กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > รู้จักสุขแท้ รู้วิธีแก้โลกร้อน

กลับหน้าแรก

รู้จักสุขแท้ รู้วิธีแก้โลกร้อน
พระไพศาล วิสาโล

วารสารสื่อพลัง
ฉบับที่ 1 / 2556 (มกราคม- มีนาคม)

แบ่งปันบน facebook Share    

ภัยพิบัติและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เป็นเสมือนพยานปากสำคัญที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงถึงที่มาของปัญหาว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ การกระทำดังกล่าวนั้นคือการบริโภคอย่างไม่รู้คิดของเราทุกคน เราต่างมีความสุขอยู่กับการเสพและบริโภค จึงผลิตและกระตุ้นความต้องการของมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งนับวันยิ่งดูดกลืนทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะเดียวกับที่ทิ้งร่องรอยเป็นขยะจำนวนมหาศาล ส่งผลเสียหายต่อโลกและสรรพชีวิต

แม้หลายประเทศพยายามสร้างมาตรการ ข้อตกลง พันธะสัญญา ตลอดจนการระดมคิดค้นเทคโนโลยีและวิทยาการทางการผลิตต่าง ๆ มากมาย โดยคาดหมายว่าจะช่วยชะลอปัญหาโลกร้อนได้ ทว่าเมื่อสาวลึกถึงต้นตอสาเหตุ เราอาจพบคำตอบว่า มาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะช่วยแก้ปัญหาที่กำลังประสบและจะพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้อย่างแท้จริงก็คือ  ต้องเปลี่ยนแปลงการบริโภคของตัวเรานั่นเอง

สื่อพลังฉบับแรกของปี 2556 กราบนมัสการ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ พระนักคิด นักเขียน และนักปฏิบัติ ในการให้ข้อคิดเห็นต่อเรื่องนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการทบทวนชีวิต ปรับทิศจิตใจให้รู้จักความสุขแท้ที่ไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งนอกกาย
หากพิจารณาตามคำกล่าวที่ว่า ‘เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ’ พระคุณเจ้าเห็นว่าบริโภคนิยมมีข้อดีบ้างหรือไม่

ในแง่หนึ่ง บริโภคนิยมมีข้อดีตรงที่เปิดโอกาสให้คนได้เข้าถึงเครื่องอุปโภคบริโภคได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสใช้วัตถุหรือทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อพ้นจากความยากลำบากหรือพัฒนาตนเองได้ง่ายขึ้น เพราะแต่ก่อนมนุษย์ทุกสังคมมีความอัตคัดแม้กระทั่งปัจจัยสี่ ไม่ต้องพูดถึง หนังสือ สมุด  ดินสอ ช้อนส้อม ซึ่งเป็นของหายาก แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มนุษย์ผลิตปัจจัยสี่ได้มาก จากปัจจัยสี่ก็ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค  ระบบทุนนิยมทำให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายไปได้กว้างขวาง โดยมีความเชื่อแบบบริโภคนิยมเป็นตัวกระตุ้น ปัจจุบันนี้ เราเข้าถึงปัจจัยสี่ หรือวัตถุสิ่งเสพ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก พูดได้ว่าคนชั้นกลางทุกวันนี้มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายกว่ากษัตริย์ในสมัยก่อนเยอะ

แต่แง่ลบก็มีไม่น้อย บริโภคนิยมทำให้โลกมีสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็นมาก หลังจากที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงปัจจัยสี่และสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตแล้ว ถ้าไม่กระตุ้นให้คนบริโภคสิ่งที่เกินเลยไปกว่านั้น เช่น อุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบาย  เขาก็กลัวว่าเศรษฐกิจจะไม่ขยายตัว จึงต้องผลิตสินค้าตัวใหม่ ๆ ทีนี้เมื่อผลิตมาแล้วก็ต้องกระตุ้นให้ซื้อหรือบริโภค  ตรงนี้แหละเป็นหน้าที่ของลัทธิบริโภคนิยม บริโภคนิยมทำให้สิ่งที่ไม่จำเป็นกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นขึ้นมาได้ เช่น เด็กสมัยนี้คิดว่าโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป เป็นสิ่งจำเป็น ทั้งที่ไม่มีก็ไม่ตาย บริโภคนิยมยังทำให้คนซื้อในสิ่งที่ไม่ต้องการ เช่น ซื้อเพราะลดราคา พอซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ ที่สำคัญคือมีความสูญเปล่า เกิดการทำลายทรัพยากรอย่างมาก เกิดมลภาวะไปทั่ว ยังไม่ต้องพูดถึงขยะที่กำลังท่วมโลก ตอนนี้มันเลยจุดพอดีไปแล้ว บริโภคนิยมจึงกลายเป็นตัวสร้างปัญหาให้โลก

มีผู้กล่าวว่า บริโภคนิยมคือศาสนาใหม่ของคนยุคใหม่ ท่านเห็นว่าอย่างไร

เห็นด้วยเพราะสมัยก่อนคนเข้าวัดฟังธรรม แต่เดี๋ยวนี้พิธีกรรมที่ผู้คนขาดไม่ได้ก็คือช้อปปิ้ง ต้องเที่ยวห้างทุกวันเสาร์อาทิตย์   และการโฆษณากลายเป็นการเผยแผ่ศาสนาบริโภคนิยมวิธีหนึ่ง   

ปัญหาพื้นฐานของมนุษย์คือความทุกข์เรื่องตัวตน คนเรามักจะรู้สึกอึดอัดไม่พอใจในตัวตนที่มีอยู่ และรู้สึกว่าอยากได้ตัวตนที่ใหม่กว่าเดิม ดีกว่าเดิม ถึงแม้มีกินมีใช้สะดวกสบายคุณก็ยังมีปัญหาตัวตน เช่น ยังต้องการเป็นที่รักของผู้คน ต้องการมีชื่อเสียงเกียรติยศ ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้คุณจะรู้สึกมีความทุกข์มาก คนฆ่าตัวตายเพราะมีปัญหาเรื่องตัวตนทั้งนั้น เช่น รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า หรือว่าแปลกแยกกับผู้อื่น หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง ศาสนาที่ผ่านมาพยายามแก้ปัญหาตัวตนให้แก่มนุษย์ หน้าที่หนึ่งของศาสนาก็คือสร้างตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิมให้แก่เรา แต่ตัวตนใหม่จะได้มาก็ต้องลงมือทำ เช่น ถ้านับถือพุทธศาสนา ก็ต้องรักษาศีลทำบุญ ทำสมาธิภาวนา ต้องมีการพากเพียรปฏิบัติ ต้องมีการลดการละกิเลส ลดละการบริโภค

แต่ตัวตนใหม่ของคนสมัยนี้เกิดจากการบริโภค บริโภคนิยมไม่ได้ตอบสนองแค่ความสะดวกสบายทางเนื้อหนังเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือมันพยายามเสนอตัวตนใหม่ให้เรา คนที่อยากได้โรเล็กซ์ อยากหิ้วหลุยส์ วิตตอง ไม่ใช่เพราะว่ามันให้ความสะดวกสบายแก่เขา แต่เพราะมันสร้างตัวตนใหม่ให้แก่เขา ทำให้เขาเกิดภาพลักษณ์ใหม่ นี้เป็นทางลัดในการสร้างตัวตนใหม่ที่ดีกว่า เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกกว่าวิธีที่ศาสนาในอดีตหยิบยื่นให้  คุณไม่ต้องลงแรงอะไรเลย เพียงแค่ซื้อสินค้าแบรนด์เนมใช้ก็กลายเป็นคนใหม่แล้ว วิธีนี้ใคร ๆ ก็ชอบ เพราะไม่ต้องละกิเลส  ที่จริงสนองกิเลสด้วยซ้ำ แถมได้ตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม  เพราะเหตุนี้บริโภคนิยมจึงกลายเป็นศาสนาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกตอนนี้  

 

กลายเป็นว่าการแก้ปัญหาเรื่องตัวตนของมนุษย์กลับส่งผลถึงธรรมชาติ

ถ้าแก้ด้วยการลดละความต้องการก็ไม่มีปัญหา มันทำให้คุณอยู่กับโลกอย่างสงบสันติ แต่ถ้าแก้ปัญหาตัวตนด้วยการมีสิ่งเสพสิ่งบริโภค มีเงินมีวัตถุมากขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อทำให้คุณรู้สึกมั่นคง ตรงนี้แหละที่ทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมา อย่างที่พูดข้างต้น

ปัญหาตัวตนส่วนหนึ่งของมนุษย์ก็คือรู้สึกไม่มั่นคง  ซึ่งเกิดจากความรู้สึกพร่อง นี่เป็นความรู้สึกที่รบกวนจิตใจมนุษย์ตลอดเวลาแม้จะรวยล้นฟ้าหรือมีอำนาจล้นแผ่นดินก็ตาม และที่รู้สึกพร่องก็เพราะลึก ๆ เรารู้ว่า ตัวตนไม่ได้มีอยู่จริง

เรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายถ้าเข้าใจเรื่องอนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน ความรู้สึกว่ามีตัวตนนั้นเป็นความหลงหรืออวิชชา  พุทธศาสนาอธิบายว่า ความรู้สึกพร่องจะหายไปก็เมื่อคุณมีปัญญาแลเห็นว่า แท้จริงตัวตนหามีไม่  เมื่อยอมรับความจริงได้ว่าไม่มีตัวตน ความรู้สึกพร่องก็หายไป แต่คนส่วนใหญ่อยากมีตัวตน ดังนั้นเมื่อในส่วนลึกรู้ว่าตัวตนหามีไม่ จึงรู้สึกไม่มั่นคง เกิดความรู้สึกพร่องขึ้นมา เมื่อรู้สึกพร่องก็เลยต้องหาอะไรมาเติมให้เต็ม วิธีการเติมให้เต็มก็คือ หาวัตถุหรือเงินทองมาครอบครองให้มาก แต่มีเท่าไรก็ยังรู้สึกพร่องอยู่ บริโภคเท่าไรก็ยังไม่รู้สึกหายทุกข์ เพราะไม่ได้แก้ปัญหาที่ตรงจุด แม้กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกว่าต้องมี ต้องบริโภคมาก ๆเพื่อให้ความรู้สึกพร่องหายไป เพื่อให้รู้สึกมั่นคง แต่หามาได้ก็ยังไม่หายพร่อง เลยต้องหามาครอบครองให้มากขึ้น เป็นเช่นนี้ไม่มีจบจนกว่าจะตาย

ทีนี้ถ้าคนเจ็ดพันล้านคนคิดแบบนี้เหมือนกันหมด โลกจะเหลืออะไร ทรัพยากรมีเท่าไรก็ถูกผลาญพร่าจนหมด


ถ้าเราจำเป็นต้องอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ถูกกระตุ้นให้บริโภคอยู่ทุกวัน เราจะรักษาสมดุลชีวิตอย่างไร

เราต้องตระหนักว่า ปัจจุบัน วิถีชีวิตและการบริโภคของเรามีส่วนทำลายธรรมชาติมาก ถ้าเราไม่ยอมปรับเปลี่ยนการบริโภคของเรา ก็ยากจะหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติได้ ทีนี้เราจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อเรามีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสุข คือเห็นว่าความสุขไม่ได้เกิดจากการเสพ การมี การบริโภคมากๆ เราต้องเห็นชัดว่าความสุขที่แท้อยู่ที่ใจ เกิดจากใจที่สงบ รู้จักพอ จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ หรือเป็นสุขเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น หรือได้ทำความดี เช่น เป็นจิตอาสา

เราต้องเปิดโอกาสให้จิตใจได้สัมผัสกับความสงบที่ลึกซึ้ง ที่ประเสริฐ จากสมาธิ จากการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ จากการทำความดี มีกัลยาณมิตรแวดล้อม มีครอบครัวที่อบอุ่น มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และที่สำคัญคือได้เห็นความจริงของชีวิต จนไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนปรวนแปรที่เกิดขึ้น

เราต้องเปิดโอกาสให้ตนเองได้สัมผัสความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย เราจึงจะรู้สึกว่า ไม่ต้องมีอะไรมากก็มีความสุขได้ เกิดความรู้จักพอ ประการที่สองคือต้องหมั่นพิจารณาจนเห็น โทษของการมีอะไรมากๆ ว่ามันเป็นภาระหรือสร้างปัญหาให้เราเพียงใด หลายคนพบว่า เมื่อซื้อของมามาก ๆ ก็ไม่มีที่เก็บ การเปลี่ยนรถเรื่อยๆ นั้นเหนื่อย  หรือเห็นว่าการจับจ่ายใช้สอยมาก ๆ นอกจากเสียเวลาแล้วยังทำให้เป็นหนี้สินมากมาย ต้องเหนื่อยกับการหาเงินมาใช้หนี้  คือเราต้องเห็นโทษของวัตถุสิ่งเสพหรือบริโภคนิยมก่อน ถ้าไม่เห็นก็จะไม่มีแรงจูงใจให้ปรับเปลี่ยนชีวิตจนรู้จักพอ นอกจากนั้น กัลยาณมิตรที่แวดล้อมก็ช่วยได้ คอยตักเตือนไม่ให้ถลำลึกในวังวนของบริโภคนิยม

พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระภิกษุว่า ให้ทำตัวเหมือนผีเสื้อ ที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้แต่ไม่ทำให้ดอกไม้บอบช้ำหรือเสียสี ที่จริงคำสอนนี้ใช้ได้กับคนทั้งโลก คือ เราต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ แต่เราอย่าทำร้ายธรรมชาติ เหมือนกับผีเสื้อที่ต้องพึ่งพาดอกไม้แต่ไม่ทำให้ดอกไม้บอบช้ำและเสียสี

 

บางคนที่รู้สึกว่า การทำความดีต่อโลกของเขาเป็นการสวนกระแสที่แลไม่เห็นผลสำเร็จ พระคุณเจ้ามีความเห็นอย่างไร

ถ้าคุณพบความสุขภายใน คุณจะมั่นคงไม่หวั่นไหว แต่ถ้าคุณไม่เจอความสุขภายในก็จะหวั่นไหวไปตามกระแสบริโภคนิยม   ถ้าคุณมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ คุณจะไม่หวั่นเวลาเวลาเห็นเพื่อนบ้านมีรถสปอต หรือมีบ้านหรูหรา เวลาทำจิตอาสาก็เช่นกัน คุณต้องทำด้วยความสุข ไม่ใช่ทำด้วยความจำใจ ความสุขนั้นมาจากไหน ไม่ได้มาจากคำสรรเสริญชื่นชม หรือเกียรติยศ แต่เป็นความสุขที่เกิดจากความอิ่มเอิบ ปีติที่ได้ทำความดี หรือมีความสุขเมื่อเห็นคนทุกข์ยากมีรอยยิ้ม

ถ้าคุณพบความสุขแบบนี้ คุณจะมีพลังทำอะไรต่ออะไรมากมาย แม้ว่าคนรอบข้างจะไม่เห็นด้วยคุณก็ไม่ยี่หระ เพราะคุณมีความสุขอยู่แล้ว

ถ้าทำจิตอาสาอย่างไรเสียก็ต้องมีผล อย่างน้อยจะพบประโยชน์ตนก่อน อย่างน้อยก็ต้องเกิดประโยชน์กับคนคนหนึ่งที่คุณช่วยเขา อย่างน้อยก็เกิดประโยชน์กับป่าผืนหนึ่งที่คุณช่วยปลูก อย่าไปคิดว่าทำแล้วจะต้องเกิดผลดีทั้งโลก ขอให้เริ่มต้นจากหนึ่ง จากสอง คุณช่วยใครแล้วเขามีความสุข เขาเงยหน้าอ้าปากได้ แค่คนเดียวก็มีความหมายแล้ว และถ้าคุณมีกำลังก็ช่วยมากขึ้นเป็นสาม เป็นสี่ อย่าไปหวังว่า จะทำให้โลกดีขึ้นภายในพริบตา

 

เราจะฝึกเด็กๆ ให้ไม่โตขึ้นมาเป็นนักบริโภคได้อย่างไร

เด็กทุกวันนี้ถูกสอนให้เป็นฝ่ายรับตลอดเวลา ตั้งแต่เล็กจนโต มีคนเอาน้ำ เอาอาหาร หรือเอาอะไรต่ออะไรมาบริการถึงที่  ถึงวันเกิดก็มีแต่คนเอาของขวัญมาให้ คนไทยสมัยก่อนถึงวันเกิดเขาไม่ได้เป็นผู้รับ แต่เขาเป็นผู้ให้ เช่นใส่บาตร ปล่อยนกปล่อยปลา วันเกิดไทยเป็นแบบนี้ แต่วันเกิดฝรั่ง เจ้าของวันเกิดรอเป็นผู้รับของขวัญ ค่านิยมใฝ่เสพ ใฝ่บริโภคเกิดขึ้นได้เพราะวิถีชีวิตแบบนี้

ถ้าชีวิตถูกหล่อเลี้ยงมาให้เป็นผู้รับอย่างเดียว ก็ไม่มีทางที่จะหลุดจากลัทธิบริโภคนิยมได้ เพราะฉะนั้น เราต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนค่านิยม  จากใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค มาเป็นใฝ่ทำ ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา อย่าให้เด็กติดความสะดวกสบาย เริ่มจากการเลี้ยงดูเด็กไม่ให้นั่งรอคนมาบริการ หรือเป็นผู้รับอย่างเดียว แต่ต้องฝึกให้เขารู้จักช่วยตัวเอง จากนั้นก็ฝึกให้เขาเป็นผู้ให้ เช่น รู้จักช่วยเหลืองานบ้าน รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารสัตว์ ฯลฯ ต้องทำให้เด็กเห็นความสุขที่เกิดจากการให้ เช่นเมื่อได้ช่วยเหลืองานบ้าน ช่วยล้างจาน เด็กเกิดความภาคภูมิใจ หรือมีความสุขจากการกระทำ เช่น ทำสวน อ่านหนังสือ สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้เด็กมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ มีความสุขจากการทำ เป็นการสร้างทัศนคติใฝ่ทำและใฝ่รู้  สิ่งนี้แหละที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตที่เรียบง่าย ไม่เป็นทาสของบริโภคนิยม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved