กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > เข็มทิศความสุข ปี ๒๕๕๖ (อยู่อย่างไร...เมื่อโลกไม่แตก)

กลับหน้าแรก

พระไพศาล วิสาโล
เข็มทิศความสุข ปี ๒๕๕๖ (อยู่อย่างไร...เมื่อโลกไม่แตก)

Cover Story
เรื่อง : กองบรรณาธิการ / ภาพ: Offside
นิตยสารสุขกายสบายใจ
ฉบับที่ ๒๓ ประจำเดือน มกราคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share    

แต่สำหรับบางคน วันโลกแตกอาจเป็นวันใดวันหนึ่งของชีวิตที่หมายถึงวันแตกหักของศรัทธา ความสิ้นหวัง และการดำรงชีวิตอยู่อย่างไร้ค่า วันใดวันนั้น เราอาจต้องเผชิญในสักวัน หากขาดซึ่งเข็มทิศนำทาง เสมือนเรือลำน้อยกลางมหาสมุทรที่ถูกคลื่น และลมทะเลเซซัดไปตามวิถีที่ไม่อาจกำหนดได้

หลายคนคงเปิดตำราโหรดังฟันธงว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะอกหัก รักคุด หลุดจากงาน บริวารหาย โหรทายดีก็ยิ้มย่อง ฝันหวาน เจอร้าย ก็พาลใจหาย หวั่นวิตก กลัวความโชคร้ายจะมารุมทักทาย ตีตนไปก่อนไข้ ไหว้พระเจ้าบรรเทาปีชงกันยกใหญ่

แต่วันนี้พระท่านมาถึงที่ พร้อมตลับเข็มทิศชีวิต ๒๕๕๖ นำทางทุกคนไปสู่แสงสว่างทางปัญญา บรรจุกำลังสติสัมปชัญญะเต็มเปี่ยม ไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เกทับกันง่ายๆ ว่าแม้ศาลไหนที่คุณไปนมัสการก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งพิงได้เท่า เพราะพลังชีวิตนี้ถูกขับมาจากความบริสุทธิ์ในจิตใจของตัวคุณเอง

นั่นคือเข็มทิศในมือของ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสแห่งวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ หนึ่งในพระภิกษุสงฆ์ผู้ควรน้อมนบสักการะอันเคร่งครัดการปฏิบัติในทางธรรม เมื่อโลกไม่แตก เราจะอยู่กันยังไง กับปีศักราชใหม่ที่มาถึง ความสุข ความทุกข์ และการเปลี่ยนแปลง เราจะมีวิธีรับมือกับมันได้อย่างไร

เทศกาลทั้งเดือนมกราคมนี้อาจจะมีแต่การส่งมอบความสุข ความสนุกสนาน กล่องของขวัญของแต่ละคนบรรจุความฝันและความหวังที่แตกต่างกันไป บ้างอาจบรรจุสุราเมรัย เพื่อปลดเปลื้องตัวตน บ้างอาจบรรจุความสงบสุขสำหรับการต้อนรับวันใหม่อย่างมีสติ แล้วกล่องของขวัญของคุณบรรจุอะไร

ท่าทีปีใหม่
“เทศกาลทุกเทศกาลนั้นอยู่ที่ว่าเราจะใช้ยังไง เช่นถ้าเราจะใช้เทศกาลนี้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เพลิดเพลินสนุกสนาน ผ่อนคลายความตึงเครียด หรือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา แล้วก็เริ่มต้นมองไปข้างหน้า เพื่อให้เกิดชีวิตใหม่ อย่างนี้มันก็มีประโยชน์ ก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้ยังไง หรือว่าเราจะมีท่าทีกับมันยังไง อาจจะใช้ในการปลดเปลื้องความรู้สึกที่เป็นลบ ความรู้สึกผิด ความขุ่นข้องหมองใจ ให้มันผ่านไปเหมือนกับเหตุการณ์ที่มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ซึ่งเรามักจะไม่ยอมปล่อยมัน อันเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ และเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

“ใจ” ตัวประกันความสุข
“ขณะเดียวกันเราก็ใช้ปีใหม่ในการทบทวน มีสิ่งใดที่ผิดพลาดหรือทำไม่ดีบ้าง แล้วเราก็ใช้ปีใหม่เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ยังมีอะไรบ้างที่เรายังไม่ได้ทำ อะไรบ้างที่ทำน้อยไป ก็ควรทำให้มากขึ้น อะไรไม่ดีก็ทำให้น้อยลง บางคนติดบุหรี่ ติดเหล้า ติดการพนัน ออกกำลังกายน้อยเกินไป ก็ควรใช้ปีใหม่เป็นการลด ละเลิก สิ่งที่ไม่ดี แล้วทำสิ่งดีให้มันเพิ่มมากขึ้น”

หลายคนคิดว่าตัวเองมีแต่ความทุกข์เพราะต้องแบกรับภาระมากมาย บางคนเชื่อว่ามีเงินทองมากเท่าไรก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นเท่านั้น และคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าความสุขเป็นสิ่งที่เราได้จากการเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ เพื่อละทิ้งปัญหาที่กองสุมอยู่ตรงหน้า ที่กล่าวมาใช่ว่าจะผิดไปทั้งหมด หากใช้สายตามองอย่างปกตินั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่มองเห็นในอย่างที่เป็น แต่มีข้อพิจารณาอยู่ว่าสิ่งที่เรามองเห็นนี้เป็นความสุขทุกข์แท้จริงหรือไม่

เป็นสัจจะที่ทุกคนล้วนต้องการแสวงหาความสุข และการที่จะได้ความสุขนั้นก็เกิดจากการได้สิ่งที่ปรารถนา ไม่มีใครที่อยากจะมีความทุกข์แม้สักน้อยนิด และนั่นก็น่าสังเกตว่ายิ่งเราปรารถนาความสุขเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งทุกข์ใจมากไปเท่านั้น ไม่ว่าบ้านหลังโต รถคันหรู การงานตำแหน่งสูง ชื่อเสียงในวงสังคม สามีที่ดี ภรรยาที่เพียบพร้อม ร่างกายที่แข็งแรง เงินทองเต็มโกดัง ทำบุญใส่ซองยี่สิบบาท แต่อยากได้พรทุกประการดังที่กล่าวมา เทวดาคงหนักใจน่าดู

“ใช่ ถ้าจะนับว่าการได้วัตถุ ได้ของใหม่ๆ ดีๆ เยอะๆ เป็นความสุขมันเป็นความสุขได้ แต่ก็เป็นความสุขที่ชั่วคราว คุณได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ ได้รถคันใหม่ ก็มีความสุขใช่มั้ย แต่ถ้าไปเห็นเพื่อนมีมือถือรุ่นใหม่กว่า เพื่อนบ้านออกรถคันใหม่กว่าคุณก็เริ่มทุกข์แล้ว เพราะว่าคุณอยากได้รถคันใหม่ โทรศัพท์เครื่องใหม่เหมือนเขา คุณมีแฟน คุณได้แต่งงานกับเขาแล้ว คุณคิดว่าคุณจะมีความสุข แต่ถ้าวันหนึ่งคุณเจอคนที่สวยกว่า คุณก็อยากได้เขาเป็นคู่ครอง คุณเริ่มทุกข์กับการมีชีวิตอยู่กับผู้หญิงคนเดิม”

“อันนี้เป็นปัญหาของสุขจากกาม สุขจากการเสพเป็นสุขชั่วคราว พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเหมือนคบไฟที่ให้แสงสว่าง แต่ถ้าคุณยังถืออยู่ต่อไป คบไฟนั้นก็จะไหม้มือ และสุขที่คุณแสวงหาทางกามทางเนื้อหนังนั่นน่ะ ล้วนเป็นความสุขชั่วประเดี๋ยว ทำให้คุณต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งใหม่ หรือต้องการมีมากกว่าเดิม”

“คนมีเงินร้อยล้าน พันล้าน ทำไมเขายังต้องดิ้นรนแสวงหาเงินเพิ่มขึ้นไม่พอสักที ทั้งที่เงินขนาดนี้กินจนตายก็ไม่หมด เพราะว่านั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้ ได้แล้วก็อยากจะได้อีก แต่ถ้าคุณพบว่า ความสุขนั้นมันอยู่ที่ใจ คุณมีภาวะภายในหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความสุข คุณก็จะพึ่งพิงวัตถุสิ่งภายนอกน้อยลง ชีวิตคุณก็จะสงบมากขึ้น และเป็นอิสระในเวลาเดียวกัน ความสุขของคนส่วนใหญ่มักไม่เป็นอิสระ เพราะต้องไปพึ่งพาวัตถุ ต้องไปพึ่งพิงสายตาของคนอื่น แล้วสิ่งเหล่านี้เนี่ย เป็นของไม่เที่ยง คำสรรเสริญ คำชื่นชมของคนเป็นสิ่งไม่เที่ยง มาแล้วก็ไป ถ้าคุณเอาความสุขไปผูกติดกับสิ่งเหล่านี้ คุณก็จะไม่มีความสุขอย่างแท้จริง นั่นคือที่มาว่าทำไมเราต้องมาค้นหาความสุขที่แท้ นั่นคือความสุขที่มาจากใจเรานี่เอง”

ให้ธรรมะนำทาง
ธรรมะอาจเป็นเข็มทิศนำทางที่ดี แล้วสำหรับคนต่างศาสนา ความสุขเป็นสิ่งสากลหรือไม่ แล้วทุกคนจะได้มันมาอย่างไร หลายครั้งเราปล่อยให้คำถามนี้ล่องลอยอยู่ในอากาศ

“ธรรมะไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ศาสนา แม้คุณไม่มีศาสนา คุณก็สามารถมีธรรมะได้ ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นธรรมะทั้งสิ้น ถามว่าพ่อแม่ควรมีความรักต่อลูกมั้ย ลูกควรกตัญญูต่อพ่อแม่มั้ย นี่ก็เป็นธรรมะ ถึงคุณเป็นคนไม่มีศาสนา ในฐานะที่คุณเป็นพ่อแม่หรือเป็นลูก คุณก็ต้องมีทั้งความรักและความกตัญญูรวมทั้งความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ความมีน้ำใจต่อสรรพสัตว์ ซึ่งนี่มันก็ไม่เกี่ยวกับศาสนาแล้ว อย่าไปเอาธรรมะไปผูกติดกับศาสนา ธรรมะเป็นสิ่งสากล เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เราสมบูรณ์ ถ้าหากไม่มีธรรมะแล้ว ถึงเป็นคนที่มีศาสนา ก็ไม่ถือว่าเป็นคนที่สมบูรณ์ได้”

“แต่คนที่ไม่มีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว เป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต ทำอะไรด้วยอารมณ์ความรู้สึก แบบนี้ชีวิตก็ไม่ต่างจากผักตบชวาที่ลอยไปตามน้ำ ไม่รู้ว่าน้ำจะพาไปไหน บางทีก็พาไปติดฝั่งแห้งตาย ถ้าไม่มีสิ่งใดเป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิต ก็ล่องลอย แล้วก็จะนำไปสู่ความเสื่อม ความตกต่ำได้”

ทุกข์ สุข อยู่ที่ปัจจุบัน
ณ ขณะที่เรานั่งอยู่ตรงนี้ ใจเราก็วางอยู่ตรงนี้เช่นกัน ถ้าใจของเราอยู่ในที่นี่ใจเราจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลายไม่ต้องนึกอะไร แต่ถ้าเราดันไปคิดถึงงานที่มันอยู่บนโต๊ะ ภาระหน้าที่ที่บ้าน อาจคิดเลยไปถึงสิ้นเดือนที่ต้องจ่ายผ่อนหนี้บ้านและรถ เราก็ทุกข์ทันที เพราะคนเราชอบไปกังวลอนาคต สิ่งที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งนั่นแหละเป็นอุปสรรคที่ปิดบังตาไม่ให้เรามองเห็นความสุข

ปัญหาของคนเราไม่ใช่ว่าไม่มีความสุข แต่อยู่ที่มองไม่เห็นความสุขมากกว่า แม้แต่ตอนที่เราทำงาน คิดถึงงานที่กำลังทำอยู่ตรงนั้น มันไม่ค่อยทุกข์หรอก เพราะเราปฏิบัติตามหน้าที่ แต่เมื่อดันไปคิดว่า เมื่อไหร่งานจะเสร็จ แล้วเจ้านายจะว่าอย่างไร ลูกค้าชอบแบบไหนเอาใจไม่ถูก สิ้นปีจะได้โบนัสเท่าไหร่นะ งานมันก็จะยิ่งยากมากขึ้น แล้วเราก็จะยิ่งทุกข์ เรามองไม่เห็นความโชคดีของเรา คิดว่าถ้าเราถูกหวยรางวัลใหญ่ ได้แฟนสวยหล่อรวย คิดเพลินๆ ก็ทำเงินหล่นหาย ร้องห่มร้องไห้ เสียดายเงินห้าร้อย ทั้งที่ในบัญชีธนาคารมีเงินอยู่เป็นหมื่น

ตกลงว่าความสุขและความทุกข์มันมาจากไหน เรามีความทุกข์เมื่อคนอื่นยื่นมันมาเหมือนหยิบมีดมาเสียบแทงเราหรือไม่

“ความทุกข์ไม่ได้มาจากคนอื่นหรอก มันอาจจะมีส่วน แต่สาเหตุที่แท้มาจากใจเรา เช่นเราเอาคงพูดของเขามาคิด แล้วก็วิตกกังวล เขาพูดเขาวิจารณ์คุณ แต่ถ้าคุณไม่คิด ปล่อยให้ผ่านเลยไป เราก็ไม่ทุกข์ แต่มันทุกข์เพราะว่าคุณเก็บเอาคำเหล่านี้มาทิ่มแทงใจคุณเอง แดดร้อน ลมหนาว มันไม่ทำให้คุณเป็นทุกข์หรอก ถ้าคุณไม่ไปจมอยู่กับมัน จริงๆ แล้วสาเหตุแห่งความทุกข์อยู่ที่ใจคุณ อยู่ที่การวางใจ อยู่ที่มุมมอง”

“อาตมาเพิ่งกลับมาจากอินเดีย คนอินเดียเขาขาดแคลนทุกอย่าง อัตคัดทุกสิ่ง แต่เขาก็ยังยิ้มได้ ยังหัวเราะได้ ตาก็ยังมีแวว ขณะที่คนเมือง คนกรุงเทพ มีวัตถุพร้อมทุกอย่าง แต่ว่าหน้าตาหม่นหมอง เพียงเพราะว่าเป็นสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลาย ลองคิดดูสิว่าทำไมคุณไม่มีความสุข เพราะความสุขมันอยู่ที่ไหน...ที่ใจ

“เราทุกข์เพราะเรา ทุกข์เพราะกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ต่อไปโลกจะแตกหรือเปล่า ไม่มีใครรู้ แต่เราดันไปหมกมุ่นกับมัน เราก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เศรษฐกิจจะผันผวน การเมืองจะแปรปรวนยังไง ถ้าเราวางใจให้เป็น เราก็ไม่ทุกข์ เพราะว่ามันเป็นเรื่องนอกตัว ถามว่าทุกวันนี้ที่เศรษฐกิจผันผวน การเมืองแปรปรวน คุณยังกินอิ่ม นอนหลับหรือไม่ คุณยังมีคนรักอยู่รอบตัวหรือเปล่า ยังสบายดีมั้ย ถ้าคุณยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ยังกินอิ่มนอนหลับ ยังมีคนรัก นั่นก็เป็นเหตุผลว่า คุณก็ยังมีความสุขได้”

“แต่คุณมักจะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ แล้วมองออกไปนอกตัวไปกังวลกับสิ่งที่มาไม่ถึง คุณก็เลยเป็นทุกข์ ถ้าตระหนักว่าสุขทุกข์อยู่ที่ใจคุณ คุณก็จะมีความสุขได้ง่ายขึ้น เวลาเศรษฐกิจวุ่นวาย มันก็ไม่ได้แปลว่า คุณกินข้าว แล้วจะไม่อร่อย ฟังเพลงก็จะไม่เพราะ อันนี้มันอยู่ที่ใจคุณ แต่ถ้าคุณไปเที่ยวอเมริกา แล้วก็ยังห่วงงานที่บ้าน ห่วงพ่อแม่ที่บ้าน ทั้งที่รอบตัวคุณมีทิวทัศน์สวยงาม แต่ใจคุณยังเป็นทุกข์เพราะว่าใจคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้นด้วย แต่ยังไปคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้กังวล ถึงแม้เศรษฐกิจดี บ้านเมืองสงบสุข แล้วคุณวางใจไม่เป็น คุณก็ทุกข์

“อาจจะทุกข์เพราะรถติด น้ำหนักมากเกินไป หน้าอกเล็กเกินไป คือถ้าคุณวางใจไม่เป็น ถึงบ้านเมืองจะเรียบร้อย คุณก็ยังทุกข์อยู่ดี...เหมือนกับหลายคนที่มีทุกอย่างครบในชีวิต แต่ก็ยังทุกข์เพราะเป็นสิว หน้าตกกระ เสื้อผ้าหน้าผมไม่เรียบร้อย คือถ้าวางใจไม่เป็นชีวิตคุณจะเรียบลื่นแค่ไหน ก็ยังทุกข์อยู่นั่นเอง แม้แต่คนอินเดียที่ชีวิตเขาจะยากจน แต่เขาก็ยังมีความสุข เพราะว่าเขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขที่มียู่รอบตัวเขาได้ทุกขณะ”

เมื่อวานเรามีสุขภาพดี มันยังมีความสุข แต่วันนี้หมอบอกว่า เราเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามเดือนได้ยินก็พาลเครียด กินไม่ได้นอนไม่หลับ ปรากฏว่าความตายมาเยือนก่อนกำหนดไม่ถึงเดือน ยิ่งเครียดก็เร่งเข้าเมรุเร็ววัน ตอนนี้เราไม่เห็นคุณค่าของแขนขาครบถ้วน มันเป็นความสุข จนกระทั่งเราสูญเสียมันไป ความจริง สิ่งที่เรามีตอนนี้อาจเป็นที่อิจฉาของหลายๆ คน โดยเฉพาะคนพิการ

นักดนตรีคนหนึ่งเขาพิการแขนทั้งสองข้างมาแต่กำเนิด แต่ก็สามารถเล่นกีตาร์คลาสสิกได้ไพเราะมาก จนบรรดาคนที่ไม่พิการพากันชื่นชม เขาเล่นได้เก่งมากจนได้เข้าไปเล่นต่อหน้าพระสันตปาปา วันหนึ่งนักข่าวถามเขาว่า คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหม เขายิ้มแล้วกล่าวว่า นี่ไง คุณโชคดีเหลือเกิน ปาฏิหาริย์คือสิ่งที่คุณมีอยู่แล้ว มีมือมีแขนครบ นั่นแหละคือปาฏิหาริย์ อย่างน้อยคุณก็ยังโชคดีกว่าผมคนหนึ่งล่ะ

พอใจในสิ่งที่มียินดีในสิ่งที่ได้...สุขง่ายๆ ทำได้เดี๋ยวนี้
ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เราควรปฏิบัติอย่างไรให้ความเป็นมนุษย์ของเราสมบูรณ์ ยิ่งเป็นปุถุชน คฤหัสถ์ ที่ยังต้องข้องแวะกับสิ่งยั่วยุกามารมณ์ในทุกวัน เราควรจะวางตัวกับมันอย่างไร

“แสวงหาสิ่งเหล่านี้ด้วยวิธีการที่ชอบธรรม หาเงินหาทองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร อันที่สองคือ รู้จักพอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ ทำเต็มที่แล้วได้เท่าไหร่ ก็มีความสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำเพิ่ม ก็พอใจในสิ่งที่มี ที่ได้รับ มีอะไรต้องแก้ไขปรับปรุงก็ทำกันไป ขณะเดียวกันก็นำพาจิตใจให้พบกับความสงบเย็นบ้าง อย่าไปมันแสวงหาความสุขจากภายนอกให้มากนัก อยู่กับตัวเองบ้าง”
“คนสมัยนี้อยู่กับตัวเองบ้าง อยู่เงียบๆ เมื่อไหร่แล้วจะประสาทกินไม่ได้นอนไม่หลับ หนีจากตัวเองตลอดเวลา ต่อไปนี้ก็ควรกลับมาหาตัวเอง กลับมาเป็นมิตรกับตัวเอง แล้วจะพบความสงบสุขในจิตใจ แล้วความสุขจากภายในก็จะทำให้เราอยู่กับโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเกิดความสูญเสีย การพลัดพราก เราก็อยู่เป็นปกติได้ เพราะเราเห็นความจริงของชีวิต ว่าอะไรมันก็ไม่เที่ยง ไม่จีรัง ซึ่งเกิดจากการที่เราได้มาฝึกฝนให้มีความสงบ ให้มีสติ มีปัญญา หันมาหาตรงนี้ให้มากขึ้น แล้วก็จะมีความสุขได้ง่าย”

จำได้ไหม เมื่อหลายปีก่อน เคยมีนักกีฬาหญิงคนหนึ่ง เธอเป็นนักกีฬาคาราเต้โด มีคุณพ่อเป็นโค้ชส่วนตัวที่ผลักดันจนเธอได้เป็นทีมชาติและเข้าแข่งซีเกมส์ เธอฝันว่าวันหนึ่งเธอจะไปคว้าเหรียญทองมาให้คนไทย แล้วเธอก็ทำสำเร็จ ได้รับเหรียญทองสมใจ เมื่อวันที่เธอกลับมาพร้อมกับงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต เธอถามหาคุณพ่อของเธอ พี่เลี้ยงนักกีฬาก็บอกกับเธอว่า คุณพ่อเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ก่อนวันที่เธอแข่งเพียงสองวัน แต่ไม่อยากให้เธอเสียกำลังใจจึงปิดไว้ก่อน

เหมือนฟ้าพังทลายลงวินาทีนั้น เธอร้องไห้ บอกไม่เอาเหรียญทองแล้ว ขอพ่อคืนมาอย่างเดียว เธอขอแลกเหรียญทองเหรียญนี้กับชีวิตพ่อของเธอได้ไหม ก่อนนี้ทุกสิ่งของชีวิตคือเหรียญทองซีเกมส์ จนมารู้ว่ามันช่างไร้ค่าเมื่อเธอต้องสูญเสียพ่อของเธอไป เราควรตระหนักถึงสิ่งที่เรามีอยู่มากกว่าสิ่งที่คาดหวังและรออยู่เบื้องหน้า การมีภรรยา สามี มีพ่อแม่ มากินข้าวร่วมกัน เป็นความสุขยิ่งใหญ่ในครอบครัวที่หาความสุขอะไรมาทดแทนไม่ได้อีกแล้ว ความสุขมันไม่ได้อยู่ข้างหน้า ไม่ได้อยู่ไกลตัว มันมีอยู่แล้ว ทุกคนมีมันอยู่แล้ว เพียงแต่มองไม่เห็นเท่านั้นเอง

แต่เมื่อมองเห็น เมฆหมอกก็มักจะมาบดบังจิตใจให้พร่ามัวทุกที เราจะรักษาใจไว้ให้ได้เป็นปกติอย่างไร ยิ่งความไม่แน่นอน การทะเลาะเบาะแว้งที่เราอาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งการแบ่งสีแบ่งฝ่าย แม้แต่ในครอบครัวของเราก็ยังมีความเห็นต่างกัน เราจะอยู่กับความต่างนี้ได้อย่างไร เข็มทิศจะบิดเบี้ยวไหม ถ้าต้องมาเจอสถานการณ์จริง

เข็มทิศความสุขที่ยั่งยืน
“มีสติ ความรู้สึกตัวอยู่เสมอ แล้วก็พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ แล้วก็รู้จักปล่อยวางบ้าง อย่าไปยึดติดกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อยู่กับปัจจุบันทุกขณะ ที่สำคัญต้องมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มองทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์ อย่าไปเห็นเป็นศัตรูหรือคู่แข่ง ประการแรกคนไทยส่วนใหญ่มันจะมีความทุกข์กับเรื่องกิน กาม เกียรติ อยากจะได้จากสิ่งภายนอกเข้ามา อยากจะได้เยอะๆ พอไม่ได้ก็ทุกข์ พอสูญเสียไปก็ทุกข์ ทั้งเรื่องการกิน การเสพวัตถุ และอำนาจเกียรติยศ คนไทยทุกวันนี้ ไม่มีความพอใจกับสิ่งเหล่านี้ ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ จึงเป็นทุกข์”

“ประการที่สอง คนไทยมักจะหมกมุ่นกับโกรธ เกลียด กลัว แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย กลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะทำลายสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วปล่อยให้โกรธ เกลียด กลัว ครอบงำจิตใจเรา เราจึงทุกข์มาก ตอนนี้คนไทยทุกข์เพราะสองประการนี้แหละ กิน กาม เกียรติ อยากได้เข้ามา ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ โกรธ เกลียด กลัว อยากผลักออกไป ถ้าเราวางใจเป็นกลางกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น มีความพอใจในสิ่งที่เรามี ไม่เป็นทาสของ กิน กาม เกียรติ และขณะเดียวกันก็มีความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์มากขึ้น อย่าไปปล่อยให้ โกรธ เกลียด กลัว ครอบงำ เราก็จะมีความสุขมากขึ้น”

ความทุกข์เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าเราจะอยู่กับมันอย่างไรต่างหาก จริงอยู่บางคนมีเงินทองทรัพย์สินน้อย เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย แต่ต้องมองให้เห็น วางใจให้เป็น ให้ถูกที่ถูกทาง ก็จะรู้ว่าความสุขอยู่กับตัวเราตลอดเวลา  และมองสิ่งที่เราบกพร่อง พินิจสิ่งที่เรามีอยู่และใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ครั้งหนึ่งผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียตั้งแต่เกิด ต้องเปลี่ยนถ่ายเลือดตลอดเวลาจนทำให้ร่างกายเธออ่อนแอ ผู้คนรอบข้างก็ต่างพากันสงสารเธอ แต่เธอกลับบอกคนรอบกายเธอว่า แม้เลือดฉันจะแย่ แต่ฉันก็มีตาดูสิ่งสวยงาม มีจมูกดมกลิ่นหอม มีลิ้นลิ้มรสอร่อย มีร่างกายที่จะพาเธอไปไหนมาไหนก็ได้ แค่นี้ฉันก็โชคดีมากแล้ว

ไม่ว่าโลกจะแตกดับเมื่อไหร่ ขอให้เรารักษาใจไม่ให้แตกไปตามโลกก็คงเพียงพอแล้ว เข็มทิศแห่งธรรมคงจะนำพาเราไปพบความสุขได้ด้วยจิตใจของเราเอง

ณ วันนี้ เราควรขอบคุณโชค ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้อยู่ในปัจจุบันนี้ พอใจกับสิ่งที่มี ยินดีกับสิ่งที่ได้ และภูมิใจกับสิ่งที่เป็น แล้วเราก็จะพบกับความสุข ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved