กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สร้างชีวิตใหม่ด้วยตัวเรา

กลับหน้าแรก

สร้างชีวิตใหม่ด้วยตัวเรา

สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล
วารสาร ธรรมสาส์นชาวพุทธ
ปีที่ ๖๓ ฉบับที่ ๓

ช่วงปีใหม่คนจะนิยมส่งความสุขให้กัน ที่ทำกันอยู่นี้เป็นการส่งความสุขจริงหรือเปล่าครับ

ผมมองว่าเป็นการส่งความปรารถนาดีมากกว่า เหมือนการแผ่เมตตา เวลาเราแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์หรือแผ่เมตตาให้ใครก็ตาม เราไม่รู้หรอกว่าความปรารถนาดีของเราจะถึงหรือเปล่า แต่มันก็มีผล มีผลต่อตัวเราเองด้วย และอาจจะมีผลต่อผู้อื่นด้วย การส่งความสุขก็เหมือนกับการแผ่เมตตาสำหรับคนสมัยใหม่ เพียงแต่ว่ามันค่อนข้างเจาะจง คือไม่ใช่การแผ่ความปรารถนาดีไปทั่วเหมือนกับเวลาเราแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ แต่ก็ถือว่าเป็นการแสดงความปรารถนาดี เป็นปิยวาจาที่ทำให้คนฟังหรือคนอ่านเกิดความรู้สึกเป็นสุข และอาจทำให้เขาเกิดกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตฟันฝ่าอุปสรรคในปีต่อไป

แล้วถ้าเป็นการส่งตัวความสุข ในทางพุทธศาสนานี้เป็นไปได้ไหมครับ

ส่งไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าเราแผ่ความปรารถนาดีได้ ความปรารถนาดีหรือเมตตาจิตที่แผ่ไปให้ ถ้าเป็นจิตที่มีพลัง ผู้ที่อยู่รอบข้างก็จะรับได้  เกิดความรู้สึกสงบเย็น หลายคนคงเคยสัมผัสได้ถึงความสงบเย็นเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดผู้ที่มีความเมตตามาก ๆ  เช่น ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระภิกษุ หรือแม้กระทั่งฆราวาสที่เขามีความศรัทธา หลายคนจะรู้สึกได้ถึงความสงบเย็นจากใครบางคนทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นเพียงแค่อยู่เฉย ๆไม่ได้พูดอะไรเลย แต่ว่าแววตา สีหน้าและกำลังจิตสามารถแผ่ความสงบเย็นให้คนรอบข้างสัมผัสได้ ในแง่นี้ถึงแม้ไม่เรียกว่าเป็นการส่งความสุข แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับใครก็ตามเมื่อได้รับพลังเมตตาจากผู้มีจิตสงบเย็น

ถ้ากลับกัน คือเราส่งความเมตตาได้เราก็ส่งความทุกข์ให้กันได้

แน่นอนถ้าจิตเราเป็นอกุศล เรามีความโกรธความเกลียด มีความหวาดระแวง อิจฉา ริษยา หรือความทุกข์ กลุ้มอกกลุ้มใจ แม้กระทั่งความรู้สึกเหงา ก็สามารถทำให้คนอื่นมีจิตเศร้าหมองขุ่นมัวได้ มีการทดลองที่พบว่าเมื่อเราสัมผัสกับคนที่เหงา โอกาสที่เราจะเหงาด้วยมีถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเมื่อใดก็ตามที่เราเหงา คนที่มาสัมผัสเราก็มีโอกาสที่จะเหงาได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เขามีคำอธิบายที่น่าสนใจ  พูดสั้น ๆ ก็คือ เมื่อเรามีความทุกข์ใจ  ความทุกข์นั้นก็สามารถแผ่ไปให้คนอื่นได้

สรุปก็คือว่า เมื่อไหร่ที่เรามีจิตเป็นอกุศลหรือความทุกข์ คนอื่นก็สามารถจะรับรู้ได้ ถ้าเขาไม่มีภูมิต้านทานที่ดีพอเขาก็จะพลอยได้รับความรู้สึกลบนั้น อันนี้ทางวิทยาศาสตร์เขาอธิบายว่า สมองคนเรามีความสามารถบางอย่างที่จะทำให้เกิดความรู้สึกร่วมกับคนที่อยู่ต่อหน้าเรา เช่นเวลาที่เราเจอใครที่มีความทุกข์เราจะรู้สึกได้ว่าเขากำลังทุกข์ และเราก็อาจจะพลอยทุกข์ไปกับเขาด้วยก็ได้ เวลาเราเห็นคนร้องไห้เราก็พลอยเศร้าไปด้วยแล้วเราก็อาจจะร้องไห้ตามเขา แต่ถ้าเราเห็นคนยิ้มเช่นเด็กยิ้ม เราก็พลอยยิ้มไปด้วย อย่างน้อยก็ยิ้มในใจแล้วเราก็มีความสุข

อารมณ์เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดกันได้ ไม่ว่าจะอารมณ์บวกหรือลบ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีสติไม่มีความรู้สึกตัวก็จะพลอยรับอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์ลบได้ง่าย เด็กจะรับได้มากจากพ่อแม่และคนที่อยู่รอบข้าง มองในแง่นี้มันก็เหมือนกับการส่งความทุกข์ให้แก่กันและกันก็ได้  เรียกว่าเป็นการถ่ายเทน่าจะดีกว่า เพราะว่าจิตของคนเราสามารถที่จะรับรู้ ถ้าไม่มีความรู้สึกตัวไม่มีสติก็จะไหลไปตามสภาพจิตของคนที่อยู่ต่อหน้าหรือคนรอบข้าง

เข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์พูด ถือเป็นเรื่องการส่งต่อในเรื่องของนามธรรม ซึ่งไม่ได้หมายถึง สีหน้า ท่าทาง

ก็ไม่เชิง คำว่าส่งต่อนี้มันแสดงถึงเจตนา แต่ว่าการถ่ายเทนั้นไม่ได้เกิดจากเจตนา มันเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อารมณ์บูดของพ่อแม่สามารถถ่ายเทให้กับลูกโดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีเจตนาเลย ถ้าใช้คำว่าถ่ายเทอาจจะดีกว่า แต่บางคนเขาก็สามารถส่งได้เหมือนกัน เขาสามารถแผ่รัศมีมาคุให้กับคนรอบข้างได้

พอถึงปีใหม่ หลายคนอยากถือโอกาสนี้เปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเอง แต่พอทำได้ไม่นานก็กลับเป็นเหมือนเดิม ที่เป็นแบบเพราะอะไรครับ

ความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ ควรมีการกำหนดเงื่อนไขให้กับตัวเองด้วย เหมือนกับที่พระเรามีการอธิษฐานเข้าพรรษา คำว่าอธิษฐานในที่นี้หมายถึงการตั้งจิตมั่นว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การที่เรากำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดแล้วเราตั้งใจมั่นที่จะทำสิ่งนั้น นั่นคืออธิษฐาน แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้มีการตั้งเป้าว่าจะทำแค่ไหน เช่นจะออกกำลังกายวันละ ๒๐ นาที จะนั่งสมาธิวันละ ๑๐ นาที เป็นเวลา ๖ เดือน หรือ ๓ เดือน เป็นต้น มันต้องมีการกำหนดเงื่อนไข การกำหนดที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้เรามีเป้าหมายชัดเจน  และถ้าเป็นเป้าหมายที่ไม่ยากนัก ก็ช่วยให้เราเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งนั้นได้ อันนี้เป็นเรื่องของการสร้างปัจจัยภายใน

ปัจจัยภายนอกก็สำคัญ เช่นคนที่ติดเหล้าถ้าอยากเลิกเหล้าก็ต้องอยู่ห่างจากพรรคพวกที่ชอบดื่มเหล้า หรืออยู่ห่างจากงานและเทศกาลต่าง ๆ ที่มีการเลี้ยงเหล้า อย่าไปคิดว่าฉันไม่กินหรอกแต่ขอนั่งร่วมวงด้วย แบบนี้เสร็จทุกราย คนที่ชอบเที่ยวห้างก็ต้องพยายามอยู่ห่างห้างสรรพสินค้า คนที่ชอบเล่นเกมส์ออนไลน์ก็ต้องพาตัวเองออกห่างจากเกมเหล่านี้หรือห่างจากอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ หรือถ้าเราเลิกไม่ได้ทันทีก็ต้องมีกติกาว่าเราจะเล่นวันละเท่าไหร่ วันละครึ่งชั่วโมง หรือวันละหนึ่งชั่วโมง สรุปคือ นอกจากเจตนาที่อยากเลิกแล้ว ก็ต้องสร้างกติกาให้กับตัวเอง และอยู่ห่างจากเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่จะทำให้เราพลั้งเผลอผิดพลาด

ที่จริงมันมีปัจจัยทางอ้อมที่จะช่วยให้เรามีกำลังจิตที่มั่นคง เช่น คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ คนที่มีวินัยในการใช้เงิน มันจะส่งผลต่อพฤติกรรมด้านอื่นของเขาด้วย ส่งผลทำให้เขาดื่มเหล้าสูบบุหรี่น้อยลง ดูโทรทัศน์น้อยลง กินอาหารขยะน้อยลง ใช้เครดิตการ์ดน้อยลง  ซึมเศร้าน้อยลง  ขยันทำงานมากขึ้น ทั้งที่มันไม่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายแต่มันส่งผลถึงกันได้ เพราะว่าการออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยสร้างวินัย ช่วยเสริมสร้างกำลังจิตให้เข้มแข็ง กำลังจิตที่เข้มแข็งจะส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเสพการบริโภค เขามีการทดลองกับคนหลายวัยแล้วพบว่ามันส่งผลได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การควบคุมการใช้เงิน หรือการเข้าคอร์สฝึกติวเข้ม สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการมีวินัยแล้วการมีวินัยก็จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตด้านอื่น ๆ

ปัญหาของคนที่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ยังทำไม่ได้เพราะว่ากำลังจิตไม่เข้มแข็ง มีคำพูดว่า “ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้” หลายคนอยากจะเลิกเหล้าเลิกบุหรี่  ไม่อยากเสียเวลาไปกับการเล่นเกมส์ การช้อปปิ้ง การเล่นเฟสบุ๊ก เขาก็รู้นะว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ดีแต่ว่าอดใจไม่ได้ เพราะจิตใจไม่เข้มแข็ง

ฉะนั้นถ้าอยากเลิกก็ต้องพยายามสร้างกำลังจิตของตนให้เข้มแข็ง แล้วอาศัยตัวช่วยอย่างอื่นด้วย เช่นการอยู่ห่างจากสิ่งแวดล้อม หรืออาจจะต้องบอกกับเพื่อนว่า ถ้าเกิดฉันทำไม่ได้อย่างที่รับปากไว้ให้ปรับเลย เช่น ถ้าเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ไม่ได้ หรือไม่ได้ทำสมาธิตามที่กำหนดไว้ ให้ปรับวันละ ๕๐ บาท  ๑๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น มีบางคนปรึกษาอาตมาว่าเวลาขับรถชอบสบถชอบด่า ทำยังไงก็ห้ามตัวเองไม่ได้สักที จะทำยังไง อาตมาก็แนะนำว่าให้ลองทำอย่างนี้สิ เมื่อไหร่ที่คุณสบถคุณก็หยอดเงินใส่กระปุกเพื่อการกุศล ครั้งละ ๒๐ บาท ๕๐ บาท หรือ ๑๐๐ บาทก็ได้ เชื่อเลยว่านิสัยนี้จะหายไปในที่สุด เราต้องสร้างกติกา สร้างเงื่อนไข สร้างปัจจัยที่จะช่วยทำให้สามารถทำตามที่ต้องการได้

เรียกว่า ต้องอาศัยความตั้งใจของตัวเอง อาศัยกติกาเงื่อนไขที่เป็นปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายนอกก็ส่งผลต่อพฤติกรรมด้านอื่นๆ ด้วย

พุทธศาสนาเรียกเงื่อนไขทำนองนี้ว่าว่าวินัยหรือสิกขาบท วินัยหมายถึงระเบียบชีวิตระบบสังคมที่ช่วยหล่อหลอมกล่อมเกลาคนให้เข้าสู่กระแสธรรมะ พระภิกษุเป็นชุมชนของผู้ที่ตั้งใจศึกษาปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์หรือเพื่อการมีชีวิตที่ดีงาม แต่ตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีวินัยซึ่งประกอบไปด้วยสิกขาบทต่าง ๆ ที่จะทำให้กาย วาจา ใจพัฒนาสอดคล้องกับธรรมะที่ตัวเองต้องการที่จะเข้าถึง

มีวิธีเปลี่ยนแปลงที่เป็นวิธีลัด เช่น การสะกดจิตหรือการบำบัดให้ย้อนไประลึกถึงช่วงวัยเด็ก แล้วก็ดึงพลังของช่วงนั้นมาเพื่อบำบัดเยียวยาตัวเอง แล้วปมหรือพฤติกรรมที่เคยทำเป็นนิสัยในปัจจุบันมันหายไป  พฤติกรรมเหล่านั้นจะมีโอกาสกลับคืนมาได้อีกหรือเปล่าครับในมุมมองทางพุทธศาสนา

ถ้าปมนั้นมันคลี่คลายก็คงไม่กลับมาอีก แต่ส่วนใหญ่ปมที่ว่านี้เกี่ยวกับความกลัว ความโกรธ ความระแวงที่ฝังลึก  อาการแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทั่วไป  วิธีนี้อาจจะใช้ได้กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้เกิดจากการถูกกระตุ้นให้เกิดความโลภ ทำให้เกิดการเสพติด ทำให้ติดความสบาย ซึ่งบั่นทอนชีวิต พูดง่าย ๆ ว่ามันเกิดจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในยุคบริโภคนิยม จะมีสิ่งยั่วยุและเย้ายวนให้ผู้คนมีพฤติกรรมที่เป็นโทษกับตัวเอง เช่นติดอบายมุข เกียจคร้าน รักสบาย หลงวัตถุ  พฤติกรรมดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี  อีกทั้งจิตไม่ได้รับการฝึกฝน ข้อหลังนี้สำคัญที่สุดเพราะเป็นปัจจัยภายใน จิตที่ได้รับการฝึกดีแล้วแม้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุเย้ายวนอย่างไรมันก็ไม่เขว อันนี้คือปัญหาของคนส่วนใหญ่ แต่ที่ท่านถามมานั้นเป็นปัญหาของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีปมบางอย่าง ซึ่งวิธีการสะกดจิตก็อาจจะช่วยได้ เป็นวิธีการที่จะทำให้เขารับรู้ถึงอารมณ์ที่ถูกเก็บกักไว้ในระดับจิตไร้สำนึก เรียกอีกอย่างว่าดึงมันมาสู่จิตสำนึกแล้วก็จัดการคลี่คลายมัน แต่ว่าคนที่มีปัญหาแบบนี้นั้นมีน้อย

อารมณ์ที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึกนี้ ในทางพุทธศาสนาถือเป็นภาวะอะไรหรือกิเลสชื่ออะไรครับ

คงเป็นอนุสัย แต่เป็นอนุสัยที่ฝังลึกและเจ้าตัวก็ไม่ตระหนักรับรู้ถึงสิ่งนี้เลย ส่วนหนึ่งก็พยายามที่จะกดมันเอาไว้ พยายามที่จะลืมมัน

ทางพุทธศาสนามีวิธีการเข้าไปเยียวยาในปัญหาลักษณะแบบนี้ไหมครับ?

การมีสติรับรู้จิตในระดับที่ลึกลงไปเรื่อย ๆ เป็นไปได้ สติเหมือนกับแสงสว่างที่ช่วยให้มุมมืดในจิตใจค่อย ๆ หมดไป มุมมืดก็ยังเป็นมุมมืดเพราะว่าไม่มีแสงสาดส่อง สติเป็นเหมือนแสงสว่างที่สาดส่องในจิตใจเรา  ถ้าสติแรงกล้ามุมมืดก็จะหดแคบลง ทำให้เราเห็นมุมมืด  ส่วนที่เคยเป็นมุมมืดก็จะสว่างไสว พอตรงนั้นสว่างเหล่าแมลงสาบและหนูมดที่เคยหลบซ่อนอยู่ก็จะหายไป
สติทำหน้าที่นี้แหละ คือสาดส่องจิตที่เคยมืดให้สว่าง พื้นที่ที่สว่างไสวในจิตก็จะขยายตัวมากขึ้น พื้นที่ที่เป็นมุมมืดก็จะค่อย ๆ หดตัวลง ๆ อย่างพระพุทธเจ้า จิตของพระองค์สว่างไสวไม่มีขอบเขต ส่วนปุถุชนนั้นจิตยังมีมุมมืดมาก ซึ่งเป็นที่ที่อวิชชาอาสวะสะสม หมักหมมและคอยก่อกวน

อยากจะขอพรปีใหม่สำหรับชาวพุทธจากพระอาจารย์ครับ

พร เช่น อายุ วรรณะ สุขะ พละ จริง ๆ ไม่มีใครทำให้ได้เราต้องทำเอง แม้แต่สิ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ เช่น ความสงบเย็นในจิตใจ ชีวิตที่งอกงามด้วยธรรมะเป็นต้น ไม่มีใครทำให้ได้เราต้องทำเอง แล้วเราจะทำเองได้อย่างไร เราต้องมีวิริยะ มีความเพียร มีสัจจะ มีอธิษฐาน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือบารมี เป็นส่วนหนึ่งของบารมี ๑๐ ถ้าเราเจริญบารมีมากเท่าไหร่เราก็จะประสบความเจริญมากเท่านั้น

อยากจะเล่าเรื่องชาดกเรื่องหนึ่งเป็นอุทาหรณ์ มีฤาษีอยู่องค์หนึ่งชื่ออกิตติชาดก ท่านเป็นพระโพธิสัตว์คือผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านบำเพ็ญตบะจนพระอินทร์ศรัทธา จึงมาประทานพรพิเศษ ๔ ประการให้ท่าน ขอให้ท่านอกิตติบอกมาเลยว่าต้องการอะไร  ทีแรกท่านอกกิตติขอว่า ขอให้อาตมาอย่าได้พบเห็นคนพาล อย่าได้ยินคนพาล  อย่าได้อยู่ร่วมกับคนพาล อย่าได้พูดคุยกับคนพาล  แต่หลังจากคิดอีกทีท่านขอข้อเดียว คือขอให้พระอินทร์อย่ามาหาท่านอีกเลย  เพราะจะทำให้ท่านประมาทในการบำเพ็ญตบะ  คือคิดแต่จะพึ่งพาอำนาจดลบันดาลของพระอินทร์ ไม่สนใจที่จะทำความเพียรด้วยตนเอง

ท่านตระหนักดีว่าพรที่ดีที่สุดคือเราต้องทำเอง ไม่มีใครมอบให้แก่เราได้  ส่วนสิ่งที่มอบให้แก่กันได้ก็ไม่ใช่พรอันประเสริฐ  ไม่สามารถนำมาซึ่งความสุขที่แท้และจีรังยั่งยืน หากเราต้องการชีวิตที่ดีงามก็ต้องสร้างด้วยตัวเราเอง จะสร้างด้วยตัวเองเราก็ต้องมีวิริยะ  ขันติ  อธิษฐาน สัจจะ  ปัญญา อุเบกขา เมตตา เนกขัมมะ ทาน แล้วก็ศีล คือบารมี ๑๐ นั่นเอง แต่ว่าเอาแค่ ๓ ประการแรกก่อนก็ได้ ที่เหลือก็จะตามมาเอง

เวลาคนญี่ปุ่นจะให้พร พ่อแม่จะให้พรลูก ครูจะให้พรศิษย์ เขาไม่ได้ให้พรแบบคนไทยที่บอกว่าขอให้โชคดี เขาจะให้พรว่า กัมบัตเตะ แปลว่า  ขอให้มีความเพียรพยายาม ขอให้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คือขอให้มีวิริยะ มีขันติ ถ้าจะให้พรก็อยากให้พรอย่างคนญี่ปุ่น คือขอให้มีความเพียรขอให้มีความอดทนไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรค และอดทนต่อกิเลสและอารมณ์ของตนเอง ธรรมเหล่านี้จะช่วยให้เราพบพรอันประเสริฐอีกหลายอย่างซึ่งจะไม่มีใครมาขโมยไปจากเราได้.

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved