กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > ปฏิรูปคณะสงฆ์

กลับหน้าแรก

ปฏิรูปคณะสงฆ์
พระไพศาล วิสาโล

ปรับปรุงจากสัมภาษณ์รายการตอบโจทย์
ไทยพีบีเอส
วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๘
ดำเนินรายการโดย ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์

YOUTUBE

คำถาม : พุทธศาสนิกชนมีความคาดหวังว่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรืออาจถึงขั้นมีการปฏิรูปองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ท่านคิดว่าในบริบทของสังคมไทย ณ เวลานี้ พวกเขาเหล่านั้นจะได้เห็นอะไร ที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นไหมครับ

พระไพศาล : อาตมาก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าชาวพุทธไทยโดยรวมนั้น เรียกร้องและสนใจเรื่องการปฏิรูปแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้ว่ามันมีปัญหา และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดมา เรื่องพระสงฆ์ที่ประพฤติผิดธรรมวินัย ย่อหย่อน ไม่ทำตัวให้น่าศรัทธา ซึ่งส่วนใหญ่ก็มองว่ามหาเถรสมาคมควรจะมาจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำนักพุทธศาสนา ฯ ควรมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ไม่ค่อยมองว่า เรื่องแบบนี้มันถึงขั้นต้องปฏิรูปแล้ว คือปฏิรูปกลไก ปฏิรูประบบ ไม่ใช่มาแก้ปัญหาเฉพาะตัวบุคคล มีพระอลัชชีที่ไหนก็ไปจับสึกที่นั่น คือแก้เป็นกรณี  ๆ ไปนั้นไม่มีทางจบ เพราะมันเป็นอย่างนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ผู้คนไม่ได้ตระหนักว่าปัญหาอย่างนี้มันต้องแก้ที่ระบบ จะไปแก้ที่ตัวบุคคลไม่ได้แล้ว จะไปแก้ที่กรรมการมหาเถรสมาคมแต่ละองค์ๆ ก็ไม่ได้ จะต้องไปให้ไกลกว่านั้น ทำให้มากกว่านั้น ให้ถึงรากเหง้าหรือโครงสร้างของปัญหา

คำถาม : พุทธศาสนาเป็นสถาบันหลักของชาติ แล้วหลายคนก็มองว่าเป็นปัญหามานานแล้ว อะไรถึงทำให้หลายคนไม่เข้าไปดูแลก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่ควรดูแลและจัดการเพื่อไม่ให้ปัญหาหมักหมมสะสมจนกระทั่งยากที่จะแก้อย่างเช่นในขณะนี้

พระไพศาล : คนส่วนใหญ่แม้กระทั่งผู้ปกครองสงฆ์ มักจะมองว่าปัญหาเป็นที่ตัวบุคคล ยังมีความเชื่อที่พูดกันแพร่หลายว่า พระดีมีมากกว่าพระไม่ดี เหมือนกับที่พูดว่า ตำรวจดีมีมากกว่าตำรวจไม่ดี นักการเมืองก็บอกว่า นักการเมืองดีมีมากกว่านักการเมืองไม่ดี เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาก็ไปจัดการกันที่ตัวบุคคล แต่อย่างที่อาตมาบอกคือ ตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลมากเท่ากับปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตรงนี้คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น แม้แต่ผู้ปกครองคณะสงฆ์ก็มองไม่เห็น

จะต้องตระหนักว่าตอนนี้เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคลเหมือนเรื่องปลาเน่า ปลาเน่าไม่กี่ตัวทำให้เหม็นทั้งข้อง ความคิดแบบนี้เรายังเอามาใช้กับปัญหาของคณะสงฆ์ แต่ที่จริงเราต้องดูด้วยว่าข้องใส่ปลามีปัญหาหรือเปล่า อันนี้จะต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในการมองภาพรวม และมองให้ลึกไปถึงรากเหง้าในเชิงโครงสร้าง

คำถาม : ขณะนี้ถือว่าเรามองเห็นภาพนั้นแล้วใช่ไหม หมายถึงองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาในประเทศนี้ได้เห็นร่วมกันหรือยังครับ

พระไพศาล : อาตมายังไม่แน่ใจ จริงอยู่คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าปัญหาอยู่ที่มหาเถรสมาคม แต่ไม่ได้มองต่อไปว่า มหาเถรสมาคมที่เป็นอย่างนี้ได้เพราะอะไร มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการเมืองในคณะสงฆ์ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องตัวบุคคลที่แก่งแย่งกัน ใช้เส้นสาย เท่านั้น แต่มันมีรากเหง้าที่มาลึกกว่านั้น ซึ่งอาตมาเชื่อว่ามีรากเหง้าอยู่ที่ระบบการปกครองคณะสงฆ์ตามพรบ. ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้กรรมการมหาเถรสมาคมมีคุณภาพอย่างที่เป็นอยู่ มีวิจารณญาณและข้อกังขาในเชิงคุณธรรมอย่างที่เป็นอยู่

เพราะฉะนั้นจะแก้ที่ตัวบุคคล เอาพระดีเข้ามาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แบบที่พูดกันว่า เอาคนดีมาปกครองบ้านเมือง อาตมาว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะระบบที่เป็นอยู่มันไม่เอื้อให้พระดีทำอะไรได้ สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน ก็เป็นพระดีไม่มีใครปฏิเสธ แต่พระองค์ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่กรณีธรรมกาย พระองค์ก็ทำอะไรไม่ได้ ขนาดมีพระลิขิตออกมา ใช่ไหม คือเห็นได้เลยว่าคนดีแม้เข้าไปอยู่ในระบบแบบนี้บางทีก็ทำอะไรไม่ได้ หรือบางทีก็ถูกอะไรต่อมิอะไรทำให้ต้องเฉื่อยเนือย ทำให้ต้องนิ่งดูดาย ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะปัญหามันเรื้อรังไปหมดจนกระทั่งไม่รู้จะแก้ตรงไหนแล้ว

คำถาม : เช่นนี้แล้ว สิ่งที่ควรจะทำโดยเร่งด่วนเป็นลำดับต้นๆ ก็คือการหารูปแบบวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการองค์กรสงฆ์ ใช่หรือไม่ครับ

พระไพศาล : ถ้ามองแบบชาวพุทธ เมื่อมีปัญหาหรือทุกข์ ก็ต้องหาสมุทัย อาตมาอยากให้ชาวพุทธไทยใช้หลักอริยสัจ ๔ มองว่าสมุทัยของปัญหาคืออะไร สมุทัยไม่ได้อยู่ที่ความบกพร่องของตัวบุคคล แต่อยู่ที่ตัวองค์กรและระบบคณะสงฆ์ ทั้งการปกครองและการศึกษาทำให้เกิดสภาพที่เป็นอยู่ อาตมาว่าต้องใคร่ครวญให้ลึกซึ้งว่าสมุทัยคืออะไร และถ้าเห็นพ้องต้องกันว่าเกิดจากระบบ เกิดจากโครงสร้างคณะสงฆ์ที่เป็นอยู่ ก็จะต้องหันมาคิดถึงการแก้ไข ว่าอะไรคือมรรควิธีที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหานี้ได้  ทำให้เกิดนิโรธคือสภาพที่หมดปัญหา สภาพที่ไร้ปัญหาคืออะไร อะไรคือระบบที่พึงปรารถนาที่จะช่วยทำให้ปัญหาเหล่านี้คลี่คลายบรรเทาลง

คำถาม : ในมุมมองของพระอาจารย์คิดว่าสมุทัย นิโรธที่จะนำไปสู่มรรค ขณะนี้ควรเป็นอย่างไรครับ

พระไพศาล : สมุทัยหรือรากเหง้าของปัญหาที่เป็นอยู่ตอนนี้ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งสามารถสรุปได้ว่ามาจากสองสาเหตุคือ ๑. โครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์  ๒. การศึกษาของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะข้อที่ ๒ สำคัญมาก เพราะการศึกษาของคณะสงฆ์ ไม่เคยมีการปฏิรูปมาเลยเป็นเวลา ๑๐๐ ปีแล้ว  การศึกษาของฆราวาสปฏิรูปทุก ๒๐ ปี บางที ๑๐ ปีก็ปฏิรูปแล้ว แต่นี่ ๑๐๐ ปีแล้ว การศึกษาของคณะสงฆ์ยังไม่มีการปฏิรูปเลย

การปฏิรูปครั้งล่าสุดเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ปี ๒๔๖๐ นี่ก็จะครบ ๑๐๐ ปีแล้วยังไม่เคยมีการปฏิรูปอย่างจริงจัง และปัญหานี้ก็ถูกซ้ำเติมด้วยระบบการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งมีลักษณะรวมศูนย์ อำนาจทั้งหมดในการดูแลความเป็นไปในคณะสงฆ์ถูกผูกขาดอยู่ที่คนแค่ ๒๐ คน ซึ่งมีเวลาน้อยมากและมีภาระหน้าที่เยอะ มีคนบอกว่ากรรมการมหาเถรสมาคม หากเทียบกับทางโลก ก็เปรียบได้กับคณะรัฐมนตรี  ขณะเดียวกันแต่ละคนก็เป็นปลัดกระทรวง ป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นนายอำเภอ ไปด้วยพร้อมๆ กันเลย ตำแหน่งพวกนี้ทางโลกนั้นแยกกัน แต่ของพระสงฆ์กลับมารวมอยู่ในคนๆ เดียวกัน ทั้งหมดนี้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม แล้วอายุท่านก็ ๗๐ กว่าแล้ว  อีกทั้งการปกครองก็รวมศูนย์มาก  ทำให้ท่านไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นได้

มันต้องมีการกระจายอำนาจ ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์ ต้องมีความโปร่งใส นี่ก็เป็นปัญหาเพราะว่าความไม่โปร่งใสก็ทำให้เกิดข้อครหา เกิดการวิ่งเต้นใช้เส้นสายในการขอสมณศักดิ์  แม้กระทั่งกรณีธัมมชโยก็มีคนสงสัยว่ามีการวิ่งเต้นใช้เส้นสายทำให้มีมติแบบนี้ออกมา มันไม่มีความโปร่งใสเลย และทำให้เกิดปัญหาซ้ำซาก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่กรณีพระยันตระ ซึ่งผ่านไปถึง ๒๐ ปีแล้ว

คำถาม : โดยระบบแล้ว เรามีพระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาคที่ต้องไปกำกับดูแล ไปปกครองวัดหรือสงฆ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบ กรณีนี้ถ้าพระสังฆาธิการเหล่านั้นทำหน้าที่ของตนเองได้ดี ถือว่าจะเป็นการช่วยผ่อนเผลาเรื่องก่อนถึงมหาเถรสมาคม หรือว่ามันมีอะไรที่ทำให้พระสังฆาธิการที่มีอยู่นั้นทำอะไรได้ไม่เต็มที่

พระไพศาล : ท่านเหล่านั้นถือว่าอยู่ในราชการคณะสงฆ์  วิสัยข้าราชการก็ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน เพราะว่าระบบราชการทำงานโดยสั่งการจากบนลงล่าง เจ้าคณะตำบลรอคำสั่งจากเจ้าคณะอำเภอ  เจ้าคณะอำเภอรอคำสั่งจากเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดรอคำสั่งจากเจ้าคณะภาค เจ้าคณะภาครอคำสั่งจากเจ้าคณะหน เจ้าคณะหนรอคำสั่งจากมหาเถรสมาคม แต่มหาเถรสมาคมไม่ทำอะไรเพราะว่าไม่มีเวลา มหาเถรสมาคมเกิดขึ้นเมื่อมีการประชุมกันเท่านั้น เมื่อเลิกประชุมก็หมดหน้าที่

ในระบบแบบนี้ทุกคนที่อยู่ข้างล่างรอคำสั่งจากเบื้องบน ถ้าเบื้องบนไม่มีคำสั่งลงมา เบื้องล่างก็ไม่ทำ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาพระอลัชชีที่มีอยู่ในท้องถิ่น เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอไม่ค่อยจะทำอะไร กรณีเณรคำก็เป็นตัวอย่างว่าผู้ปกครองสงฆ์ระดับท้องถิ่นท่านไม่ทำอะไร เพราะได้ผลประโยชน์  หรือเกรงอกเกรงใจกัน ท่านก็รอคำสั่งจากข้างบน จากเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะจังหวัดก็รอคำสั่งจากเจ้าคณะภาค เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เพราะคิดแบบข้าราชการ   ซึ่งเป็นผลจากการรวมศูนย์อำนาจ  ทำไมเราไม่กระจายอำนาจให้แต่ละระดับสามารถที่จะดำเนินการไปด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอเบื้องบนหรือส่วนกลาง

คำถาม :  มีหลายคนเริ่มพูดถึงพรบ.สงฆ์ปี ๒๔๘๔ ที่ใช้รูปแบบของสังฆสภา สังฆมนตรี และคณะวินัยธร รูปแบบนี้ถือว่าน่าจะเหมาะสมและตอบโจทย์กรณีที่เป็นการรวมอำนาจหรือกระจายอำนาจไหมครับ

พระไพศาล : มีข้อดีในบางแง่  แง่หนึ่งก็คือมีการกระจายอำนาจข้างบน มีการแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ คือมีคณะสังฆมนตรี สังฆสภา และก็มีคณะวินัยธร แต่ว่าทั้งหมดนี้ขาดจากรากหญ้า พระสงฆ์ระดับล่างไม่มีส่วนร่วม พระราชาคณะว่ากันเอง  อันนี้คือจุดอ่อน อาตมาคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้พระสงฆ์ทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการปกครองคณะสงฆ์

อาตมาเสนอว่า มีสังฆสภาที่มาจากตัวแทนของพระสงฆ์ในระดับอำเภอ เช่นอำเภอละหนึ่งรูป  สมมุติมี ๑๒๐๐ รูปรวมกันเป็นสังฆสภา แล้วก็เลือกมหาสังฆสภาขึ้นมา มหาสังฆสภา ๓๐๐ รูป ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นสภานิติบัญญัติ แล้วมหาสังฆสภาก็เลือกคณะสังฆมนตรี  จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ แต่คณะสังฆมนตรีก็ต้องเสนอนโยบายต่อมหาสังฆสภา แต่มหาสังฆสภาก็ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัวเองเพราะว่ายังต้องขึ้นต่อสังฆสภาระดับชาติ แบบนี้คณะสงฆ์ระดับล่างก็จะมีส่วนร่วมด้วย  ข้างบนกับข้างล่างไม่ได้แยกขาดจากกัน ซึ่งพรบ. ๒๔๘๔ ไม่มีการพูดถึงการมีส่วนร่วมของสงฆ์ในระดับล่างเลย

คำถาม : ประเด็นสำคัญคือน่าจะมีส่วนร่วมจากสงฆ์ในทุกระดับ มาร่วมในองค์กรที่กำกับดูแล ใช่ไหมครับ ที่นี้ประเด็นเรื่องฆราวาสล่ะครับ ฆราวาสจะมามีส่วนร่วมในองค์กรสงฆ์เหล่านี้เหมาะสมหรือไม่ที่ฆราวาสควรเข้ามา เพราะบางกรณีสงฆ์เองก็บอกว่านี่เป็นเรื่องของสงฆ์ ฆราวาสไม่ควรเข้ามายุ่ง

พระไพศาล : มีบางเรื่องที่ฆราวาสไม่ควรยุ่ง แต่ว่าคณะสงฆ์ในพุทธศาสนา โดยเฉพาะนับตั้งแต่พระเจ้าอโศกเป็นต้นมา คณะสงฆ์จะมีความสัมพันธ์ที่พอดีๆ กับ ๑) รัฐ ๒) ประชาชน จะไม่ใกล้เกินไปกับรัฐ เรียกว่าอยู่กับประชาชนก็ได้ เพราะฉะนั้นประชาชนก็จะมีส่วนร่วมในการดูแลพระสงฆ์มาก แม้กระทั่งการถวายสมณศักดิ์ สมณศักดิ์ในชนบทสมัยก่อนไม่ได้มาจากพระราชา  แต่มาจากชาวบ้าน ทางอีสานเรียกว่า “ฮดสรง” เพราะฉะนั้นพระต้องประพฤติตัวให้ถูกต้อง จึงจะเป็นที่รักของชาวบ้าน เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน  แล้วก็จะได้รับสมณศักดิ์จากชาวบ้าน ระบบเกียรติยศของสงฆ์ที่มาจากทางฝ่ายรัฐก็มีคือมาจากพระราชา พระที่ได้รับเกียรติยศแบบนี้เรียกว่าพระราชาคณะ   ขณะเดียวกันก็มีสมณศักดิ์จากประชาชน อันนี้เป็นประเพณีที่สืบเนื่องกันมาแต่ดั้งเดิม

สมัยก่อนชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในกิจการของคณะสงฆ์ในท้องถิ่นมาก ไม่ใช่เฉพาะการอุปถัมภ์บำรุงด้วยปัจจัย ๔ แต่ยังรวมถึงเรื่องการดูแลพระให้ประพฤติตามพระวินัย ฆราวาสที่จับพระสึกเพราะปาราชิกหรือเพราะกินเหล้าเป็นเรื่องธรรมดามากในสังคมสมัยก่อน แสดงว่าเรายอมรับการที่ฆราวาสเข้าไปกำกับพฤติกรรมของพระสงฆ์ให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ไม่มีการแยกระหว่างสงฆ์กับฆราวาส แบบที่พูดกันว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์”  อันนี้ไม่ใช่ประเพณีมาแต่โบราณ

อาตมาคิดว่าเราต้องประยุกต์แนวคิดนี้ให้เข้ากับสังคมปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่นในระดับวัด ก็ทำให้วัดเป็นของประชาชนมากขึ้น ตามประเพณีไทย วัดไม่ใช่ของคณะสงฆ์ แต่เป็นของชาวบ้าน แต่ประเพณีนี้เลือนลางไปมากแล้ว  ควรที่จะสานต่อหรือรื้อฟื้นขึ้นมา  ทีนี้ทำอย่างถึงจะให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลวัด ไม่ใช่เพียงแค่เป็นกรรมการวัด แต่ว่าอุปถัมภ์วัด ดูแลการศึกษาของพระและควบคุมการประพฤติปฏิบัติของพระ ส่งเสริมการปฏิบัติกรรมฐาน ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด จะต้องมีกรรมการของฝ่ายฆราวาส จะใช้อบต.ก็ได้ จะตั้งคณะพุทธบริษัทระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศขึ้นมาก็ได้ หรือจะมีประชาคมจังหวัดก็ได้ รูปแบบมีหลากหลาย แต่ว่าจะต้องทำให้มีองค์กรของฆราวาสเข้ามาสนับสนุนกิจการคณะสงฆ์และพระศาสนาในท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นการไปจ้องจับผิด แต่เพื่อส่งเสริม

อันนี้อาตมาคิดว่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าร่างพรบ.  อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาซึ่งให้อำนาจกับรัฐในการเข้าไปกำกับดูแลอุปถัมภ์พระสงฆ์ ทำไมเราไม่มอบหน้าที่นี้ให้กับประชาชน ให้กับสังคม ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่เดิม เพียงแต่เราสร้างรูปแบบที่เป็นระบบมากขึ้น เป็นทางการมากขึ้น

คำถาม : ด้วยวิธีการใดครับที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างที่พระอาจารย์ว่า มันจะเกิดอย่างนี้ขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะในบริบทของสังคม ของการเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ ปัจจัยที่เป็นอยู่ในขณะนี้เอื้อแค่ไหนหรือว่ามีอุปสรรคอย่างไร

พระไพศาล : อาตมาคิดว่าสำนึกและทัศนคติของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ สำนึกว่าการพระศาสนาไม่ใช่เรื่องของคณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม รัฐบาล หรือสำนักพุทธ ฯ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เราทุกคนจะต้องช่วยกัน ต้องเห็นว่าคณะสงฆ์และพระศาสนาโดยรวมมีปัญหาถึงขั้นวิกฤติ จะต้องร่วมมือกัน ช่วยกัน อุปสรรคตอนนี้ก็คือมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมือง การเมืองเรื่องสียังมีอิทธิพลอยู่

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรณีธัมมชโยที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นตอนนี้ ก็เพราะมีเรื่องสีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรืออย่างน้อยก็มีความหวาดระแวงว่าฝ่ายหนึ่งคือสีเหลือง ฝ่ายหนึ่งคือสีแดง ถ้ายังมีความหวาดระแวงกัน มีการเมืองระหว่างสีมาเกี่ยวข้อง มันทำให้เกิดความไม่เป็นเอกฉันท์  ไม่เห็นพ้องต้องกัน ในการขับเคลื่อนเรื่องการพระศาสนา   จะปฏิรูปการพระศาสนาและคณะสงฆ์ได้ต้องขับเคลื่อนกันทั้งสังคม 

เมื่อปี ๒๕๔๕ เกือบจะมีพรบ. ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่แล้ว โดยมหาเถรสมาคมให้เป็นที่ปรึกษาเรียกว่ามหาเถรสภา แล้วให้มหาคณิสสรเป็นองค์กรทำหน้าที่แทนมหาเถรสมาคมในปัจจุบัน เพียงแค่นี้ก็ยังไม่ผ่าน คือผ่านครม.แล้ว แต่ไม่สามารถเอาเข้าสภาได้เพราะว่ามีการประท้วงจากพระ

พระฝ่ายหนึ่งเป็นธรรมยุต ก็มองว่าร่างพรบ. นี้เอื้อต่อมหานิกาย จะเห็นว่าการเมืองระหว่างธรรมยุตกับมหานิกายยังมีส่วนทำให้การปฏิรูปพุทธศาสนาในปัจจุบันเป็นไปได้ยาก เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการเมืองระหว่างสี ความเห็นพ้องต้องกันที่จะขับเคลื่อนให้ผ่านอุปสรรคจึงเป็นไปได้ยาก แต่อาตมายังมีความหวังว่า ถ้าคนไทยเรามีความเห็นร่วมกัน ตระหนักว่านี่คือปัญหาที่ต้องแก้ร่วมกัน และมองเห็นทางออกร่วมกัน เราจะก้าวข้ามพ้นการเมืองระหว่างสี หรือระหว่างธรรมยุตและมหานิกายได้

คำถาม : เราจะก้าวข้ามไปโดยอาศัยสังคมและความเข้าใจของพุทธศาสนิกชน เป็นทางเดียวเท่านั้น

พระไพศาล : อาตมาคิดว่าต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้การปฏิรูปเป็นไปได้ โดยได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากทุกส่วน

สมัยก่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ริเริ่มจากพระมหากษัตริย์เกือบทั้งนั้น การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ และผู้ที่ผลักดันการปฏิรูปคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสซึ่งเป็นพระอนุชาของรัชกาลที่ ๕  ท่านได้รับไฟเขียวจากรัชกาลที่ ๕ ก็สามารถผลักดันให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ได้สำเร็จ  แต่ผู้ที่เป็นแรงสำคัญคือรัชกาลที่ ๕  พระองค์ออกพรบ.การปกครองคณะสงฆ์ รศ.๑๒๑ ปี ๒๔๔๕  ตามพรบ.ฉบับนี้ รัชกาลที่ ๕เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์เองเลย ในพรบ.ฉบับนี้ไม่มีการระบุตำแหน่งและหน้าที่ของสังฆราช และในขณะนั้นก็ไม่มีสังฆราชด้วย

ประเทศไทยว่างจากสังฆราชมานานกว่าสิบปีในสมัยรัชกาลที่ ๕ เพราะอะไร เพราะรัชกาลที่ ๕ ท่านบัญชาการคณะสงฆ์เองเลย แล้วก็จัดให้มีการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์อย่างขนานใหญ่ ตามแบบแผนการปกครองทางโลกคือการปกครองแบบเทศาภิบาล ก็มีเสียงค้านบ้าง แต่น้อย นั่นทำได้เพราะว่าพระองค์มีอำนาจมากมาย เนื่องจากตอนนั้นเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระองค์จึงทำได้ แต่ปัจจุบันเราใช้อำนาจอย่างนั้นไม่ได้ รัฐบาลใช้อำนาจอย่างเดียวไม่สำเร็จ ทุกวันนี้ไม่มีใครที่ใช้อำนาจแล้วจะผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ แต่จะต้องเกิดจากความร่วมมือของประชาชนที่ร่วมกันผลักดัน   ถ้าหากว่ารัฐก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี ประชาชนก็ดี เห็นพ้องต้องกัน การปฏิรูปก็จะสำเร็จได้ง่าย

คำถาม : ฟังดูแล้วก็ไม่สลับซับซ้อน เห็นพ้องต้องกันว่าจะปฏิรูปองค์กรทางศาสนาในประเทศนี้ แต่คำว่าเห็นพ้องต้องกัน เริ่มตั้งแต่คำตอบแรกของพระอาจารย์ก็คือไม่แน่ใจว่าคนไทยจำนวนมากอยากที่จะปฏิรูปหรือเปล่า คำง่ายๆ ก็อาจเป็นเรื่องขนาดนี้แล้ว ท่านคิดว่าอะไรครับที่จะมาช่วยให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันได้มากขึ้น

พระไพศาล : สิ่งสำคัญคือ การตระหนักว่าปัญหาคณะสงฆ์เรื้อรังถึงขั้นวิกฤต  แล้วพบว่าระบบหรือวิธีการที่มีอยู่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แถมยังเป็นตัวก่อปัญหาหรือซ้ำเติมปัญหาด้วย เช่นตอนนี้ถ้าผู้คนตระหนักว่ามหาเถรสมาคมที่เป็นอยู่  อาตมาหมายถึงตัวระบบนะไม่ได้พูดถึงตัวบุคคล ตัวระบบที่เป็นอยู่ไม่ได้แก้ปัญหาเลย แถมสร้างปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่กรณีพระยันตระ เณรคำ มาถึงกรณีธัมมชโย เป็นข่าวคราวที่บ่อนทำลายศรัทธาประชาชนมาก ทั้งๆ ที่ถ้าใช้หลักธรรมวินัยแก้ไข ใช้ความกล้าหาญทางจริยธรรม ใช้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม มันก็จะแก้ได้ แต่ก็ไม่ทำ ผู้คนก็จะเริ่มเห็นว่ามหาเถรสมาคมตอนนี้กลายเป็นตัวปัญหาเองแล้ว ถึงตอนนั้นผู้คนก็จะตระหนักว่า ต้องมีทางออกที่ดีกว่ามหาเถรสมาคม และไม่ว่าจะมีฝ่ายใดมาปกป้องมหาเถรสมาคมก็จะไม่มีน้ำหนัก เพราะประชาชนจะเห็นว่ามหาเถรสมาคมนั่นแหละคือตัวปัญหา

คำถาม : ช่วงที่จะมีการดำเนินการใดก็ตามเกี่ยวกับกลไกหรือองค์การทางพุทธศาสนาก็มีความเห็นต่าง มีเสียงคัดค้านออกมาอาจจะเรียกว่าฝ่ายหนึ่งปกป้อง อีกฝ่ายพยายามจะเปลี่ยนแปลง ท่านคิดว่ามันจะบานปลาย มันจะกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งใหญ่ในศาสนาพุทธในประเทศเราไหม

พระไพศาล : อาตมาก็ไม่แน่ใจเพราะว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ กรณีธรรมกายก็เป็นข่าวใหญ่และหนักกว่านี้จนข้ามปีไปถึงปี ๒๕๔๓ จนต้องออกร่างพรบ. การปกครองคณะสงฆ์ปี ๒๕๔๕ ขึ้นมา ตอนนั้นเมืองไทยก็ไม่ได้แตกร้าวอะไร เมืองไทยอาจจะแตกร้าวเพราะเรื่องอื่น แต่อาตมาคิดว่ายังไม่ใช่เพราะเรื่องพระศาสนา อย่างไรก็ตามอาตมาคิดว่าสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาพุทธศาสนาหรือคณะสงฆ์ ตอนนี้ควรจะเริ่มต้นจากประเด็นที่เห็นพ้องต้องกัน

ประเด็นที่น่าจะเห็นพ้องต้องกันคือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนมองเห็นปัญหาหมด พระเณรไม่มีแรงจูงใจในการเรียน สภาพการศึกษาตกต่ำ แม้เราจะพบว่าเดี๋ยวนี้พระที่จบประโยค ๙ มีมากเป็นประวัติการณ์ แต่พระที่ไม่มีความรู้เลยแม้กระทั่งระดับพื้นฐานเช่นนักธรรมตรีก็มีมากมาย   ทำนองเดียวกับที่เมืองไทยทุกวันนี้มีเด็กที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกจำนวนมากมาย แต่เราก็พบว่าเด็กประถม ๖ หรือเด็กมัธยมจำนวนมากมายทั้งประเทศอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนหนังสือไม่ถูก

คือเราอย่าไปดูที่ยอด ต้องมาดูที่ฐาน แล้วเราจะพบว่าถึงแม้จะมีพระจบประโยค ๙ เยอะ แต่ระดับฐานไม่มีความรู้เรื่องพุทธศาสนาเลย เข้าใจพุทธศาสนาผิดๆ ถูกๆ เวลาเรียนหนังสือก็เรียนด้วยความจำใจ เรียนด้วยความเครียด พระที่เครียดเพราะเรียนนักธรรมและบาลีมีเยอะมาก นำไปสู่การโกงข้อสอบ การทุจริตในห้องสอบเกิดขึ้นอย่างโจ๋งครึ่ม มีการเอาโทรศัพท์มือถือ เอาตำรา เอาคำตอบเข้าไปในห้องสอบ ถ่ายส่งกันทางไลน์ ทางแช็ตมีทั่วไปหมด บอกข้อสอบกันในห้องก็มี หนักยิ่งกว่าฝ่ายฆราวาสเสียอีก  

มันแสดงว่าการศึกษาคณะสงฆ์ล้มเหลว ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนได้ ล้มเหลวทั้งในด้านการสร้างความซื่อสัตย์สุจริตให้กับพระเณร อาตมาคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการศึกษาของสงฆ์ตกต่ำย่ำแย่มาก   จะต้องช่วยกันปฏิรูป  อาตมาคิดว่าทางออกและคำตอบมันมีอยู่แล้ว

ตอนนี้มหาเถรสมาคมทำหน้าที่เพียงแค่จัดการสอบให้มีครบทุกชั้น ทั้งนักธรรมทั้งบาลี  แต่ไม่จัดการศึกษาให้ทั่วถึง เรียกว่าทำแต่การศึกษาแนวดิ่ง ไม่สนใจการศึกษาแนวราบ ปล่อยให้วัดแต่ละวัดว่ากันเอง วัดไหนมีกำลังก็ทำไป วัดไหนไม่มีกำลังก็ไม่ทำ ทำไมคณะสงฆ์ไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ จะต้องผลักดันให้มีการศึกษาอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพระบวชใหม่ และพระที่บวชหลายพรรษา ทำให้เป็นเรื่องจริงจัง ถ้าไม่มีครูก็หาครูมา

ทำไมเราไม่มีองค์กรระดับชาติที่ส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์อย่างจริงจัง จัดหาทุน บุคลากร เทคโนโลยีไปให้วัดต่าง ๆ อย่างทั่วถึง  ทราบไหมว่าตอนนี้ครูที่สอนโรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญเงินเดือนต่ำมาก วัดที่ร่ำรวยหลายวัดมีเงินเป็นพันล้าน แต่ครูที่สอนปริยัติธรรมสายสามัญมีเงินเดือนต่ำกว่าเกณฑ์ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร จะอ้างว่ารัฐไม่สนับสนุนก็ฟังไม่ขึ้น เพราะว่าวัดเองก็มีเงินเป็นพันล้านแต่ทำไมปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น มันแสดงให้เห็นว่าวัดก็ไม่สนใจเรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ สนใจแต่การก่อสร้าง ทำไมไม่ผลักดันให้เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญระดับชาติที่คณะสงฆ์และประชาชนทำร่วมกัน

เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์เป็นสิ่งจำเป็น และเรื่องนี้อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายน่าจะเห็นพ้องต้องกัน

คำถาม : และมันน่าจะเป็นเรื่องที่จะทำได้โดยไม่เกิดปัญหาอุปสรรคใหญ่จนกระทั่งไม่สามารถทำให้การปฏิรูปด้านอื่นๆ ดำเนินต่อไปได้ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ

พระไพศาล : ปัญหาก็คือ ผู้นำคณะสงฆ์ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม ท่านกลัวความเปลี่ยนแปลง ท่านต้องการอนุรักษ์ของเดิมเอาไว้ และนี่เป็นปัญหาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มาแล้ว  เพราะว่าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ  ตอนแรกพยายามผลักดันอะไรก็ไม่สำเร็จ  เพราะพระผู้ใหญ่กว่าท่านไม่เอาด้วย  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ จึงทำได้แค่ในขอบเขตวัดบวรนิเวศเท่านั้น ต่อมารัชกาลที่ ๕ ก็มาผลักดัน จัดการให้มีการปฏิรูปในเรื่องนี้ แต่ก็ทำได้ในบางระดับ คือจัดตั้งการศึกษาชั้นสูงสำหรับพระสงฆ์ขึ้นมา คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย   

ต่อเมื่อขึ้นรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระสมณเจ้า  ฯ ได้ขึ้นเป็นสังฆราช ได้แรงหนุนจากรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเป็นพระนัดดาหรือหลาน  ก็สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ในวงการศึกษาคณะสงฆ์  มีการศึกษาแบบใหม่เกิดขึ้นทั่วประเทศ แล้วก็สำเร็จมีผลงานโดดเด่นในช่วง ๓๐ ปีแรก แต่ ๗๐ ปีให้หลังก็ถดถอยตลอด    เพราะฉะนั้นกล่าวได้ว่าปัญหาคณะสงฆ์ส่วนหนึ่งอยู่ที่ผู้นำซึ่งเป็นอนุรักษ์นิยม แต่อาตมาว่าถ้าผลักดันจริงๆ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้

คำถาม : ซึ่งเป็นวิถีทางอย่างที่ท่านว่าก็คือ ความเห็นพ้องต้องกัน และถ้าเกิดจากการใช้อำนาจลงมามันจะไม่สำเร็จ  ต้องเริ่มจากอุบาสก อุบาสิกา
พระไพศาล : การปฏิรูปที่เป็นการส่งเสริมให้มีการศึกษาอย่างทั่วถึงและรอบด้านโดยอาศัยกำลังของสังคม ไม่ใช่ของรัฐเท่านั้น มีการระดมเงิน ทุน บุคคล และเทคโนโลยี ให้ทุกวัดมีการศึกษาอย่างน้อยระดับนักธรรมตรี  แต่เท่านั้นไม่พอ ต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรหรือเนื้อหาการศึกษาด้วย เพราะว่าหลักสูตรนักธรรมตรี และบาลีในปัจจุบันยังอิงกับของเดิมซึ่งมีมาร้อยปีแล้ว  ทำให้พระเณรไม่มีแรงจูงใจในการเรียน สมัยก่อนจบนักธรรมตรีแล้วสึกไปก็ยังเป็นบุรุษไปรษณีย์ได้ เดี๋ยวนี้จบนักธรรมตรีทำอะไรไม่ได้เลย จบประโยค ๙ สึกมาก็หางานทำไม่ได้เลย

พระส่วนใหญ่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาตั้งใจเรียนเพื่อสึก เพราะการศึกษาของพระสงฆ์เป็นโอกาสในการไต่เต้าสำหรับเด็กยากจน แต่เมื่อเรียนประโยค ๙ แล้วสึกมาหางานทำไม่ได้ แล้วจะเรียนไปทำไม แต่วัดพระธรรมกายฉลาด พยายามสนับสนุนพระให้เรียนประโยค ๙ แล้ว จะได้มีโอกาสเติบโตในระบบสงฆ์ตามวิถีทางของวัดพระธรรมกาย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved