กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > เกาะชายผ้าเหลือง

กลับหน้าแรก

รายการชุบแป้งทอด : เกาะชายผ้าเหลือง
ไทยพีบีเอส วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๘
สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล

ติดตามทาง YouTube

ศาสนาที่สอน ๆ กันอยู่ในปัจจุบันนี้คนจำนวนมากเห็นว่าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ โดยเฉพาะเมื่อเขาพบว่ามันมีสิ่งอื่นที่ตอบสนองความต้องการของเขาได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นความต้องการเชิงสนองกิเลส หรือแม้กระทั่งความต้องการทางจิตวิญญาณ  ไม่ใช่เป็นเพราะคนสมัยนี้เลวกว่าคนสมัยก่อน  แต่ถ้าคนสมัยนี้ไปเอาสิ่งอื่นเป็นสรณะ เช่นเอาวัตถุนิยมเป็นสรณะ เอาเงินทองเป็นสรณะ การมีคุณธรรมน้อย หรือมีชีวิตที่ผิดพลาดมากขึ้นก็เป็นไปได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะว่าศาสนาที่สอนกันในปัจจุบัน ไม่ใช่ศาสนาที่พระพุทธเจ้าสอน ที่สอนกันปัจจุบันนี้ไม่ตอบสนองความต้องการในส่วนลึกของผู้คน

สนใจพุทธศาสนาไม่จำเป็นว่าต้องเข้าวัด มันขึ้นกับว่าวัดสามารถทำหน้าที่นี้ได้หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม อาตมาคิดว่าคนจำนวนหนึ่งเขาต้องการความหวังจากพุทธศาสนา ถ้าหากว่าพุทธศาสนาสามารถตอบสนองความต้องการส่วนนี้ได้ เขาก็จะหันมาหาพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

ทุกวันนี้บริโภคนิยม เป็นศาสนาหนึ่งที่มีคนนิยมมาก มีสาวกค่อนโลกเลยเพราะมันให้ความหวังกับเขาว่า ถ้าคุณมีนั่นคุณมีนี่ คุณจะมีชีวิตใหม่ที่เจริญมั่นคง และเป็นชีวิตที่ควรแก่การภาคภูมิใจ

ปุจฉา ทำไมคนไทยถึงเข้าวัดกันน้อยลง

วิสัชนา สมัยก่อนชาวบ้านเขารู้สึกว่าพระเป็นของชุมชนเป็นของหมู่บ้าน พระดีก็เป็นศรีของหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ปล่อยปละละเลย จะอุปถัมภ์พระในเรื่องปัจจัยสี่ ใส่บาตร สร้างกุฏิ  ในทำนองเดียวกัน ถ้าพระประพฤติตัวไม่ถูกต้องชาวบ้านก็จะตักเตือน โดยเฉพาะคนที่เคยบวชพระมาแล้ว คนสมัยก่อนถ้าเป็นผู้ชายจะเคยบวชพระมาแล้วทั้งนั้น เขาจึงมีความรู้เกี่ยวกับพระวินัย สามารถตักเตือนพระได้  นอกจากนั้นพระที่เขาตักเตือนก็มักเป็นลูกหลานกัน เพราะคนสมัยก่อนถ้าอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็เป็นเครือญาติกันหมด เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดามากที่ฆราวาสที่เคยบวชมาแล้ว จะไปตักเตือนพระที่ทำผิดวินัย เช่น กินข้าวเย็น หรือกินเหล้า ถ้ากินเหล้าเขาก็อาจจะใช้วิธีการสุภาพ โดยการเอาเสื้อผ้ามาให้ แล้วนิมนต์สึก แต่ไม่ใช่จับสึก เพราะการกินเหล้านั้นไม่ถึงขั้นปาราชิก แต่ถ้าถึงขั้นเมามาย อาละวาด บางทีก็ถูกจับสึกนะ ชาวบ้านนี่แหละจับพระสึก  แต่เป็นการเอาตัวไปให้เจ้าอาวาสสึก อันนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องผู้หญิงด้วยแล้ว บางทีชาวบ้านล้อมกุฏิกลางค่ำกลางคืนแล้วก็จับสึกเลย

ปุจฉา แรกเริ่มแล้ว จีวรมาจากไหน

วิสัชนา จีวรแปลว่าผ้านุ่งผ้าห่มของพระสงฆ์ ไม่ว่านักบวชนิกายไหนก็ต้องมีผ้านุ่งผ้าห่มทั้งนั้น แต่ว่าเวลาเราพูดถึงจีวรเราก็หมายถึงผ้านุ่มผ้าห่มของพระในพุทธศาสนาซึ่งเดิมทีพระไม่มีเงินก็ต้องไปเก็บมาจากผ้าห่อศพ เสร็จแล้วก็เอามาย้อม ตัดเย็บ ตอนหลังก็มีโยมปรารถนาดี เอามาถวาย แต่ถวายตรง ๆ ไม่ได้ เพราะไม่มีพุทธานุญาต ก็เอาไปวางไว้ตามป่า เรียกว่าผ้าป่า ผ้าป่าเป็นผ้าที่ดูเหมือนทิ้งไว้ในป่า แต่ว่าเจตนาทิ้ง เพื่อให้พระมาชักผ้าที่ทิ้งไว้ในป่าไปใช้เป็นจีวร แต่ตอนหลังก็มีพุทธานุญาตให้ฆราวาสถวายผ้าให้กับพระได้ แล้วพระก็นำไปทำเป็นจีวร

ปุจฉา ทำไมจีวรพระถึงมีหลายสี เพราะอะไรและมีความหมายว่าอย่างไร

วิสัชนา ต้องเข้าใจว่าสมัยก่อนไม่มีโรงงานผลิตผ้า เมื่อได้ผ้ามาแล้ว จะเป็นผ้าห่อศพหรือผ้าอะไรก็แล้วแต่ ก็ต้องเอามาย้อมก่อน วัสดุที่ย้อมก็เอาจากวัสดุในท้องถิ่น เช่นเปลือกไม้ ใบไม้ เมล็ด หรือแม้แต่ผลไม้ แต่ละท้องถิ่นมีวัสดุไม่เหมือนกัน จึงเป็นธรรมดาที่สีจะต่างกัน แต่ก็มีพุทธานุญาตไว้ว่า สีอะไรบ้างที่ห้าม เช่นสีเหลือง สีแดง สีชมพู สีบานเย็น สีดำ

ปุจฉา สีจีวรที่ต่างกันแสดงถึงนิกายที่ต่างกันด้วยหรือไม่

วิสัชนา เมื่อสักประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ ปีก่อนเป็นอย่างนั้น ก่อนหน้านี้พระมหานิกายส่วนใหญ่จะห่มผ้าสีเหลืองผสมแดง เหมือนอย่างที่เราเห็นพระในเมืองห่มกัน แต่พระธรรมยุตท่านต้องการปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระวินัยมากที่สุด ท่านก็เลยห่มผ้าเป็นสีกรัก ในสมัยรัชกาลที่ ๔-๕ พระมหานิกายจะห่มเหลืองผสมแดงคล้าย ๆ อย่างที่เราเห็นในปัจจุบันตามหลายวัดในเมือง ส่วนถ้าเป็นโทนนี้(ชี้จีวรตัวเอง) ก็จะเป็นธรรมยุต แต่ตอนหลังพระมหานิกายจำนวนมากก็เปลี่ยนมาห่มแบบนี้ อย่างเช่นอาตมาเป็นมหานิกายก็มาห่มแบบธรรมยุต แต่พระธรรมยุตเองก็มีหลายสี ถ้าในเมืองก็ห่มสีแบบพระราชนิยม ถ้าเป็นวัดป่าก็จะห่มแบบนี้(ชี้จีวรตัวเอง)สีคล้ำหน่อย เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงไม่สามารถสรุปว่าห่มจีวรต่างสี แปลว่าต่างนิกาย เพราะบางทีนิกายเดียวกันก็ห่มสีต่างกันได้ ต่างนิกายแต่ห่มสีเดียวกันก็มี

ปฏิรูปพุทธศาสนา

ปฏิรูปเรื่องอะไรบ้าง ประการแรก ปฏิรูปเรื่องการปกครอง ซึ่งตอนนี้รวมศูนย์มากและทำให้การปกครองสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสาย ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความไม่ถูกต้องขึ้น คนที่ไม่ทำงาน คนที่ไม่มีความสามารถ หรือคนที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน พูดกันอย่างแพร่หลาย

ประการที่สอง ปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ องค์กรสงฆ์ยังมีการปฏิรูปการปกครองอยู่บ้างเป็นครั้งคราว ในรอบร้อยปีนี้มีประมาณ ๓ ครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดก็เมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่แล้ว แต่การศึกษาของคณะสงฆ์ไม่มีการปฏิรูปเลย มาเป็นเวลา ๑๐๐ ปีแล้ว ทำให้มีปัญหามาก พระสงฆ์มีความรู้เรื่องพุทธศาสนาน้อยลง ไม่มีแรงจูงใจในการเรียน พระเณรเครียดจนเป็นโรคประสาทเพราะการเรียนที่ตัวเองไม่รู้สึกเลยว่ามันมีประโยชน์ ใช้การท่องจำ จบแล้วก็เทศน์ไม่ได้สอนไม่เป็น ไม่สามารถเอามาใช้กับชีวิตได้ สะท้อนถึงความล้มเหลวของการศึกษาในด้านปริยัติ ยิ่งด้านปฏิบัติแล้วนี่ก็ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดเพราะว่าคณะสงฆ์ละเลยไม่เอาใจใส่การศึกษาที่เป็นการพัฒนาจิต

ประการที่สาม ปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์กับรัฐและประชาชนในสังคม สมัยก่อนความสัมพันธ์ของ ๓ กลุ่มนี้เป็นไปอย่างสมดุล คือระหว่าง สงฆ์ รัฐ สังคมหรือชาวบ้าน แต่ตอนนี้คณะสงฆ์ไปอิงกับรัฐมาก จึงเหินห่างกับประชาชนและสังคม ทำให้ชาวบ้านไม่รู้สึกว่าพระเป็นสรณะ หรือเป็นที่พึ่งพาทางจิตวิญญาณของเขาได้ ชาวบ้านรู้สึกว่าวัดหรือพระไม่ใช่ของเขา จึงหันหลังให้พระ หันหลังให้วัดมากขึ้น ซึ่งทำให้พระ เมื่อไม่ได้ถูกกำกับ ไม่ได้รับความสนใจจากประชาชนก็ประพฤติตัวในทางที่ผิดพระวินัยมากขึ้น ทำอะไรตามใจมากขึ้น จริง ๆ แล้วตามหลักที่พระพุทธเจ้าได้วางเอาไว้ พระจะต้องถูกกำกับโดยสังคม โดยประชาชน ถ้าพระทำอะไรไม่ถูกต้องญาติโยมก็ท้วงติงได้ แต่พอเกิดความเหินห่างกับพระสงฆ์ หรือถือว่าชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ทำให้พระสามารถทำอะไรตามได้สบายก็ทำให้เกิดอลัชชีมากขึ้น พอมีอลัชชีมากขึ้น ชาวบ้านก็ยิ่งเสื่อมศรัทธาในพระ ยิ่งหันหลังให้พระมากขึ้น

ขณะเดียวกันการไปใกล้ชิดกับรัฐ ก็ทำให้พระไปอิงกับอำนาจรัฐ ตอบสนองความต้องการของรัฐ ไม่สามารถจะเป็นตัวแทนของความถูกต้องได้ เพราะว่าต้องคอยพึ่งพาการสนับสนุนจากรัฐ มีปัญหาอะไรก็จะเรียกร้องการสนับสนุนจากรัฐ อย่างเช่นตอนนี้พอคณะสงฆ์รู้สึกว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก ๆ แทนที่จะปรับปรุงตัวเอง ก็ไปบอกว่าให้รัฐช่วยออกกฎหมายหน่อยว่าต่อไปนี้ห้ามวิจารณ์พระ ถ้าวิจารณ์พระจับเข้าคุกนะ อันนี้มันสะท้อนถึงความอ่อนแอของคณะสงฆ์ว่าไม่รู้จักแก้ปัญหาอย่างถูกจุด อีกทั้งพึ่งพาการอุปถัมภ์ของรัฐมาก เมื่อไม่สามารถจะทนฟังเสียงวิจารณ์ได้ ก็อาศัยอำนาจรัฐ ไปปิดปากคนที่วิจารณ์คณะสงฆ์ หรือว่าใช้อำนาจรัฐไปจัดการกับคนที่ประพฤติตัวไม่ถูกต้องในวงการสงฆ์

เรื่องนี้ถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็งก็จะต้องแก้ปัญหากันเอง มีอลัชชีมากก็ต้องแก้ไขด้วยตัวเอง ไม่ใช่ไปยืมมือรัฐบาลมาจัดการกับพระที่ประพฤตินอกรีตนอกรอย

ปุจฉา พุทธศาสนาไทยอนาคตจะมีหน้าตาและแนวโน้มเป็นอย่างไร

วิสัชนา หน้าตาของพุทธศาสนาไทยในอนาคตนั้น เริ่มมีเค้าให้เห็นแล้วในปัจจุบัน นอกจากแนวโน้มที่มุ่งตอบสนองบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยมของคนในสังคมแล้ว ก็ยังมีอีกหลายลักษณะที่เราเห็นได้ เช่น มีความหลากหลายมาก มีความหลากหลายด้านของการประพฤติปฏิบัติ พระเดี๋ยวนี้มีหลายนิกายมาก ถึงแม้ทางการมีสองนิกายใหญ่ คือมหานิกาย กับธรรมยุต แต่ในมหานิกายก็มีนิกายย่อย ๆ อีกมาก เช่น ธรรมกาย สันติอโศก ต่อไปก็จะมีภิกษุณี ภิกษุณีก็จะมีหลายคณะหลายพวก สายวัดป่าก็มีหลายสาย นอกจากนี้ยังมีอิทธิพลของมหายาน อิทธิพลของวัชรยานหรือทิเบต เพราะฉะนั้นการหวังว่าพุทธศาสนาในเมืองไทยจะเป็นเอกภาพในความหมายที่ว่าเหมือนกันหมด จึงเป็นไปไม่ได้

พุทธศาสนามีแนวโน้มที่จะเป็นพุทธศาสนาแบบฆราวาสมากขึ้น หมายถึงพุทธศาสนาที่มีฆราวาสเป็นหลัก หรือมีบทบาทสำคัญ อันนี้เกิดขึ้นในเกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวันแล้ว และเมืองไทยก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ฆราวาสจะมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรม ไม่ใช่แค่ให้ทาน ไม่ใช่แค่ใส่บาตร แต่ว่าจะสอนธรรมะ ทั้งปริยัติและปฏิบัติ นอกจากนี้อาจจะมีกลุ่มของฆราวาสที่ปฏิบัติธรรมหรือประกอบพิธีกรรมกันเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสงฆ์ ส่วนหนึ่งเพราะว่าไม่ศรัทธาพระสงฆ์แล้ว แบบนี้ก็จะมีมากขึ้น

มีแนวโน้มที่จะมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้น ต่างคนต่างปฏิบัติ และคนที่ปฏิบัติก็จะเน้นความหลุดพ้นเฉพาะตัว ไม่สนใจสังคม พุทธศาสนาเป็นจะเป็นอย่างไร พระสงฆ์จะเป็นอย่างไรฉันไม่สนใจ ไม่สนใจการปฏิรูป สนใจแต่การปฏิบัติของตัวเองคนเดียว พุทธศาสนาจะมีลักษณะปัจเจกนิยมจนกระทั่งอาจกลายเป็นความเห็นแก่ตัว

แนวโน้มอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นคือบทบาทของผู้หญิง ผู้หญิงจะมีบทบาทมากขึ้น เราลองสังเกตดูนะ ในแวดวงปฏิบัติธรรม ผู้หญิงเป็นกำลังหลัก ทั้งผู้ปฏิบัติธรรม และผู้สอนธรรม อาจารย์ที่เป็นผู้หญิงจะมีมากขึ้น

นี่เป็นภาพย่อๆ หรือเป็นภาพหลักๆ ของ พุทธศาสนาไทยในอนาคต ซึ่งตอนนี้ก็เห็นวี่แววชัดเจนอยู่แล้ว

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved