กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > มงคลที่แท้ของชีวิต

กลับหน้าแรก

มงคลที่แท้ของชีวิต
แนวคิดชีวิตเป็นสุขรับปีใหม่

พระไพศาล วิสาโล
Someone Special
Story: CMGB-dusita Photo: CMGB-kanit
นิตยสารท่องเที่ยวโวยาจ
ฉบับที่ 84 Vol.7 No.12

แบ่งปันบน facebook Share    

ปี 2556 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์มากมายที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และการเมือง แต่เมื่อมองย้อนไปไกลกว่าปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่คล้ายกับเหตุการณ์เหล่านั้นล้วนเคยเกิดขึ้นมาก่อน เพียงแต่มีตัวละครอื่นสลับสับเปลี่ยนกันเข้ามาแสดงบทบาทซ้ำๆ ในบริบท ปัจจัย และช่วงเวลาที่ต่างกัน

พระไพศาล วิสาโล ชี้ให้เราเห็นวัฎจักรของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุก 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เราจะปรับตัวอย่างไรที่จะไม่ต้องแบกรับเอาความทุกข์จากการรับรู้เหตุการณ์เหล่านั้นไว้ในชีวิตประจำวัน

โดยนอกจากการสนทนาครั้งนี้จะเป็นการทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2556 เพื่อเป็นบทเรียนในปี 2557 และปีต่อๆ ไปแล้ว ท่านยังกระตุ้นเตือนถึงความหมายของมงคลชีวิตที่สร้างให้เกิดขึ้นกับตนเองได้ทุกวันอีกด้วย

ปี 2556 ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์มากมายที่กระทบความรู้สึกของผู้คน รวมถึงวงการศาสนาด้วย พระอาจารย์มองว่าเราสามารถพิจารณาเหตุการณ์เหล่านี้เป็นบทเรียนอย่างไร

“ข่าวใหญ่เรื่องหนึ่งซึ่งกระทบกับความรู้สึกของผู้คนในปีที่ผ่านมาก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับพระสงฆ์ ทั้งเรื่องเณรคำ หรือวิรพล สุขผล และอาจารย์มิตซูโอะ ซึ่งตอนนี้กลายเป็น นายมิตสึโอะ ชิบะฮะชิ  ไปแล้ว  ทั้งสองกรณีนั้นแตกต่างกัน แต่ก็สะเทือนความรู้สึกของคนที่ศรัทธาบุคคลทั้งสอง บางคนถึงกับผิดหวังในพระสงฆ์และเสื่อมศรัทธาในพุทธศาสนาไปเลย แต่ที่จริงเหตุการณ์เหล่านี้ แทนที่เราจะปล่อยให้มันมากระทบใจให้เป็นทุกข์ ควรใช้เหตุการณ์เหล่านี้มาเปิดใจของเราให้เห็นธรรมะ ให้เห็นว่าไม่ควรยึดติด ถือมั่น หรือว่าฝากใจไว้กับตัวบุคคล”

“คนเราทุกข์เพราะไปยึดติดกับตัวบุคคลมาก ไม่ใช่เพียงแค่ยึดติดว่าท่านจะต้องดีอย่างที่เราคาดหวังนะ แต่ยังรวมถึงการยึดติดกระทั่งว่าท่านจะต้องอยู่ค้ำฟ้า จะตายไม่ได้  แม้จะเป็นพระดี ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ในที่สุดท่านก็ต้องจากไป อย่างสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯ บัดนี้ก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่สำหรับกรณีของพระองค์ท่าน ผู้คนส่วนใหญ่เตรียมใจอยู่แล้วเพราะพระองค์ประทับอยู่โรงพยาบาลมาสิบกว่าปี ไม่ได้ช็อคความรู้สึกของคนเท่ากับตอนเมื่อกลางปีที่ผ่านมา”

“พึงตระหนักว่า ครูบาอาจารย์หรือพระที่เรานับถือนั้น สามารถผันแปรเป็นอื่นไปได้ อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เรานึก ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับอดีตพระทั้งสองรูปนี้ทำให้คนมีความสะเทือนใจ เสียใจ ผิดหวัง หรือโกรธแค้นเหมือนกับถูกหลอก แต่จริงๆ แล้วเป็นเหตุการณ์ที่น่าจะเปิดใจเราให้เห็นธรรมะว่า ทุกอย่างล้วนตกอยู่ภายใต้พระไตรลักษณ์ (อนิจจตา ทุกขตา อนัตตตา) พระอาจารย์ที่เรานับถือ วันดีคืนดีก็อาจจะสึกหาลาเพศไป พระบางรูป เริ่มต้นอาจจะดีแต่ปลายๆ กลับติดในลาภสักการะจนเสียผู้เสียคนไป  กรณีแบบนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจเราว่าขนาดพระที่ฝึกฝนตนมานานก็ยังลุ่มหลงในลาภสักการะหรือกามสุขถึงเพียงนี้ แล้วฆราวาสอย่างเราซึ่งไม่ค่อยมีเวลาฝึกฝนพัฒนาตน ยิ่งมีโอกาสที่จะถูกกิเลสตัณหาชักพาไปในทางต่ำได้ ยิ่งต้องระมัดระวัง อย่าประมาท

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทุกเหตุการณ์ไม่ว่าดีหรือร้าย สามารถสอนธรรม หรือเป็นบทเรียนให้กับเราได้ทั้งนั้น อย่างน้อยก็สอนเรื่องอนิจจังให้แก่เรา รวมทั้งช่วยเตือนใจให้เราไม่ประมาท และตระหนักว่าเราจะต้องฝึกฝนพัฒนาตนอย่างจริงจัง และระแวดระวัง ควรจะต้องขอบคุณท่านเหล่านั้น ที่เปิดใจเราให้เห็นธรรมะ”
 
กรณีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อพระสงฆ์มากน้อยแค่ไหน

“มีบ้างเพราะญาติโยมจำนวนไม่น้อยเสื่อมศรัทธาในพระสงฆ์ ทำให้ระแวงพระสงฆ์ไปหมด ในช่วงที่มีข่าวคราวเรื่องเณรคำ อาตมาไปบรรยายที่ธนาคารแห่งหนึ่ง พนักงานคนหนึ่งพอเห็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์การบรรยายของอาตมา ก็พูดกับเพื่อนว่า  ‘ไม่รู้จะเชื่อได้หรือเปล่า’ คือเกิดความระแวงพระไปหมด  ความเสื่อมศรัทธาเณรคำรูปเดียวก็ส่งผลต่อพระรูปอื่นด้วย อาตมาก็พลอยได้รับผลกระทบด้วย แต่ดีแล้วที่เขาตั้งข้อสงสัย ดีกว่าเขาศรัทธาแบบหัวปักหัวปำ  

“ของแบบนี้เกิดขึ้นชั่วคราว ไม่นานคนก็ลืม อย่าง 20 ปีก่อน ก็มีข่าวเรื่องอาจารย์ยันตระ หรือ วินัย ละอองสุวรรณ คนก็เสื่อมศรัทธาไปพักใหญ่ แล้วก็มาหลงศรัทธาเณรคำอีก  เรื่องแบบนี้มักจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทุก 10-20 ปี คือ จะมีพระเด่นพระดังขึ้นมาให้คนศรัทธาถึงขั้นหลงใหลแล้วในที่สุดผู้คนก็พบความจริงว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ตนคาดหวัง แต่พระที่บวชมานานๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะก่อนที่จะเกิดกรณีอาจารย์มิตซูโอะ ก็มีพระหลายรูปที่บวชมานานหลายสิบพรรษาแล้วสึกหาลาเพศไป อันนี้เป็นเรื่องปกติ แต่คนไม่ค่อยรู้ เพราะท่านไม่ได้เป็นพระดัง”

“กรณีพระที่ติดในลาภสักการะ หรือพระที่หลอกญาติโยม ก็ไม่ได้มีเฉพาะเณรคำ มีอยู่มากมาย คนในวงการศาสนาก็รู้อยู่ เพราะฉะนั้นถามว่าเรื่องนี้ช็อคความรู้สึกของพระไหม ในภาพรวมก็ต้องตอบว่าไม่”
 
ดังนั้นพระอาจารย์จะเตือนสติญาติโยมในการศรัทธาพระสงฆ์อย่างไร

“ญาติโยมไม่ควรฝากใจไว้กับตัวบุคคล แต่ควรฝากใจไว้กับพระธรรม พระพุทธเจ้าได้สอนว่าเราควรเอาธรรมะเป็นใหญ่ เรียกว่า ธรรมาธิปไตย ถ้าเราจะฝากความหวังก็ฝากไว้กับพระธรรม ศรัทธาในพระธรรม ส่วนศรัทธาในตัวบุคคลก็ให้เป็นเรื่องรอง จะศรัทธาในตัวบุคคลก็ต้องมีศรัทธาในธรรมเป็นหลัก หมายความว่า จะศรัทธาท่านหรือไม่ ก็ดูก่อนว่าท่านเหล่านั้นปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมไหม ท่านตั้งมั่นในธรรมหรือเปล่า อย่าไปศรัทธาเพียงเพราะว่าพูดจาถูกใจเรา หรือเห็นว่าเป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่จะทำให้เราร่ำรวย หรือไปเชื่อง่ายๆ ว่าเขาเป็นพระอรหันต์ ญาติโยมเองก็ต้องมีความรู้มากพอที่จะตัดสินได้ว่าพระรูปนี้สอนถูกธรรมไหม ถ้าจะเคารพนับถือก็เคารพนับถือเพราะว่าสอนถูกธรรม ไม่ใช่เพราะว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นเกจิอาจารย์สร้างวัตถุมงคล หรือว่าเหมาเอาดื้อๆ ว่าเป็นพระอรหันต์ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าพระอรหันต์มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง”
 
แต่ค่านิยมในสังคมไทยส่วนหนึ่งเป็นการเข้าวัดไปเพื่อหาวัตถุมงคลหรือขอพรให้เกิดโชคลาภ
               
“คนส่วนใหญ่ถ้าไม่มีความทุกข์ก็ไม่เข้าหาวัดไม่เข้าหาธรรมะ อันนี้เป็นธรรมดาทุกยุคทุกสมัย ส่วนหนึ่งก็เข้าหาพระหรือเข้าวัดทำบุญ เพราะหวังความเจริญ ความมั่งมีศรีสุข หวังโชคลาภ หวังให้มีอายุยืน หวังหายป่วยหายไข้ พูดง่ายๆ คือหวังความสุขทางโลก แต่ว่าสมัยก่อนไม่หนักเท่าสมัยนี้ สมัยนี้คนสนใจความรวยมากกว่าความดีหรือความสุข ผู้คนถูกกระตุ้นให้มีความโลภมาก นี้เป็นอิทธิพลของสังคมบริโภคนิยมซึ่งกระตุ้นให้คนอยากได้ใคร่มี จนยึดติดถือมั่นกับวัตถุ เพราะเชื่อว่าความสุขอยู่ที่วัตถุ อยู่ที่เงินทอง   คนจำนวนมากชอบเครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคลที่อวดสรรพคุณว่าบ้านนี้อยู่แล้วรวย ใช่ไหม แต่รวยแล้วมีความสุขหรือเปล่าก็ไม่สนใจ รวยแต่ไม่มีความสุขก็ได้ ทำไมเราไม่แสวงหาความสุขแต่ไปแสวงหาความร่ำรวย ยุคนี้เน้นเรื่องความร่ำรวยมาก ทั้งๆ ที่ความร่ำรวยไม่ได้เป็นหลักประกันแห่งความสุข ฉะนั้นความปรารถนาความร่ำรวย จึงเป็นแรงดึงดูดที่สำคัญให้คนเข้าวัดในเวลานี้”

“ทุกวันนี้ผู้คนถูกผลักให้เข้าวัดด้วยความปรารถนาที่จะร่ำรวย อันนี้เป็นกิเลสตัณหาชนิดหนึ่ง  ดังนั้นจึงคาดหวังให้พระสนองกิเลสของตัว เพราะฉะนั้นวัดไหนที่มีวัตถุมงคลที่จะทำให้ตัวเองร่ำรวยได้ก็ไปวัดนั้น วัดไหนบอกว่าทำบุญแล้วรวยก็ไป อย่างบางวัดชูคำขวัญว่า รอดตาย หายป่วย  ร่ำรวย  มีชื่อเสียง คนก็แห่ไปหาใช่ไหม แล้วก็ติดอยู่แค่นั้น โดยที่พระเองก็ไม่คิดจะทำให้คนก้าวพ้นจากกิเลสตัณหา คือทีแรกมาวัดเพราะกิเลสตัณหาก็ไม่เป็นไร หน้าที่ของพระคือช่วยนำพาเขาให้ออกจากกิเลสตัณหาหรือทำให้กิเลสตัณหาเบาบางลง ตรงนี้วัดจำนวนมากไม่ได้ทำ ถึงจะทำชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ เพราะยังอยากจะรวย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นมากในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนอย่างเณรคำกลายเป็นที่นิยม  มองในแง่นี้ค่านิยมที่ผิด ๆ ของญาติโยมก็ทำให้มีคนอย่างเณรคำมากมาย เพื่อสนองกิเลสญาติโยม    สมมุติว่าเณรคำถูกจับเข้าคุก วันหน้าก็จะมีคนอย่างเณรคำตามมาอีก”
 
คนมาสวมบทเป็นพระเพื่อหาผลประโยชน์ได้เพราะกิเลสของคนใช่ไหม
           

“พระจำนวนไม่น้อยมีชื่อเสียง เป็นที่นิยม มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ก็เพราะสนองกิเลสญาติโยม  ถ้าเป็นสมัยก่อน คือ 40 ปีถอยหลังไป คนอย่างเณรคำจะดังไม่ได้เลย เพราะมีพฤติกรรมหลายอย่างที่ชาวพุทธไม่สามารถยอมรับได้  แต่ชาวพุทธจำนวนมากเดี๋ยวนี้ไม่สนใจพฤติกรรมเหล่านี้ แม้จะรู้ด้วยว่าทำผิด เป็นคนไม่ดี แต่ถ้าเชื่อว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สามารถดลบันดาลให้ร่ำรวยได้ เขาก็นับถือ ตัวอย่างเช่น อดีตพระภาวนาพุทธโธ ติดคุกสิบกว่าปีข้อหาล่วงละเมิดเด็ก แม้ติดคุกแล้วก็ยังมีคนไปเยี่ยมสม่ำเสมอ เพราะเขาเชื่อว่าภาวนาพุทธโธมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ดลบันดาลให้ตัวเองร่ำรวยได้ ขณะที่คนเหล่านี้อ้างว่าตนเองเป็นชาวพุทธแล้วทำไมไม่รู้ผิดชอบชั่วดีว่าคนที่ตัวเองไปเยี่ยมนั้นไม่ใช่คนน่านับถือ ศีลข้อ 3 ยังรักษาไม่ได้  พูดได้ว่าตอนนี้ลัทธิบริโภคนิยมทำให้คนสนใจความร่ำรวยมากกว่าคุณความดีหรือคุณธรรม”
 
ช่วงเทศกาลปีใหม่เองคนก็จะเข้าวัดทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลเช่นกัน ความเป็นสิริมงคลที่แท้จริงคืออะไร

“มงคลทางพุทธศาสนาไม่มีใครให้ได้ ต้องเกิดจากการกระทำ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียก มงคลสูตร  ท่านพูดถึงมงคล 38 ประการ ล้วนเป็นเรื่องการทำความดีหรือทำสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น เช่น การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา 3 ข้อนี้เป็นมงคลอันสูงสุด  ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความสันโดษ การฟังธรรม  เหล่านี้คือมงคลอันสูงสุด  พูดง่ายๆ ความดีคือมงคล   ส่วนวัตถุมงคลนั้นไม่ใช่มงคลที่ประเสริฐในพุทธศาสนา มงคลอันประเสริฐต้องเกิดจากความดีที่เราลงมือทำด้วย กาย วาจา ใจ ถ้าต้องการสิริมงคลก็ต้องทำความดี พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ถ้าอยากแคล้วคลาดจากอันตราย ก็ต้องประพฤติธรรม สิริมงคลที่แท้จริงเกิดจากการทำความดี”

“แน่นอนการไปวัด การถวายทาน ถวายสังฆทานก็เป็นมงคลอันหนึ่งที่ทำให้เกิดความเจริญงอกงาม แต่ควรให้ทานเพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้รับ เช่น อุปถัมภ์พระสงฆ์ อุปถัมภ์พระศาสนา รวมทั้งลดละความตระหนี่ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทานคือเครื่องละความตระหนี่  ถ้าเราให้ทานเพื่อลดความโลภ ความโกรธ ความหลง นั่นนับว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราให้ทานเพราะเราอยากจะได้ผลตอบแทนเข้าตัว เช่น ถวายสิบอยากได้ร้อย ถวายร้อยอยากได้ล้าน ก็แสดงว่า ทำบุญด้วยกิเลส ยังเป็นการทำบุญที่ไม่ถูกต้อง”
 
ไม่เป็นมงคลเพราะเป็นการหวังผลจากการทำบุญ

“ทำบุญแบบนี้กิเลสไม่ได้ลด ตัณหากลับพอกพูน การทำบุญแบบนี้ไม่ได้เสียหายแต่ประโยชน์ได้น้อย ดังนั้นถ้าเราจะทำบุญ 9 วัด เราก็ควรตั้งจิตทำบุญเพื่ออุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและเพื่อลดความตระหนี่ของเรา ไม่ใช่ทำเพราะว่าอยากได้โชคลาภ และเมื่อทำแล้วต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เช่น ไปทำบุญ 9 วัดแล้วคิดว่า บุญจะรักษาฉันให้แคล้วคลาด ฉะนั้นจะกินเหล้าก็ได้ ขับรถเร็วก็ได้  อย่างนี้เรียกว่าประมาท มีคนจำนวนไม่น้อยทำบุญแล้วเกิดประมาทขึ้นมา  ขับรถจนประสบอุบัติเหตุ เมื่อพิการหรือชนคนตายก็ไม่พอใจ ตัดพ้อว่าฉันทำดีแต่ทำไมไม่ได้ดี ทำไมถึงลงเอยแบบนี้ นั่นก็เพราะเขาเหล่านั้นทำบุญโดยวางใจไม่ถูกต้อง ทำบุญ 9 วัดแล้วเกิดประมาทก็เลยขับรถไม่ระมัดระวัง ขับรถไม่มีสติก็ต้องเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเรื่องราวจนได้ ฉะนั้นทำบุญ 9 วัดก็ดีแล้ว แต่อย่าถึงกับลุ่มหลงในอานิสงส์ของบุญชนิดหน้ามืดตามัวจนประมาท หรือไม่สนใจทำความดีอย่างอื่นเลย”

แท้จริงแล้วการทำบุญสามารถทำด้วยวิธีใดและเวลาใดบ้าง

“การทำบุญเราสามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และไม่เฉพาะกับพระเท่านั้น การทำบุญไม่ได้แปลว่าต้องไปถวายเงินที่วัดเท่านั้น อยู่บ้านก็สามารถทำบุญได้ด้วยการรักษาศีล การที่คุณสมาทานศีลที่บ้าน  ตั้งจิตว่าจะรักษาศีล 5 ให้มั่นคงก็ได้บุญแล้ว อีกทั้งเป็นบุญที่มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานให้กับพระเสียอีก พระพุทธเจ้าตรัสว่าอานิสงส์ของทานน้อยกว่าอานิสงส์จากการรักษาศีล  อานิสงส์จากการรักษาศีลน้อยกว่าอานิสงส์จากการภาวนา ดังนั้นอยู่บ้านก็ทำบุญได้ พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าเราไม่ควรไปทำบุญที่วัด

“ขณะเดียวกันไม่ควรคิดว่าทำบุญช่วงนั้นช่วงนี้เท่านั้นถึงจะได้บุญมาก คุณจะทำช่วงเวลาไหนก็ได้ แต่แน่นอนคนเราส่วนใหญ่จะทำบุญก็ต้องอาศัยเทศกาลหรือบรรยากาศพาไป อย่างเช่นเทศกาลปีใหม่คนส่วนใหญ่มองว่าเมื่อจะเริ่มต้นปีใหม่ทั้งที ก็อยากทำสิ่งที่เป็นสิริมงคล เช่นทำบุญ แบบนี้ย่อมดีกว่าการฉลองปีใหม่ด้วยการไปเที่ยวผับเที่ยวบาร์หรือกินเหล้าฉลองกัน ในเมื่อจะฉลองปีใหม่และเริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งที่เป็นสิริมงคล คุณก็ไปวัด แต่ว่านอกจากทำบุญที่วัดแล้ว เรายังสามารถทำบุญอย่างได้ เช่น ไปเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า ไปจัดงานเลี้ยงให้แก่คนชรา ให้อาหารสัตว์หรือหมาจรจัด  เราสามารถทำบุญกับคนหรือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปทำที่วัดที่เดียว การทำความดีเหล่านี้ช่วยให้จิตใจคุณมีความปิติอิ่มเอิบ เป็นมงคลที่เหมาะสำหรับเริ่มต้นปีใหม่”
 
พระอาจารย์กำลังบอกว่ามีหลายวิธีที่จะเสริมสิริมงคล

“อยากแนะนำว่า ถ้าต้องการสิริมงคลให้แก่ตนเอง ควรตั้งจิตอธิษฐานว่าสิ่งไม่ดีที่เราอยากจะลดละในปี 2557 คืออะไรบ้าง เลือกมาอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น จะงดกินเหล้า หรือกินเหล้าให้น้อยลง ใครที่ติดเกมออนไลน์ก็เล่นให้น้อยลง ติดกาแฟจนสุขภาพย่ำแย่ก็ตั้งใจว่าจะกินให้น้อยลง ใครที่มักโกรธมักนินทาก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะทำให้น้อยลง อธิษฐานในที่นี้หมายความว่าตั้งจิตมุ่งมั่นที่จะทำความดี อธิษฐานไม่ได้แปลว่าขอ ส่วนใหญ่คนเข้าใจว่าอธิษฐานแปลว่าขอ”

“ดังนั้นปี 2557 อันดับแรกที่ควรทำคือ ตั้งใจลดละสิ่งที่ไม่ดี 1 อย่าง อันดับสอง ตั้งใจว่าจะทำดี 1 อย่าง เช่น จะสวดมนต์ก่อนนอน หรือ นั่งสมาธิ 5 นาทีก่อนนอน หรือทำบุญให้ทานอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือแม้กระทั่งว่าเราจะออกกำลังกายให้มากขึ้นอย่างนี้ก็ยังดี เพราะเดี๋ยวนี้สุขภาพคนย่ำแย่เพราะใช้ชีวิตสะดวกสบายเกินไป”

“การตั้งจิตอธิษฐานด้วยการปฏิบัติจะก่อให้เกิดสิริมงคลจริงๆ เพราะว่าทำตลอดปี ทำทุกวัน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว ย่อมต้องเกิดความเจริญงอกงามกับชีวิตแน่ นี้เป็นสิริมงคลอย่างยิ่ง”

การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตต้องทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงจะเห็นผล แล้วสำหรับคนที่อยากเห็นผลเร็วๆ จะทำอย่างไร
 
“สิ่งดี ๆ ทุกอย่างไม่มีทางลัดนะ คุณอยากฉลาดก็ต้องขยันอ่านหนังสือ ขยันทำการบ้าน ขยันเรียนรู้ ถึงจะฉลาดได้ จะร่ำรวยก็ต้องขยัน ต้องใช้เวลาถึงจะประสบความสำเร็จได้ ทุกวันนี้คนนิยมทางลัด อยากรวยทางลัด อยากได้เกรดดีๆ โดยไม่ต้องเหนื่อย ก็เลยนำไปสู่การพนัน ซื้อหวย โกง คอรัปชั่น เพราะอยากรวยทางลัด อยากเรียนได้เกรดดีๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยก็ไปขอเกรดกับอาจารย์ หนักกว่านั้นคือโกงข้อสอบ ทุจริต ซึ่งทำกันแพร่หลายมาก แบบนี้ผิดตั้งแต่แรกคิดแล้ว เพราะมันจะนำเราไปสู่การกระทำที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นโทษ เพราะฉะนั้นต้องเลิกคิดว่าทำอะไรจะได้ผลเร็วและไม่เหนื่อย ผลสำเร็จทุกอย่างไม่มีทางลัด แม้จะมีใครบอกว่ามีทางลัดแต่สุดท้ายกลายเป็นทางที่อันตราย ก่อผลเสียมากมาย”
 
สังคมปัจจุบันเกิดปัญหาทางการเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนไทยด้วยกันเอง จะทำอย่างไรให้หลุดจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้
               
“ความห่วงใยบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ดี ปัญหาก็คือห่วงใยอย่างไรจึงจะไม่เกิดโทษกับตัวเอง เช่นเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือหงุดหงิดจนระบายอารมณ์ใส่ลูก ใส่พ่อแม่ ใส่เพื่อน ใส่คนรัก คนเราต้องมีสติ เวลาเสพข่าวสารอย่าเสพแบบหัวปักหัวปำ บางคนดูแต่โทรทัศน์หรือเคเบิลทีวีช่องเดียวจนกระทั่งนอนไม่หลับ หรือยิ่งดูยิ่งเสพก็ยิ่งโกรธยิ่งเกลียดมากขึ้น ดังนั้นข้อที่หนึ่งที่ควรทำ คือมีสติในการรับข่าวสาร สอง มีขันติ เวลาเจอคนที่คิดต่างจากเราก็อย่าไปโกรธเขา ควรใจกว้างสักหน่อย เพราะว่าคนที่คิดไม่เหมือนเราไม่ได้แปลว่าเขาผิด เราต้องยอมรับว่ายุคปัจจุบันความเห็นต่างเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งคนในบ้านก็ดูโทรทัศน์คนละช่อง รสนิยมก็แตกต่างกันแล้ว จะว่าไป ตัวเราเองเมื่อวานนี้กับวันนี้ก็ไม่ได้คิดเหมือนกัน บางครั้งในใจเราก็มีการถกเถียงกันด้วยซ้ำ เพราะในตัวเรามีสองความคิดสองความเห็น นับประสาอะไรกับคนอื่นที่มีความคิดเห็นต่างจากเรา ต้องใจกว้าง อย่าคิดว่าคนที่เห็นต่างจากเราเขาผิด หรือคิดว่าเขาชั่ว เดี๋ยวนี้ไม่ได้แค่มองว่าคนที่เห็นต่างจากเราผิดนะ แต่ยังมองว่าเขาเลวเพราะเขาคนละสีคนละฝ่ายกับเรา เราต้องใจกว้าง ต้องมีขันติธรรม”
 
นอกจากความผิดถูกแล้วยังมีเรื่องของอารมณ์ค่อนข้างมาก เราจะแยกแยะเหตุผลออกจากอารมณ์อย่างไร

“อยากให้มองไกลสักหน่อย คนที่เห็นต่างจากเราในวันนี้จนเหมือนจะเป็นศัตรูกัน ในวันข้างหน้าเราอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ เหมือนกับที่เมื่อ 30 ปีก่อน คนที่เข้าป่าเป็นคอมมิวนิสต์สู้รบกับทหารจะฆ่าจะแกงกัน แต่ทุกวันนี้ก็ขึ้นเวทีเดียวกัน อยู่พรรคการเมืองเดียวกัน กอดคอร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน บางกลุ่มไปขึ้นเวทีเสื้อแดงด้วยกัน บางกลุ่มขึ้นเวทีพันธมิตรด้วยกัน บางกลุ่มขึ้นเวทีกปปส.ด้วยกัน ที่เคยจะฆ่ากันตายเมื่อ 30-40 ปีก่อนตอนนี้เป็นเพื่อนสนิทไปแล้ว ในทำนองเดียวกัน วันนี้คนที่เราโกรธเกลียด อยากจะทำร้ายเขา  เรารู้ได้ยังไงว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่เป็นเพื่อนกัน จะไม่ดองกัน ลองมองไกลๆ แบบนี้บ้าง ความโกรธความเกลียดจะได้ลดลง ลองตระหนักถึงความไม่จีรังบ้าง จะได้ลดละความยึดมั่นถือมั่นว่าคนที่คิดไม่เหมือนเราจะต้องสู้รบฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างหนึ่ง วันข้างหน้าเขาอาจจะกลายเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายกันก็ได้ การคิดแบบนี้จะช่วยให้ความโกรธเกลียดลดน้อยลง”

“อยากให้นึกถึง ๓ ข้อนี้ คือ “มองไกล ใจกว้าง วางได้” ความใจกว้างอาตมาหมายถึง เขาอาจจะถูกแล้วเราผิดก็ได้ วางได้คือรู้จักปล่อยวาง อย่าแบกเอาเรื่องการเมืองมาจนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ กินก็คิดนอนก็คิด การเมืองไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเรา เรายังมีงานการที่ต้องทำ มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดู มีลูกที่ต้องดูแล ถ้าเราหมกมุ่นกับการเมือง เราก็จะละเลยหน้าที่ที่ควรทำหรือทำได้ไม่ดี รวมทั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับ ดังนั้นจึงควรปล่อยวางบ้าง”
 
พระอาจารย์มองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการเมืองที่ส่งผลต่อสังคมนี้อย่างไร

“อาตมามองว่า หนึ่ง ความขัดแย้งอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมดาของสังคม เป็นธรรมดาของบ้านเมือง มีขึ้นมีลง มีบางช่วงที่สงบ มีบางช่วงที่ขัดแย้ง มันไม่เคยจีรังยั่งยืนเลย เพราะฉะนั้นความขัดแย้งในวันนี้ก็ต้องมีวันยุติ อย่าไปวิตกเกินไปจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ สักวันหนึ่งก็ต้องยุติ สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในเขมรเลวร้ายอย่างไร สักวันหนึ่งก็ต้องจบ สอง ต้องตระหนักว่า คนทั้งหลายที่ขัดแย้งกับเรา หรือเราขัดแย้งกับเขา ในที่สุดก็ต้องอยู่ร่วมกัน เพราะนี่คือประเทศของเรา นี่คือบ้านของเรา ถ้าหากวันนี้เราห้ำหั่นกันแล้ว วันหน้าเราจะอยู่กันอย่างไร”

“สอง ไม่ว่าจะขัดแย้งกันอย่างไรขอให้ใช้สันติวิธี ทะเลาะกันอย่างอารยชน อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน อย่าถึงขั้นด่าทอใส่ร้ายกันจนไม่เป็นผู้ไม่เป็นคน เพราะเมื่อสงครามสงบ เมื่อฝุ่นตลบ เราก็ต้องอยู่ด้วยกันที่นี่  ถ้าด่ากัน ทำร้ายกัน แล้วจะอยู่กันอย่างไร เราไปไหนไม่ได้เพราะนี่คือประเทศของเรา นี่คือบ้านของเรา เราต้องมีสติ  นี่คือสิ่งที่อาตมาเรียนรู้จากความขัดแย้งในเมืองไทยในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา ในที่สุดความรุนแรง ความขัดแย้งก็ยุติ เราควรจะอยู่ด้วยกันฉันมิตร ไม่ใช่อยู่ด้วยกันอย่างกินแหนงแคลงใจกัน มองหน้ากันไม่ติดเพราะในอดีตเคยทำร้ายกันถึงขั้นจะกินเลือดกินเนื้อกัน  ทั้งๆ ที่ต้นเหตุของเรื่องไม่มีอะไรนอกจากเห็นต่างกัน ควรใช้สติและสันติวิธีแก้ปัญหา สันติวิธีดีตรงที่ว่าขัดแย้งอย่างไรก็ไม่ถึงกับทำร้ายกันถึงตาย ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก ถ้ายึดหลักสันติวิธี โดยพยายามควบคุมวาจาและกาย ไม่ต่อว่าหรือทำร้ายกันจนบาดเจ็บ หรือเจ็บแค้นพยาบาท เมื่อความขัดแย้งสงบเราก็ยังสามารถกลับมาเป็นเพื่อนกันได้”
 
วิธีการต่อสู้โดยสันติวิธีแบบใดจึงถูกต้อง

“การเดินขบวนหรือการบอยคอต แม้ว่าจะผิดกฎหมายแต่อาตมามองว่าเป็นสันติวิธีอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไปบังคับ ขู่เข็ญคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนอื่น อันนั้นไม่ใช่สันติวิธีแล้ว ถ้าหากมีการชุมนุมโดยสงบ นั่นเป็นสันติวิธี แต่เมื่อเริ่มใช้กำลังของคนส่วนใหญ่ไปบังคับขู่เข็ญคนส่วนน้อย ไปคุกคามเขา จนเขารู้สึกว่าชีวิตและทรัพย์สินของเขาไม่ปลอดภัย ถือว่าไม่ใช่สันติวิธีแล้ว เพราะมีการข่มขู่ แม้ไม่ใช้กำลังอาวุธปืน แต่เป็นกำลังของคนหมู่มาก

“ดังนั้นหนึ่ง หากประท้วงด้วยวิธีที่ไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สิน นั่นเป็นสันติวิธี หรือ ถ้าเป็นการทำลายทรัพย์สินในเชิงสัญลักษณ์ซึ่งไม่เสียหายอะไรก็ทำได้ สอง ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้คน ไม่ไปข่มขู่คุกคามหรือว่าใช้กำลังให้เขารู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นี่ถือว่าเป็นสันติวิธีอย่างต่ำนะ ถ้าทำตามหลักอหิงสาอย่างมหาตมะ คานธี แม้กระทั่งกล่าวร้าย ใส่ร้าย หรือความรุนแรงด้วยวาจาก็ไม่ทำ แม้กระทั่งความโกรธเกลียดก็ไม่มี”
 
นอกเหนือจากปัญหาความขัดแย้งในสังคมแล้วยังมีเรื่องปัญหาในชีวิตประจำวันที่ทำให้คนไม่มีความสุขอีกด้วย พระอาจารย์มีคำแนะนำในการดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันอย่างไร
 
“ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ช้าลงนะ หลายคนพบว่าเมื่อเขากินข้าวช้าลง เคี้ยวข้าวช้าลง ขับรถช้าลง ชีวิตเขาดีขึ้น เมื่อเคี้ยวข้าวช้าลงจะรู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้น โรคภัยไข้เจ็บลดลง มีเวลาทักทายพูดคุยกับคนในครอบครัวบนโต๊ะอาหาร แล้วทำให้ใจมีสติ  ไม่ลนเพราะคิดถึงแต่เรื่องงานการ

อย่างแรกคือทำอะไรให้ช้าลง สอง มีเวลาให้กับจิตใจตัวเองบ้าง ทุกวันนี้เวลาทั้งหมดของเราแทบจะหมดไปกับร่างกาย เรื่องการหาอาหาร การหาสิ่งอำนวยความสะดวกทางกาย การปรนเปรอ ตา หู จมูก ลิ้นกาย ด้วยสิ่งของที่ทำให้เราต้องเสียเงินมากมาย เราจึงต้องทำงานหนักมากขึ้น มีเวลาน้อยลง เพราะต้องการใช้เงินมากขึ้น ถ้าเรามีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น มีเวลาให้กับจิตใจตัวเองมากขึ้น ก่อนนอนนั่งสมาธิ มีเวลาปล่อยวาง ก็จะรู้สึกสงบขึ้น สาม เวลาทำอะไรถ้าเรามีสติในการดำเนินชีวิต มีสติในการทำงาน ชีวิตเราจะเย็นลง กินข้าวก็มีสติ อาบน้ำก็มีสติ ถูฟันก็มีสติ ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น จะช่วยให้เรามีจิตใจที่ผ่อนคลายได้ สี่ เสพบริโภคให้น้อยลง อันนี้รวมถึงข่าวสารด้วย ทุกวันนี้เราเสพมากเกินไป ใช้เวลาว่างที่มีหมดไปกับการเสพต่างๆ จนไม่มีเวลาว่าง เสพทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น จนกระทั่งเราไม่มีเวลาพักผ่อน ไม่มีเวลาให้กับลูก ให้ครอบครัว ให้กับพ่อแม่ ที่ว่ามานี้รวมถึงการเสพข้อมูลข่าวสาร หรือเสพเทคโนโลยี ถ้าเราเสพให้น้อยลง เราจะมีเวลามากขึ้น ความจำเป็นต้องใช้เงินก็น้อยลง เพราะการเสพสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงินทั้งนั้น”

เมื่อมองกลับมาที่ตัวเองตามการหมุนของฟันเฟืองชีวิต ก็พบกับความสุขและความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการทำหน้าที่ในชีวิตประจำวัน บทบาทของการเป็นลูก การเป็นพนักงานบริษัท การเป็นพ่อหรือแม่ การเป็นเพื่อน ซึ่งการดำเนินชีวิตของเราก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อผลกระทบให้กับผู้คนรอบข้างอีกหลายสิบคน ปัจเจกบุคคลอีกหลายสิบคนนั้นจึงไปกระทบอีกเป็นร้อยคน หมื่นคน ล้านคน หากมองเห็นเช่นนี้ การใช้ชีวิตของเราเพียงคนเดียวย่อมส่งผลกระทบในกลไกการทำงานในระดับประเทศได้เหมือนกัน ดังนั้นเพียงคนไทยสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีสติแล้วรู้เท่าทันกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ย่อมเกิดมงคลกับชีวิตและสามารถรับมือกับทุกปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแน่นอน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved