กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > อะไรก็เสื่อมได้ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติและผู้สอนที่ถูกต้อง... กะเทาะเปลือกศาสนา

กลับหน้าแรก

อะไรก็เสื่อมได้ ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติและผู้สอนที่ถูกต้อง... กะเทาะเปลือกศาสนา

พระไพศาล วิสาโล
ปรับปรุงจากสัมภาษณ์ นสพ.ไทยรัฐ วันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๕๘
อ่านที่ไทยรัฐ

ระยะหลังมีข่าวคราวความขัดแย้งระหว่างพระกับพระตามหน้าสื่อมากมาย หลายคนโดยเฉพาะคนยุคใหม่เริ่มตั้งคำถามเสียงดังต่อศาสนาและตัวพระสงฆ์ถึงความเหมาะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องในวันมาฆบูชาไทยรัฐมีโอกาสดีได้สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระนักปฏิบัติชื่อดัง มาสะท้อนกระแสดังกล่าว เป็นการให้ธรรมที่ทำให้คนฟังตาสว่างบ้าง ไม่มากก็น้อย

Q : ปัจจุบันคนให้ความสำคัญกับวันสำคัญทางศาสนามากขึ้นหรือน้อยลงแค่ไหน

น้อยลงนะ เดี๋ยวนี้ผู้คนสนใจศาสนาน้อยลงทุกที เพราะมันมีสิ่งที่น่าสนใจกว่า มีข้อมูลข่าวสารท่วมท้น คนส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างไกลวัดอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่า วันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ยิ่งถ้าถามว่ามีความหมายว่าอะไรก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่ ขึ้นอยู่กับสื่อและชีวิตส่วนตัวด้วยว่าสัมพันธ์กับวัดมากน้อยแค่ไหม

Q : เรื่องนี้มันสะท้อนปรากฏการณ์อะไรบ้าง

มันสะท้อนว่าผู้คนเหินห่างกับศาสนา หรืออีกแง่หนึ่งศาสนาเหินห่างกับผู้คนด้วย มองได้ 2 แง่

Q : แล้วมีวิธีไหนที่เราจะจูนกันติด ยิ่งตอนนี้มีกระแสข่าวเรื่องพระเยอะแยะมากมาย มีส่วนไหมที่ทำให้ผู้คนให้ความสำคัญกับศาสนาหรือพระน้อยลง

อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าผู้คนทุกวันนนี้มีความผูกพันกับวัดหรือศาสนาน้อยลง ที่เกี่ยวข้องกับวัดก็จะเป็นแค่การใส่บาตร ไปงานศพ หรือถวายสังฆทาน นอกนั้นก็ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกับวัดเท่าไหร่   ในแง่หนึ่งอาจเป็นเพราะว่า พระเก็บตัวอยู่แต่ในวัด หรือเน้นแต่เรื่องพิธีกรรม ไม่ได้ออกไปสัมพันธ์กับประชาชน มีพระส่วนน้อยที่ออกไปสัมพันธ์กับชาวบ้าน ออกไปเทศนา สั่งสอน มันไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคลที่ควรออกไปสัมพันธ์กับชาวบ้าน ต้องเอาหลักธรรมไปด้วยนะ เพราะว่าหลักธรรมนั้นมีความสำคัญและใกล้ชิดกับชีวิตของผู้คน แต่ว่าธรรมะที่พระส่วนใหญ่สอนแม้กระทั่งในโรงเรียนที่สอน  กลับทำให้คนรู้สึกเหินห่างจากธรรม ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 หรือ พรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) น้อยคนที่จะรู้ว่ามีความสำคัญและมีความหมายต่อชีวิตอย่างไรบ้าง กลายเป็นเพียงแค่ว่าเป็นข้อบังคับหรือประเพณีที่ต้องปฏิบัติ พระควรทำให้คนเห็นผลว่าศีลหรือพรหมวิหาร ๔ นั้นช่วยชีวิตเขาได้ ทำให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ คือรู้สึกได้ด้วยใจไม่ใช่แค่รู้ว่าศีล ๕ คืออะไร แต่ใจสามารถสัมผัสได้ถึงความสุขที่เกิดจากศีล เขาก็จะรู้สึกว่าธรรมะใกล้ชิดกับเขา

Q : วิกฤติศรัทธาศาสนา หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายออกไประหว่างกันและกัน ระหว่างศาสนาหรือพระกับประชาชน มันเกิดขึ้นช่วงไหน

เริ่มชัดเจนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เพราะสมัยนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกวัดกับโรงเรียนออกจากกัน สมัยก่อนโรงเรียนจะอยู่ที่วัด นักเรียนที่จะเรียนหนังสือนก็ต้องไปวัด พอแยกการศึกษาออกจากวัด คนก็ไปวัดน้อยลง นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกบทบาททางสังคมออกจากวัด ไม่ใช่แค่โรงเรียนเท่านั้น ยังมีโรงพยาบาล เมื่อก่อนเวลาคนไม่สบายก็เข้าไปหาพระ เพราะพระรู้เรื่องสมุนไพร ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ท่านก็เริ่มมีการตั้งโรงพยาบาลแยกออกจากวัด บทบาททางสังคมสมัยก่อนอยู่ที่วัด  โลกกับธรรมไม่ได้แยกจากกัน พอบทบาททางสังคมน้อยลงพระก็ไปเน้นเรื่องพิธีกรรม การสอนยังมี แต่เป็นการสอนกันในหมู่พระเณรเท่านั้น ไม่เหมือนสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่โรงเรียนยังต้องพึ่งพระ การศึกษาต้องอาศัยวัด

Q : เพราะฉะนั้นการแยกห่างออกจากกันตอนรัชกาลที่ ๖ แต่มาชัดเจนจริงๆ ในยุคโซเชียลมีเดียหรือยุคสมัยใหม่ มันเกี่ยวกันไหมว่าโลกมันทันสมัยขึ้น ศาสนาก็เลยตกยุคขึ้นเรื่อยๆ

ไม่จำเป็นนะ เช่นในอเมริกา บริษัท Google, 3M หรือ Facebook ในสำนักงานใหญ่ของเขามีสถานที่สำหรับการทำสมาธิภาวนา   โดยเฉพาะกูเกิ้ลนั้นมีการทำสมาธิกันเป็นล่ำเป็นสันในสำนักงานใหญ่เลยทีเดียว พูดได้ว่าบริษัทใหญ่ๆ โดยเฉพาะที่ทำเรื่องเกี่ยวกับดิจิตอลหรือเศรษฐกิจฐานความรู้ Knowledge Economy ให้ความสำคัญกับเรื่องสมาธิภาวนามาก เพราะเขารู้ว่าสมาธิทำให้จิตใจปลอดโปร่ง คลายเครียด มีความคิดสร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่าสังคมยุโรปหรืออเมริกานั้น ศาสนากับสังคมสมัยใหม่ไม่ได้แยกจากกันเลย ทุกวันนี้แอปที่เกี่ยวกับสมาธิภาวนา การเจริญสติมีเยอะมากเลย

Q : ในประเทศไทยหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าความทันสมัยทำให้เด็กยุคนี้ห่างเหินจากศาสนา ไม่เชื่อมากขึ้น ตั้งคำถามกับศาสนาหรือแม้กระทั่งความเชื่อวัตรปฏิบัติต่างๆ มากขึ้น

อาตมาว่ามีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันหรือศาสนาบุคคลเช่นพระมากขึ้น แต่ว่าในแง่ความสนใจในหลักธรรมก็ยังมีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่หันมาสนใจศาสนา วัดของอาตมาอยู่ไกล แต่ก็ยังมีหนุ่มสาว นักศึกษามาทำสมาธิภาวนากันเยอะ ความเครียดทำให้คนมาสนใจสมาธิภาวนาและศาสนามากขึ้น แม้ผู้คนส่วนใหญ่ยังสนุกสนานอยู่กับบริโภคนิยมก็ตาม

สังเกตไหมว่าธรรมกายมีสมาชิกเพิ่มขึ้นทุกปี แสดงว่าคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ปฏิเสธศาสนา อยู่ที่ว่าศาสนาจะดึงดูดเขาได้มากน้อยแค่ไหน ธรรมกายก็ประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้คน

Q : ถ้าอยากดัง ในยุคสมัยนี้การตลาดกับศาสนาต้องทำควบคู่กันไป

ไม่จำเป็นนะ ถ้าคุณต้องการสื่อสารในแนวกว้างก็ต้องทำการตลาด แต่ถ้าคุณต้องการอุทิศตนในทางลึกก็ไม่จำเป็น เช่นทะไลลามะหรือติช นัท ฮันห์  ท่านก็ไม่ได้ทำการตลาด แต่มีสานุศิษย์ทั่วโลกเยอะมาก คนที่ไปปฏิบัติธรรมกับท่านติช นัท ฮันห์ที่ฝรั่งเศสมีเป็นจำนวนมากทุกปี ท่านไม่ได้ทำการตลาดเลย มีช่องทางเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียก็ทำบ้าง

อยู่ที่ว่าจะทำแนวกว้างหรือทำแนวลึก แนวกว้างต้องการการตลาด แต่แนวลึกนี่ไม่จำเป็นเลย แนวกว้างก็คือทำให้เป็นที่รู้จักทั่วๆ ไป แต่รู้ลึกซึ้งไหม รู้แล้วจะปฏิบัติหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าจะให้คนรู้แล้วปฏิบัติก็ต้องอาศัยการเผยแผ่ธรรมแนวลึก  

Q : อย่างนักศึกษาที่มาปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ค้นพบไหมว่าเขาสนใจปฏิบัติเชิงลึกหรือว่าปฏิบัติเชิงฉาบฉวย เหมือนการไปเที่ยวต่างจังหวัดพักผ่อนแค่นั้น เข้าวัดเพื่อการพักผ่อน หรือไปปฏิบัติจริงๆ ครับ

ถ้าเขามาปฏิบัติที่วัดก็แปลว่าเขาสนใจแนวลึกแล้ว เห็นว่าธรรมะมีประโยชน์ เห็นคุณค่าของสติสมาธิ เพราะวัดที่อาตมาอยู่ไม่มีอะไรสนุกเลย

Q : ข่าวคราวเรื่องสงครามศาสนาระหว่างหลายฝ่ายในปัจจุบันที่มีมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวพระมากขึ้น เป็นพระสมัยนี้ปฏิบัติตัวยากไหม

สมัยนี้การครองตัวเป็นพระที่ดีนั้นยาก เพราะสิ่งยั่วยุที่ทำให้ตบะแตกมันเยอะ สิ่งที่ทำให้เพลิดเพลินในวัตถุนิยมเยอะขึ้น ขนาดอาตมาอยู่ไกลๆ สัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณ 3G ก็ถึง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีวินัยในการใช้อินเทอร์เน็ต มันก็สามารถจะทำให้เสียผู้เสียคนเสียพระได้ การครองใจเป็นพระนั้นยาก เพราะสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค ไลน์ ได้ง่าย แต่บางแง่อินเตอร์เน็ตก็เอื้อต่อการเผยแพร่ธรรม อยู่บ้านก็สามารถดูยูทูปฟังธรรมได้   หลายคนพบว่าการเข้าหาธรรมนั้นง่ายมาก อยู่บ้านเปิดยูทูปฟังธรรมทุกเช้า

Q : เพียงแต่ว่าเราต้องสรรหาและสนใจซะหน่อย

และต้องมีวินัย วินัยสำคัญมากเลย ต้องแบ่งเวลาให้เป็น มีความพอเพียงในการใช้อินเทอร์เน็ต เล่นโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่แค่พระ แต่ยังหมายรวมถึงคนทั่วไปด้วย คนทุกวันนี้ติดโซเชียลมีเดียมาก เอาจิตใจไปฝากไว้กับ Like กับ คอมเม้นท์

Q : วันมาฆบูชาเราควรจะทำอะไรบ้าง มีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ทำความเข้าใจความหมายของวันมาฆบูชา ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ประดิษฐานธรรมะที่พระองค์สอนไว้เป็นข้อๆ อย่างกระชับ 3 ข้อ 1.ไม่ทำชั่ว 2.ทำความดี 3.ทำจิตใจให้ผ่องใส อาตมาเชื่อว่าเป็นสูตรสำเร็จที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขมีความเจริญ นอกจากธรรมะ 3 ประการนี้พระพุทธเจ้ายังอธิบายเพิ่มเติมในโอวาทปาติโมกข์ด้วย เช่น การรู้จักการประมาณในการบริโภค และการรู้จักอยู่ในที่ที่สงัด แค่ 2 ข้อนี้ก็ช่วยคนสมัยนี้ได้เยอะแล้ว เพราะคนสมัยนี้ไม่รู้จักการประมาณในการบริโภค ทั้งการเสพวัตถุและการเสพข้อมูลข่าวสาร และการรู้จักอยู่ในที่อันสงบสงัดช่วยบำรุงจิตใจ บำรุงกายได้ดี การรู้จักฝึกจิตให้ผ่องแผ้ว ก็ยิ่งดีมากขึ้นไปอีก

Q : ด้วยการทำสมาธิเจริญภาวนา แล้วต้องทำที่ไหน

ใช่ ทำที่ไหนก็ได้ อย่างที่อาตมาบอก เพื่อนอาตมาหลายคนก็ฟังธรรมะ ทำสมาธิที่บ้าน เดี๋ยวนี้เปิดยูทูปทำสมาธิ สวดมนต์ ทำให้การปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นได้ทุกเวลา บางคนก็วิ่งจ๊อกกิ้งไปด้วยฟังธรรมะไปด้วย

Q : พระยังเป็นที่พึ่งสุดท้ายของสังคมไทยในปัจจุบันอยู่ไหม

เอาที่พึ่งมาฝากกับบุคคลไม่ได้นะ ต้องฝากไว้กับธรรมะ หรือถ้าเป็นบุคคลต้องเป็นพระอริยสงฆ์ พระธรรมดาฝากไม่ได้หรอกเพราะเป็นปุถุชน ไตรสรณคมน์ที่เรานับถือกัน คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสงฆ์ในที่นี้หมายถึงอริยสงฆ์คือผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า ถ้าจะให้ดีฝากไว้กับธรรมะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นอริยสงฆ์บ้าง เดี๋ยวนี้อรหันต์ปลอมก็เยอะอย่างเณรคำ ไปฝากใจไว้กับเณรคำก็เสร็จ ควรเอาธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นที่พึ่งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด

Q : ทำไมบุคคลที่ทำตัวไม่โปร่งใส แต่หลายคนก็ยังเทใจให้คนเหล่านี้อย่างมหาศาล

ประการแรกคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าอริยสงฆ์คือใคร ท่านมีคุณสมบัติยังไง บางคนก็ไปเข้าใจว่าคนที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ คนที่ทายใจได้ แก้กรรม สแกนกรรมได้นั้นเป็นอริยสงฆ์ ไม่ใช่ อริยสงฆ์คือผู้ที่มีปัญญา เข้าถึงสัจจธรรม พาจิตออกจากความทุกข์ได้ ไม่ใช่พวกที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เพราะผู้คนไม่เข้าใจธรรมะตั้งแต่แรกก็เลยไปหลงเชื่อคำเล่าลือว่าคนนั้นคนนี้เป็นอริยสงฆ์ อย่างเณรคำส่วนหนึ่งเกิดจากข่าวลือ ส่วนที่สองเกิดจากการสร้างภาพ กรณีธัมมชโยก็มีการสร้างภาพปล่อยข่าวลือ จนถึงขั้นอ้างว่าตนเองเป็นต้นธาตุต้นธรรม หรือยิ่งใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า  ก็เชื่อกันได้ขนาดนี้ และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบรรยากาศที่ทำให้เกิดความคล้อยเคลิ้มแบบหมู่ ทำให้คนศรัทธาได้ง่าย แต่ศรัทธานั้นต้องมีปัญญาควบคู่ด้วย คนทั่วไปนั้นขาดความมั่นคงในใจต้องหาที่พึ่ง และใครที่สามารถเป็นที่พึ่งให้เขาได้ คนที่อ้างตัวว่ามีอิทธิปาฏิหาริย์ มีความสามารถพิเศษ มีบริษัทบริวารเยอะ ยิ่งทำให้รวยได้ ผู้คนก็ยิ่งมั่นใจยิ่งเทใจให้

Q : ฝากอะไรถึงพุทธศาสนิกชนเนื่องในวันมาฆบูชาที่หลายคนไม่รู้ความหมายและมองข้ามไป

จริงๆ แล้วแม้คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความหมายของงวันมาฆบูชา อาตมาว่ายังไม่เท่าไหร่นะ แต่ถ้าสามารถเห็นคุณค่าของหลักธรรมสำคัญ 3 ประการที่พระพุทธเจ้าสอน คือ ไม่ทำชั่วทำความดี และทำจิตใจให้ผ่องใส  อันนี้สำคัญกว่า ถึงแม้จะไม่ว่ารู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนธรรมะ 3 ประการนี้ในวันมาฆบูชา แต่เห็นคุณค่าของธรรม แล้วน้อมเอาคำสอนนี้มาปฏิบัติใช้กับชีวิตตัวเอง ก็จะเกิดความสุขความเจริญกับตัวเองได้ จะใส่บาตรหรือไม่ใส่ จะเวียนเทียนหรือไม่ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการเข้าใจและเข้าถึงคำสอน 3 ประการนี้  

Q : ศาสนาไม่ได้เสื่อม พระบางรูปต่างหากที่เสื่อม

มันแล้วแต่ว่าคุณนิยามศาสนาว่าอย่างไร ถ้านิยามศาสนารวมถึงศาสนบุคคล ศาสนธรรมด้วย แล้วสอนผิดสอนคลาดเคลื่อนจากคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอน หรือถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติและผู้สอนอย่างถูกต้อง ก็ถือว่าศาสนาเสื่อม อย่างในอินเดียพุทธศาสนาก็เสื่อม แต่ไม่ได้หมายความว่าหลักธรรมของพระพุทธเจ้าจะเสื่อมไปด้วย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved