ้นอย่างมากมาย ช่วงวาระประเทศไทย ในข่าวค่ำไทยพีบีเอส ได้นำเสนอมุมมองทางด้านพุทธศาสนาต่อกระแสดังกล่าว และต่อไปนี้คือบทสัมภาษณ์โดยละเอียดของ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ ผู้ทำการศึกษาวิจัยหัวข้อ “พุทธศาสนาไทยในอนาคต” ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่สามารถนำออกอากาศได้เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องเวลาข่าวโทรทัศน์ ทีมงานจึงได้นำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้

ณาตยา แวววีรคุปต์ : อยากจะถามความเห็นของท่าน เรื่องกระแสวิพากษ์พิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอาบัติ

พระไพศาล วิสาโล : อาตมาไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่ว่าสังเกตจากเรื่องราวทำนองนี้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ได้มีการพูดถึงการประพฤติไม่ดีของพระบางรูป และก็มีความพยายามในการปกปิดหรือว่าเซ็นเซอร์ภาพหรือเรื่องราวเหล่านั้น เหตุผลที่ใช้คือปกป้องพระพุทธศาสนา อาตมาสงสัยว่าที่อ้างว่าปกป้องพระพุทธศาสนา เอาเข้าจริงอาจเป็นการปกป้องพระที่ไม่ดีก็ได้ มันไม่ใช่การปกป้องพระพุทธศาสนา แต่มันเป็นการปิดบังไม่ให้มีการตีแผ่ความประพฤติที่ไม่ดีของพระบางรูป ส่วนกรณีหนังเรื่องอาบัติอาตมาก็ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ข้อสังเกตถึงข่าวและความพยายามที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะ นี้

ณาตยา แวววีรคุปต์ :  การที่มีกระแสวิจารณ์ในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับหนัง อาจจะเป็นการปกป้องสถาบันสงฆ์ ตรงนี้ท่านมองอย่างไร

พระไพศาล วิสาโล : คือก็ต้องมาดูว่าปัจจุบันนี้พฤติกรรมในหนังมันเคยเกิดขึ้นในอดีตหรือ ปัจจุบันหรือเปล่าหรือว่าในความเป็นจริงมันมีพฤติกรรมที่หนักกว่านั้นอยู่ ที่ปรากฏในสื่อมวลชน ในโซเซียลมีเดีย หรือปรากฏบนท้องถนน ถ้ามันมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงการที่มันไปปรากฏในจอโทรทัศน์หรือว่าจอ หนัง มันก็ไม่ได้ทำให้เสียภาพพจน์แต่อย่างใด เพราะว่าคนก็มองเห็นตามบนท้องถนนหรือตามสื่อต่างๆอยู่แล้วถ้าจะปกป้องควร ระงับยับยั้งไม่ให้มีพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในความเป็นจริง การที่ไปปกปิดไม่ให้มันมีภาพในสื่อมันไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้

ณาตยา แวววีรคุปต์ : ในทาง พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเองยอมรับในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์สงฆ์หรือว่าพระพุทธองค์เองไหมคะ

พระไพศาล วิสาโล : อาตมาเองก็ตั้งข้อสังเกตว่าพระพุทธศาสนาที่หลายคนบอกว่ากำลังปกป้องพุทธ ศาสนา อาจจะเป็นพุทธศาสนาคนละอันกับที่พระพุทธเจ้าสถาปนาขึ้นมาก็ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาขึ้นมา ศาสนาของพระองค์เป็นศาสนาที่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ก็คือว่าวิพากษ์วิจารณ์ ตัวเองแล้วก็อนุญาตให้คนอื่นวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ปฏิเสธ พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าถ้าผู้ใด ติฉินนินทาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็อย่าโกรธอย่าอาฆาต การทำเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีกับเราเลย ให้พิจารณาว่าที่เขาพูดเป็นจริงไหม ถ้าไม่จริงก็เป็นความไม่จริง ถ้าจริงก็ให้แก้ไข อันนี้เป็นท่าทีของพระพุทธศาสนาที่พึงมีต่อการวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเช่น พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าให้พระสงฆ์สาวกได้วิจารณ์พระองค์ว่ามีอะไรที่ควรแก้ไข บ้าง ขณะเดียวกันพระสงฆ์ต้องหมั่นวิจารณ์ตนเองด้วย อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษา วันออกพรรษาก็มีอีกชื่อว่า "มหาปวารณา" แปลว่าอนุญาตให้ว่ากล่าว อนุญาตให้วิจารณ์ อนุญาตให้ตักเตือน คือพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าสถาปนาเป็นศาสนาที่ยอมรับการวิจารณ์เห็นข้อดี กับการวิจารณ์ และไม่โกรธไม่โมโหกับคำวิพากษ์วิจารณ์แต่ต้องเอามาใช้เป็นประโยชน์ในการ แก้ไข ทีนี้พุทธศาสนาที่เรากำลังปกป้องทุกวันนี้อาตมาก็ไม่แน่ใจว่าเป็นศาสนาเดียว กับที่พระพุทธเจ้าสถาปนาขึ้นมารึเปล่าเพราะว่าพุทธศาสนาที่เราพูดถึงไม่ยอม รับการวิพากษ์วิจารณ์รู้สึกหวาดกลัวกับการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่รู้จักวางท่าทีที่ถูกต้อง หรือไม่โกรธ และก็ไม่เกลียดและรู้จักนำมาใช้ปรับปรุงตัวเอง

ณาตยา แวววีรคุปต์ :  ตอนนี้มีเสียงวิจารณ์บางเสียงที่พูดถึงประเด็นที่ว่าการที่ปกป้องพระพุทธ ศาสนาในลักษณะนี้ทำให้ดูเหมือนว่าพระพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ แตะต้องไม่ได้ ตรงนี้จะเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่ความเสื่อมหรือไม่

พระไพศาล วิสาโล : พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเสื่อมของพระพุทธศาสนามันไม่ใช่เพราะคนวิพากษ์ วิจารณ์แต่เป็นเพราะว่าพระสงฆ์ ภิกษุ ภิกษุณีไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไม่ศึกษาพระธรรมไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อันนี้รวมถึงอุบาสก อุบาสิกาด้วย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ตัดสินว่าเพราะมีคนวิพากษ์วิจารณ์แต่เป็นเพราะชาว พุทธด้วยกันเอง บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย อาตมาคิดว่าเราควรจะมองตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญหาทางแก้ตรงนี้มากกว่า ถ้าจะปกป้องพระพุทธศาสนาก็จะต้องทำให้ชาวพุทธเราทั้งบรรพชิต คฤหัสถ์ มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักธรรมและปฏิบัติตามไม่ใช่ไปปิดปากคนไม่ ให้พูดถึง ปิดตาไม่ให้เขาเห็นในการกระทำที่ไม่ดีของพระอันนี้เลยทำให้ไม่มีการแก้ไข ปัญหา พอเราปกปิดปัญหาทำให้การแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิดขึ้นและเราก็สบายใจว่าพุทธศาสนา คงสะอาดเพราะไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์เลย แต่ที่จริงคือเราห้ามไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์เลยต่างหาก

ณาตยา แวววีรคุปต์ : สถาบันพุทธศาสนาถือเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ไหมคะ ยากที่จะแตะต้อง ทำไมคนถึงรู้สึกว่าเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์คนไปแตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ ได้ คำที่ว่าเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์นี่เป็นปัญหาไหมคะ

พระไพศาล วิสาโล : คือถ้าศักดิ์สิทธิ์ ในความหมายที่ว่าเราควรเคารพ มีความเลื่อมใส และปฏิบัติตามนี่ก็ถูกต้อง แต่ถ้าศักดิ์สิทธิ์ในความหมายว่าห้ามแตะต้องไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์อันนั้นมัน ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องของคำว่าศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ก็คือว่าสามารถปฏิบัติตามแล้วเกิดผลที่เป็น "อกาลิโก" ได้ อกาลิโกคือว่าให้ผลได้ไม่จำกัดกาลเวลา ยิ่งไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วยิ่งท้าทายคงทนต่อการพิสูจน์ อะไรก็ตามที่ไม่คงทนไม่ท้าทายต่อการพิสูจน์ก็ไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์จริงเป็นของเก๊

ถ้าเราต้องการชี้ว่าพระพุทธศาสนาศักดิ์สิทธิ์จริงจะต้องอนุญาตให้มีการ ท้าทาย อนุญาตให้มีการพิสูจน์ อนุญาตให้มีการตั้งคำถาม อย่างพระพุทธเจ้านี่ก็เคยยอมให้มีคนตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์และพระองค์ก็อธิบายและชี้แจง จนกระทั่งคนเขายอมแพ้ด้วยเหตุผลหรือว่าเกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ใช้คุณธรรม ใช้ปัญญาของพระองค์ชี้ให้เขาเห็น อาตมาคิดว่าศักดิ์สิทธิ์นี่ต้องศักดิ์สิทธิ์ในความหมายทนน้ำทนไฟทนต่อการ วิพากษ์วิจารณ์มากกว่าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้อันนี้เป็นความเข้าใจผิด มากกว่า

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved