กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > จิตวิญญาณ

กลับหน้าแรก

จิตวิญญาณ
เรียนรู้ธรรมะผ่านงานเขียน การเดินทาง แล้วย้อนกลับมามองตน

สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล
เรื่องและภาพ : สิริรักษ์ บางสุด
นิตยสารครัว
เล่ม ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘

อากาศตอนเช้าตรู่บนเทือกเขาภูแลนคาแม้ย่างเข้าฤดูร้อนก็ยังคงเย็น พอตกบ่ายจึงเริ่มร้อนอบอ้าว แต่เมื่อก้าวเข้ามายังอาณาบริเวณวัดป่ามหาวัน (ภูหลง) ทุกอย่างดูสงบเย็น

นาฬิกาบอกเวลาตีสี่ครึ่ง ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท ระฆังถูกตีจนเกิดเสียงดังกังวาน นี่เป็นสัญญาณให้รู้ว่า ได้เวลาทำวัตรเช้าแล้ว สิ้นเสียงระฆังไม่นาน เสียงบทสวดมนต์ก็ดังขึ้นบนศาลาไม้ หลังสวดมนต์เสร็จ พระอาจารย์จะเทศน์เรื่องราวอันเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาให้ลูกศิษย์ได้ฟัง แล้วระฆังจะถูกตีอีกครั้ง เป็นสัญญาณให้ชาวบ้านรู้ว่า พระกำลังออกเดินบิณฑบาต

พระอาจารย์ซอยฝีเท้าอย่างคล่องแคล่วนำพระลูกศิษย์ไปบนพื้นถนนมืดๆ ระยะทางในการเดินบิณฑบาตจากวัดป่ามหาวันไปยังหมู่บ้านตาดรินทอง ไป-กลับประมาณ 8 กิโลเมตร ตลอดสายเป็นถนนดินแดง บางระยะถูกเทด้วยปูนซีเมนต์ ก่อนเข้าถึงตัวหมู่บ้านจะเห็นไร่มันสำปะหลัง สลับกับสวนยางพารา

“อีแม่ หลวงพ่อมาแล้วเด้อ!” เสียงเด็กหญิงร้องตะโกนเรียกคนในบ้าน

หลวงพ่อของชาวบ้านยืนสงบก่อนจะลดสายตาลงต่ำ แล้วเอ่ยทักเด็กหญิงตัวน้อยว่า “ไม่ไปโรงเรียนเหรอ” เด็กหญิงดูเอียงอายไม่ตอบกระไร หลวงพ่อเปิดฝาบาตรหยิบข้าวเหนียวหนึ่งปั้นโยนให้หมาที่มาเคล้าคลอ มันกระโดดงับก้อนข้าวเหนียว แล้วเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย

พอแม่ใส่บาตรเสร็จเด็กหญิงเขยิบเข้ามานั่งข้างๆ มือน้อยๆทั้งสองยกขึ้นพนมเพื่อรับพรจากหลวงพ่อ ส่วนเจ้าหมาก็นั่งมองตาแป๋ว คงหวังจะได้กินข้าวเหนียวอีกสักปั้นจากหลวงพ่อ

“ทุกครั้งที่พระอาจารย์อยู่ท่านจะออกบิณฑบาตเสมอ จะไม่ไปก็ตอนอาพาธ” แม่ชีอูฐเล่า

“หลวงพ่อ” ของชาวบ้าน “พระอาจารย์” ของลูกศิษย์ คือ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และวัดป่ามหาวัน จังหวัดชัยภูมิ ท่านขึ้นชื่อว่าเป็นพระนักกิจกรรมหัวก้าวหน้า พระนักคิด นักวิชาการ กระทั่งเป็นแบบอย่าง ผู้นำความคิดของคนรุ่นใหม่ ทั้งในกลุ่มวัยรุ่น คนวัยทำงาน และผู้อยู่ในวัยเกษียณ จนมีหลายคนผันตัวเองเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตามแบบอย่างพระอาจารย์

“ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่คิดบวชเป็นพระเยอะขึ้นมั้ยคะ” เราถามพระอาจารย์ไพศาล

“เยอะนะ หลายคนพอสนใจพุทธศาสนาก็อยากจะมาปฏิบัติให้มากขึ้น ส่วนใหญ่จะบวชไม่นาน 2-3 เดือน บางคนบวช 2-3 เดือนก็อยากจะบวชต่อ พอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วจะมีความสุข เพราะมันมีความสบาย แต่ก็พบว่าหลายคนพอสึกไปแล้วก็ไหลไปตามกระแสอีก สนุก อาจจะหวนกลับมาบวชใหม่ก็มี หรือไม่กลับมาก็ไม่น้อย”

“มากกว่าสมัยที่พระอาจารย์เป็นหนุ่มรึเปล่าคะ”
“ใช่”
“เพราะอะไรคะ”
“เพราะสื่อ สื่อทำให้คนเข้าถึงศาสนาง่าย สมัยที่อาตมาบวชใหม่ๆ คนสนใจพุทธศาสนาน้อยนะ คือสมัยที่อาตมาบวชใหม่ๆ หนังสือธรรมะติดอันดับเบสต์เซลเลอร์น้อยมาก แต่ว่าในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา หนังสือธรรมะติดอันดับหนังสือขายดีเป็นว่าเล่น แม้ว่าตอนนี้จะตกลง แต่หนังสือธรรมะก็ยังมียอดขายดีกว่าหนังสืออย่างอื่น อาจจะยกเว้นหนังสือประเภทฮาวทู แสดงว่าคนสนใจพุทธศาสนามากขึ้น”

“ทำไมคนถึงให้ความสนใจศาสนามากขึ้นละคะ” เรายังคงสงสัย

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเครียดมากขึ้น สับสนมากขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะยุคนี้มีสิ่งล่อเร้าและทางเลือกมากมาย ผู้คนจึงมีความเครียดและสับสนมากกว่าแต่ก่อน รวมถึงคนที่มีเงิน คนประสบความสำเร็จในการงาน ถึงแม้ว่าเขารวยแล้ว มีการงานมั่นคงแล้ว แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจ จึงต้องการแสวงหาทางออก อยากพบกับความสงบใจ อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนะ อเมริกา ยุโรป ก็เป็นแบบนี้ พวกเบบี้บูมที่เติบโตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รวมถึงพวกเจเนอร์เรชั่นเอ็กซ์ ถึงจุดหนึ่งพอประสบความสำเร็จในงานการ หรืออยู่ในช่วงขาขึ้น แทนที่จะมีความสุข กลับเครียด เขาพบว่าเงินทองและความสำเร็จไม่ทำให้มีความสุขอย่างที่คิด จึงหันมาสนใจสมาธิภาวนา ยิ่งมีการศึกษาวิจัยยืนยันว่าสมาธิหรือการเจริญสติช่วยให้คนหายเครียดได้ สติทำให้เรียนดีขึ้น คนก็หันมาหาการเจริญสติมากขึ้น พอเจริญสติแล้วได้รับผลดีก็สนใจแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการเจริญสติ นั่นคือ พุทธศาสนา เห็นความสำคัญของการปล่อยวาง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้น

ประการที่สองอาตมามองว่าเป็นเรื่องของแฟชั่น คือ พอมีคนสนใจพุทธศาสนามากขึ้น  มีดารานักร้องเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมมากขึ้น มันก็เริ่มกลายเป็นแฟชั่น  ดึงดูดให้คนหันมาสนใจพุทธศาสนา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องล้าสมัย  บางคนรู้สึกว่าเท่ด้วยซ้ำถ้าบอกใครว่าเพิ่งเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม หรือถ้าได้ถือหนังสือธรรมะ สมัยก่อนใครถือหนังสือธรรมะไม่เท่นะ แต่หนังสือธรรมะสมัยนี้ทำสวยขึ้น

นอกจากนั้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  มีหลายท่าน เช่น ท่าน ว.วชิรเมธี และพระอาจารย์ปราโมทย์ สามารถชักชวนให้ผู้คนเข้ามาสนใจธรรมะมากขึ้นด้วย เพราะเห็นว่าธรรมะและสมาธิภาวนาไม่ใช่เรื่องยากหรือลี้ลับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย หรือปฏิบัติแล้วเห็นผล แก้ทุกข์ได้”

“แต่งานของพระอาจารย์เองก็ส่งผลต่อแนวคิดของคนรุ่นใหม่เช่นกัน”

“อาตมาเพียงทำให้เขาเห็นว่า ธรรมะเป็นเรื่องใกล้ตัว  เป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ในชีวิตประจำวันทั้งจากประสบการณ์ของตนเอง และของคนอื่น ยิ่งถ้าเราวางใจถูกหรือปฏิบัติถูก เราจะยิ่งพบธรรมะได้ไม่ยาก แต่ว่าธรรมะที่อาตมานำมาเผยแผ่ยังเป็นธรรมะเบื้องต้น อย่างมากก็เบื้องกลาง ไม่ได้ลึกซึ้งมาก เป็นแค่เชิญชวนให้เขาเห็นคุณค่าของธรรมะ   อันนี้อาตมาถือว่าเป็นบทบาทหรือหน้าที่ของอาตมา ซึ่งก็มีข้อจำกัดในตัว  หลายคนมาสนใจพุทธศาสนาแล้ว ก็อยากรู้หรืออยากเข้าถึงธรรมะที่ลึกกว่าที่อาตมานำมาแสดง  ธรรมะที่ลึกซึ้งนั้นมีคนอื่นทำได้ดีกว่า เช่น หลวงพ่อชา ท่านพุทธทาส อาตมาก็หวังว่าเมื่อเขามาสนใจพุทธศาสนาถึงขั้นลงมือปฏิบัติแล้ว ก็ควรก้าวต่อไปให้ไกลกว่าที่ได้เรียนรู้จากงานของอาตมา เหมือนกับการเดินทาง มันมีหลายทอด กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง หรือเหมือนกับการล่องแพในแก่งน้ำเชี่ยว  ต้องต่อแพหลายทอดกว่าจะถึงฝั่ง พอถึงฝั่งก็ไม่ต้องสนใจแพแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นแค่แพ พาคนเข้าถึงฝั่ง ฝั่งคือนิพพาน เมื่อถึงฝั่งก็ไม่ต้องแบกแพขึ้นฝั่งไปด้วย พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าไปยึดติดถือมั่นแม้กระทั่งคำสอนของพระองค์”  

บริเวณกุฏิของพระอาจารย์ในวัดป่ามหาวัน แวดล้อมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ มองไกลออกไปตรงระเบียงแลเห็นทิวเขา พระอาจารย์มักมาจำพรรษาอยู่ที่นี่ เมื่อเดินผ่านใต้พื้นเรือนกุฏิไม้หลังนี้จะเห็นตู้หนังสือเหล็กหลายตู้ ภายในตู้มีหนังสือของพระอาจารย์หลายเล่ม ส่วนใหญ่หนังสือที่อยู่ตรงนี้ พระอาจารย์จะแจกให้ญาติโยมผู้มาเยี่ยมเยือน แม้บนกุฏิก็มีหนังสือหลายเล่ม ส่วนใหญ่เป็นหนังสือที่ใช้เป็นข้อมูลในงานเขียน และในฐานะที่พระอาจารย์เป็นนักอ่านตัวยง พอเอ่ยถามว่าชอบอ่านหนังสือแนวไหน ท่านก็ว่า “ทุกแนวเลยมั้ง ยกเว้นคณิตศาสตร์ เคมี เพราะมันแห้งไป ไม่มีชีวิตไง  อ่านบ้างแต่ไม่ได้อ่านเยอะ คณิตศาสตร์ที่เป็นงานเขียนอย่างสนุก บางอย่างให้ข้อมูลที่ไม่คาดฝัน เช่น มีโจทย์ว่า กระดาษหนังสือพิมพ์ถ้าพับได้ถึงสี่สิบทบ จะหนาแค่ไหน” พระอาจารย์เว้นวรรคเพื่อให้เราตอบ พอส่งคำตอบกลับไปก็ผิด จนนึกขำตัวเองในความอ่อนด้อย แล้วพระอาจารย์ก็เฉลยอย่างใจดีว่า

“ถ้ากระดาษสามารถพับได้สี่สิบทบ หรือสองยกกำลังสี่สิบ  ความหนาของมันจะเท่ากับระยะทางจากโลกไปดวงจันทร์เลยทีเดียว คือเกือบสี่แสนกิโลเมตร  นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ ของสิ่งที่เรียกว่า exponential หรือการยกกำลัง  ตอนที่พับกระดาษประมาณสิบครั้งหรือยี่สิบครั้งแรกจะหนาไม่เท่าไหร่ แต่หลังจากนั้นความหนาจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามหลัก exponential  หรือมีคนบอกว่าเอาเมล็ดข้าวใส่ในตารางหมากรุก โดยเพิ่มเป็นสองเท่าของช่องก่อนหน้านั้นๆ เช่นช่องที่หนึ่งใส่หนึ่งเมล็ด ช่องที่สองใส่สองเมล็ด ช่องที่สามใส่สี่เมล็ด ช่องที่สี่ใส่แปดเมล็ด พอถึงช่องที่หกสิบสี่จะต้องใส่เมล็ดข้าวกี่เมล็ด” พระอาจารย์หยุดพูดสักแป๊บก็เฉลยว่า “มันมากกว่าข้าวที่ผลิตได้ในโลกด้วยซ้ำ นี่คือความอัศจรรย์ของคณิตศาสตร์ แบบนี้อาตมาชอบ”

“ความอัศจรรย์แบบนี้สอนอะไรเราได้บ้างคะ” เราถามอย่างใคร่รู้

“สอนว่าสิ่งเล็กๆอย่ามองข้าม เพราะถ้ามันสะสม ทบต้นเมื่อไหร่จะเป็นจำนวนมหึมา อย่างที่เขาว่าผีเสื้อกระพือปีกที่ฮ่องกงทำให้เกิดพายุที่อเมริกา มันก็เกิดจากหลักการนี้แหละ คือการกระพือปีกของผีเสื้อทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยมาก  แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นถ้าทบต้นไปเรื่อยๆ สามสิบครั้งก็จะเกิดผลมหาศาล เหมือนกับพับกระดาษหนังสือพิมพ์ แสดงว่าของเล็กน้อยอย่าประมาท”

“งานของพระอาจารย์ก็จะมีข้อมูลแทรกอยู่ในหลักธรรมด้วย”

“ถ้าทำได้อาตมาก็จะเอาเกร็ดทำนองนี้มาเล่า มันมีรสชาติ ถ้ามีแต่เนื้อหาล้วนๆ จะจืด ต้องมีเกร็ดแทรก เกร็ดอาจเป็นข้อมูลแปลก ๆ หรือเรื่องเล่าก็ได้  ทำให้คลายความเครียดลง เวลาเราอ่านหนังสือหนักๆ แล้วมีเรื่องเล่าหรือเกร็ดที่น่าสนใจ ทำให้ผ่อนคลาย นอกจากนั้นเกร็ดเหล่านี้ยังช่วยเน้นหรือขยายเนื้อหาให้เห็นเด่นชัดขึ้น คือ ถ้าเขียนเรื่องนามธรรม แต่ไม่มีตัวอย่าง คนอ่านอาจเข้าใจไม่ชัดว่าเราหมายความว่าอย่างไร  หรือบางทีก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้   แต่ถ้าเอาเรื่องราวของคนจริงๆ มานำเสนอ เช่น คนที่เป็นมะเร็ง แต่ยังยิ้มได้ ใจยังเป็นสุข เรื่องแบบนี้ก็ทำให้คนอ่านเห็นว่า สิ่งที่เราพูดนั้นไม่ใช่นิยาย หรือเรื่องอุดมคติเกินเอื้อม แต่คือสิ่งที่ทำได้ มีคนทำมาแล้ว ในแง่หนึ่งก็ทำให้เนื้อหาที่เราพูดมีน้ำหนัก ชัดเจน และขณะเดียวกันก็เป็นการคลายความเครียดให้กับผู้อ่านด้วย ข้อมูลก็เหมือนกันนะ มีวัตถุประสงค์ตรงนี้ด้วย”

ฟังจบเราตัดสินใจถามคำถามหนึ่งกับพระอาจารย์อย่างกลัวๆ กล้าๆ ว่า

“พระอาจารย์อ่านแฮรี่พอตเตอร์ด้วย”

พระอาจารย์ยิ้มและถามกลับด้วยอาการประหลาดใจ “รู้ได้ไง”

พอเห็นท่าทีเบิกบานของพระอาจารย์ เราจึงถามต่อ “อ่านแล้วได้อะไรจากเรื่องนี้คะ”

“สนุก (ยิ้ม) แล้วก็ได้แนวคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะตอนท้ายๆที่พูดถึงเรื่องความตาย แฮรี่พอตเตอร์เป็นคนที่ไม่กลัวตาย กลับไม่ตาย  ส่วนคนที่กลัวตาย อยากเป็นอมตะ คือ วัลเดอร์มอร์ต กลับตาย โดยเฉพาะ 2 เล่มสุดท้าย จะเข้มข้นมากในเชิงแนวคิด เราจะเห็นเลยนะว่า ตัวเอกในเรื่องนี้ไม่ใช่คนที่เก่งเพียบพร้อม  เหมือนซูเปอร์แมน คนเหล่านี้ล้วนมีจุดอ่อน เช่น ขี้โมโห ใจร้อน ไม่มั่นใจในตัวเอง หรือเรียบ ๆ  ตั้งแต่แฮรี่พอตเตอร์  เฮอร์ไมโอนี รวมทั้งพี่น้องตระกูลเนวิล ซึ่งไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย แต่กลับเป็นคนสำคัญในตอนท้าย ๆ  แต่สิ่งที่คนเหล่านี้มี คือ ความดี ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความอุตสาหะ ความเสียสละ และมีน้ำใจต่อเพื่อน คุณธรรมเหล่านี้ในที่สุดสามารถเอาชนะความชั่วร้ายที่มีพิษรอบตัวได้ หนังสือชุดนี้ชี้ว่าถึงไม่ใช่คนเก่งหรือเป็นซูปเปอร์ฮีโร เราแต่ละคนก็มีศักยภาพที่สำคัญมาก  แม้จะมีจุดอ่อน แต่ถ้าเรายอมรับจุดอ่อน และเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง ก็จะสามารถทำสิ่งยิ่งใหญ่หรือสิ่งยากได้สำเร็จ รวมทั้งการช่วยเหลือผู้อื่น”

“หนังสือแต่ละเล่มอ่านจบก็ต้องเอามาคิด”

“อ่านแล้วควรจะคิดกับมัน  จะเอาสนุกหรือเอามันส์อย่างเดียวไม่พอ เราต้องทบทวนว่ามันให้แง่คิดอะไรแก่เรา หรือมีอะไรที่จะเป็นประโยชน์แก่เราบ้าง”

“งานของพระอาจารย์เองมีแนวคิดอะไรบ้างคะ”

“ถ้าเป็นงานเขียนแนวธรรมะก็พยายามให้คนกลับมาเห็นความสุขภายใน ตระหนักว่าสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ รวมทั้งรู้ว่าความทุกข์ของคนเรามีสาเหตุจากความยึดมั่นถือมั่น แต่จุดประสงค์ใหญ่ๆ คือ อยากให้คนมองว่าอย่าเอาวัตถุเป็นสรณะ มันไม่ใช่คำตอบที่แท้ของชีวิต  ประเด็นนี้อาตมาคิดว่าสำคัญ เพราะสมัยนี้เป็นยุคบริโภคนิยม  มีสิ่งล่อเร้าที่ทำให้คนลุ่มหลงในวัตถุได้ง่าย  สิ่งที่อาตมาทำคือพยายามช่วยให้คนเข้าถึงความสุขโดยไม่อิงวัตถุ ถ้าเป็นงานเขียนเกี่ยวกับสังคม ก็มักจะเป็นไปในทางนี้ด้วย

“งานเขียนบางส่วนเป็นเรื่องของการเดินทาง พระอาจารย์เองก็ชอบเดินทาง”

“สมัยก่อนชอบนะ แต่ตอนหลังเดินทางน้อยลงโดยเฉพาะต่างประเทศ อาตมารู้สึกเต็มอิ่มกับการเดินทางท่องเที่ยวมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว  รู้สึกว่าพอแล้ว อาจเป็นเพราะว่าได้เห็นมาเยอะ  นอกจากนั้นก็คงเป็นเพราะเหนื่อยกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วย กำลังวังชาน้อยลง ถ้ายังมีกำลังวังชาอยู่ก็จะสนุกกับการเดินทาง  ทุกวันนี้ก็ยังเดินทางอยู่ แต่ไม่ค่อยได้เที่ยว และไม่ได้ดิ้นรนขวนขวายเท่าไหร่   สมัยก่อนตอนหนุ่มๆ เวลาอ่านวารสาร อ.ส.ท. หรือนิตยสารเดินทางท่องเที่ยว ก็มีความฝันอยากไปโน่นไปนี่  ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางในเมืองไทย  แล้วก็มีเหตุให้ได้ไปหลายแห่ง รวมทั้งไปต่างประเทศ  อาตมาบินรอบโลกตั้งแต่อายุ ๒๐   แต่พอบวชแล้วก็เดินทางน้อยลง  ช่วงหลัง ๆเดินทางเพราะมีกิจนิมนต์เป็นหลัก ไปถึงก็ไม่ได้ดิ้นรนว่าจะต้องไปดูโน่นดูนี่  บรรยายเสร็จ อบรมเสร็จ ก็กลับเข้าห้องพัก  ความกระตือรือร้นออกไปดูโน่นดูนี่มีน้อยลงมาก  เมื่อก่อนทำงานเสร็จก็จะกระตือรือร้นอยากไปเที่ยวนั่นเที่ยวนี่”

“การเดินทางท่องเที่ยวสอนอะไรเรามั้ยคะ”

“ทำให้สายตาเรากว้างขึ้น ใจเรากว้างขึ้น ตอนอยู่เมืองไทยเราเคยคิดว่าดีคือแบบนี้ แต่พอไปต่างประเทศ ก็เห็นอีกแง่หนึ่ง เห็นว่าความดีนั้นมีหลายแบบ  อย่างเราอยู่เมืองไทยเราเห็นประเพณีวัฒนธรรมของเราว่าเหมาะ ว่าดี แต่พอไปอินเดีย ญี่ปุ่น ก็พบว่าหลายอย่างที่ไม่เหมือนเรามันก็ดีเหมือนกัน อย่างเราอยู่เมืองไทยอาจเห็นว่าเห็นความสะดวกสบาย ความทันสมัยเป็นของดี  แต่พอไปอินเดียก็พบว่าความไม่ทันสมัย ความไม่สะดวกสบายก็มีข้อดีเช่นกัน คือ ทำให้เราไม่ยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนตายตัว ใจเปิดกว้างยอมรับสิ่งอื่นที่แตกต่างไปจากที่คุ้นเคย”

“แสดงว่าการเดินทางแต่ละครั้งของพระอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่ จะให้แง่คิดแตกต่างกันออกไป”

พระอาจารย์ฟังแล้วพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะขยายความว่า “ตอนนี้อาตมาค้นพบว่า การเดินทางที่แท้จริง คือ การเดินทางด้านในนะ แต่การเดินทางภายนอกก็มีประโยชน์  โดยเฉพาะการเดินทางที่ช่วยให้เราย้อนกลับมามองตนเอง ตั้งคำถามกับตัวเอง หรือทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้น  เพราะเวลาเราตอบสนองหรือมีปฏิสัมพันธ์กับอะไรบางอย่าง มันบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเราเยอะมาก  โดยเฉพาะเวลาเราไปยังที่ที่ไม่คุ้นเคย มันจะบอกตัวเราเองได้ชัด คือ เวลาเราอยู่ในที่ที่คุ้นเคย เช่นอยู่บ้าน   เราไม่ค่อยเห็นตัวตนของเราเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เราทำที่บ้านนั้นเราคุ้นเคยกับมัน หรือออกมาจากความเคยชิน จึงเห็นไม่ชัด ผิดกับตอนที่เราอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ตัวตนเราจะออกมาชัด มันก็ทำให้เราได้เห็นตัวเองชัดเจนขึ้น”

“ไม่ใช่ว่าถ้าเราอยู่ในที่ที่คุ้นเคยแล้วตัวตนเราจะออกมาชัดเหรอคะ”

“มันออกมาก็จริง แต่เราเห็นไม่ชัด เพราะเราทำจนเป็นนิสัยเลยชินชากับมัน   อีกอย่างหนึ่งเวลาเราอยู่ในที่คุ้นเคย ความกลัวจะไม่ค่อยออกมา เพราะว่าเรารู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่คุ้นเคย  ในที่แบบนั้นเราจะไม่ค่อยเห็นด้านที่อ่อนแอของเรา ไม่เห็นความกลัวหรือด้านที่แย่ของเรา แต่พอเราไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย เราจะรู้สึกไม่ปลอดภัย  ความกลัวจะออกมา เกิดความระแวงได้ง่าย เราจะได้เห็นความอ่อนแอของเราอย่างชัดเจน

อีกด้านหนึ่งที่อาตมาได้จากการท่องเที่ยวก็คือ เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตากรุณาของผู้คน คือเวลาอยู่บ้านเราจะรู้สึกว่าเราอยู่โดยไม่มีใครก็ได้ แต่พอไปอยู่ข้างนอกจะพบว่าชีวิตเราต้องพึ่งพาคนอื่นมากมาย เช่นต้องพักบ้านของคนอื่น ซึ่งเราอาจไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยก็ได้  ประสบการณ์ในต่างแดนทำให้ได้คิดว่าชีวิตเราอยู่ได้เพราะคนอื่น ทำให้ซาบซึ้งในบุญคุณของขา เห็นความสำคัญของความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น”

“พระอาจารย์เคยเขียนถึงเรื่องการเดินทางว่า ถ้าเราออกเดินทางแล้วกลับมายังที่เดิมและไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองแสดงว่าเรายังไม่ได้ออกเดินทาง”

“ใช่ การเดินทางในท้ายที่สุดแล้วมันไม่ใช่เพียงการไปเห็นของใหม่ๆ  ซื้อของแปลก ๆ กลับมา สิ่งสำคัญกว่านั้นคือการได้เห็นตัวเราเองในมุมใหม่ การมองเห็นตัวเองในมุมใหม่ทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

“แต่รูปแบบการเดินทางของคนสมัยนี้มักจะยึดที่วัตถุมากกว่าจะมองย้อนกลับมายังตัวเอง เป็นเพราะอะไรคะ”

“วัตถุนิยม บริโภคนิยมทำให้คนมุ่งแต่จับจ่ายใช้สอย มุ่งเสพประสบการณ์ความตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ อย่างคนไทย เป็นที่ร่ำลือกันในหมู่ไกด์ต่างชาติว่าชอบช็อปปิ้งมาก  พิพิธภัณฑ์หรือสิ่งที่ให้ความรู้ คนไทยไม่สนใจ แต่สนใจเที่ยวห้าง ซื้อของ จะให้ต่อแถวยาว ๆ เป็นชั่วโมงก็ยอม  แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของบริโภคนิยมอย่างชัดเจน วัฒนธรรมการทัศนาจรเดี๋ยวนี้ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีเสน่ห์น้อยลง เพราะใคร ๆ ก็อยากไปที่สบาย  ถ้ากันดาร ไปยาก ก็ไม่อยากไป ทั้ง ๆ ที่มีสิ่งน่าสนใจรออยู่มากมาย 

“นอกจากนั้นส่วนใหญ่เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ผู้คนก็มักอยากไปเห็นสถานที่ที่เด่นดัง แต่เราไม่ค่อยสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น อาตมาคิดว่าถ้าเราได้สัมผัสหรือพูดคุยกับคนท้องถิ่น จะได้อะไรเยอะมาก  การที่เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น มีผลดีต่อตัวเราเอง เพราะได้เห็นคนที่มีนิสัยแตกต่างจากเรา ทำให้เรามีทัศนคติ และมีมุมมองเกี่ยวกับมนุษย์กว้างขึ้น ทำให้เห็นว่าบางอย่างที่เราเห็นว่าดี ในวัฒนธรรมอื่นอาจจะไม่ดีก็ได้ หรือสิ่งที่เราคิดว่าไม่ดี เอาเข้าจริงก็อาจจะดีก็ได้

“การท่องเที่ยวในต่างแดนช่วยให้เราเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ง่าย หากเราไม่คลุกคลีอยู่กับพวกเดียวกันเองตลอดทริป  ยิ่งถ้าไปคนเดียวด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นได้ง่าย เพราะการอยู่คนเดียวท่ามกลางสิ่งที่ไม่คุ้นเคยหรือคนแปลกหน้า ทำให้เราต้องปรับตัว ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนมุมมองด้วย  มุมมองที่เปลี่ยนไปหรือขยายกว้างขึ้น สามารถทำให้เราเป็นคนใหม่ได้   อาตมาอยากตั้งข้อสังเกตว่า คนที่เดินทางต่างประเทศมาก มักมีหูตากว้างไกล หรือใจกว้าง เพราะเห็นโลกมามาก  แต่ก็ต้องไปถูกวิธีนะ”

“ไปถูกวิธีควรทำอย่างไรคะ”

“ออกจากไข่แดงไง ออกจากที่คุ้นเคยไปสัมผัสกับผู้คนที่แตกต่างจากเรา ออกไปสัมผัสกับวัฒนธรรมที่เราไม่คุ้นเคย  เช่น ไปคุยกับเขา ไปกินอาหารของเขา พักบ้านเขา คือเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมของเขา พาตัวเองไปอยู่ในโลกของเขาซึ่งเราไม่คุ้นเคย เพราะถ้าเราไปจีน ไปอินเดีย แล้วไปกินอาหารไทย มันสะท้อนว่าเราไม่กล้าที่จะลองของใหม่ เราติดกับรสชาติเดิม ๆ แล้วเราจะเรียนรู้เพิ่มเติมได้อย่างไร  ถ้าอยากเรียนรู้ ก็ต้องกล้าที่จะเปิดตัวเองออกกไปสัมผัสกับความจริงที่แตกต่าง ที่เราไม่คุ้นเคย อาตมาเชื่อว่าจะทำให้เราได้อะไรเยอะ อาหารก็สะท้อนวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นสื่อพาเราไปสู่อะไรมากมาย เช่น พอเราไปกินอาหารแขกก็ต้องไปกินในร้านอาหารของเขา ต้องไปกินแบบเปิบด้วยมือ ซึ่งให้รสชาติและประสบการณ์ที่แตกต่างจากการกินด้วยช้อนมาก  นอกจากนั้นการได้ใกล้ชิดกับคนท้องถิ่นในบรรยากาศของเขา ก็ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมของเขามากขึ้น ในแง่หนึ่งมันเปิดมุมมองของเราให้กว้างขึ้น ทำให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น ในอีกแง่หนึ่งทำให้เราได้เห็นตัวเราเอง เห็นว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นมันเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความจริง ความจริงยังมีอะไรมากกว่านั้น”

“ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องเอามาคิดด้วย”

“ใช่ เราต้องเอามาไตร่ตรอง การเดินทางที่ดีจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านใน เราไม่ใช่แค่เห็นอะไรใหม่ๆนอกตัวเรา แต่เรายังได้เห็นอะไรใหม่ๆในตัวเราด้วย”

พอพระอาจารย์กล่าวถึงประเด็นนี้จบก็ชวนให้นึกถึงนิทานเซนเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระอาจารย์เทศน์ให้ฟังหลังทำวัตรเช้าวันหนึ่ง  เนื้อความมีอยู่ว่า เมื่อ 200 ปีมาแล้ว มีชายตาบอดคนหนึ่งในประเทศจีนไปเยี่ยมเพื่อน ทั้งสองคุยกันออกรสออกชาติจนกระทั่งค่ำ ชายตาบอดจะกลับบ้าน เพื่อนก็บอกว่าอย่าเพิ่งกลับ แล้วก็ยื่นโคมไฟให้ ชายตาบอดบอกว่า “ให้โคมไฟผมทำไม ผมไม่ต้องการ เพราะตาบอด เดินในที่มืดได้อยู่แล้ว” เพื่อนก็ตอบว่า “โคมไฟนี้ถึงคุณไม่ต้องการ แต่มันช่วยส่องทางให้คนอื่น  แล้วยังช่วยให้เขาไม่เดินชนคุณด้วย” ชายตาบอดรับมาแล้วเดินถือโคมไฟกลับบ้าน แต่เดินไปได้สักพักใหญ่ก็มีคนมาเดินชน จนกระทั่งเขาล้มลง ชายตาบอดโกรธมาก ด่าผู้ที่ชนว่า “ตาบอดรึไง ไม่เห็นหรือไงว่าฉันถือโคมอยู่” ชายผู้นั้นรีบขอโทษขอโพย แล้วพูดว่า “แต่ว่าโคมของคุณดับไปนานแล้วนะ” นิทานจบเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่ยังไม่จบคือข้อคิดของพระอาจารย์

“นิทานเรื่องนี้ต้องการบอกอะไร คือ เขาให้แง่คิดว่า คนเราเวลาจะทำอะไรอย่านึกถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียว ให้นึกถึงประโยชน์ของผู้อื่นด้วย อย่างเช่นโคมไฟ มันไม่ได้เป็นประโยชน์กับคนตาบอดเลย แต่ว่าเป็นประโยชน์กับคนอื่น  ดังนั้นถึงแม้ตาบอดก็สมควรที่จะเดินถือโคมไฟ จะได้ให้แสงสว่างกับคนอื่นที่ตาดี ซึ่งก็กลับมาเป็นประโยชน์กับตัวเองด้วย เมื่อคนอื่นเห็นทางจะได้ไม่มาเดินชนเรา ประโยชน์ที่ให้กับคนอื่นก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเอง

แต่ในเวลาเดียวกัน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็อย่าเพิ่งโทษคนอื่น ให้กลับมาดูที่ตัวเองก่อน  หาไม่เราก็ไม่ต่างจากคนตาบอด ซึ่งไม่รู้ว่าโคมไฟของตนดับไปนานแล้ว จึงโทษคนที่มาเดินชนตนเอง

นิทานนี้สอนว่า เวลาทำอะไรอย่านึกถึงตัวเองอย่างเดียว ให้นึกถึงคนอื่นด้วย แต่เวลาเกิดปัญหาขึ้นมาอย่าเพิ่งโทษคนอื่น  ให้กลับมามองตัวเองก่อน  นี้เป็นการมองสองมุมนะ แต่คนส่วนใหญ่ทำตรงข้าม เวลาจะทำอะไรก็จะนึกถึงตนเองก่อน ไม่นึกถึงคนอื่น  แต่เวลาเกิดเรื่องขึ้นมาก็โทษคนอื่นก่อน ไม่หันมามองตน”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved