กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิพากษ์พุทธผู้หลงทาง

กลับหน้าแรก

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิพากษ์พุทธผู้หลงทาง

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
EXCLUSIVE TALK
นิตยสาร 5000S.ORG
vol.4 กันยายน-ตุลาคม 2557

วัยฝัน วันเยาว์

พระไพศาล วิสาโล มีนามเดิมว่า ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐ ปัจจุบัน อายุได้ ๕๗ ปี พรรษาที่ ๓๒ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน แม้ฐานะทางบ้านจะไม่สู้ดีนัก แต่ความเชี่ยวชาญด้านภาษาและความชำนาญเฉพาะทางเกี่ยวกับการแปรรูปไม้ของคุณพ่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในสมัยนั้นทำให้เด็กชายไพศาลได้ศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในโรงเรียนดีมีชื่อ คือโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ เมื่อขึ้นชั้น ม.ศ. ๒ อายุได้สิบสี่ปี เด็กชายเริ่มตั้งคำถามชีวิตว่าเรียนไปเพื่ออะไร จนได้พบคำตอบว่าเพื่อเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อเอาคะแนน ผลของการเกิดปัญญาในครั้งนั้นทำให้ผลสอบกลับยิ่งดีขึ้นไปอีก ความกระหายความรู้ของเด็กชายทำให้เขาอ่านหนังสืออย่างสนุกสนานยิ่งขึ้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบว่าการเชื่อมโยงความรู้ที่เรียนกับการนำไปใช้เป็นสิ่งสำคัญ และหนังสือนี่เองที่เปิดโลกของเด็กน้อยให้กว้างออกไป จนเป็นแรงบันดาลใจในการออกมาทำงานเพื่อสังคมเต็มตัว

จุดเปลี่ยนของชีวิต

ความฝันแรกของเด็กชายไพศาลคือเป็นวิศวกร ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นแพทย์ เพราะอยากช่วยคน สุดท้ายเมื่อพี่ชายเป็นหมอแล้ว เด็กชายจึงเบนเข็มไปสู่การศึกษาด้านสังคมศาสตร์ เนื่องจากมีความสนใจประเด็นสังคมและการเมือง โดยได้เข้าร่วมกลุ่มอาสาพัฒนาของโรงเรียนอัสสัมชัญมาตั้งแต่เรียนชั้นม.ศ.๓ จนเมื่อสอบได้คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กิจกรรมและสำนึกทางสังคมยิ่งเข้มข้นขึ้น ได้เป็นสาราณียกรหนังสือปาจารยสารร่วมกับลูกศิษย์ของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์  โดยมีแนวทางในการประยุกต์พุทธธรรมและอหิงสธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยความที่สนใจการเมืองจึงถูกมองว่าเป็นพวกซ้าย ขณะเดียวกัน ความสนใจในพระพุทธศาสนาก็ทำให้นักศึกษาด้วยกันมองว่าเป็นพวกขวา ในช่วงเหตุการณ์ วันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ไพศาลและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ได้ชุมนุมอย่างสงบในตึกเรียนในธรรมศาสตร์ แยกการชุมนุมกับนักศึกษา อดอาหารเรียกร้องคณะสงฆ์พิจารณาประเด็นที่ให้จอมพลถนอม กิตติขจร อุปสมบทเป็น “พระถนอม” แต่แม้ไม่เชื่อในแนวทางมาร์กซิส ก็ยังถูกจับเมื่อทหารตำรวจและฝ่ายขวาบุกเข้ามหาวิทยาลัย
หลังจากถูกคุมขังได้ ๓ วันก็ได้รับการปล่อยตัว ไพศาลและเพื่อนๆ ก็เดินหน้าทำกิจกรรมด้านการเมืองต่อไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการเยี่ยมนักโทษ ๖ ตุลา การขอประกันตัวนักโทษ รณรงค์ให้มีการปล่อยตัวนักโทษ ๖ ตุลา โดยมีนานาประเทศร่วมกดดันรัฐบาลไทยจนมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในที่สุด เมื่อจบการศึกษาก็ยังคงทำงานรณรงค์และกิจกรรมเพื่อความเป็นธรรมในสังคมต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะควันหลงจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงคุกกรุ่นอยู่  ด้วยความเป็นคนที่ทำอะไรเต็มร้อยและเป็นพวกหวังผลเลิศ ไพศาลจึงเริ่มประสบกับภาวะทางเหนื่อยล้าทางอารมณ์ สิ่งต่างๆ ที่เคยให้ความสุขและผ่อนคลายเช่น การฟังเพลง อ่านหนังสือ ศิลปะ หรือแม้แต่ท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ไม่สามารถเยียวยาจิตใจที่เสียสมดุลได้อีกแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านความเครียดกระสับกระส่ายก็กลับมาอีก

“ที่จริงถ้ามีวิธีจัดการกับตัวเองที่ดีกว่านี้ อาตมาคงไม่เลือกการบวช แต่ได้ทดลองทำหลายวิธี ก็ไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ก่อนบวช อารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนเสียศูนย์ เครียดและหงุดหงิดง่าย ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยๆ อยู่นิ่งไม่ได้นาน ต้องหาอะไรทำหรือไม่ก็อ่านหนังสือ แต่นั่นก็ยิ่งเครียด พอไม่มีอะไรทำ ก็อึดอัด หลับยาก ฟุ้งซ่านตลอด เวลามีอารมณ์ใดมากระทบ จะจมอยู่กับมันนานทั้งๆ ที่ไม่เรื่องสำคัญอะไรเลย ตอนนั้นมีแข่งฟุตบอลโลก ทีมบราซิลซึ่งเป็นทีมในดวงใจตกรอบ อาตมาซึมไปเป็นวันๆ ไม่อยากทำอะไรเลย ช่วงไล่ๆ กัน ได้ติดตามหนังจีนเรื่องยาว แต่พออ่านเรื่องย่อรู้ว่านางเอกต้องตาย ก็ซึมไปหลายวันอีก อาการทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าตัวเองคงไม่ค่อยปกติแล้ว”

กลับคืนสู่ธรรมขาติ กลับคืนสู่ธรรมะ

เมื่อทนสภาพนี้ไม่ไหว ไพศาลจึงตัดสินทำในสิ่งที่ลึกๆ แล้วรู้อยู่ตลอดว่าคือคำตอบที่แท้จริง แต่ผัดผ่อนมาตลอด คือ ออกบวชและปฏิบัติธรรม ท่านเล่าว่าเป็นตัดสินใจที่ยากยิ่ง “จำใจต้องบวช เพราะอยากพ้นไปจากทุกข์นี้ ตอนบวชก็เสียดายชีวิตฆราวาส เพราะรักในสิ่งที่ทำมาตลอด แฟนก็ไม่เคยมี อาตมาตั้งใจบวช ๓ เดือน พอให้จิตใจได้ผ่อนคลาย” แต่ก่อนบวช ไพศาลขอปลีกวิเวกเพื่อเป็นการ “ทิ้งทวน” โดยตั้งใจไปเที่ยวทะเลฝั่งอันดามัน และเกาะพีพี ซึ่งตอนนั้นเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว แต่ก็ต้องผิดหวังลงเอยด้วยการพักอยู่ที่เกาะลันตาน้อย ซึ่งเป็นบ้านของคนรู้จักตลอดช่วงเวลาของการพักใจ พระอาจารย์เล่าว่า เวลาส่วนใหญ่จึงใช้ไปกับการนั่งอยู่บนสะพานปลา มองทะเลและผืนฟ้า บางช่วงก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หลังจากใช้เวลา ๔ วันกับ ”ประสบการณ์ที่แสนราบเรียบ” นั่งดูคลื่นซัดสาด เดินเล่นเลียบชายหาด ไพศาลก็พบกับความสงบและชีวิตที่เรียบนิ่งได้ในที่สุด เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถผ่านชีวิตเพศสมณะได้อย่างแน่นอน

สงบเย็นได้ด้วยธรรม

ถ้าให้ผู้ที่ยังไม่เคยลิ้มรสพระธรรมได้รับรู้ประสบการณ์การภาวนาช่วงแรกของพระบวชใหม่รูปนี้คงกลัวการปฏิบัติธรรมไปเลยทีเดียว ในตอนนั้น พระอาจารย์ไพศาลได้ต่อสู้อย่างหนักกับความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ สิ่งที่ต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือ การใช้สติตามดูตามรู้การเคลื่อนไหว โดยไม่เอาอารมณ์ใดๆ ไปเกาะเกี่ยว ผ่านไป ๘๐ วัน ท่านพบว่าความมุ่งมั่นในทางโลกไม่ได้มีประโยชน์อันใดนอกจากส่งให้ความเครียดพุ่งกระฉูด ความต้องการให้ธรรมะแสดงผลภายในเวลา ๓ เดือน ทำให้เกิดวิริยะอย่างเต็มที่ แต่ขาดอุเบกขาอย่างรุนแรง

ในหนังสือ “ประสบการณ์การภาวนาในพุทธศาสนา” ที่ท่านเป็นผู้บันทึก ได้บรรยายประสบการณ์ไว้ดังนี้ “ช่วงแรกที่ทำนั้นมีความทุกข์มาก แต่พอทำไปนานๆ เกิดเห็นคุณค่าของการภาวนาขึ้นมา รู้สึกว่ามันมีความหมายมาก ประหลาดใจกับบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่เคยพบมาก่อน ทั้งๆ ที่เราอ่านหนังสือทำนองนี้มาก่อน แต่ไม่เคยได้ปฏิบัติ ครั้นมาปฏิบัติเข้า เริ่มรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา” อีกทั้งได้ตระหนักถึงคุณค่าของความทุกข์เพราะไม่มีอะไรอีกแล้ว ที่จะผลักดันเคี่ยวเข็ญให้ปัญญาแสดงสมรรถนะอันวิเศษออกมาได้ดีเท่ากับทุกข์

“ถ้าคุณพยายามหนี คุณจะไม่มีทางได้ปัญญา แต่คนที่ได้ปัญญาคือคนที่ไม่มีทางหนีทุกข์ และเผชิญหน้ากับมัน ซึ่งเป็นเป็นทางธรรมแต่เป็นทางที่แคบๆ”

จาก ๓ เดือน กลายเป็น ๓๑ ปีที่พระอาจารย์ไพศาลยังคงอยู่ในเพศสมณะ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระผู้ใหญ่ในสมัยนั้นเข้าใจจริตของท่านอย่างดี จึงมอบหมายงานด้านช่วยเหลือและฟื้นฟูสังคมให้เนืองๆ และตัวท่านเองเมื่อคิดถึงสภาพจิตก่อนบวช ความคิดจะสึกก็หดหาย ด้วยรู้ว่าถ้ากลับออกไปสู่ชีวิตทางโลกแล้วคงจมอยู่กับความเครียดแบบเดิมๆ อีกเป็นแน่ เป็นอันที่แน่นอนแล้วว่าการอยู่ในเพศนักบวชนั้นคือทางเลือกชีวิตที่ดีกว่า

ปัญญาจากการปฏิบัติ

เมื่อปฏิบัติมากขึ้น ความดื่มด่ำในธรรมยิ่งเพิ่มพูน เมื่อสติแจ่มใส ปัญญาจึงปรากฎ ท่านก็เริ่มประจักษ์แจ้งถึงคำว่า ปัจจัตตัง ด้วยพื้นฐานเป็นคนช่างสังเกตุและช่างวิเคราะห์ ท่านจึงพบว่า ผู้คนสมัยนี้มีพุทธิปัญญาหรือ intellect ดี แต่การขาดปัญญาจากการภาวนา ตรงกันข้ามกับคนสมัยก่อน ทำให้แม้มีความรู้และเหตุผลมากขึ้น มีสติปัญญาดี แต่กลับขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ จิตไม่มีพลังพอที่จะข่มความมักง่าย ความเห็นแก่ตัว ไม่สามารถต่อสู้กับความตื้นเขินและฉาบฉวยของโลกนี้ได้ ส่งผลให้ขาดความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลกทั้งคนและสัตว์ ไม่รับผิดชอบ สิ่งที่ตามมาคือการคดโกงธรรมดา จนไปถึงการฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบคนจน และไม่รู้คุณทรัพยากรธรรมชาติและโลก  อาตมาค้นพบว่าการภาวนาในทางพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องของทั้งชีวิต ไม่ใช่เรื่องของการปลีกวิเวก แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการภาวนาที่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้เรารู้เท่าทันตนเองแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงตัวเราให้มีความเห็นใจผู้อื่น รู้จักผ่อนปรน ยอมเสียสละขาดทุนเพื่อยังประโยชน์แก่ผู้อื่นและสังคมได้”

ศาสนาใหม่ที่ชื่อว่า บริโภคนิยม

แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งว่า โลกปัจจุบันนี้ถูกครอบงำด้วยลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งพระอาจารย์ไพศาลมองว่า ได้กลายเป็นศาสนาที่คนนับถือมากที่สุดในโลกไปแล้ว  “อาตมาเชื่อว่าคนค่อนโลกกำลังนับถือศาสนานี้ คนส่วนใหญ่เชื่อว่ายิ่งเสพมากเท่าไหร่ก็จะสุขมากเท่านั้น  เขามองว่าทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายมีขึ้นเพื่อปรนเปรอความสุขให้แก่พวกเขา  แม้จะเห็นว่าธรรมชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความติดในวัตถุ ความหลงใหลความสุขสบายทำให้ไม่สามารถที่จะเพลาการบริโภคได้ พูดง่ายๆ ว่าคือ จะให้ฉันช่วยโลก ช่วยธรรมชาติยังไงก็ได้ แต่ขออย่าให้ฉันลดการบริโภคหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง   

สาเหตุอีกประการหนึ่งก็คือ ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาครอบงำผู้คน จนมองว่าธรรมชาติไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นเพียงทรัพยากรที่มีไว้เพื่อสนองความต้องการ  เห็นต้นไม้เป็นแค่ตอที่ยังไม่ได้ตัดไปขาย เห็นน้ำเป็นแค่ H2O ไม่ใช่สิ่งที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิต แม้แต่ศาสนาก็สอนให้นึกถึงแต่ความร่ำรวย  อย่างป้ายที่คนไทยนิยมคือป้ายที่บอกว่า “บ้านนี้อยู่แล้วรวย”  แทนที่จะบอกว่า “บ้านนี้อยู่แล้วมีความสุข” หรือ “บ้านนี้อยู่แล้วเย็นใจ”  ทำไม ก็เพราะขืนทำขึ้นมาก็คงขายไม่ค่อยออก (หัวเราะ) ต้องป้ายบ้านนี้อยู่แล้วรวย จึงจะขายออก  อันที่จริงคนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการรวยเท่านั้น แต่ต้องการรวยกว่า (หัวเราะ) คนทุกวันนี้ไม่ต้องการสวย แต่ต้องการสวยกว่า”

ท่านยังมองอีกว่า กระแสความสนใจศาสนาพุทธผ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการแก้กรรมผ่านการสะเดาะห์เคราะห์ หรือการไปให้ผู้มีญาณดูกรรม เพื่อแก้ปัญหาชีวิต ยังคงเป็นเรื่องของบริโภคนิยม  คือเอาเงินไปทำบุญแก้กรรม

“ทุกวันนี้บุญกลายเป็นสินค้า จึงต้องมีความหลากหลาย ต้องสร้างจุดขายเพื่อดึงดูดใจและดูดเงินจากกระเป๋า ด้วยการใช้ถ้อยคำที่เตะตา เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีคนใช้คำว่าสะเดาะห์เคราะห์ แต่ต้องเป็นแสกนกรรม และถ้าต้องการการปลดเปลี้องความรู้สึกผิด ก็ต้องจ่ายเงินในนามของการทำบุญ วิธีนี้เป็นที่นิยม เพราะง่ายดี จ่ายเงินเสร็จก็สบายใจ ตรงข้ามกับการทำความดี ทำดีต้องใช้เวลา และเหนื่อย คนจึงไม่นิยม  เหมือนกับการลดความอ้วน  วิธีที่ได้ผลคือออกกำลังกาย และลดอาหาร  แต่การออกกำลังกายมันเหนื่อย  ลดอาหารก็ทำยาก  สู้กินยาลดความอ้วนไม่ได้ มันสะดวกสบาย  ขอให้มีเงินซื้อก็พอแล้ว  ทุกวันนี้ผู้คนคิดแต่จะใช้เงินแก้ปัญหา แทนที่จะลงมือทำ  ถามว่า ระหว่าง การมีชีวิตที่ผาสุข โดยการทำความดี ให้ทาน รักษาศีล ปฏิบัติภาวนา กับการมีชีวิตที่มั่งมีศรีสุขด้วยการใช้เงินเพื่อแก้กรรม  คนส่วนใหญ่จะเลือกอันไหน  ”

ปฏิรูปพุทธศาสนา ปฏิรูปจิต

ความเสื่อมในหลายๆ ด้านของวงการพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นปัญหามารในผ้าเหลือง การสอนธรรมที่บิดเบือนไปจากแก่นคำสอน การคลั่งบุญ-กลัวบาปแบบผิดๆ ทำให้คนไทยที่ต้องการเห็นศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  จึงเป็นการผิดคาดอย่างใหญ่หลวงที่พระอาจารย์ไพศาลกลับไม่สนับสนุนเรื่องนี้ เหตุผลนั้นไม่ใช่เรื่องของสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องของการมองต่างมุม
 
“คนมักคิดว่าสาเหตุที่พุทธศาสนาในไทยอ่อนแอตอนนี้เพราะรัฐไม่ให้ความสนใจพุทธศาสนาเท่าที่ควร  จึงอยากให้มีการประกาศพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่อาตมามองว่าศาสนาพุทธอ่อนแอ  สาเหตุที่แท้จริงก็คือชาวพุทธรวมทั้งคณะสงฆ์ปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจทำหน้าที่ของตัว   ทุกวันนี้วงการพุทธศาสนาไม่ได้ขาดเงินจนต้องขอให้รัฐสนับสนุน  ที่จริงวงการพุทธศาสนามีเงินมหาศาลจากการสนับสนุนของประชาชน มีวัดเป็นจำนวนมากที่ร่ำรวย มีเงินหลายพันล้าน สร้างโบสถ์หลังละนับพันล้าน  แต่กลับไม่สนใจช่วยเหลือวัดจน ๆ  ขณะที่พระสงฆ์ไทยขาดคุณภาพ ด้อยการศึกษา  คณะสงฆ์และวัดรวย ๆ ก็ไม่ได้สนใจที่จะส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์อย่างแท้จริง ปล่อยให้พระต่างจังหวัดช่วยตัวเองตามยถากรรม ที่จริงแม้แต่วัดที่ร่ำรวย  ดูดี ๆ ก็จะพบว่าการศึกษาของพระสงฆ์ในวัดเหล่านี้ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร  มีครูโรงเรียนปริยัติธรรมจำนวนมากที่ได้เงินต่ำกว่าวุฒิ จึงได้ครูที่ด้อยความสามารถ ไม่มีความรู้เท่าที่ควร ทำให้พระเณรขาดคุณภาพ  เรื่องแบบนี้เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์และชาวพุทธที่จะต้องเอาใจใส่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย  เสร็จแล้วก็ไปเรียกร้องขอเงินสนับสนุนจากรัฐ หรือให้รัฐสนับสนุนเรื่องอื่น ๆ ด้วย  คำถามคือถ้าชาวพุทธโดยเฉพาะคณะสงฆ์ไม่ช่วยกันเอง ไม่ใส่ใจกับกิจการที่เป็นความรับผิดชอบของตน  ควรหรือที่จะเรียกร้องให้รัฐมาช่วยหรือมาแบกรับ”

สิ่งที่พระอาจารย์ไพศาลต้องการเห็นคือการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาเยอะมากคือ การรวมศูนย์กลางอำนาจ การคอรัปชั่น และการเกิดเส้นสายเป็นจำนวนมาก พฤติกรรมของสงฆ์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้พระอาจารย์ไพศาลถึงกับถอนหายใจ

“พระระดับสังฆาธิการ หรือเจ้าคณะ ตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป  จำนวนไม่น้อยไม่ใช่พระที่น่าเคารพน่าศรัทธา หรือมีศีลาจารวัตร  แต่ที่ขึ้นมาได้เพราะใช้เส้น หรือใช้เงินซื้อตำแหน่ง เมื่อขึ้นมาแล้วก็ดึงพระที่เป็นพวกของตนขึ้นมาเป็นฐานอำนาจ อุดหนุนกันเอง ขณะที่พระดีถูกปล่อยปละละเลย ถ้าไม่มีเส้น ก็ขึ้นมาเป็นเจ้าคณะปกครองไม่ได้  การศึกษาคณะสงฆ์เองก็มีปัญหามาก ไม่มีการปฏิรูปมาเป็นร้อยปีแล้ว ทุกวันนี้การสอบบาลีและนักธรรมมีการโกงอย่างต่อเนื่อง ถามว่าปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยอำนาจรัฐมาแก้ปัญหาหรือ  ทำไมคณะสงฆ์ถึงไม่จัดการเองทั้ง ๆ ที่เป็นความรับผิดชอบของตน  คำถามต่อมาก็คือ หากตราให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  จะมีการแก้ปัญหาเหล่านี้หรือไม่ หรือปล่อยปละละเลยต่อไป   อาตมาคิดว่าความเสื่อมของพุทธศาสนาในเวลานี้ สาเหตุใหญ่เกิดจากพระสงฆ์จำนวนมาก หรือส่วนใหญ่ก็ว่าได้ไม่ทำหน้าที่ของตน ไม่สนใจศึกษาปฏิบัติธรรม หรือฝึกหัดขัดเกลาตน แต่มัวสนใจลาภสักการะ อวดความมั่งมี แสวงหาสมณศักดิ์ ขณะเดียวกันผู้ปกครองสงฆ์ก็ปล่อยปละละเลย  ไม่กระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหา แต่กลับโทษว่าปัญหาเกิดจากเหตุอื่น เช่น มองว่าเป็นเพราะรัฐไม่สนับสนุนเท่าที่ควร   เมื่อมองปัญหาผิดจุด เลยแก้ปัญหาผิดจุด ถ้าอยากปกป้องฟื้นฟูพุทธศาสนา ก็ต้องใช้ปัญญา เริ่มจากการเข้าใจทุกข์แจ่มแจ้ง และสาวหาสมุทัยจนพบสาเหตุที่แท้จริง  ”

ท่านย้ำว่าการปฏิรูปฟื้นฟูศาสนาไม่ใช่แค่การจับผิดพระ แต่เป็นการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ใช่จัดการกับตัวบุคคลเท่านั้น  หยุดการโยนเผือกร้อนกันไปมาระหว่างสำนักงานพุทธศาสนากับคณะสงฆ์ หรือระหว่างคณะสงฆ์ด้วยกันเอง พร้อมกับกล่าวว่า องค์กรสงฆ์ทุกวันนี้เป็นระบบราชการอย่างหนึ่ง ดังมีคำว่า “ราชการคณะสงฆ์” ทำให้พระที่ทำหน้าที่ปกครองสงฆ์ มีความเป็นข้าราชการยิ่งกว่าข้าราชการทั่วไปเสียอีก  คือรอคำสั่งทุกอย่างจากเบื้องบน  ถ้าไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ก็อย่าหวังว่าจะขยับหรือริเริ่มด้วยตนเอง

แต่การรื้อโครงสร้างทั้งระบบ โดยเฉพาะโครงสร้างทางศาสนาเป็นงานยาก ต้องใช้เวลาหลายปี  จะมีสิ่งใดที่พุทธศาสนิกชนทำได้ทันทีเลยหรือไม่ ตรงนี้พระอาจารย์ไพศาลยืนยันว่างานปฏิรูปยังไงก็ต้องทำให้ได้ เพราะพระพุทธองค์เคยกล่าวไว้ว่าถ้าศาสนาจะเสื่อม เป็นเพราะปัจจัยภายใน ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก  

“พุทธศาสนาเสื่อมไม่ใช่เพราะศาสนาอื่น  คริสต์ อิสลาม กลืนพุทธไม่ได้ แต่บริโภคนิยมกลืนพุทธไปเรียบร้อยแล้ว ทุกวันนี้พระหลงใหลเพลิดเพลินวัตถุมาก แข่งกันอวดมั่งอวดมี เช่น รถที่พระผู้ใหญ่ใช้ในปัจจุบันต้องเป็นรถยุโรป ไม่ใช่รถญี่ปุ่น เป็นพระราชาคณะชั้นสูงเท่าไหร่ รถที่ใช้ก็ต้องแพงมากเท่านั้น  ถามว่ามีใครสนใจแก้ปัญหาตรงนี้อย่างจริงจังบ้าง ถ้าพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติ แล้วสามารถแก้ปัญหาคณะสงฆ์ได้ อาตมาว่าก็น่าทำนะ แต่ถ้าไม่ทำตรงนี้ ไม่สนใจแก้ปัญหาคณะสงฆ์ ปล่อยให้พระอลัชชีเต็มบ้านเต็มเมือง ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะตราพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ

“แม้ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นศาสนาประจำชาติ  แต่ระบบหรือกลไกที่มีอยู่  ก็เพียงพอที่จะแก้ปัญหาความเสื่อมถอยของพุทธศาสนาได้  อย่าฝากความหวังกับภาครัฐ  ชาวพุทธเราต้องคิดพึ่งตนเอง ทำอะไรด้วยตนเองบ้าง ในอดีต พุทธเจริญได้ เพราะมีการวางระยะห่างระหว่างรัฐ คณะสงฆ์ และสังคม อย่างพอดี ๆ   ถ้าคณะสงฆ์อิงกับรัฐมากเกินไปก็จะล่มสลายได้ง่าย เหมือนกับที่เกิดขึ้นในอินเดียมาแล้ว ( คณะสงฆ์พึ่งพาการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์มาก ทำให้มีมหาวิทยาลัยใหญ่โตอย่างนาลันทา  มีพระมาเรียนเป็นจำนวนมาก ขณะที่พระในชนบทมีน้อย  ดังนั้นเมื่อกองทัพมุสลิมโค่นล้มกษัตริย์ที่อุปถัมภ์พุทธศาสนา และทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา พุทธศาสนาในอินเดียก็อ่อนเปลี้ยไปทันที) อาตมาอยากเสนอให้ตั้งสภาชาวพุทธในระดับจังหวัดลงไปถึงระดับอำเภอ โดยมีฆราวาสมาเป็นกรรมการเพื่อสนับสนุนและดูแลความเป็นไปของสงฆ์ในท้องถิ่นของตน แก้ไขปัญหาพระที่ประพฤติตัวไม่เรียบร้อย หรือบวชน้อย รวมทั้งสนับสนุนการศึกษาของสงฆ์ในจังหวัดและอำเภอ  เรื่องแบบนี้ไม่ต้องยืมมือรัฐมาช่วยก็ได้ ภาคประชาสังคมทำกันเอง    อีกทางเลือกหนึ่งคือ ให้อบต.หันมาสนับสนุนศาสนา อุปถัมภ์พระสงฆ์ในตำบลมากขึ้น โดยร่วมมือกับคณะสงฆ์ในท้องถิ่น”

 ความหวังสุดท้ายคือพุทธบริษัท

ณ จุดนี้ พระอาจารย์ไพศาลยอมรับว่า ยุคนี้เป็นยุคของฆราวาสอย่างแท้จริงในการปกป้องพุทธศาสนา

“ความหวังของอาตมาในการปฏิรูปศาสนาคือภาคประชาสังคม ในอดีตกษัตรย์เป็นใหญ่จึงเป็นกำลังสำคัญในการอุปถัมภ์ศาสนา แต่เดี๋ยวนี้อำนาจอยู่ที่รัฐบาล  รัฐบาลส่วนใหญ่ก็ไม่อยากแตะต้องศาสนาหรือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป เพราะจะกลายเป็นเอามือซุกหีบ จึงปล่อยปละละเลย ตอนนี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธที่ต้องฟื้นฟูพุทธศาสนา แต่จะทำให้ได้ผล ก็ต้องให้การแบ่งแยกสีทางการเมืองหมดไปก่อน เพราะตอนนี้ไม่มีใครสนใจพุทธศาสนาเลย เมื่อความแตกแยกสังคมน้อยลง เราจึงจะสามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง...ในฐานะพุทธบริษัท เราต้องศึกษาธรรมให้ถ่องแท้และปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง ก่อนออกไปฟื้นฟูศาสนาพุทธ”

ทำทุกอย่างด้วยความรักและเมตตา

ในฐานะคนที่เคยเสียศูนย์จากการทุ่มเทให้งานทางโลก แม้ว่าจะเป็นงานที่ทำเพื่อให้และตอบแทนสังคม และได้เห็นผลอันเลิศของธรรมะในการเยียวยาจิตใจตนเองมาแล้ว พระอาจารย์ไพศาลจึงเป็นผู้ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า การปฎิบัติภาวนาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะสติจะช่วยให้ตนเองไม่ถลำลึกไปกับความชอบไม่ชอบจนขาดอุเบกขา ปล่อยวางไม่เป็นเมื่อเห็นว่าสังคมไม่เปลี่ยนแปลง กลายเป็นพวกสิ้นหวัง หรือกลายเป็นคนขาดความเมตตา ทำร้ายคนรอบข้างได้ ดังที่ท่านเองเคยเป็นมาแล้ว

“การทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น จะต้องทำควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตนเองหรือการฝึกฝนตนเองด้วย ไม่เช่นนั้นการทำงานเพื่อสังคมจะกลายเป็นเพื่อสนองอัตตา และนำไปสู่การแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว...ในการทำงานด้านศาสนา เราต้องชึ้แจงด้วยเหตุผล อย่าไปด่าว่าคนที่เห็นต่างจากเรา อีกอย่างเราต้องมองทุกอย่างให้รอบด้าน แม้ว่าคณะสงฆ์จะมีปัญหามากมาย แต่การที่ศีลธรรมของคนเสื่อมลงก็เป็นปัจจัยด้วย วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เร่งรีบ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและความคิดของผู้คนอย่างมาก การกระจายรายได้ที่สม่ำเสมอและทั่วถึง การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด  แต่สุดท้ายเราต้องกลับไปคิดแบบชาวพุทธ แก้แบบชาวพุทธ คือแก้ที่ตัวเราเอง เริ่มจากการให้ทาน รักษาศีล และภาวนา เพื่อสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ชีวิตจิตใจของตน”

 ชีวิตที่เหลือเพื่อพระศาสนา

อีกสิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์ไพศาลอยากเห็นในช่วงชีวิตที่เหลือนี้ คือความสมดุลของการทำจิตและทำกิจ คือการได้เห็นพุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังพร้อมๆ ไปกับการออกช่วยเหลือสังคม ซึ่งแนวคิดเรื่องอาสาสมัครนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยไม่คุ้นเคย แต่กลับจำเป็นยิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบันนี้ที่ฆราวาสเป็นกำลังหลักของการพยุงพุทธศาสนา  “การนับถือศาสนาพุทธของคนไทยกำลังโน้มเอียงสู่การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น เช่น สนใจแต่ปฏิบัติธรรมเพื่อความสงบส่วนตัว  ไม่สนใจช่วยเหลือส่วนรวม ล่าสุดมีเทรนด์ใหม่คือ  มีความเชื่อว่าอย่าไปช่วยเหลือคนป่วยหนัก หรือคนใกล้ตาย เพราะเขาทำกรรมหนักมา ตอนนี้จึงต้องใช้กรรม ถ้าไปช่วยเขา จะกลายเป็นการแทรกแซงกรรม  เจ้ากรรมนายเวรของเขาจะมาเล่นงานเราแทน ถ้าชาวพุทธคิดแบบนี้ ต่อไปเวลาเห็นคนกำลังจมน้ำ ถูกทำร้าย แล้ว ก็คงไม่ช่วยเขา  ถ้ามีคนคิดแบบนี้กันมาก ๆ จะเกิดอะไรชึ้น ประเทศไทยจะกลายเป็นเมืองนรก ไม่ใช่เมืองพุทธหรอก ไม่น่าเชื่อว่าหมอและพยาบาลเชื่อเรื่องนี้มาก และคนที่คิดแบบนี้คือคนที่ชอบเข้าวัด สนใจใฝ่ธรรมกันทั้งนั้น”

แต่ไม่ว่าจะประสบปัญหามากมายเพียงใด หรืออุปสรรคโหดหินขนาดไหน พระอาจารย์ไพศาลในวันนี้ไม่เกิดอาการซวนเซทางจิตอีกต่อไปแล้ว การได้อยู่ท่ามกลางความเงียบและธรรมชาติภายในวัดป่าสุคะโตซึ่งถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้สูงใหญ่ให้ร่มเงา ได้หล่อหล่อมจิตใจของท่านให้เห็นธรรมะในธรรมชาติรอบตัวตลอดเวลา หนึ่งในธรรมหลายๆ ข้อที่ได้รับคือ ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

“โลกนี้ต้องการคนที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องมากกว่าคนที่ต่อสู้เพื่อความสำเร็จ ทุกวันนี้มีคนที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะเยอะแล้ว ดังนั้นต้องพึงระวังตรวจสอบจิตให้ดี...คนเราถ้าเอาความสุขไปผูกติดกับทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ชีวิตก็จะโลเล เปลี่ยนไปมาได้ง่าย ไม่สามารถยืนหยัดจนถึงที่สุดได้ แต่ถ้าคนที่มีความสุขภายใน ต่อให้ถูกนินทาหรือทำร้ายอย่างไร ก็ยังสู้ต่อไปได้ ดังนั้นเราต้องฝึกฝนจิตให้มากๆ เพื่อเข้าถึงความสุขภายใน การปฏิบัติธรรมมันไม่จำกัดสถานที่หรืออะไร ธรรมะสามารถปฏิบัติได้ไม่จำกัดกาล อยู่บ้าน ข้ามถนน ในที่ทำงาน ทำได้หมด ไม่จำเป็นต้องหลับตาเก็บตัวอยู่ในห้องพระหรือในป่า  ธรรมชาติภายนอกและธรรมชาติภายในเหมือนกัน แม่น้ำ ภูเขา คือประกอบด้วยขันธ์ ๕  เป็นธาตุเหมือนกันในระดับปรมัตถ์ การดำรงชีวิตก็คือการหมุนเวียนแลกเปลี่ยนระหว่างธรรมชาติภายนอกกับธรรมชาติภายใน  การหายใจคือ การแลกเปลี่ยนอากาศกลับไปกลับมาระหว่างร่างกายกับธรรมชาติภายนอก  การกินอาหารก็คือการรับเอาธาตุต่าง ๆจากธรรมชาติเข้ามา แล้วคืนธาตุเหล่านี้กลับสู่ธรรมชาติ

“สำหรับอาตมา ถ้าหากสามารถดำรงเพศพรหมจรรย์ไปจนตลอดชีวิตโดยไม่ถ่วงพระศาสนาให้ทรุดต่ำไปกว่านี้ ก็นับว่าเป็นความสำเร็จในชีวิตแล้ว แต่ก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ ต้องก้าวเดินต่อไปไม่หยุดจนกว่าจะถึงจุดหมาย แม้มีเหตุให้มิอาจบรรลุธรรมในชาตินี้ ก็ต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved