กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ > พรแห่งชีวิต

กลับหน้าแรก

พรแห่งชีวิต

นิตยสารMSociety
สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share    

หากความหมายของการก้าวเดินคือการฝึกฝนเจริญสติอย่างที่ พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้ วันนี้ท่านได้ก้าวเดินด้วยความมีสติมาไกล กระทั่งเข้าใจแก่นที่แท้จริง ของความขัดแย้งและความโกรธเกลียด อันเป็นศัตรูที่จริงแท้ในหัวใจ  และหากผู้คนอยากจะเห็นโลกใบใหม่อย่างที่หวัง ควรต้องทิ้งความโกรธลงและรู้จักการให้อภัย ชีวิตก็จะมีแต่ความสุขบังเกิดอย่างที่ท่านได้ให้ข้อคิด

“ถ้าโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ยังเอารัดเอาเปรียบ มองซึ่งกันและกันเป็นศัตรูหรืออยู่อย่างหวาดระแวง แบ่งสีแบ่งข้าง ก็คงไม่เกิดโลกใหม่ที่สวยงามได้ ถ้าต้องการโลกใหม่ที่งดงาม ผู้คนต้องมีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน และสันติภาพ ก็ต้องเริ่มต้นทำเสียแต่วันนี้ อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า ถ้าทำวันนี้ให้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวอนาคต คือทำทุกวันนี้ให้ดี แล้วจะพบความสุขในปัจจุบัน ไม่ต้องรอความสุขในอนาคต ไม่ว่าปัจจุบันนี้เราจะอยู่ในภาวะใด ถ้าทำปัจจุบันให้ดีสุด ทำวันนี้หรือทำเดี๋ยวนี้ให้ดีที่สุด  ก็จะมีความสุขทันทีอย่างที่มีคนพูดว่านิพพาน อยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอนิพานหลังตายแล้ว”

ครั้นยังมิทันบวชเรียนพระไพศาล ได้ชื่อว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีความคิดทางการเมืองอันเข้มข้น กระทั่งก้าวเท้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ได้กลายเป็นผู้นำชูประเด็นอหิงสาแทนการปฏิรูปการศึกษาในการต่อสู้ทางการเมือง ทว่าเมื่อการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวมาถึงจุดแตกหัก ในวันที่ 6 ตุลา 2519 ทุกสิ่งที่ท่านได้ปูทางไว้ก็ถึงคราวจบสิ้น

“รู้เลยว่าจบสิ้นแล้ว อาตมาถูกจับที่ธรรมศาสตร์ ระหว่างที่วิ่งขึ้นรถก็ถูกเตะถูกถีบ เมื่อมองดูใบหน้าของคนที่เตะเรา ใบหน้าของเขาไม่ใช่ใบหน้ามนุษย์อีกต่อไป มันเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด อารมณ์เหล่านี้เมื่อเกิดกับใคร ทำให้เขาสามารถทำร้ายผู้อื่นโดยไม่รับฟังเหตุผลใดๆ”

หลังจากถูกปล่อยตัวกลับบ้านพระไพศาลในเวลานั้น ยังคงเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิเสรีภาพต่างๆ เรียกร้องให้นิรโทษกรรม กระทั่งเมื่อทำงานมาถึงจุดที่ร่างกายอ้อนล้า อารมณ์ความรู้สึกเหมือนคนที่เสียศูนย์ จึงตัดสินใจบวชเพื่อหวังพักพิงจิตใจให้สงบใต้ร่มเงาของธรรมะ และหาคำตอบให้กับตัวเองในเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ด้วยวัตรปฏิบัติเคร่งครัดในสายวัดป่า ท่านมิได้เพียงแต่พักใจอย่างวิเวก กลับพบทางสงบแท้จริงของการหลุดพ้นความเคียดแค้นชิงชัง และพบคำตอบว่าแท้แล้วศัตรูที่แท้จริงนั้นไม่ใช่มนุษย์ หากแต่คือความโกรธ ความเกลียดต่างหาก ภิกษุแห่งวัดป่าสุคะโตเชื่อว่าความโกรธไม่สามารถนำพามนุษย์เราไปสู่โลกใหม่ที่งดงามได้ หากยังมิรู้จักการให้อภัย โดยท่านได้ให้ข้อคิดในเรื่องดังกล่าวผ่านเรื่องราวของหมาขี้เรื้อนกับชายคนหนึ่ง

“มีผู้ชายคนหนึ่งชอบกินหมา เจอหมาตัวไหนก็ยิง แต่เว้นหมาขี้เรื้อนไว้เพราะเขาเกลียดหมาขี้เรื้อนมาก วันหนึ่งหมาขี้เรื้อนแม่ลูกอ่อนขโมยเนื้อตากแห้งในบ้านของเขาไปกิน เขาโกรธมากใช้ไม้หน้าสามฟาดทีเดียว หมาตัวนั้นล้มชักทันทีและนอนแน่นิ่ง  ผู้ชายคนนี้รีบกลับบ้านไปเอาอุปกรณ์มาเพื่อจะแล่เนื้อหมาตัวนั้น ให้หายแค้นที่มึงกินเนื้อตากแห้งของกู พอกลับมาถึงก็ไม่เห็นหมาตัวนั้นแล้ว เขาจึงตามรอยเลือดไป ไม่ไกลเขาก็เห็นภาพที่สะเทือนใจมาก เพราะหมาขี้เรื้อนตัวนี้กำลังให้นมลูกซึ่งมีทั้งหมด ๕ ตัว มีตัวหนึ่งกำลังกินเนื้อตากแห้งที่แม่ของมันคาบมา หมาขี้เรื้อนตัวนั้นมองสบตาเขา เหมือนบอกว่าขอให้ลูกฉันได้กินนมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตายจาก”

…สายตาของหมาตัวนั้นไม่ได้โกรธแค้น เพียงแต่วิงวอน

“พอชายคนนั้นเห็นก็อึ้ง มีอะไรบางอย่างจุกที่คอ  ระหว่างนั้นลูกหมาตัวหนึ่งวิ่งกระดิกหางไปหาเขา เขาเอามือข้างเดียวกับที่ฆ่าแม่หมาอุ้มลูกหมามากอดไว้ และบอกมันว่า “ฉันขอโทษ”  แล้วแม่หมาก็แน่นิ่งหมดลม ตอนนั้นเองที่เขาเข้าใจซึ้งถึงความรักของแม่หมา เขารู้ได้ทันทีเลยว่าจิตใจของหมาขี้เรื้อนตัวนั้นประเสริฐมาก แม้กำลังจะตายก็ยังนึกถึงลูกมากกว่าตัวมันเอง  หลังจากวันนั้นเขาเลิกยิงหมา แล้วเอาลูกหมาเหล่านั้นมาเลี้ยงดู  แต่ก่อนเขาชอบยิงนกตกปลา นับแต่นั้นเขาก็เลิกพฤติกรรมดังกล่าว มีคนถามว่า ทำไม เขาบอกว่า มันอาจมีลูกรออยู่ก็ได้  นี่ขนาดคนที่ถือตัวว่าประเสริฐก็ยอมแพ้ใจของหมาขี้เรื้อน เพราะคนจะเลวยังไงก็ต้องมีความดีอยู่ในใจ”

หลังเล่าเรื่องนี้จบท่านสรุปให้ฟังสั้นๆ ว่า คนเรามีพลังอยู่สองอย่างในใจ พลังบวกกับพลังลบ พลังลบคือ ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความโลภ  ส่วนพลังบวกคือความรัก ความเมตตา ความเข้าใจ ความใฝ่ดี ผู้ชายคนนั้นเขามีพลังบวกอยู่ในใจ แต่พลังบวกถูกครอบงำด้วยพลังลบ จึงแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว เห็นแก่ตัวพลังลบนั้นแสดงออกมาได้ง่ายมากโดยเฉพาะเวลาเราคิดถึงคนที่เราโกรธ เกลียด ในทางตรงกันข้ามถ้าเรานึกถึงความดีของเขา หรือเราแผ่เมตตาให้เขา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เขา พลังบวกก็จะเกิดขึ้น

ในความหมายของท่านพระไพศาลพลังบวกที่เกิดขึ้นกับคนเพียงหนึ่ง ยังสามารถรวมกันเป็นพลังแห่งความดีเพื่อช่วยให้พ้นผ่านความแตกแยก

“เราต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา แล้วแสวงหากัลยาณมิตร อย่าลืมว่าทะเลเกิดจากน้ำทีละหยดมารวมกัน เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำจนกลายเป็นลำห้วย ในที่สุดก็กลายเป็นแม่น้ำ จากแม่น้ำกลายเป็นมหาสมุทร  สายน้ำทุกสายรวมทั้งมหาสมุทรเริ่มจากหยดน้ำทีละหยด ความเปลี่ยนแปลงก็เช่นกัน ล้วนเริ่มจากคนจำนวนน้อย ค่อยๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ที่จริงพุทธศาสนาที่ยั่งยืนมาทุกวันนี้มีคนนับถือกัน 500 ล้านคน เริ่มจากคนๆ เดียว นั้นคือพระพุทธเจ้า ดังนั้นอย่ากลัวว่าน้ำน้อยแพ้ไฟ ถ้าน้ำน้อยรวมกลุ่มกันก็สามารถมีพลังที่จะดับไฟได้

นั้นคือพรแห่งชีวิตที่ พระไพศาล วิสาโล ภิกษุผู้มีวัตรปฏิบัติงามรูปหนึ่ง ซึ่งทำงานหนักเพื่อสังคมมาโดยตลอดได้ฝากไว้เตือนสติ

ในโมงยามที่ผู้คนในสังคมเผชิญหน้ากันด้วยความขัดแย้ง ความโกรธ เกลียด และเคียดแค้น ไม่น่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้นมา

การให้อภัยต่างหากคือทางออกที่จะทำให้ ‘เรา’ ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved