กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สู่ความสุขทุกลมหายใจ

กลับหน้าแรก

สู่ความสุขทุกลมหายใจ

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
นิตยสารสะพานหิน
ปีที่ 11 ฉบับที่ 12 พฤษภาคม 2557

 

แบ่งปันบน facebook Share    

ความปรารถนาสูงสุดของมนุษย์คือการมีความสุข เราจึงเห็นปรากฎการณ์ตามล่าหาความสุขในรูปแบบต่างๆ กัน ทั้งให้นิยามคำว่าความสุขที่แตกต่างกันไป สำหรับบางคนความสุขคือการได้รับประทานอาหารอันเลิศรส ส่วนบางคนความสุขคือได้ทำงานที่รัก หรือการมีเงินนับร้อยล้านในบัญชีธนาคาร สำหรับบางคนความสุขคือครอบครัวที่อบอุ่น และจำนวนวนไม่น้อยพบว่าความสุขคือเพียงไม่พบความทุกข์ก็พอแล้ว แม้เราจะให้นิยามความสุขที่ต่างกัน แต่เราทุกคนล้วนมีชีวิตเพื่อมุ่งหาความสุขด้วยกันทั้งสิ้น ต่างแสวงหาสิ่งที่จะนำมาซึ่งความสุขอย่างทุกข์ที่สุด โดยละเลยความจริงที่ว่า ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเหตุแห่งทุกข์ บางคนเจอสภาวะการวิ่งหาความสุขท่ามกลางการร้อยรัดแห่งความทุกข์มากขึ้นไปทุกขณะ จะมีสักกี่ห้วงเวลาไหมที่เราจะเผชิญหน้ากับความสุขรู้แท้จริงที่ไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่น และเป็นไปได้หรือไม่ที่เราสามารถดื่มด่ำความสุขในทุกลมหายใจ เวทีสะพานหินไขความหมายของความสุขอันแท้จริงในวิถีพุทธ โดยได้รับความเมตตาจาก พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ ชี้ทางสู่ความสุขทุกลมหายใจ

ขอพระอาจารย์โปรดอธิบายนิยามของประโยคที่ว่า “อยู่ทุกที่ก็มีสุข”

สุข ในที่นี้หมายถึงสุขใจไม่ใช่สุขกาย แดดร้อน อากาศหนาว หรือว่าเจ็บป่วย สิ่งเหล่านี้มันทำให้ทุกข์กายอยู่แล้ว แต่ก็ใช่ว่าคนเราเมื่อทุกข์กายแล้วต้องทุกข์ใจด้วย ทุกข์กายแต่ใจเป็นสุขก็ได้ เช่นคนที่ทำงานเหนื่อยแต่มีความสุขเพราะภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ แม่เหนื่อยกับการเลี้ยงลูกแต่ก็มีความสุข ความสุขใจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ สามารถเป็นไปได้ในทุกสถานการณ์ แม้ว่าเจ็บป่วยก็สุขใจได้ อาตมารู้จักหลายคนที่ป่วยเป็นมะเร็ง แต่เขาก็ยิ้มได้และอารมณ์ดี หลายคนบอกว่ามีความสุขกับช่วงสุดท้ายของชีวิตเพราะใจที่ปล่อยวาง อาตมาคิดว่ามันอยู่ที่มุมมองและการฝึกใจหรือที่เราเรียกว่าทำใจ ถ้าเราสามารถวางใจถูก วางใจเป็น ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็มีความสุขได้ โดยเฉพาะการอยู่กับปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ทุกข์ทั้งๆ ที่รอบตัวก็สงบ อยู่ในห้องแอร์ ไม่เจ็บ ไม่ป่วย แต่ก็ทุกข์ใจ เพราะเขานึกถึงอดีต นึกถึงสิ่งที่เสียไป ยังอาลัยกับสิ่งที่เสียไป หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ผ่านไปแล้ว เช่น คำพูด คำต่อว่า ด่าทอ หรือไปครุ่นคิดกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ผลตรวจโรคของเราจะออกมาเป็นอย่างไร สิ้นปีนี้เราจะมีเงินจ่ายหนี้ไหม เกิดบ้านเมืองวุ่นวายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร พวกนี้เป็นอนาคตทั้งนั้น เรามัวไปคิดถึงมันก็เลยเป็นทุกข์ แต่ถ้าใจอยู่กับปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรให้ทุกข์ หิวก็ไม่หิว อากาศก็เย็นสบาย รอบตัวก็สงบ ไม่มีเหตุผลเลยที่จะมีความทุกข์ ดังนั้นการสุขใจมันเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเราอยู่กับปัจจุบัน

การฝึกอยู่กับปัจจุบันเป็นกระบวนการที่เราต้องฝึกฝนใช่หรือไม่

ใช่ เพราะใจเรามันชอบวิ่ง เที่ยว แล่นไป โดยเฉพาะอะไรที่ไม่ดีในอดีต ใจก็จะไปแวะไปหา อะไรที่อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตใจก็จะแวะไปหา คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไปจดจ่อกับสิ่งไม่ดีในอดีต แล้วเราก็จะจมอยู่กับสิ่งเหล่านั้น แต่ถ้าเรามีสติมันจะช่วยดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน สติช่วยให้เรารู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ เราจะอยู่กับปัจจุบันได้เราต้องมีสติ เราต้องรู้เท่าทันใจได้รวดเร็ว สิ่งที่ช่วยทำให้เรารู้เท่าทันใจ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ก็คือสติ ถ้าเราฝึกบ่อยๆ ใจมันจะอยู่กับเราได้ง่าย เราจะมีนิสัยที่จะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใจลอย ใจลอยก็เป็นนิสัย ขี้กังวลก็เป็นนิสัย ถามว่ามันมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า ไม่ใช่ มันถูกสะสมมาเรื่อยๆ แต่ถ้าเราฝึกฝนในทางตรงข้าม ผลจากการที่เราไม่ใจลอย ไม่ขี้กังวล มองโลกแง่บวก รู้จักปล่อยวาง เราก็จะมีความสุขได้ง่าย เราใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้ต่อเนื่อง

มีกระบวนการที่ลัดสั้นในการฝึกให้เรามีความรู้สึกอยู่กับปัจจุบันได้หรือไม่

การมีสติในรูปแบบเช่น การตามลมหายใจ มีสติกับลมหายใจ ทุกคืนก่อนนอน ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา หรือการเจริญสติอย่างต่อเนื่องทุกวันๆ จะช่วยให้เรามีสติได้เร็ว นี่เรียกว่าไม่ต้องอาศัยรูปแบบ ไม่ต้องมานั่งหลับตา ไม่ต้องเดินจงกรมกลับไปกลับมา ถ้าเรามีสติอยู่กับมันตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเราอาบน้ำ หรือเราถูฟัน การมีสติมีหลักอยู่ว่า ตัวอยู่ไหนลมหายใจอยู่นั่น อย่าไปหาเรื่องคิด สังเกตเวลากินข้าว ส่วนใหญ่ใจลอย กินก็ไม่รู้ว่ากินอะไร ให้เรามีสติอยู่กับการกิน มีสติอยู่กับการเดิน มีสติในการคุยกัน พ่อแม่เวลาอยู่กับลูกใจก็ควรอยู่กับลูก หลายคนเวลาอยู่กับลูกใจก็นึกถึงเรื่องงาน แต่เวลาไปทำงานใจกลับนึกถึงลูก เวลาทำงานจึงไม่มีความสุข เพราะว่าคิดถึงลูก ห่วงลูก เราทำอะไรอยู่กับใคร ใจเราต้องอยู่กับสิ่งนั้นจึงจะเกิดสติและความรู้สึกตัวขึ้นมา

แต่เทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นตัวดึงสติและความรู้สึกตัวจากเราไปเยอะ

ใช่ อย่างกำลังกินข้าว เดี๋ยวโทรศัพท์เข้ามา เดี๋ยวไลน์ก็มาแล้ว ก็ต้องตอบ ต้องส่งข้อความ ไม่ใช่เฉพาะเวลากินข้าว เวลาทำงานก็จะมีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจ นี่พูดเฉพาะเครื่องมือสื่อสารนะ ยังไม่ได้พูดถึงสิ่งที่กระตุ้นให้เราวอกแวก กระตุ้นให้เกิดความโลภ กระตุ้นให้เกิดความโกรธ อยากจะทำงานแต่ว่าโทรทัศน์มีข่าวการเมือง มีละคร สิ่งเหล่านี้ทำให้คนในยุคปัจจุบันมีสมาธิได้ยาก แล้วก็ถูกกระตุ้นเร้าให้เกิดอารมณ์ทั้งบวกและลบได้ง่าย เกิดทั้งความอยาก มีทั้งยั่วเย้าให้เกิดความโลภ ยั่วยุให้เกิดความโกรธ ดังนั้นคนทุกวันนี้เลยจมอยู่ในอารมณ์ บางบริษัทนำเครื่องมือสำหรับตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตมาใช้เพื่อให้พนักงานมีสมาธิกับงาน ไม่ห่วงพะวงกับเรื่องอื่น ในความจริงเราไม่ต้องตอบสนองสิ่งเหล่านั้นก็ได้ แค่เราไม่สนใจ แต่คนสมัยนี้ห้ามใจไม่ได้ จึงต้องมีอุปกรณ์นี้เป็นตัวช่วยขึ้นมา หลายคนที่เป็นพวกทำงานเยอะ แม้กระทั่งคนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชน วันหยุดเขาจะปิดโทรศัพท์มือถือเลย เพราะไม่เช่นนั้นจะมีสิ่งกระตุ้นตลอด ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ท่านติช นัท ฮันห์ ก็ได้รับนิมนต์ให้ไปพูด ไปคุย ไปทำสมาธิให้กับสำนักงานบริษัทกูเกิล แล้วก็เชิญพวกผู้บริหาร CEO รวมทั้งนักธุรกิจชื่อดังมาฝึกสมาธิกับท่าน ท่านได้รับนิมนต์ไปพูดให้เจ้าหน้าที่ในธนาคารโลกฟังเพื่อฝึกให้รู้จักควบคุมความคิด รู้เท่าทันความคิด เพราะคนพวกนี้ความคิดเยอะเหลือเกิน แล้วเงินก็เยอะมาก มีเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่ไม่มีความสุข การเจริญสติและการฝึกสมาธิจึงแพร่หลายมากในองค์กรธุรกิจมากมายที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ เพราะเดี๋ยวนี้คนมีความทุกข์ มีจิตที่ฟุ้งซ่านมาก และการฝึกสมาธิเจริญสตินอกจากจะทำให้มีความสุขขึ้นแล้ว ยังทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพราะจิตแน่วแน่ ไม่วอกแวกไปกับสิ่งรบกวน มีสัญญาณปิ๊งขึ้นมามันเกิดความอยาก ก็ไม่ต้องเข้าไปดู ไม่ต้องตอบ รู้ทันก็วาง ก็จะเกิดขันติ สติทำให้เกิดขันติ รู้จักคอยได้ เมื่อเราไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เราก็จะเป็นอิสระต่อสิ่งเร้าภายนอกทั้งปวง ทุกวันนี้คนเรายอมทนเป็นทาสให้กับสิ่งเร้าภายนอกก็เลยไม่มีความสุข ทั้งความโกรธ ทั้งความอยาก บางคนห้ามใจไม่ได้ เป็นโรคติดช้อปปิ้ง หลายคนเป็นหนี้ล้นพ้นตัวเพราะว่าการช้อปปิ้งมันง่ายดาย อยู่บ้านก็ช้อปปิ้งได้ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ รู้ว่าสิ้นเปลืองเงินทองเป็นหนี้เป็นสินแต่ห้ามใจไม่ได้ บางคนใช้วิธีเอาบัตรเครดิตไปใส่ไว้ในแก้วที่มีน้ำเต็มแล้วเอาเข้าช่องฟรีซในตู้เย็นเพื่อให้มันแข็ง เวลาอยากจะซื้ออยากช้อปปิ้งก็ใช้บัตรเครดิตไม่ได้ทันที ต้องรอให้น้ำแข็งละลายอย่างน้อยก็ 15 นาที จะใส่ไมโครเวฟก็ไม่ได้เพราะว่าบัตรมันจะพัง ใจก็อยากซื้อ รอเมื่อไหร่น้ำแข็งละลายสักที เป็นไปได้ว่าเมื่อน้ำแข็งละลาย ความอยากก็อาจจะหายไปแล้วหรืออาจจะได้สติ ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ การห้ามใจก็เป็นเรื่องง่าย

เส้นบางๆ กั้นระหว่างการวางแผนอนาคต กับการกังวลกับอนาคต ขอพระอาจารย์เมตตาแนะนำว่าอะไรคือความพอดีระหว่างสองสิ่งนี้

อยู่ที่ความตั้งใจ เช่น พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง คือเราเกี่ยวข้องกับอดีต อนาคต เกี่ยวข้องอย่างไร เกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกอะไร คร่ำครวญก็ไม่ถูก แต่ถ้าคุณมองอดีตเพื่อใคร่ครวญอันนี้ถูก คุณมองอดีตด้วยสติและปัญญานั่นคือการใคร่ครวญ ถ้าไม่มีสติและปัญญานั่นคือการคร่ำครวญ อนาคตก็เช่นเดียวกัน ถ้าคุณมองอนาคตโดยปราศจากสติและปัญญาคุณก็พะวง กังวล เครียด แต่ถ้าคุณมองอนาคตเพื่อกระตุ้นไม่ให้เกิดความประมาท อันนั้นดี เช่น ปีหน้าเศรษฐกิจจะแย่กว่านี้นะ เราต้องประหยัดการใช้เงินให้มากขึ้น เราต้องมองหาลู่ทางใหม่ในการสร้างรายได้ หรืออนาคตเราอาจจะเจ็บป่วยนะ วันนี้เราจะต้องดูแลร่างกาย ออกกำลังกาย เตรียมตัว เตรียมใจ นี่คือการวางแผน เป็นการพิจารณาอนาคตเพื่อที่จะไม่ประมาท อันนี้ดี พระพุทธเจ้าสนับสนุน แต่ถ้าคุณไม่ใช้สติ ไม่ใช้ปัญญา เวลาคุณมองอนาคตก็กังวล เครียด นอนไม่หลับ มันอยู่ที่ว่าคุณใช้สติและปัญญาในการเกี่ยวข้องกับอดีตและอนาคตมากน้อยแค่ไหน

หลายคนอาจจะสับสนกับคำว่า “พอเพียง” ในหลักศาสนาพุทธวางคำว่า “พอเพียง” หรือ “สันโดษ” ไว้อย่างไร

พอเพียงในที่นี้หมายถึงการเสพ การบริโภคอย่างพอเพียง อยู่ง่าย กินง่าย แต่เรื่องการทำงานนั้นทำเต็มที่ อย่างอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย แต่ก็ขยันหาเงิน เพื่อเอาเงินมาทำประโยชน์ ทำบุญ ทำกุศล มีเศรษฐีอเมริกันคนหนึ่ง มีเงินเป็นแสนล้านบาท แต่เขาก็ใช้โทรศัพท์ธรรมดา ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว นั่งรถไฟฟ้าไปทำงาน บ้านก็หลังเล็กๆ ลูกก็ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เขามีเงิน 2 แสนล้านบาท ถามว่าเอาไปทำอะไร เขาตอบว่าเงิน 99% ที่หามาได้นำไปบริจาคให้กับสาธารณะกุศล เขายังคงทำงานหนัก แต่ไม่ถึงขั้นไม่หลับไม่นอน เพราะเขารู้ว่าเขาทำเพื่ออะไร นี่คือพอเพียงในการใช้ชีวิต ขยันทำงานเพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือส่วนรวม หรือคุณจะขยันทำงาน ขยันปฏิบัติธรรมก็ได้ ส่วนสันโดษนั้น คือสันโดษในการเสพการบริโภค แต่ในการทำงาน การใช้ชีวิต ก็ยังขยันหมั่นเพียรเพื่อส่วนรวมได้ เพราะคุณเองก็ต้องการใช้เงินแค่วันละไม่กี่ร้อยบาท ที่เหลือก็ช่วยเหลือส่วนรวมบ้าง ทำบุญบ้าง หรือเอาเวลาที่เหลือไปปฏิบัติธรรม ไปเป็นจิตอาสาบ้าง ไม่ใช่ว่าฉันกินน้อยใช้น้อย ถ้าอย่างนั้นฉันทำงานน้อยก็ได้ แต่เอาเวลาไปนั่งเล่น นอนเล่น แบบนี้ไม่ถูก การทำงานอย่าทำด้วยความโลภ การทำความดีก็เช่นกัน สันโดษในการบริโภคปัจจัย 4 แต่อย่าสันโดษในกุศลธรรม คือยังต้องทำความดีไปเรื่อยๆ ตามหน้าที่ อย่าหยุด ถึงพระอริยะเจ้าก็อย่าหยุด เป็นพระโสดาบันแล้วก็อย่าหยุด พระโสดาบันยังต้องทำความดีจนกระทั่งบรรลุธรรม เสร็จกิจแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีแล้วจึงค่อยหยุดทำความเพียรในเรื่องของตัวเอง ในเรื่องประโยชน์ตน แต่การทำความเพียรในเรื่องของการช่วยเหลือผู้อื่นยังต้องทำอยู่ พระพุทธเจ้าก็ช่วยเหลือผู้อื่นไม่ได้หยุด

สมัยนี้คนเข้าวัด เข้าไปปฏิบัติธรรมเยอะขึ้น แต่สังคมโดยรวมกลับดูแย่ลง

ก็ต้องดูว่าเราเข้าวัดเพื่ออะไร หลายคนเข้าวัดเพราะเกิดความไม่มั่นคงในชีวิต บ้านเมืองผันผวนแปรปรวน วิกฤติเศรษฐกิจ เข้าวัดเพื่อหาที่พึ่งทางใจ ทำให้จิตใจมั่นคง แต่การไปหาที่พึ่งทางใจก็อาจจะหวังแค่ว่าได้รับน้ำมนต์ หรือหวังว่าจะได้พระเครื่องวัตถุมงคลกลับมา แต่นั่นไม่ใช่ที่พึ่งทางใจอันประเสริฐ คนส่วนหนึ่งไม่ได้ตั้งใจจะเข้าวัดเพื่อไปทำบุญ ไปให้ทาน ไม่ได้ตั้งใจไปฝึกฝนขัดเกลาตัวเอง หรือเพื่อจะทำให้เกิดปัญญาจนเห็นว่าแท้จริงแล้วสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ ดังนั้นจะเห็นว่าเวลาบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ผู้คนจะเข้าวัดกันมากขึ้น แต่การเข้าวัดนั้นอาจไม่ได้เป็นหลักประกันว่าการปฏิบัติมันจะดี เมื่อเร็วๆ นี้เขามีการเปรียบเทียบกันระหว่างประเทศที่เคร่งศาสนากับประเทศที่ไม่เคร่งศาสนา โดยดูว่าประเทศเคร่งศาสนามีดัชนีความสุขของผู้คนเป็นอย่างไร ดัชนีนี้เขาก็ดูกว้างๆนะ ไม่ใช่ดูแค่ความสุขทางใจ ดูเรื่องเศรษฐกิจ ดูเรื่องความสงบสุขในสังคม ก็พบว่าประเทศที่เคร่งศาสนาไม่ว่าศาสนาใดผู้คนมีความสุขอยู่ในเกณฑ์ต่ำมาก ส่วนประเทศที่ไม่เคร่งศาสนาอย่างประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สังคมกลับมีความสงบ อาชญากรรมน้อย คอร์รัปชั่นน้อย สิ่งแวดล้อมดี แต่สังคมที่เคร่งศาสนาอย่างบังกลาเทศ ปากีสถาน แม้กระทั่งอิตาลี หรือประเทศไทยเรา กลับมีปัญหาอาชญากรรม ความรุนแรง ยาเสพติดเยอะ คอร์รัปชั่นมาก สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ข้อมูลนี้อาจจะดูขัดกับความเชื่อดั้งเดิมที่เป็นความเชื่อพื้นฐาน ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่า 1. สังคมเคร่งศาสนาผู้คนสนใจศาสนาแต่ในรูปแบบที่เป็นพิธีกรรม หรือ 2. ผู้คนสนใจแต่เรื่องตัวเอง สังคมจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ หรือสังคมเคร่งศาสนาอาจจะเป็นสังคมที่มักสนับสนุนเรื่องความสูง - ต่ำมาก ดังนั้นอำนาจเผด็จการก็เข้ามาครอบงำได้ง่าย เป็นสังคมที่ไม่ค่อยมีความเสมอภาคเท่าไร ยิ่งเลื่อมล้ำกันเท่าไหร่ยิ่งวุ่นวายมาก สังคมที่เชื่อเรื่องเวรเรื่องกรรมมากมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ฉันไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคม ฉันยากจนเพราะกรรมที่ทำมาไม่ดี แต่ไมได้มองว่าสังคมไม่เป็นธรรมหรือโดนเอาเปรียบ อย่างที่หลายคนเชื่อเรื่องของกรรม เรื่องชาติปางก่อน ฉันยากจนเพราะชาติก่อนฉันเคยเอาเปรียบเขาไว้ ฉันป่วยเพราะทำกรรมไม่ดีเอาไว้ แต่ในความเป็นจริงพุทธศาสนาสอนให้เราดูเหตุปัจจัย คุณจนเพราะอะไร อาจจะมีเหตุจากปัจจัยส่วนตัว เช่นการบริโภคไม่รู้จักประหยัด หมกมุ่นอบายมุข ไม่ขยันหมั่นเพียร หรือว่าไม่รอบคอบในการทำมาหากิน นั่นเป็นปัจจัยส่วนตัว ปัจจัยส่วนรวมก็เช่นมีการเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม ก็ต้องพิจารณากันเป็นข้อๆ ไป ไม่ใช่เหมารวมแล้วโทษกรรมเพียงอย่างเดียว

แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าทำบุญชาตินี้เพื่อชาติหน้าจะได้รวย หรือทำพิธีแก้กรรมเพื่อแก้ไขกรรมในอดีตชาติ

เพราะว่าเขามองสมุทัยผิด ทุกข์ใช่ไหม ต้องหาสมุทัยใช่ไหม ทุกวันนี้เวลาคนเราเจ็บป่วยก็โทษกรรม ไม่ได้โทษว่าเราใช้ชีวิตถูกต้องไหม เรากินอะไรเข้าไปปีแล้วปีเล่า ออกกำลังกายบ้างไหม เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เราไปโทษกรรม อย่างเป็นมะเร็ง อาจเป็นเพราะอาหาร สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีก็ได้ หรืออย่างการแก้กรรม มันไม่มีหรอกในพุทธศาสนา สิ่งที่ทำไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้วแก้ไม่ได้ คุณไม่สามารถจะทำให้คนที่คุณฆ่าตายกลับฟื้นขึ้นมาได้ คุณไปตีหัวเขาแตกแล้ว แล้วคุณจะไปแก้ใหม่บอกว่าฉันไม่ได้ตีคุณ ทำไม่ได้แล้ว ดังนั้นเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมเกิดผลกระทบตามมา ซึ่งต้องกระทบถึงคุณในที่สุด อยู่ที่ว่าคุณจะบรรเทามันได้อย่างไร 1.บรรเทาคืองดทำสิ่งชั่วร้ายนั้น 2.ทำความดีในสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งนั้น อันนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะบรรเทาผลกรรม ส่วนพิธีกรรมต่างๆ ก็ดีในแง่ที่ให้ผลทางใจ ทำให้คุณคลายความวิตกกังวล ช่วยได้แค่นั้น อาจจะดีกว่ายาบรรเทาปวดหรือยาคลายเครียด ทำให้คุณนอนหลับได้สบาย แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่เจอผลกระทบที่เกิดขึ้น สิ่งที่ควรจะทำคือเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วควรจะทำใจอย่างไร คุณจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร ธรรมะจะช่วยคุณตรงนี้

ในหลายโอกาสเราจะเห็นคำว่า เห็นธรรมได้ต้องเห็นทุกข์ก่อน มีความจำเป็นแค่ไหนว่าคนต้องเจอความทุกข์ก่อนถึงจะกลับมาศึกษาธรรมะ

ไม่จำเป็น แต่ส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น บางคนศึกษาธรรมะเพราะฟังธรรมะแล้วมันดี มันมีประโยชน์ เห็นคล้อยตามก็เลยศึกษา ปฏิบัติ แต่บางคนไม่สนใจจนกระทั่งเจอทุกข์ แล้วก็รู้ว่าไม่มีทางออก เช่นเป็นมะเร็งแล้วไม่รู้จะหาทางไหน ยาก็หวังพึ่งไม่ได้ เทคโนโลยีก็การันตีไม่ได้ ก็ต้องหาธรรมะมากอดไว้ ไม่มีทางไปแล้ว เช่นล้มละลายไม่มีทางไปแล้ว แย่แล้ว จิตใจแย่ ก็เข้าหาธรรมะ ส่วนใหญ่คนทั่วไปถ้าไม่ทุกข์ก็ไม่สนใจเข้าหาธรรมะ เพราะว่าสบายดีอยู่แล้วคุณจะเข้าไปหาธรรมะทำไม แต่พอมันตันไม่มีทางไป มันก็มีทางออกทางเดียวเหลืออยู่คือหันมาหาธรรมะ

พระอาจารย์เน้นสอนเรื่องการตายอย่างสงบหรือมีสติมาโดยตลอด สิ่งนี้สำคัญอย่างไร

ประการแรกเราต้องยอมรับความจริงว่าเราทุกคนล้วนต้องตาย ประการที่สองคือเราจะตายเมื่อไรก็ได้ ความตายอยู่ใกล้ตัวเรามาก ไม่ว่าจะเป็นเด็กก็ตาม คนหนุ่มสาวก็ตาม มีคำสอนที่บอกว่าระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้าอะไรจะมาก่อน อย่าได้คิดว่าชาติหน้าจะมาหลังพรุ่งนี้ เราอาจจะประสบอุบัติเหตุตาย เข้าห้องน้ำสะดุดหกล้มหัวกระแทกพื้นตาย ดังนั้นเมื่อความตายอยู่ใกล้ตัว คงต้องถามตัวเองว่าคุณพร้อมหรือยัง ทำความดีมาพอหรือยัง ทำหน้าที่ที่ตัวเองควรจะทำสำเร็จหรือยัง พร้อมที่จะปล่อยวางทุกสิ่งไหม เพราะไม่มีอะไรที่คุณจะเอาไปได้เลยในโลกนี้นอกจากบุญและบาปที่จะติดตามเราไป ถ้าคุณไม่พร้อม คุณต้องเร่งทำความดี ต้องเร่งทำหน้าที่ที่สำคัญ ที่ควรทำ อย่าเอาแต่ทำงาน อย่าเอาแต่หาเงิน อย่ามัวแต่สนุกสนาน ใจก็ต้องฝึกที่จะปล่อยวาง อย่าคิดแต่จะเสพและบริโภค อย่าคิดแต่จะมีมากๆ ทั้งหมดนี้ถ้าคุณทำความดี หลีกหนีความชั่ว ทำหน้าที่ที่ควรทำให้สำเร็จโดยเร็ว และปล่อยวางเมื่อถึงเวลาที่คุณจะตายคุณก็ตายอย่างสงบ แต่ในชีวิตประจำวัน คนเรามักจะมีสิ่งที่ทำให้หลงเพลิดเพลิน เช่นความสุข สนุกสนาน ความบันเทิงเริงรมย์ ความวุ่นวายกับงานการ ความสำเร็จเฉพาะหน้า ก็จะทำให้ลืมเรื่องนี้ไป เราควรระลึกถึงเสมอจะได้กระตุ้นให้เราไม่เกิดความประมาท ให้คิดว่าการทำความดีเป็นเรื่องที่เร่งรีบ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องที่ต้องรีบทำอย่าผัดผ่อน อย่าคิดว่าแก่แล้วค่อยปฏิบัติธรรม ค่อยเข้าวัด อย่าไปคิดว่าพ่อแม่ป่วยถึงค่อยไปดูแลท่าน คุณแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ตายก่อนท่าน แน่ใจได้อย่างไรว่าท่านจะป่วยตาย ท่านอาจจะหัวใจวายตายจากคุณไปอย่างกะทันหันก็ได้

ถ้ามีคนถามพระอาจารย์ว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร คำตอบของพระอาจารย์คืออะไร

อาตมาตอบไม่ได้ เพราะว่าการเกิดนั้นอาตมาไม่ได้ทำให้เกิด แต่คุณควรจะถามว่าเราอยู่เพื่ออะไร เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่เราเลือกเองได้ เราเลือกที่จะอยู่หรือเลือกที่จะตายก็ได้ เราอยู่เพื่ออะไร อาตมาคิดว่าเราควรจะหาคำตอบให้ตัวเอง ถ้าถามท่านอาจารย์พุทธทาสท่านจะตอบว่าอยู่เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดี มีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ อยู่เพื่อขัดเกลากิเลส อยู่เพื่อให้เข้าถึงความสุขสูงสุดตราบเท่าที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ ก็คือการเข้าถึงพระนิพพาน อยู่เพื่อความเป็นประโยชน์ตน เพื่อประโยชน์ท่านให้ถือครอง อันนี้คือคำตอบที่อาตมาคิดว่าจะทำให้ชีวิตเรามีความหมายว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved