กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ >พุทธศาสนาวิวาทะ กับ พระไพศาล วิสาโล

กลับหน้าแรก

พุทธศาสนาวิวาทะ กับ พระไพศาล วิสาโล

นิตยสาร WAY
ISSUE 49

เรื่อง : อภิรดา มีเดช
ภาพ : อนุช ยนตมุติ

แบ่งปันบน facebook Share    

จากการธุดงค์กลางกรุง ไปจนถึงถ้อยแถลงของดจัดรายการของพิธีกรฝีปากกล้า ‘คำ ผกา’ อันเนื่องมาจากการวิพากษ์กิจของพุทธศาสนาผ่านช่องอินเทอร์เน็ตทีวี นำมาสู่วิวาทะทั้งในที่โล่งและที่แจ้ง

โดยเฉพาะเมื่อจุดเชื่อมโยงระหว่างสถาบันศาสนากับระบบรัฐดูเด่นชัดขึ้น ทั้งสารพัดโครงการภายใต้ชื่อ ‘พุทธ’ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากหลายภาคส่วน

อาจจะเริ่มต้นที่การสนับสนุนพุทธศาสนาให้ได้รับการบรรจุสถานะศาสนาประจำชาติ จนปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ถูกยกมาพูดถึง (ในวงจำกัด) โดยเฉพาะมาตรา 9 ที่มีการกำหนดโทษจำคุกผู้ดูหมิ่น และจาบจ้วงพุทธศาสนา หมายความว่า ศาสนากำลังจะกลายเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการวิจารณ์หรือไม่

เพราะนั่นอาจเป็นการเสริม ‘อำนาจ’ ให้สถาบัน ‘พุทธศาสนา’ ที่เน้นความสมถะเรียบง่ายตามคำสอน ที่สำคัญ ในรัฐชาติสมัยใหม่ ความเชื่อหลากหลายเป็นสิทธิ์พึงเคารพ

อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางสังคม ผู้ยึดมั่นในเส้นทางสายอหิงสา 7 ปี หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 เขาออกบวช และยังคงแน่วแน่กับเส้นทางสายเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบัน พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต เป็นนักคิด และนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพา ปี 2553

จุดเชื่อมโยงของรัฐกับศาสนา โดยมีอำนาจกฎหมายเป็นข้อผูกพัน พระไพศาล ตั้งข้อสังเกตว่า นั่นไม่ใช่การป้องกันการล่มสลาย เพราะภัยที่อาจทำลายของศาสนาอยู่ที่ภายใน มิใช่ภายนอก

way ? จากหลายเหตุการณ์ในบ้านเราเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เพิ่งผ่านไปและกำลังเป็นประเด็น อาทิ งดรายการวิพากษ์ศาสนา กิจกรรมทางศาสนาบางอย่าง เช่น การอุปสมบทหมู่ ธุดงค์หมู่ ถูกบรรจุไว้ในโครงการรัฐอย่างเป็นระบบ แม้แต่ ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ที่เริ่มมีการนำเสนอจากสื่อ ตอนนี้ในมุมมองคนทั่วไป องค์กรศาสนาดูเหมือนกำลังจะผนวกตัวเองเข้าไปในระบบรัฐ หมายความว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นกึ่งรัฐศาสนาใช่หรือไม่

พระไพศาล องค์กรศาสนา โดยเฉพาะสถาบันสงฆ์ ได้ผนวกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐมานานแล้ว จนกระทั่งพระสงฆ์เองก็มีความเข้าใจว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ และมองกิจการของคณะสงฆ์กับของรัฐก็เป็นอันเดียวกัน จนเกิดมีวลีว่า ‘ราชการคณะสงฆ์’

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ในความเห็นของอาตมา เป็นความพยายามที่จะดึงรัฐเข้ามาค้ำจุนพุทธศาสนาที่เห็นได้ชัดว่ากำลังซวดเซ โดยฝ่ายหลังนั้นหวังพึ่งทั้งเงินทุนสนับสนุนและอำนาจรัฐ แต่ในความเห็นของอาตมา เป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด เพราะยิ่งเท่ากับทำให้การปฏิรูปพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ยาก และทำให้พุทธศาสนาตลอดจนสถาบันสงฆ์ แนบแน่นกับรัฐมากขึ้น แต่เหินห่างจากการอุปถัมภ์ของประชาชนยิ่งกว่าเดิม ทั้งหมดนี้ล้วนก่อผลเสียต่อพุทธศาสนาในระยะยาว

 

way ? ขณะที่มีความพยายามจะออกกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องคุ้มครององค์กรศาสนา แต่ขณะเดียวกัน พุทธศาสนาในประเทศไทยกลับไม่มีความชัดเจนในตัวเอง (เช่น กรณี พุทธ พราหมณ์ ผี, สักยันต์, พิธีทางไสยศาสตร์) หากเปรียบเทียบกันระหว่างป้องกันตัวเอง กับปฏิรูปตัวเอง สิ่งใดควรกระทำก่อน

พระไพศาล พุทธศาสนาในเมืองไทยเวลานี้อยู่ในภาวะซวดเซและอ่อนแอมาก อันเป็นผลมาจากปัญหาภายในของชาวพุทธเอง รวมทั้งสถาบันสงฆ์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความเข้าใจและการปฏิบัติที่คลาดเคลื่อนจากหลักธรรมคำสอน ทำให้หมกมุ่นหลงใหลในวัตถุนิยม ไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ ซ้ำยังมีการปล่อยปละละเลยมาโดยตลอด จนเกิดเรื่องอื้อฉาวและสร้างความเสื่อมศรัทธาแก่ผู้คน ในสภาพเช่นนี้ การปฏิรูปตนเองของพุทธศาสนาไทยเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน

การป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะป้องกันจากคำวิพากษ์วิจารณ์ มีแต่จะทำให้การปฏิรูปพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ยาก และย่อมทำให้พุทธศาสนาเสื่อมโทรมเร็วขึ้น จะว่าไปแล้ว การมุ่งป้องกันตนเองนั้น เกิดจากการมองว่าสาเหตุที่พุทธศาสนาซวดเซในเวลานี้เกิดจากภายนอก เช่น จากศาสนาอื่น หรือจากคนไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นการมองที่สวนทางกับความจริง เป็นการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสาเหตุแท้จริงนั้นเกิดจากชาวพุทธด้วยกันเองมากกว่า

 

way ? การใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา ถ้าเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม เป็นสิ่งที่กระทำได้หรือไม่

พระไพศาล พุทธศาสนามองว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่คำวิพากษ์วิจารณ์ แต่อยู่ที่ท่าทีต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างหาก พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมื่อมีคนวิจารณ์หรือต่อว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ “พวกเธออย่าได้อาฆาตแค้นโทมนัสน้อยใจ เพราะถ้าพวกเธอทำเช่นนั้นจะไม่เกิดผลดีอะไรเลย...ถ้าคำตำหนินั้นเป็นจริง ก็ควรแก้ไข ถ้าไม่จริงก็ให้รับรู้ว่าไม่จริง” นอกจากนั้นยังตรัสว่า “ผู้โกรธตอบคนที่ด่า เลวกว่าคนด่าเสียอีก”

จะว่าไปแล้ว พุทธศาสนาเห็นประโยชน์ของคำวิจารณ์ ดังทรงชี้ให้มองผู้วิจารณ์ว่าเป็นผู้ชี้ขุมทรัพย์ ดังนั้นชาวพุทธจึงไม่ควรห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งถ้าทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ก็ยิ่งควรสนับสนุน และสิ่งที่ควรทำมากไปกว่านั้น ก็คือ เปิดใจกว้างรับคำวิจารณ์ หากเขาพูดถูก ก็พึงแก้ไข หากพูดไม่ถูก ก็ไม่ควรโมโหโกรธเคือง

 

way ? เริ่มมีคนกังวลว่า หากร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และส่งเสริมพระพุทธศาสนา ผ่านขึ้นมาจริงๆ ผลที่ออกมา จะกลายเป็นเหมือน ม.112 แต่เปลี่ยนตัวละครเป็นศาสนาแทนหรือไม่

พระไพศาล มีความเป็นไปได้เช่นนั้น เพราะมาจากความคิดที่คล้ายกันว่า การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้คนจะทำให้สถาบันเกิดความสั่นคลอนหรือเสื่อมทรุดได้ แต่มองในมุมของพุทธศาสนา ความเสื่อมทรุดนั้นเกิดจากปัจจัยภายในเป็นหลัก หาใช่ปัจจัยภายนอกไม่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “เรือจะอับปางก็เพราะต้นหนเท่านั้น (หาใช่เพราะลมพายุไม่)”

นอกจากนั้นพระพุทธองค์ยังตรัสว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พระสัทธรรมเลือนหาย (ศาสนาเสื่อม) ก็คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพพระรัตนตรัย ไม่ใส่ใจในการศึกษา และไม่ฝึกฝนจิต นั่นหมายความว่า ตราบใดที่พุทธบริษัท 4 มีการศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้องมั่นคง ไม่ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนารุนแรงเพียงใด ก็ไม่ทำให้พุทธศาสนาซวดเซได้เลย

 

way ? การกำหนดโทษใน ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา* จำเป็นหรือไม่

พระไพศาล ถ้าถามว่าจำเป็นหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่จำเป็น เพราะกฎหมายที่มีอยู่ก็มากเกินพออยู่แล้ว จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลายปีที่ผ่านมา กฎหมายทำนองนี้มักจะไม่สามารถใช้ให้เกิดผลตามความมุ่งหมายแต่ดั้งเดิม เช่น แทนที่จะยุติเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กลับทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้นจนควบคุมไม่ได้ แทนที่จะทำให้พุทธศาสนาเข้มแข็ง กลับทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอลง ขณะที่ปัญหาในวงการชาวพุทธและคณะสงฆ์มีแต่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพราะแทนที่จะใช้ปัญญา กลับเป็นการแก้ที่มุ่งใช้อำนาจเป็นหลัก

ปัญหาใหญ่ๆ ในเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่มีปัญหาใดเลยที่ใช้อำนาจแล้วจะแก้ไขได้อย่างแท้จริง

 

---------------------------------------

* ร่าง พ.ร.บ.อุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. ... เสนอโดย สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปี 2550

"มาตรา 9 การจาบจ้วง ละเมิด ลอกเลียน บิดเบือน หรือการกระทำอื่นใดให้พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสีย มัวหมอง หรือวิปริตผิดเพี้ยน จะกระทำมิได้

มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 9 ในส่วนที่ เกี่ยวกับพระศาสดาและศาสนธรรม ต้องระวางโทษ
จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท

มาตรา 22 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนศึกษา ศาสนบุคคล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสมบัติ และศาสนพิธี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท

ผู้ใดร่วมประเวณีไม่ว่าทางใดและวิธีการใดกับพระภิกษุ สามเณร หรือแม่ชี ตลอดจนผู้ชักจูง จัดหา หรือจ้างวาน ให้มีการร่วมประเวณีดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงห้าแสนบาท"

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved