กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สู่ความสุขทุกลมหายใจ

กลับหน้าแรก

"จะตายก็เป็นเช่นนั้นเอง" มรณสติจากหลวงพ่อคำเขียน

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
เนชั่นสุดสัปดาห์
ฉบับที่ 1161 ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2557

 

แบ่งปันบน facebook Share    

- มรณสติจากหลวงพ่อคำเขียน ที่เราควรได้นำมาภาวนาเพื่อเตรียมตัวไปสู่สัมปรายภาพค่ะ

การอาพาธและการมรณภาพของหลวงพ่อคำเขียน เป็นสิ่งเตือนใจให้เราตระหนักว่า ความเจ็บป่วยและความตายเป็นเรื่องธรรมดา สักวันหนึ่งเราก็จะต้องเจ็บป่วยและตายเช่นกัน  แต่ในเวลาเดียวกันหลวงพ่อคำเขียนก็ได้สอนเราด้วยการทำให้ดูอยู่ให้เห็นเป็นตัวอย่างตลอด ๗ เดือนที่ผ่านมาว่า แม้เจ็บป่วย แต่ก็ป่วยแค่กาย ใจไม่ป่วยนั้น เป็นไปได้ และเมื่อถึงคราวต้องตาย ก็พร้อมรับความตาย จิตใจไม่หวั่นไหว เพราะเห็นว่าเป็นธรรมดา ดังท่านกล่าวเตือนใจพวกเราในช่วงท้าย ๆ ว่า “จะตายก็เป็นเช่นนั้นเอง”  จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องทำกิจสำคัญให้เสร็จสิ้น ไม่มีอะไรคั่งค้างให้เป็นกังวล ขณะเดียวกันก็ต้องหมั่นฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวาง เมื่อระยะสุดท้ายมาถึง  ก็ไม่มีอะไรที่ต้องหวงแหนหรือห่วงกังวล พร้อมปล่อยวางทุกสิ่ง รวมทั้งทรัพย์สมบัติและคนรัก ยิ่งปล่อยวางความยึดติดในตัวตน จน “ไม่เป็นอะไรกับอะไร”อย่างที่หลวงพ่อเน้นอยู่เสมอ ความตายก็จะไม่น่ากลัวอีกต่อไป

เรื่องแบบนี้ต้องทำเสียแต่วันนี้ จะปล่อยปละละเลย หรือประมาทไม่ได้เลย เพราะความตายเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเวลา หากไม่เตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เมื่อความตายมาถึง ก็จะทุรนทุราย กระสับกระส่าย ต่อสู้ผลักไสความตาย  ทำให้จิตเป็นอกุศล หากอกุศลยังครอบงำจนถึงจิตสุดท้าย ก็จะไปอบายอย่างแน่อน

- การเจริญสติ สมาธิ วิปัสสนา สามารถระงับเวทนา ได้หรือไม่อย่างไรค่ะ และตอนที่ร่างกายจะแตกดับ ถ้า ไม่ได้ฝึกเจริญสติไว้ เวทนาที่รุนแรงจะนำเราไปสู่อะไร และผู้ที่ฝึกไว้ดีแล้ว เช่นครูบาอาจารย์ พระกรรมฐาน จะสามารถระงับ เวทนา หรืออยู่กับเวทนา โดยที่ใจไม่ไปข้องเกี่ยวได้อย่างไรคะ 

การทำสมาธิ ด้วยการน้อมจิตจดจ่อที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ลมหายใจ ช่วยให้จิตไม่รับรู้ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น จะเรียกว่าลืมปวดก็ได้ ดังนั้นแม้กายจะปวด แต่ใจไม่ปวดตามไปด้วย  ผลพลอยได้อีกประการหนึ่งคือ เมื่อจิตมีสมาธิ  จะมีสารบางตัวหลั่งออกมา ช่วยบรรเทาทุกขเวทนาทางกายได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่ทำสมาธิได้ดี จะไม่ถูกความเจ็บปวดบีบคั้นมากนัก

อีกวิธีหนึ่งคือการเจริญสติ ซึ่งหมายถึงการรับรู้ความปวด โดยไม่ยึดติดถือมั่นในความปวดนั้น เรียกว่า “เห็น”ความปวด แต่ไม่ “เป็น”ผู้ปวด  วิธีนี้ก็ช่วยให้เราอยู่กับความเจ็บปวดได้โดยใจไม่ทุกข์   หากสติไม่มากพอที่จะดูทุกขเวทนาด้วยความรู้สึกเฉย ๆ หรือวางใจเป็นกลางต่อความเจ็บปวด ก็ใช้สติมาดูหรือรู้ทันอาการของใจก็ได้ เช่น เห็นความโกรธ หรือความหงุดหงิดของใจขณะที่เกิดทุกขเวทนา วิธีนี้ช่วยให้ใจกลับมาเป็นปกติ แม้กายยังปวดอยู่ จะเรียกว่าปล่อยวางความปวดก็ได้

ปัญญาในระดับวิปัสสนาเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ใจไม่ทุกข์ได้  อาทิ ปัญญาที่เห็นว่าแท้จริงไม่มี “ตัวฉัน” มีแต่รูปกับนาม หรือกายกับใจเท่านั้น  ดังนั้นเมื่อกายปวด ก็ไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่า “กูปวด” เพราะเห็นว่ากายเท่านั้นที่ปวด หรือเห็นความปวดเกิดขึ้นกับกาย แต่ใจไม่ปวดด้วย  ดังมีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโรต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดนิ่ว  หลังจากผ่าตัดเสร็จ หลวงปู่ก็พูดว่า “ค่อยยังชั่วแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว” หมอและพยาบาลพากันแปลกใจ ถามหลวงปู่ว่า ท่านไม่รู้สึกเจ็บเลยหรือ  คนอื่นผ่าตัดน้อยกว่าหลวงปู่ ยังแสดงอาการเจ็บปวดมากกว่า  หลวงปู่ทำอย่างไรถึงไม่เจ็บ หลวงปู่ตอบว่า “ร่างกายของหลวงปู่ก็เหมือนกัน ทำไมมันจะไม่เจ็บ  แต่จิตใจต่างหากที่ไม่ได้เจ็บป่วยไปกับร่างกายด้วยเท่านั้น”

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้เตรียมจิตฝึกใจไว้เลย เมื่อถูกความเจ็บปวดบีบคั้นในวาระสุดท้าย  จะรู้สึกทุกข์ทรมาน กระสับกระส่าย จิตเกิดโทสะ ซึ่งอาจทำให้จิตสุดท้ายเป็นอกุศล พาไปอบายได้  อย่างไรก็ตามครูบาอาจารย์บางท่านได้ชี้ว่า ก่อนตายจิตจะไม่รับรู้อาการทางกายใด ๆ ซึ่งรวมถึงความเจ็บปวดด้วย  แม้กระนั้นใจก็ยังเป็นทุกข์ได้หากมีความห่วงหาอาลัยหรือรู้สึกผิดติดค้างใจ  ดังนั้นหากไม่รู้จักปล่อยวาง  จิตสุดท้ายก็จะเป็นอกุศล และผลักให้ไปสู่ทุคติได้  ดังนั้นหากต้องการตายสงบหรือตายดี การฝึกจิตให้มีสมาธิ สติ และปัญญา จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved