กลับหน้ารวมบทสัมภาษณ์    คอลัมน์สัมภาษณ์ >น้ำสอนธรรม

กลับหน้าแรก

GREEN LIVING
ISSUE 7 OCTOBER.NOVEMBER 2011

น้ำสอนธรรม

สัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล
เรื่อง ปริญญวัฒน์ วัชรอาภากร
คอลัมน์ Green Idol

แบ่งปันบน facebook Share    

ธรรมชาติมีความสำคัญอย่างไรกับคนเรา

น้ำมีความสำคัญมาก ทั้งในแง่ของร่างกายและจิตใจ คือร่างกายทั้งหมดคงรูปคงร่างและเป็นปกติสุขอยู่ได้ก็เพราะอาศัยวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ว่า อากาศ น้ำ อาหาร ที่ทำให้ชีวิตอยู่ได้ ก็ล้วนมาจากธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มนุษย์เราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ในการผลิตงานศิลปะ สร้างสรรค์วัฒนธรรม รวมทั้งการที่มนุษย์เราสามารถสร้างบ้านแปลงเมืองรวมกันเป็นชุมชนหรือสังคม ก็ต้องอาศัยธรรมชาติเป็นสิ่งรองรับ มนุษย์เราตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่อาจตัดขาดจากธรรมชาติได้ ฉะนั้นธรรมชาติจึงมีความสำคัญตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน คือระดับกายภาพ จนถึงระดับจิตวิญญาณ เราต้องอาศัยธรรมชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม

มีหลักอย่างไรไม่ให้คนหลงลืม และหันมาตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ

ที่เราหลงลืมธรรมชาติก็เพราะทุกวันนี้ชีวิตของเราเหินห่างหรือแยกขาดจากธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเพราะมีเทคโนโลยีเป็นตัวกลาง เทคโนโลยีในด้านหนึ่งก็ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกันมันก็ทำให้มนุษย์เหินห่างจากธรรมชาติ จนลืมไปว่าเราต้องพึ่งพาธรรมชาติ ถ้าถามเด็กสมัยนี้ว่าน้ำมาจากไหน เด็กก็จะตอบว่า มาจากท่อประปา ถามว่าอาหารมาจากไหน อาหารมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต ท่อประปา หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์เหินห่างจากธรรมชาติ จนถึงกับลืมไปว่าเราต้องอาศัยธรรมชาติ เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งอาหาร ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่รู้แล้วว่ามันมาจากธรรมชาติ

 

เดี๋ยวนี้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา อย่างเช่น ตึก เมือง มันไม่ใช่เป็นบ้านไม้ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติเช่นทุ่งนาป่าเขาต่อไป คนจำนวนไม่น้อยอยู่ในห้องติดแอร์ทั้งวัน จึงไม่รู้สึกถึงสายสัมพันธ์กับธรรมชาติ อันนี้เป็นลักษณะของสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นหากจะให้คนตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ก็ต้องเริ่มด้วยการให้ความรู้ด้านนิเวศวิทยา ให้เห็นว่าเราต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติอย่างไร จากนั้นก็พาเขาไปสัมผัสกับธรรมชาติ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ จนรู้สึกรักธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความรู้จนเกิดความตระหนักว่าปัญหาต่าง ๆที่เราเจอทุกวันนี้ เช่น มลภาวะ เป็นผลจากการเบียดบังทำลายธรรมชาติ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติเสียไป ก็เกิดปัญหาตามมามากมาย รวมทั้งทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีน้อยลงเรื่อย ๆ

กับภัยธรรมชาติ คนเราควรมีท่าทีอย่างไร

เราต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมมีสาเหตุจากอะไร เช่นน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคระบาด คลื่นความร้อน ปัญหาเหล่านี้เกิดจากธรรมชาติที่เสียสมดุลเพราะฝีมือมนุษย์ ส่วนเรื่องแผ่นดินไหว สึนามิ เราไม่มีความรู้มากพอ ที่จะบอกได้ว่ามันเกิดจากการเสียสมดุลธรรมชาติหรือเปล่า เท่าที่รู้ก็คือมันเป็นผลจากการขยับตัวของเปลือกโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเรารู้ว่าปัญหามากมายเกิดขึ้นจากการเบียดเบียนธรรมชาติจนเสียสมดุล เราก็ต้องหันมาใส่ใจธรรมชาติมากขึ้น เช่น ช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ และป้องกันไม่ให้มีการทำลายธรรมชาติให้เลวร้ายไปกว่านี้ รวมทั้งเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น

คนเราควรเตรียมใจ ต่อภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น ...

อาตมาเขียนบทความบทหนึ่งชื่อว่า “สิ่งที่น่ากลัวกว่าภัยพิบัติ” สิ่งนั้นคืออะไร ก็คือใจวิบัติ ถ้าใจวิบัติแล้วแม้ไม่เกิดภัยพิบัติ เราก็ยังอยู่ร้อนนอนทุกข์อยู่นั่นเอง

ถามว่าทำไมเราจึงกลัวภัยพิบัติ ก็เพราะว่าเรากลัวตายนั่นเอง แต่เราเคยนึกหรือไม่ว่า ถึงแม้ไม่มีภัยพิบัติเราก็ต้องตายอยู่แล้ว หากระลึกได้เช่นนี้ ถ้ายังกลัวตายอยู่ ก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความตาย โดยไม่ต้องรอให้ภัยพิบัติมาประชิดตัวเสียก่อน เพราะถึงไม่มีภัยพิบัติเราก็ต้องตาย เราต้องเริ่มต้นตรงนี้ ฉะนั้นแทนที่จะเตรียมตัวซื้อบ้านใหม่ ย้ายไปอยู่ภาคอีสานเพื่อหนีภัยแผ่นดินไหว ซึ่งไม่ได้ช่วยให้เราหนีความตายพ้น เราควรหันมาเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความตาย เช่น ระลึกถึงความตาย หรือเจริญมรณสติอยู่เสมอ คือระลึกว่าสักวันเราต้องตาย แต่จะตายเมื่อไรไม่รู้ จะเป็นพรุ่งนี้ก็ได้ แม้ไม่มีภัยพิบัติเราก็ต้องตาย และหากจะต้องตายวันนี้วันพรุ่ง เราพร้อมหรือยังที่จะตาย ถ้ายังไม่พร้อม เราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เช่น หมั่นทำความดี และฝึกใจปล่อยวาง อันนี้เป็นหลักการของมรณสติ

หลักการเตรียมใจ มีอะไรบ้าง

การเตรียมตัวเตรียมใจในแง่ของพุทธศาสนา

1.หมั่นทำความดี สร้างกุศล เพราะถ้าเราหมั่นทำความดี นอกจากจะช่วยให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขแล้ว เมื่อใกล้ตาย พอระลึกถึงกรรมดีที่ทำไว้ ก็ทำให้อิ่มเอิบใจ ทำให้นอนตายได้สงบ

2. ทำหน้าที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่คั่งค้าง โดยเฉพาะกับคนที่เรารัก หากเรามีงานการที่คั่งค้างอยู่ ก็จะเกิดความห่วงกังวล ทำให้เราตายไม่สงบ

3. รู้จักปล่อยวาง คือ ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ ปล่อยวางพ่อแม่ ลูก คนรัก เพราะว่าเมื่อตายไปแล้ว ก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง แต่ถ้าเรามีความห่วงกังวล เราจะตายไม่สงบ ปล่อยวางในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปล่อยปละละเลย ยังดูแลเอาใจใส่แต่ไม่ได้ยึดติดถือมั่นกับมัน

การทำความดี ควรเริ่มจากอะไรก่อน

ควรเริ่มต้นจากทานก่อน การให้ทาน ซึ่งนอกจากเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้ว ยังช่วยลดละความเห็นแก่ตัว หากทำแล้วแล้วเราจะพบกับความสุขอย่างหนึ่ง คือความสุขที่เกิดจากการให้ ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการเอา ความสุขที่เกิดจากการให้ จากการสละออกไปเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่าจะนำสู่การทำความดีอย่างอื่น เช่น การรักษาศีล และการรักษาใจด้วยสมาธิภาวนา คนเรานั้นต้องการความสุข ยิ่งให้เราก็จะพบแต่ความสุข และถ้าเราสละความเห็นแก่ตัว สละความโกรธด้วยการให้อภัย เราก็จะมีความสุขมากขึ้น ทานคือการสละวัตถุรูปธรรม ต่อไปการสละสิ่งที่เป็นนามธรรม ก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ทำอย่างไรคือทำทานเป็น

ตามหลักพุทธศาสนา ของที่ให้นั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ควรแก่ผู้รับ และได้มาด้วยความชอบธรรม ผู้รับควรแก่ทานนั้น ควรแก่ทานนั้นหมายความว่า ของที่ให้นั้นควรแก่ผู้รับ เหมาะแก่ผู้รับ เช่นเอาเหล้า เอาบุหรี่ไปถวายพระก็ไม่ถูก ขณะเดียวกันควรให้ด้วยจิตที่เป็นกุศล ปรารถนาดี ประเด็นสำคัญก็คือใจ การให้ทานจะเป็นกุศลได้ก็ต่อเมื่อมาจากใจที่ปรารถนาดี อยากเผื่อแผ่ ถ้าเราให้ด้วยใจที่อยากได้โน้นได้นี่ เช่น อยากจะให้ผู้คนยกย่องเรา อยากจะถูกหวย รวยเบอร์ อยากร่ำรวย จะได้บุญกุศลน้อย เพราะว่าเป็นการให้ที่เจือด้วยกิเลสนั่นเอง แต่ถ้าเราให้โดยไม่หวังอะไรเข้าตัวเลย หวังแต่จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้รับ ทานแบบนี้แหละจะเป็นกุศลมาก เพราะช่วยลดความเห็นแก่ตัว เป็นการพัฒนาไปสู่ทานขั้นสูง

ตัวอย่างของสุขจากการให้

เช่น ความรักของแม่ เวลาแม่เสียสละเพื่อลูก แม่มีความสุขไหม แม่ไม่ได้อะไรจากลูกเลย แต่แม่ มีความสุขไหม อาตมาพบว่า คนที่เป็นจิตอาสา เขามีความสุขที่ได้ช่วยผู้อื่น อีกทั้งยังทำให้เกิดความมั่นคงในจิตใจด้วย คนแก่คนหนึ่งมีชีวิตที่สุขสบาย หลังจากเกษียณแล้วก็ไม่ได้ทำอะไร เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ก็เลยไปเป็นจิตอาสา ไปช่วยแยกขยะ ทำให้ขยะมีประโยชน์ขึ้นมา รู้ไหมคุณลุงเขาพูดว่าอย่างไร เขาพูดว่า “ผมนี่แหละคือขยะคืนชีพ” การ เป็นจิตอาสา ทำให้แกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา จากเดิมที่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นขยะ แต่ตอนนี้เป็นขยะคืนชีพแล้ว อันนี้ไม่ต้องอาศัยศาสนาเลย เพียงแต่คุณเป็นจิตอาสา เอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น ก็ทำให้คุณมีความสุข ทำให้คุณรู้สึกภูมิใจในชีวิต หากทำโดยไม่หวังอะไร ใจก็จะได้เอง

ความโกรธแก้ได้ด้วยการให้อภัย จริงหรือ

เราต้องการความสุขหรือเปล่า ถ้าเราต้องการความสุข ก็อย่าให้ใจถูกเผาด้วยความโกรธ ตราบใดที่เรายังให้อภัยไม่ได้ ใจเราก็จะถูกเผาลนด้วยความโกรธ และอยู่ด้วยความทุกข์ เราไม่ได้อภัยเพื่อใคร เราให้อภัยเพื่อตัวเราเอง ถ้าเรารักตัวเอง เราต้องให้อภัย แต่ถ้าเราไม่รักตัวเองก็ปล่อยให้ความโกรธเผาผลาญตัวเราเอง เรื่อยไป พระพุทธเจ้าทรงแนะวิธีช่วยลดความพยาบาท มี ๒ วิธี คือ 1. นึกถึงความดีของเขา เช่น เขาเคยทำความดีอะไรให้แก่เราบ้าง หรือเขาเคยทำความดีอะไรให้แก่ผู้อื่นบ้าง 2. นึกถึงความทุกข์ของเขา เขาเคยมีความทุกข์อะไรบ้างในอดีต และเขากำลังมีความทุกข์อะไรบ้างในขณะนี้ และจะต้องเจอความทุกข์อะไรบ้างในอนาคต เมื่อเราพิจารณา 2 ข้อนี้ เราก็จะมีความเห็นใจเขามากขึ้น จิตใจเราก็จะอ่อนลง ถ้าเจริญมรณสติด้วยก็จะช่วยได้มาก เช่น มองว่าสักวันหนึ่งเรากับเขาก็จะต้องตายจากกัน แล้วจะโกรธไปทำไม หรือมองว่า เรื่องแค่นี้ยังปล่อยวางไม่ได้ แล้วจะปล่อยวางเวลาใกล้ตายได้อย่างไร

เกิด อยู่ ดับ ในทัศนะพุทธ

ในแง่ชาวพุทธ ตายไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ อยู่อย่างไร ต่างหาก ถ้าอยู่ดี ก็ตายดี ถ้าอยู่เป็น ก็ตายเป็น การใช้ชีวิตให้ดี เป็นสิ่งสำคัญ อย่าไปห่วงเรื่องความตายมากนัก เพราะไม่ว่าเราจะป้องกันอย่างไร ก็มีโอกาสตายได้ทุกเวลา เดินอยู่ในบ้าน หกล้ม หัวฟาดพื้นก็ตายแล้ว

คนมักจะถามว่าเกิดมาทำไม อาตมาตอบไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้เป็นคนทำให้ตัวเองเกิดมา ที่จริงควรจะถามใหม่ว่า เราอยู่ไปเพื่ออะไร สำหรับอาตมาคำตอบก็คือ อยู่เพื่อสร้างสรรค์คุณงามความดี เพื่อให้เกิดชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ อาตมาว่า 2 คำนี้ คลุมความหมายครบเลย “สงบเย็น และเป็นประโยชน์” สงบเย็นเป็นเรื่องของการขัดเกลาตนเอง เป็นเรื่องของภายใน เพื่อให้มีความสุข แต่เท่านั้นไม่พอ เราต้องทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สงบเย็นนั้นเป็นเรื่องประโยชน์ตน ส่วนการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ท่าน

คนที่ประสบปัญหาหนักๆในชีวิตจะพลิกใจอย่างไร

ให้ปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไป ถ้าเรายังยึดติดก็แสดงว่าเราวางใจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงทำให้ทุกข์ ถ้าไม่อยากทุกข์ ก็ควรปล่อยวาง แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมสู้กับปัญหาอย่างมีความหวัง เทคนิคการปล่อยวาง คือให้ใจอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปหมกหมุ่นอยู่กับอดีต หรืออาลัยในสิ่งที่เสียไปแล้ว การที่ใจเราอยู่กับอดีต ทำให้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ถ้าใจเราอยู่กับปัจจุบัน ก็จะก้าวไปข้างหน้าได้ และเมื่อเรามองไปข้างหน้าว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น เสียไปแล้วก็หาใหม่ได้ ผิดไปแล้วก็แก้ไขได้ จะทำให้เรามีความหวังมากขึ้น ใครที่หมดเนื้อหมดตัว สูญเสียทุกอย่างไป ลองมองว่าโชคดีที่เรายังมีลมหายใจ ยังมีชีวิตอยู่ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจก็มีโอกาสที่จะสร้างตัวขึ้นใหม่ได้

คนที่คิดว่า ตายซะยังดีกว่า นั่นเป็นเพราะเขายอมรับความจริงไม่ได้ คือใจไปติดอยู่กับอดีต ที่ยังสดสวยหอมหวาน จึงยอมรับปัจจุบันไม่ได้ คนที่เกิดมามีทุกอย่าง พอถึงวันหนึ่งกลับสูญเสียหมด จะทำใจได้ยาก แต่ถ้าดูให้ดีเขายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เหลืออยู่ รวมทั้งชีวิตและลมหายใจ ซึ่งสามารถเป็นทุนให้กลับมาตั้งตัวใหม่ได้ จะว่าไปแล้วคนเราเกิดมามือเปล่า พอตายก็ไปมือเปล่า สิ่งที่มีอยู่ตอนนี้จึงควรถือว่าเป็นกำไร คุณอาจจะสูญเสียไปมากมาย แต่ก็ยังมีกำไรอยู่ นั่นคือยังมีอะไรมากกว่าตอนที่เกิดมา ใช่ไหม แล้วทำไมเราไม่เอาสิ่งเหล่านี้เป็นทุนสำหรับดำเนินชีวิตต่อไป

ฉลาดทำบุญ ทำอย่างไร

บุญนั้นเราทำได้ตลอดเวลา ทุกขณะ อยู่บ้านก็ทำบุญได้ไม่ต้องไปวัด ไม่มีเงินก็ทำบุญได้ เช่น ฟังธรรม ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น การทำใจให้สงบ ก็ได้บุญแล้ว มันอยู่ที่ใจ บุญทำได้ตลอดเวลา ทำได้ทุกที่ แค่รู้จักทำใจให้เป็นกุศล ก็เป็นบุญแล้ว ความยินดีในการทำดีของผู้อื่นก็เป็นบุญเรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย ถ้าเราช่วยเหลือผู้อื่นก็เป็นบุญเรียกว่า ไวยาวัจมัย รักษาศีลก็เป็นบุญเรียกว่าศีลมัย

พระอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่า “ไม่มีเรื่องบังเอิญในโลกนี้” ได้ไหม

หมายความว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีเหตุปัจจัย ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุและปัจจัยมากมายนับไม่ถ้วนหนุนเนื่อง ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ หรือเกิดขึ้นมาลอย ๆ มันมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องเป็นทอด ๆ หากเหตุปัจจัยพร้อม มันก็ต้องเกิดขึ้น เราไม่สามารถห้ามได้ อย่างที่มีสำนวนว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” ประเด็นอยู่ที่ว่าเราทำใจได้หรือไม่ ถ้าทำใจไม่ได้ก็เป็นทุกข์

เหตุการณ์น้ำท่วมอย่างนี้ มองในมุมธรรมะ อย่างไร

อย่างแรกก็คือ ไม่ควรมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นคราวเคราะห์หรือโชคร้าย แต่ควรมองว่ามันเป็นผลจากการที่เราหันหลังให้กับธรรมชาติมาเป็นเวลาช้านาน เราตัดไม้ทำลายป่าและถมคลองโดยไม่สนใจว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร ดังนั้นเมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ก็ควรถือว่านี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาใส่ใจธรรมชาติ จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับธรรมชาติ รวมทั้งผลที่จะสะท้อนกลับมาที่ตัวเราในที่สุด

ประการต่อมาก็คือ มนุษย์เราจะต้องไม่คิดเอาชนะธรรมชาติ แต่ควรทำตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ อันที่จริงน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องใหม่ เกิดขึ้นทุกปี แต่สมัยก่อนไม่มีปัญหามาก เพราะบรรพบุรุษของเราไม่สร้างบ้านขวางทางน้ำ น้ำมาก็ไปในที่สุด เรียกว่าน้ำหลาก ไม่ใช่น้ำท่วม แต่เดี๋ยวนี้เราสร้างบ้านเมืองและตัดถนนขวางทางน้ำ อุทกภัยคราวนี้ก็เลยก่อความเสียหายมากมาย ต่อไปนี้เราจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติมากขึ้น เคารพธรรมชาติมากขึ้น เมื่อน้ำหลากมา ก็หาทางให้เขาไหลลงทะเลได้สะดวก ความเดือดร้อนก็จะเกิดน้อยลง

อยากให้พระอาจารย์อธิบายคำว่า “ธรรมะ”

ธรรมะคือความจริงและความดี ความดีบางอย่างเป็นเรื่องของยุคสมัย อย่างผมสั้น กระโปรงยาว บางยุคก็ว่าดี บางยุคก็ว่าไม่ดี แต่ความดีบางอย่างเป็นสากล เช่นการไม่เบียดเบียนผู้อื่น การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย เป็นความดีที่ใครทำก็มีความสุข หรือทำกับใครเขาก็มีความสุข ความดีชนิดนี้จะอิงกับความจริง คือความจริงตามธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุและปัจจัย อันนี้ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน มันก็คงอยู่อย่างนั้น เช่น ทำดีใจก็เป็นกุศล ทำชั่วใจก็เป็นทุกข์ หรือหากวางใจขัดแย้งกับธรรมชาติ ก็ย่อมเป็นทุกข์

จริง ๆ แล้วธรรมะก็มาจากกฎธรรมชาตินี้เอง คือความจริงที่ไม่อาจเป็นอื่นไปได้ ธรรมะนั้นเป็นหนทางสู่ความสุขก็เพราะเมื่อเราเข้าใจความจริง แล้วปฏิบัติตัวสอดคล้องกับความจริงหรือกฎธรรมชาติก็ย่อมเป็นสุข เช่น สรรพสิ่งแปรเปลี่ยนเป็นนิจ นี้คือความจริงที่เราต้องเข้าใจ เมื่อเข้าใจแล้ว ไม่ยึดติดถือมั่นว่าทรัพย์สมบัติหรือร่างกายของเราต้องเที่ยง เราก็ไม่ทุกข์เมื่อพบว่าร่างกายเราแก่ลงหรือลมเจ็บ

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ได้ให้บทเรียนอะไรแก่มนุษย์บ้าง

มันให้บทเรียนได้เยอะ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า เราต้องเคารพธรรมชาติ ถ้าเราไม่เคารพหรือทำลายธรรมชาติ เราก็จะได้รับผลร้าย เป็นผลที่เกิดจากการกระทำของเราเอง เกิดจากฝีมือมนุษย์เป็นสำคัญ ขณะเดียวกันน้ำท่วมครั้งนี้ก็สอนเราว่า ไม่มีอะไรเที่ยงเลย เมื่อวานนี้ ยังมีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่วันนี้หมดตัวแล้วเพราะน้ำท่วม มันแสดงให้เห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราจริง ๆ เลย ความสูญเสียเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเกิดขึ้นวันยังค่ำ ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าไม่เกิดขึ้นวันนี้ ก็ต้องเกิดขึ้นพรุ่งนี้

แต่ไม่ว่าจะสูญเสียเพียงใดก็ตาม น้ำท่วมคราวนี้ก็เป็นเสมือนบททดสอบจิตใจของเรา ถ้าเราวางใจก็ไม่เป็น ก็ทุกข์ แต่ถ้าเรารู้จักปล่อยวางได้ ไม่จมอยู่กับอดีต เสียแล้วเสียไป หาใหม่ดีกว่า คิดแบบนี้ก็ไม่ทุกข์ บางคนสูญเสียไปมากมายแต่ก็ยังยิ้มได้ แสดงว่าน้ำท่วมบ้าน แต่ไม่ท่วมใจ สามารถยกใจให้เหนือน้ำได้ นี้ก็เป็นบทเรียนอีกอย่างหนึ่งที่ชี้ว่า อะไรเกิดขึ้นกับเราไม่สำคัญเท่ากับว่าเราวางใจอย่างไร แม้เกิดเหตุร้าย ใจไม่ทุกข์ก็ได้ จะว่าไปแล้วคนเราจะผ่านพ้นวิกฤตได้หรือไม่มันขึ้นอยู่ที่ใจ ถ้าเรามีสติและมีปัญญาเข้าใจความจริง เราก็จะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

แล้วยังมีอาการชอบโทษกันไปมา

ความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่เกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาลอย่างเดียว แต่มันเกิดจากความผิดพลาดของคนไทยที่สะสมกันมานานหลายสิบปี เช่น สร้างเมืองโดยไม่สนใจธรรมชาติ ไม่คำนึงถึงการไหลของน้ำ เราสร้างบ้านเรือนขวางทางน้ำ สมัยก่อนชาวบ้านเจอน้ำหลากเป็นประจำ แต่เขาก็อยู่ได้โดยไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้ปลูกบ้านขวางทางน้ำ แต่ปลูกบ้านแบบยกพื้น แต่เวลานี้เราต้องการเอาชนะธรรมชาติใช่ไหม เราไม่นึกถึงธรรมชาติในการดำเนินชีวิต เราจึงสร้างบ้านสร้างเมืองตามใจ ไม่สนใจทางน้ำ ยังไม่ต้องพูดถึงการจัดการน้ำที่ขาดความเป็นธรรม เอียงข้างคนในเมือง แต่โยนภาระให้แก่ชาวบ้านหรือคนที่อยู่รอบนอก อันนี้เป็นวิธีคิดของผู้บริหารทุกยุคทุกสมัย นี้เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรง เราต้องมองเห็นเหตุปัจจัยเหล่านี้ให้รอบด้าน หาไม่เราจะมัวโทษคนโน้นคนนี้ ซึ่งนอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เราเสียเวลาเสียอารมณ์ในการบ่น ทำให้ทุกข์ใจเปล่า ๆ

อะไรที่พระอาจารย์ทำเป็นนิสัย แล้วทำให้โลกนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

อาตมาพยายามใช้ทรัพยากรให้น้อย การที่เป็นพระและอยู่ในป่า ทำให้บริโภคน้อย ใช้พลังงานน้อยโดยปริยาย แต่เท่านั้นไม่พอ อาตมาพยายามช่วยอนุรักษ์ปา โดยเฉพาะป่าที่อาตมาอยู่ เมื่อมีป่าสรรพสัตว์ก็ได้ประโยชน์ นอกจากนั้นยังพยายามรณรงค์ให้คนช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเริ่มต้นจากเทือกเขาที่อาตมาอยู่ แล้วกระจายไปยังป่าผืนอื่นด้วย เช่น จัดเดินธรรมยาตรา เป็นต้น

Idol ของพระอาจารย์

มีเยอะ เช่น ท่านอาจารย์พุทธทาส หลวงพ่อชา พระพรหมคุณาภรณ์ หลวงพ่อเทียน หลวงพ่อคำเขียน ท่านทะไลลามะ ท่านเหล่านี้เป็นพระที่น่านับถือ น่าศรัทธา มีเมตตาสูง และเสียสละเพื่อผู้อื่น

วิกฤตการณ์ครั้งนี้ เราห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำใจได้ ขอให้นึกถึงที่พระไพศาลเคยบอกไว้ “เราเลือกไม่ได้ว่า จะต้องมีสิ่งดีดีเกิดขึ้นกับเรา แต่เราเลือกได้ว่า จะยอมให้มันมีอิทธิพลต่อชีวิตจิตใจเราแค่ไหน”

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved