กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > รู้เขา รู้เรา...เข้าใจโลก เช่นที่เป็น...อยู่...คือ...

กลับหน้าแรก

รู้เขา รู้เรา...เข้าใจโลก เช่นที่เป็น...อยู่...คือ...
 “ต้องมองความเหมือนให้พบมากกว่าเพ่งมองความต่าง”

พระไพศาล วิสาโล
Interview – Better Living
vol3 - 2013
เรื่อง : ปิ่นอนงค์ วัชรปาณ

แบ่งปันบน facebook Share    

จริงอยู่ที่คนเราบนโลกใบนี้มีความแตกต่างกัน หากเราทำความเข้าใจตัวเองผนวกกับทำความรู้จักผู้อื่นได้ เราก็จะสามารถเข้าใจโลกใบนี้ได้ในทุกแง่มุมและหลากมิติ และเมื่อเป็นเช่นนั้นมนุษย์ร่วมโลกก็จะพบเจอกับความสงบสุขและสันติได้ บุคคลแต่ละท่านต่อไปนี้...มีทั้งมุมมอง คำสอนและเคล็ดลับสำหรับการบริหารความแตกต่างในแบบที่แตกต่างกันไปจากประสบการณ์ของตน

 “ต้องมองความเหมือนให้พบมากกว่าเพ่งมองความต่าง”

ครั้งหนึ่งในเฟสบุ๊ค Phara Paisal Visalo ท่านเคยเขียนคำสอนเรื่องหนึ่งไว้ว่า “ก่อนจะมองว่าใครเป็นฝ่ายไหน คู่ตรงข้าม เราทุกคนล้วนผ่านการเป็นมนุษย์มาก่อน หากมองให้เห็นความเป็นมนุษย์ในตัวคนอื่น นั่นละดีสุด”...พระอาจารย์กรุณาให้มุมมองที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต้องการมองโลกที่ต่างอย่างเป็นสุข

 

better living : พระอาจารย์มีความเห็นอย่างไรคะ ต่อเรื่องความแตกต่างของผู้คนในสังคม ในแง่การพิจารณาสิ่งนั้นเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสงบและมีสันติ

“คนเรานี่มีทั้งความต่างและความเหมือน อาตมาพบว่าส่วนใหญ่แล้วเรามีความเหมือนมากกว่าความต่าง ทั้งในแง่ความเห็น รสนิยมและทัศนคติ ความเหมือนจะมากกว่าความต่างโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนใกล้ตัวหรือคนรอบตัว ดังนั้นถ้าเราคิดแต่จะมองเห็นความต่างไม่เห็นความเหมือน ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นคนละพวกได้ง่าย อาตมาคิดว่าต้องมองให้เห็นความเหมือนด้วย อย่ามองหรือจดจ้องแต่ความต่าง แต่ธรรมดาคนเรานี่ อะไรที่เหมือนกันเราไม่ค่อยมอง...เรามองข้าม เราจะไวต่อความต่าง ฉะนั้นอันนี้ก็ต้องพยายามเปิดใจให้รับรู้ถึงความเหมือนที่เรากับคนอื่นมีด้วยกัน”

better living : ในแง่การปฏิบัติ เราควรทำอย่างไรคะ เพื่อให้ทำเช่นนั้นได้สำเร็จ

“เป็นเรื่องของมุมมอง ซึ่งอาตมาว่าต้องอาศัยการฝึกฝน อาตมามีตัวอย่างที่น่าสนใจ...มีครูประถมคนหนึ่งวันหนึ่งแกเอากระดาษขาว มีกากบาทที่มุมขวาชูให้นักเรียนดูแล้วถามเด็กว่าเห็นอะไร เด็กตอบว่าเห็นกากบาทสีดำ ครูถามต่อว่าแล้วเห็นอะไรอีก เด็กตอบว่าไม่เห็น ครูจึงถามว่าแล้วเธอไม่เห็นสีขาวของกระดาษเลยเหรอ สีขาวอยู่ตรงหน้าชัดๆ เลย แต่ไปเห็นแต่ความไม่ปกติคือกากบาท อันนี้เป็นเรื่องของมุมมองที่ต้องฝึกนะ และต้องฝึกแต่ยังเล็กยิ่งดี เราถนัดที่จะเห็นความต่างนั้นเป็นเรื่องธรรมดานะ แต่ต้องมองให้เห็นความเหมือนด้วย อย่างน้อยก็จะเห็นว่ามีความเป็นพวกเดียวกัน อย่างน้อยเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีภาวะสุขทุกข์เหมือนกัน เรารัก เชิดชูบูชาความดี การมีปฏิสัมพันธ์กันจะช่วยลดปัญหาความต่างได้ เราอย่าไปเรียกร้องให้เปลี่ยน แม้ความต่างยังมีอยู่แต่ความเหมือนมีมากกว่าเราก็เป็นเพื่อนกันได้”

better living : ในทางธรรมะมีคำอธิบายเรื่องนี้ไว้บ้างไหมคะพระอาจารย์

“พระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์เราล้วนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันอันนี้ข้อที่หนึ่ง ฉะนั้นจึงควรมีเมตตากรุณาต่อกัน ข้อสอง คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกหรือพึ่งพาเพียงตัวเองได้ บุญคุณเหล่านี้ก็ทำให้เราเกลียดกันน้อยลง สาม..พระพุทธเจ้ามองไปถึงว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่เราไม่เคยเกี่ยวข้องกันในชาติใดชาติหนึ่ง ฉะนั้นไม่ควรเป็นปฏิปักษ์กัน การมองเพื่อนมนุษย์ในลักษณะนี้ ก็ช่วยลดความขัดแย้งกันลงได้ หรือแม้ว่าเราจะไม่มีความเชื่อเรื่องอดีตชาติ แต่คิดง่ายๆ ว่าเราทุกคนก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ ร่วมชะตากรรมเดียวกันด้วยกันทั้งนั้น เกิดมาก็ทุกข์พอแล้ว ทำไมไม่ช่วยกันให้คลายทุกข์ ซึ่งอันนี้เป็นพื้นฐานเรื่องความเมตตากรุณาในพุทธศาสนานะ”

better living : ในชีวิตประจำวัน เราต้องพบเจอคนที่มีความต่างกับเรา ก่อนที่จะฝึกและปฏิบัติบริหารมุมมองได้อย่างนั้น มีธรรมะข้อไหนที่เป็นตัวช่วยในการปฏิบัติบ้างไหมคะพระอาจารย์

“พุทธศาสนาบอกว่า ความแตกต่างไม่ได้เป็นข้อเสีย แต่มีข้อดีด้วย อาตมาไปพบภาพประติมากรรมภาพหนึ่งที่ภูฐานชื่อสี่สหาย มีเรื่องราวมาจากชาดก เป็นนก กระต่าย ลิง ช้าง ช่วยกันปลูกต้นไม้ นกเอาเมล็ดมาหย่อนลงดิน กระต่ายก็ถ่ายมูลให้เป็นอาหารต้นกล้า ลิงเอาน้ำมารด ช้างก็เอางวงถือใบไม้ใหญ่ให้ร่มเงาต้นกล้า ที่สุดต้นไม้ก็เติบใหญ่ มีผลไม้ให้สี่สหายได้อาศัยแล้วผืนป่าก็เกิดขึ้น เป็นประโยชน์กับทุกคน สิ่งที่ต้องการจะบอกในภาพคือ...คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คต์ เราขาดเราพร่อง ส่วนที่เราขาด แต่คนอื่นเขาเต็มก็เอามาเสริมกัน คิดดูว่ามือเราถ้านิ้วทั้งห้าของเราเหมือนกัน คงจะทำอะไรลำบาก เราจึงควรจะมองในแง่ดี เมื่อมีใครคิดต่างจากเรา ว่าช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างขึ้น พุทธศาสนามองว่าปัญหาอยู่ที่ใจของเรามากกว่า เป็นสิ่งกระทบอัตตาของเรา วิถีพุทธสอนให้ลดหรือคลายความยึดติดในความคิด เรียกว่า “ทิฏฐุปาทาน” ให้ลดอุปาทานในทิฏฐิ ลดความถือมั่นในอุปาทานของเรา เมื่อเราลดในความคิดในหัวเราได้ ก็ไม่ทุกข์ ก็รับฟังคนอื่นที่ต่างได้”

better living :  เมื่อแต่ละคนเข้าใจแล้ว ฝึกฝนตัวเองอย่างดี การจะวกกลับมาสู่โลกที่เป็นสุข สงบ สันติ ท่านมีความเห็นอย่างไร

“ถ้าเรามีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความแตกต่าง เราจะเป็นคนที่มองอะไรได้รอบ เราจะเป็นคนที่ทุกข์น้อย เราจะเห็นโลกกว้างขึ้น มีใจกว้างมากขึ้น และไปเสริมคำว่า ขันติธรรม ทำให้เราเป็นคนมีความอดทนและมีพัฒนาการอยู่เรื่อยๆ ไป เพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สอง...ก็จะทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขเพราะเรามีขันติธรรม แม้จะมีความต่างกันอย่างไรก็ไม่มองเป็นศัตรู และสาม...เราสามารถเอาความต่างนั้นมาทำให้เกิดการพัฒนาได้ต่อไป แต่ทั้งหมด อาตมาเชื่อว่าต้องเริ่มต้นที่การศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก พ่อแม่ที่ฉลาดก็จะยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างของลูก สร้างให้ลูกกล้าคิดต่าง ขณะเดียวกันลูกก็จะยอมรับความต่างได้ด้วย การศึกษาก็เหมือนกัน ถ้าครูยอมให้นักเรียนคิดต่างจากครูไม่เป็นไร...เริ่มต้นตรงที่ทัศนคติ คือถ้าครูสามารถยอมรับความแตกต่างของศิษย์ ก็จะช่วยให้ศิษย์ได้เติบโต ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อให้เขาได้รับความใจกว้างจากคนอื่นเขาก็จะมอบความใจกว้างให้กับคนอื่นด้วย สังคมของเราจึงจะยอมรับความต่างเพราะยอมรับในความแตกต่าง  และยึดมั่นในทิฐิน้อยลง”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved