กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > สุขได้เมื่อใช้ชีวิตช้าลง

กลับหน้าแรก

สุขได้เมื่อใช้ชีวิตช้าลง

พระไพศาล วิสาโล
เรียบเรียงโดย : อนุสรณ์ ศรีคำขวัญ
นิตยสารแฮปปี้พลัส มกราคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share    

เรื่องเล่าจากเหตุการณ์จริงหนึ่ง ซึ่ง พระไพศาล วิสาโล พระนักคิดนักเขียน รางวัลศรีบูรพา และรางวัลอมตะ ได้ยกขึ้นให้เห็นภาพของการลดความเร็วชีวิต เพื่อเพิ่มความสุข ยังคงหมุนวนอยู่ในห้วงคำนึง และตรึกตรองกับตัวเอง

ผู้หญิงคนหนึ่ง เกิดความเครียดเนื่องจากการทำงาน เธอเป็นผู้หญิงเก่ง แต่เครียดจัด เพราะงานเยอะ ทำหลายอย่าง วันหนึ่งงานชิ้นใหญ่เกิดล้มเหลว เธอท้อแท้ถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย วันหนึ่งเธอได้เข้ารับการอบรมที่ทำให้เห็นตัวเอง อาจารย์ได้แนะนำให้ทำโครงงานอะไรก็ได้ที่ง่ายๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเอง เธอเลือกการกินข้าวให้ช้าลง เพราะปกติกินข้าวเร็วมาก แต่ละมื้อไม่เกิน 5 นาที เมื่อกินข้าวช้าลง เธอพบว่าข้าวมีรสหวาน เป็นรสชาติที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน การเคี้ยวข้าวช้าลงยังทำให้เธอมีเวลาสนใจลูกชายที่กินข้าวร่วมโต๊ะแล้วเริ่มมีการพูดคุยกัน ในเวลาไม่นานความสัมพันธ์กับลูกดีขึ้น ต่อมาสุขภาพที่เคยหายใจไม่เต็มปอด ปวดท้องอยู่เป็นประจำซึ่งเป็นผลจากการรีบเร่งได้หายไป นอกจากนี้ชีวิตยังผ่อนคลายมากขึ้น วู่วามน้อยลง ความสัมพันธ์กับลูกน้องดีขึ้น มีความไว้ใจมากขึ้น จากการที่เก็บงานไว้คนเดียวก็เริ่มมอบให้ลูกน้องทำมากขึ้น ส่งผลให้มีเวลามากขึ้น สามารถไปเยี่ยมพ่อที่เคยเรียกให้เธอไปหาหลายครั้ง แต่เธอปฏิเสธ เพราะไม่มีเวลา นอกจากนั้นยังมีเวลาพาพ่อกับลูกไปเที่ยวอีกด้วย ปรากฏว่า งานของเธอดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น ความสัมพันธ์กับพ่อและลูกก็ดีขึ้น เธอบอกอีกว่า วันแรกๆ ที่กินข้าวช้าลง พบว่า ข้าวมีรสหวาน ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกเลย

ความรีบเร่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มองไม่เห็นความสุขรอบกาย พระไพศาลบอกว่า ทุกวันนี้ทุกคนต่างรีบ รีบไปทุกอย่าง รีบโดยไร้เป้าหมาย โดยไม่รู้ว่าจะรีบไปเพื่ออะไร รีบทำสิ่งนี้ เพื่อจะได้รีบไปทำสิ่งนั้น โดยที่ใจไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำ แต่อยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าตลอดเวลา ทำให้เหนื่อยและเครียด ในทางกลับกันหากทำชีวิตให้ช้าลง จะพบทันทีว่า ในความช้ามีความสุขที่เกิดจากความสงบ เกิดจากการผ่อนคลาย อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมทั้งคนในครอบครัว ดั่งตัวอย่างที่ได้ยกมา

ปล่อยความผิดพลาดในอดีตทิ้งไป

ระหว่างถ่ายทอดแนวทางสร้างสุขให้กับชีวิต พระไพศาล มักแทรกตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงอยู่เสมอ และเหตุการณ์เหล่านั้นก็ช่วยเสริมให้เห็นภาพกระจ่างชัดขึ้น เหมือนดั่งเรื่องเล่าของหญิงคนหนึ่งซึ่งตกอยู่ในความทุกข์ของวันวาน

เมื่อโรคร้ายพรากชีวิตสามีที่ดีไปอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เธอทำใจรับไม่ได้ หนึ่งปีผ่านไปเธอยังคงทำอาหารให้สามีไม่มีเว้นวัน ยังคงโทรศัพท์ไปหาเขาที่เบอร์เดิมไม่มีขาด เปรียบเสมือนสามีที่รักของเธอยังคงอยู่ กิจกรรมของเธอวนเวียนอยู่เพียงนี้ กระทั่งไม่ใส่ใจบ้าน และลูกที่ยังคงอยู่ข้างกาย เมื่อไม่เห็นสิ่งที่มีอยู่ ชีวิตของเธอจึงจมอยู่กับความทุกข์ ไม่สามารถก้าวไปสู่ชีวิตที่มีสุขได้

จากตัวอย่างพระไพศาลชี้ให้เห็นว่า ควรรู้จักปล่อยวางในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว การหมกมุ่นกับความสูญเสียในอดีต หรือความขุ่นข้องหมองใจเอาไว้ นอกจากไม่เกิดประโยชน์ ยังเป็นสิ่งหน่วงเหนี่ยวให้ชีวิตจมอยู่แต่กับความทุกข์ ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้า อีกทั้งยังบั่นทอนจิตใจเหมือนสารพิษที่สะสมในร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัย และเจ็บป่วย ความผิดพลาดครั้งวันวาน ได้ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ อย่างมากสุดก็เพียงนำมาเป็นบทเรียน เพื่อก้าวสู่ชีวิตใหม่

พระไพศาลบอกว่า ทุกวันนี้คนมักพูดถึงการดีท็อกซ์ – การล้างพิษออกจากร่างกาย จึงแนะนำว่า อย่ามัวแต่คิดล้างพิษออกจากอวัยวะเพียงอย่างเดียว ควรชำระจิตใจด้วย

เป็นนายเงิน ก็เป็นสุข

เรื่องการใช้เงิน พระไพศาลบอกว่า มีเงินแล้วไม่ใช้ พระพุทธเจ้าตำหนิด้วยซ้ำ พร้อมทั้งอธิบาย, ใจความว่า พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าปฏิเสธความสุขที่ได้มาอย่างชอบธรรม การไม่รู้จักเอาเงินมาใช้เพื่อเลี้ยงตัวเองให้มีความสุข ไม่รู้จักนำเงินนั้นมาเผื่อแผ่ให้ผู้อื่นที่ด้อยกว่า เพื่อให้เขามีความสุขย่อมไม่ถูก การมีเงินแล้วใช้เป็นสิ่งดี แต่ต้องเป็นเงินที่ได้มาโดยชอบธรรม และนำมาใช้เลี้ยงตัวอย่างพอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อ อย่างไรก็ตามเมื่อมีความสุขแล้ว ก็อย่าติดในความสุขนั้น อย่าหมกมุ่นอยู่กับความสุขที่ได้จากวัตถุ สิ่งเสพเหล่านั้น ‘เราต้องใช้มัน ไม่ใช่ให้มันใช้เรา’

มันใช้เราอย่างไร พระไพศาลแนะว่า หากยอมตายเพื่อมัน ยอมตายเพื่อบ้าน เพื่อรถ เพื่อสิ่งของวัตถุ ยอมตายเพื่อเงิน ทั้ง ๆ ที่สุขภาพย่ำแย่อยู่แล้วแต่ไม่ยอมหยุดหาเงิน เพียงเพื่อต้องการเห็นยอดเงินในบัญชีธนาคารเพิ่มสูงขึ้น นั่นแสดงว่า เราตกเป็นทาสมันแล้ว

ฝึกใจให้มีเหตุผล

สาเหตุที่บางคนไม่ค่อยมีความสุข นั่นเกิดจาก ‘ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้’ คือ รู้ว่าอะไรดีไม่ดี ควรไม่ควร แต่ห้ามใจไม่ได้ ยังหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ดี เป็นโทษ นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่รู้นั้นเป็นความรู้ระดับสมอง หรือเป็นเรื่องเหตุผล แต่ใจไม่รับรู้ด้วย จึงไม่ฟังและทำตามสิ่งที่สมองหรือเหตุผลบอกว่าดี ดังนั้นพระไพศาลจึงแนะนำว่า ควรฝึกสมาธิ เจริญสติ เพื่อให้ใจรับฟังเหตุผล

การฝึกจิตพระไพศาลบอกว่า สามารถทำได้ทุกขณะ อย่างการมองบวกก็เป็นการฝึกจิตเช่นกัน แรกๆ ใจอาจจะยังไม่รับฟังเหตุผล แต่นานๆ ไปก็จะคล้อยตามเอง ดังตัวอย่าง

หากเงินหาย 200 บาท เมื่อคิดบวกว่า ดีนะที่หายแค่ 200 บาท ดีกว่าหาย 1,000 บาท หรือว่าเงินหายดีกว่าโทรศัพท์หาย ใหม่ๆ ใจจะไม่ยอม เพราะยังหวงแหนเงินอยู่ แต่หากมองอย่างนี้บ่อยเข้า ในที่สุดใจก็จะคล้อยตาม เห็นว่า ในเมื่อ เงินก็ไปแล้ว โทรศัพท์ก็หายไปแล้วจะมัวกังวลกับมันทำไม ใจจะเริ่มคล้อยตามว่า ดีนะ ที่หายแค่นี้ ดีที่ไม่หายมากกว่านี้ เมื่อทำไปบ่อยๆ ใจจะยอมรับได้

หากให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี พระไพศาลบอกว่า ควรฝึกการเจริญสติ และสมาธิควบคู่ไปด้วย

นอกจากแนวทางการใช้ชีวิตอย่างมีสุข พระไพศาลได้ฝากถึงวารดิถีขึ้นปีใหม่ว่า อย่าเพียงใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองเพียงเพื่อเฮฮามีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ให้ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการใช้ชีวิตใหม่ ชีวิตใหม่ที่มีมุมมองด้านบวก มองในสิ่งดีๆ แล้วความสุขก็จะตามมา

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved