กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ทำเต็มที่ แต่ไม่ซีเรียส

โดย พระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย สปสช.
พิมพ์ครั้งที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘

 

สงบเย็นเป็นประโยชน์
พระไพศาล วิสาโล
วันที่ 1 ส.ค. 2557 วัดป่าสุคะโต

ขอต้อนรับทุกท่านด้วยความยินดี อาตมายินดีที่พวกเรามาใช้สถานที่แห่งนี้(วัดป่าสุคะโต)ให้เป็นประโยชน์กับการงาน เพราะงานที่พวกเราทำนั้นเป็นงานที่มีคุณค่า ถ้าอาตมาหรือวัดป่าสุคะโตมีส่วนช่วยได้ก็รู้สึกเป็นเกียรติ รวมทั้งรู้สึกยินดีที่ได้ต้อนรับมิตรสหายหลายคน บางคนก็รู้จักมานานอย่าง จอห์น แมคคอนแนล รู้จักกันมา 25 ปีแล้ว แต่ไม่เคยได้ต้อนรับขับสู้ในฐานะเจ้าบ้านเลย

แม้สถานการณ์ในวัดขณะนี้ไม่ค่อยปกติ เพราะหลวงพ่อคำเขียนเพิ่งจากไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแต่ก็ขอให้พวกเราอยู่อย่างปกติ รักษาใจให้เป็นปกติ สถานที่ตรงนี้เรียกว่า ศาลาไก่ เดิมเป็นศาลาหลังเดียวของวัด แต่ก่อนเป็นศาลาเก่า ๆ เล็กๆ เป็นสถานที่สำหรับทำวัตรสวดมนต์ และใช้เป็นที่ฉันอาหารด้วย  ตรงนี้มีไก่ป่ามากมายมากินอาหาร บางช่วงมีไก่มากเป็นร้อยตัว เวลาผ่านไปศาลาไก่ก็ถูกรื้อและสร้างใหม่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ยังรับคนได้ไม่มากพอ ที่สุดก็ต้องมีศาลาหน้า มีหอไตร ส่วนศาลาไก่ก็ปรับปรุงใหม่เป็นหอพักสำหรับอาคันตุกะชาย เดิมตรงนี้เป็นศูนย์กลางของวัด แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว  ศูนย์กลางย้ายไปอยู่ที่ศาลาหน้า

ประวัติป่าสุคะโต
วัดป่าสุคะโตสร้างเมื่อ 2512 โดยหลวงพ่อบุญธรรม อุตตมธัมโม เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ เมื่อหลวงพ่อคำเขียนขึ้นมาอยู่ร่วมกับหลวงพ่อบุญธรรมนั้น หลวงพ่อเทียนซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อคำเขียนไม่เห็นด้วยเลย ท่านท้วงว่าคนรู้ธรรมจะมาหลบอยู่บนนี้เหมือนหนู เหมือนลิง เหมือนค่างทำไม  ท่านเห็นว่าอยู่บนนี้ทำประโยชน์ได้น้อย ถ้าไปอยู่ที่กรุงเทพ หรือ ขอนแก่น ซึ่งมีวัดอยู่แล้ว (วัดสนามใน วัดโมกข์) ก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าเพราะมีคนเมืองมาปฏิบัติธรรม แต่หลวงพ่อคำเขียนเห็นว่าคนเมืองนั้นมีโอกาสดีอยู่แล้ว สนใจธรรมะก็มาก จึงไม่ค่อยน่าเป็นห่วง ที่น่าห่วงคือคนที่ไม่เข้าวัด คือชาวบ้านแถวนี้  เพราะสมัยนั้นหมู่บ้านแถวนี้เต็มไปด้วยอบายมุข  ทั้งกินเหล้าและเล่นการพนัน  วงไพ่วงพนันบางช่วงมีถึง 20 วงในวันเดียว ผู้คนไม่ทำมาหากิน คนที่มาอยู่ที่นี่ก็มักจะเป็นคนหนีคุก หนีตะราง เพราะกฎหมายมาไม่ถึง หลวงพ่ออยากจะสงเคราะห์คนเหล่านี้ ท่านจึงไม่เห็นด้วยกับหลวงพ่อเทียนที่อยากให้ไปปักหลักสอนตามเมืองใหญ่ แต่หากมีงานอบรมที่ไหน ท่านก็ไปช่วยสอนไม่ได้ขาด

ช่วงที่หลวงพ่อคำเขียนมาอยู่ใหม่ ๆ คือช่วงปี 2520 - 2521 มีปัญหาอยู่พอสมควรเพราะที่นี่เป็นเขตสีชมพู อยู่ใกล้ฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์แถวเขาค้อ (ลานหินปุ่ม ลานหินแตก) มีทหารป่ามาป้วนเปี้ยนอยู่เสมอ   ในด้านหนึ่งหลวงพ่อก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐสงสัยว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์หรือไม่  ส่วนคอมมิวนิสต์ก็สงสัยว่าหลวงพ่อเป็นสายให้ทางการหรือเปล่า

หลวงพ่อทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวบ้าน  ดูแลชาวบ้านให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบ จัดตั้งศูนย์เด็ก เอาลูกชาวบ้านมาเลี้ยง เป็นศูนย์เด็กแห่งแรกในชัยภูมิ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ทางการระแวงสงสัยว่าหลวงพ่อต้องการอะไร มุ่งหวังอะไร หลวงพ่อกำลังดึงชาวบ้านมาเป็นแนวร่วมให้แก่คอมมิวนิสต์หรือไม่  ตอนที่อาตมาพานักศึกษามาปฏิบัติธรรมที่นี่ราวปี ๒๕๒๖ ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับตามอง มีการแนะนำว่าต้องแจ้งนายอำเภอ ต้องแจ้งผู้ว่าฯ ด้วย  ก่อนหน้านั้นหลวงพ่อคำเขียนเคยถูกนายอำเภอกล่าวหาในที่ประชุมหน่วยราชการว่าเป็นแนวร่วมคอมมิวนิสต์ กว่าจะถึงวันนี้หลวงพ่อต้องอาศัยความหนักแน่นอยู่ไม่น้อย  นอกจากจะทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังต้องแก้ปัญหาของชาวบ้านทำให้ชาวบ้านเลิกงมงาย เลิกอบายมุข กลับมากลมเกลียวกัน

ท่ามะไฟหวานแต่ก่อนได้ชื่อว่า  ‘ดงเลือด’ คือมีการทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันเป็นประจำ ไม่มีขื่อไม่มีแป อยู่ด้วยกฎป่า หลวงพ่อต้อเข้ามาจัดระเบียบชุมชนให้มีความสงบ วางแนวถนน วางผังหมู่บ้าน ถ้าสังเกตุจะเห็นว่าถนนในท่ามะไฟหวานตัดเป็นตาหมากรุกเหมือนกรุงนิวยอร์กเลยทีเดียว  ท่านทำตั้งแต่ก่อนอาตมาขึ้นมาเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว จะทำอย่างนี้ได้ต้องมีการจัดตั้ง  ท่านต้องเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน เพราะต้องมีการย้ายบ้านมากมายเพื่อทำแนวถนนให้ตรง

หลวงพ่อคิดและทำไม่เหมือนใคร ในสมัยนั้นคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าท่านเป็นพระกรรมฐาน คิดว่าท่านเป็นพระนักพัฒนา เพราะอาจารย์กรรมฐานไม่มีลักษณะนี้ แม้แต่ตัวอาตมาเอง รู้จักท่านมา ๒-๓ ปีแล้วก็ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นพระกรรมฐาน รู้แต่ว่าหลวงพ่อมีเมตตา อ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังคนมาก อาตมาเคยประชุมสัมมนากับท่านเมื่อปี ๒๕๒๓ ท่านมักจะเงียบ นั่งฟัง ให้ความเห็นนิดๆ หน่อยๆ ขณะนั้นท่านอายุสี่สิบกว่าแล้ว  พวกอาตมาอายุน้อยแค่ยี่สิบกว่าๆ แต่ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสพวกเรา ใจกว้าง รับฟังความเห็นของเด็ก พระส่วนใหญ่มักจะชอบชี้นิ้ว  หลวงพ่อแม้มีความมั่นใจในตัวเอง แต่ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีวี่แววว่าเป็นพระกรรมฐานเลย  เมื่อปี ๒๕๒๕เพื่อนอาตมาคนหนึ่งเมื่อบวชแล้วแวะมาหาอาตมาที่กรุงเทพ ฯ  เล่าให้อาตมาฟังว่าเขาบวชอยู่กับหลวงพ่อ และท่านสอนดีมาก เพื่อนคนนี้เคยเพี้ยนอยู่พักหนึ่งแต่หลวงพ่อช่วยให้เขาปกติโดยอาศัยกรรมฐานคือการเจริญสติ
 
ครูบาอาจารย์กรรมฐานส่วนใหญ่มักสอนเราว่าส่งจิตออกนอก แต่หลวงพ่อสอนเพื่อนอาตมาให้ส่งจิตออกนอก ทั้งนี้เนื่องจากเพื่อนอาตมาตอนนั้นจมอยู่ในความคิดมาก ไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัวเลย หลวงพ่อชวนเขามองดูสิ่งรอบตัว เพื่อดึงจิตออกมาจากความหลง  เวลาเดินผ่านแนวป่าก็ถามว่านี่ต้นอะไร นี่ตัวอะไร พาชมนกชมไม้ คนที่หมกมุ่นอยู่กับความคิด  เจอแบบนี้ ก็ค่อยออกจากความคิดได้ กลับมารับรู้และสัมผัสสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ถอนจิตออกจากความซึมเศร้าและความหลง การแก้อารมณ์ของหลวงพ่อนั้นไม่เหมือนใคร เพื่อนอาตมาหายหลง เป็นปกติดีเพราะหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านมีเทคนิคเหล่านี้เยอะ เมื่อเพื่อนเล่าว่าหลวงพ่อเป็นอาจารย์กรรมฐาน อาตมาก็สนใจเพราะตอนนั้นคิดจะบวช กำลังมองหาครูอยู่พอดี  เมื่อบวชจึงมาอยู่กับท่านตั้งแต่พรรษาแรก และอยู่มาจนปัจจุบัน

หลวงพ่ออยากให้ที่นี่เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านต้องต่อสู้กับอุปสรรคมาก ถนนที่พาพวกเรามาที่นี่ทุกสายเคยเป็นทางชักลากไม้มาก่อน  ลานหน้าศาลาไก่เป็นที่วางซุงนับร้อย ๆ ต้น ดินจึงแข็งมากเพราะซุงอัดทับอยู่นาน จนต้นไม้ไม่ขึ้น หลวงพ่อก็ค่อยๆ ฟื้นฟูป่าขึ้นใหม่  หลวงพ่อคำเขียนนั้นเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาว่า รักต้นไม้ สำหรับหลวงพ่อแล้ว ธรรมะ กับ ธรรมชาติ ไม่แยกจากกัน ท่านรักธรรมชาติมาก แม้ป่วยท่านก็ยังหาเวลารดน้ำต้นไม้ สิ่งที่เราเห็นเวลานี้ถือเป็นมรดกของท่าน ก่อนหน้านี้มีไฟป่าทุกปี แต่พอสร้างกำแพงล้อมรอบวัด สถานการณ์ก็ดีขึ้น จะว่าไปแล้วกำแพงนี้ใช้งบประมาณเยอะมากสำหรับสุคะโตในเวลานั้น คือใช้เงินราว สี่ล้านบาท  แต่เมื่อสร้างแล้วได้ผล ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามา พอไม่มีไฟ ป่าก็ฟื้นตัวเพียงแค่สิบปีก็เห็นหน้าเห็นหลัง ใจจริงอาตมาอยากทำที่ภูหลงบ้างแต่ทำไม่ได้เพราะพื้นที่มากถึงสามพันกว่าไร่ และเป็นป่าอนุรักษ์ชั้น 1A หลวงพ่อเคยพูดไว้ว่า ท่านเหลืองานอีกสองอย่าง อันแรกคือ งานสอนกรรมฐาน อันที่สองคืองานฟื้นฟูรักษาธรรมชาติที่ภูหลง

เหล่านี้คือเกร็ดความเป็นมาของสุคะโต สิ่งที่หลวงพ่อเทียนเคยบอกว่าการมาอยู่ที่นี่ไม่ค่อยได้ประโยชน์ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่จำต้องเป็นเช่นนั้น  คนมาที่นี่สัมผัสได้ถึงความสงบ แม้จะอยู่ไกลก็ยังดั้นด้นมาเพื่อพบความสงบ และพบได้ทันทีเพียงแค่ชั่วโมงแรกหรือนาทีแรกที่มาถึง ทุกวันนี้ผู้คนโหยหาความสงบมาก การที่คนเรารู้สึกไวต่อความสงบ ประทับใจในความสงัด สะท้อนว่าจิตใจของคนส่วนใหญ่นั้นว้าวุ่น เพียงแค่สัมผัสบรรยากาศแบบนี้ก็โดนใจ บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราแสวงหาความสงบแต่ทันทีที่ได้สัมผัสเราก็รู้ว่า ใช่แล้วนี้คือสิ่งที่เราต้องการ

เรารู้ไหมชีวิตต้องการอะไร
อาตมาเคยอ่านประวัติของประธานาธิบดีมาร์กอส ผู้นำฟิลิปปินส์ สมัยที่เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ก่อนที่จะถูกประชาชนโค่นล้ม เขาเขียนบันทึกว่า “ผมเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ผมมีทุกอย่างที่เคยใฝ่ฝัน พูดให้ถูกต้องคือ ผมมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างเท่าที่ชีวิตต้องการ มีภรรยาซึ่งเป็นที่รัก และมีส่วนร่วมในทุกอย่างที่ผมทำมีลูก ๆ ที่ฉลาดหลักแหลม  ซึ่งสืบทอดวงศ์ตระกูล มีชีวิตที่สุขสบาย ผมมีทุกอย่าง แต่กระนั้น ผมก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิต”
มาร์คอสรู้ว่าเขาขาดอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้ว่าขาดอะไร คนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ จึงต้องดิ้นรนแสวงหาไม่หยุด หลายคนคิดว่าเขาขาดเงิน จึงดิ้นรนให้ได้เงิน บางคนรู้สึกว่าขาดชื่อเสียง ตำแหน่งเล็กไป ก็ดิ้นรนเพื่อให้ได้มา แต่เมื่อได้มาแล้วก็ยังไม่พบความสุข มาร์คอสเขียนในบันทึกว่าเขามีทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่ชีวิตต้องการ  แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่มี นั่นคือ ความสงบเย็นในจิตใจ

อาตมาอ่านประวัติของกษัตริย์องค์หนึ่งในอินเดีย  คือ เอารังเซ็บ พวกเราอาจไม่เคยได้ยินชื่อเขา แต่พวกเราน่าจะรู้จักทัชมาฮาล ซึ่งกษัตริย์ชาห์ชะฮันสร้างให้แก่มเหสี คือ มุมตัส    มุสตัสเป็นแม่ของเอารังเซ็บ  เอารังเซ็บยึดอำนาจจากพ่อ ฆ่าพี่  กลายเป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมาก ขยายอาณาจักรไปอย่างกว้างขวาง ช่วงที่เขาเรืองอำนาจนั้น มีคนประมาณการว่าเขาปกครองประชากรถึงหนึ่งในสี่ของโลก อินเดียในขณะนั้นกว้างใหญ่มาก ร่ำรวยมาก เพราะเขายึดเมืองที่เป็นแหล่งเพชรสำคัญ นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าเขาร่ำรวยที่สุดในโลกในขณะนั้น แต่ตอนที่เอารังเซ็บชราและใกล้ตาย เขาพูดกับลูกว่า “ฉันมาและไปเหมือนคนแปลกหน้า ฉันไม่รู้ว่าฉันคือใคร และฉันกำลังทำอะไรอยู่” คนที่ดิ้นรนมาทั้งชีวิต ได้แทบทุกอย่างไว้ในมือ แต่กลับถามคำถามนี้ แสดงว่า ชีวิตทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่พบอะไรเลยที่เป็นสาระ นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

เฮนรี เดวิด ธอโร ซึ่งเป็นคนที่ใช้ชีวิตสมถะในป่าวอลเดน กล่าวว่า “โศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการใช้เวลาทั้งชีวิตตกปลา เพียงเพื่อจะพบว่ามันไม่ใช่ปลาตัวที่ต้องการ” เศร้ามากเลยนะ คนแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มากมาย ยอมเหนื่อยยาก ยอมกระทั่งทำชั่วทุกอย่างเพื่อให้ได้บางสิ่งบางอย่างมา   มารู้เมื่อใกล้ตายว่า สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการ

สงบเย็น เป็นประโยชน์
ความสงบเย็นและเป็นประโยชน์เป็นเรื่องสำคัญมาก คำนี้เป็นสำนวนของท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านบอกว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” อาตมาคิดว่าเป็นการสรุปความคิดรวบยอดที่กระชับ ครอบคลุมสิ่งที่เป็นแก่นสารหรือสาระของชีวิตในทัศนะของพุทธศาสนาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตคนเรานั้นควรเป็นไปให้ถึงพร้อมทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ประโยชน์ตนที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึง ไม่ได้หมายถึง ลาภ ยศ สรรเสริญ  คนเราอาจต้องมีเงิน มีสถานภาพ มีงานที่ดี มีครอบครัวดี มีสุขภาพดี แต่นั่นเป็นประโยชน์เบื้องต้น เป็นพื้นฐาน เป็นเพียงแค่เครื่องมือเพื่อไปสู่ประโยชน์ขั้นสูง คือประโยชน์ทางจิตใจ ซึ่งนำไปสู่ความสงบเย็นในที่สุด เวลาพูดถึง ‘ประโยชน์ตน’ ไม่ได้แปลว่าต้องมีเงินเยอะๆ มีอำนาจ มีชื่อเสียง คนที่ทุ่มเทเพื่อสิ่งเหล่านั้นแสดงว่ายอมเป็นทาส แท้ที่จริงแล้วเราต้องเป็นนายของเงิน ชื่อเสียง อำนาจ อย่าให้มันเป็นนายเรา ให้มันเป็นเครื่องมือรับใช้เรา เป็นบันไดให้เราไปถึงประโยชน์ขั้นสูงที่เรียกว่าปรมัตถ์ คือความสงบเย็นในจิตใจ ได้แก่นิพพานนั่นเอง นิพพานคือความสงบเย็นอย่างลึกซึ้งอย่างที่สุด

“สงบเย็นเป็นประโยชน์” กับ “ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน” เป็นเรื่องเดียวกัน หัวใจที่จะทำให้บรรลุถึงความสงบเย็นอย่างแท้จริง คือ ปัญญา ซึ่งไม่ได้หมายถึงการคิด แต่หมายถึงความเข้าใจสัจธรรม เข้าใจเรื่องไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าทุกสิ่งนั้นไม่มีอะไรน่ายึดถือ ทุกอย่างล้วนไม่จีรัง เป็นทุกข์ เต็มไปด้วยโทษ เหมือนถ่านแดง เหมือนของหนัก ยึดเมื่อไรก็ทุกข์เมื่อนั้น หากไม่ปล่อยไม่วางมันก็จะลวกมือ เต็มไปด้วยโทษสำหรับคนที่ยึดถือมัน ถ้ายึดถือก็เป็นทุกข์เพราะตัวมันเองเป็นเสมือนของร้อน อีกทั้งเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนที่จะยึดถือได้ ถ้ามีปัญญาเห็นเช่นนี้ก็จะปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ทำให้ไม่มีความอยากอีกต่อไป

การมีปัญญาทำให้รู้ว่าไม่มีอะไรทำให้สุขได้อย่างแท้จริงเพราะทุกสิ่งล้วนเจือไปด้วยทุกข์ เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ก็ปล่อย เมื่อปล่อย  ก็ไม่รุ่มร้อน ใจสงบเย็น แม้เมื่อพลัดพรากสูญเสียก็ไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้ยึดมั่นตั้งแต่แรกว่า ของกูหายไป ของกูเสียไป เวลาคนเราทุกข์ เช่น โกรธ เศร้า เสียใจ ก็เพราะยึดมั่นในตัวกู ของกูทั้งนั้น ถ้ารถยนต์ของเพื่อนหาย เรารู้สึกเฉยๆ โทรศัพท์ของเพื่อนหายเราก็รู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าปากกาของเราหาย โทรศัพท์ของเราหาย  เราเป็นทุกข์ทันที  คนตายที่เสฉวน 200,000 คน เราเฉยๆ แต่ถ้าพอได้ข่าวว่าเพื่อนเราเป็นมะเร็งระยะที่สาม เราทรุดทันที ความแตกต่างของสองกรณีเกิดจากอะไร สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างก็คือความยึดมั่นว่าเป็นตัวกู ของกู คนที่เสฉวนไม่เกี่ยวกับเรา เราจึงไม่ทุกข์ เพื่อนทำเงินหาย โทรศัพท์หาย ก็ไม่ใช่ของเรา แต่ถ้าเป็นของเราก็จะทุกข์ทันที

แต่ถ้ามีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา ก็จะวางได้เอง ไม่มีความยึดมั่นในตัวกูของกู เมื่อเกิดความพลัดพราก สูญหายก็ไม่ทุกข์ แม้จะถูกตำหนิ ต่อว่าด่าทอ ก็ไม่โกรธเพราะไม่มีตัวตนไปรับการกระทบกระแทก ถ้ามีคนขว้างก้อนหินเข้ามาแต่ตัวเราโปร่งใสก้อนหินก็ทะลุผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  แต่ถ้าตัวเราแน่นทึบ เราก็โดนก้อนหินกระแทก จึงรู้สึกเจ็บ โกรธ โมโห ถ้ามีปัญญา ก็ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ทุกข์ ปัญญาแบบนี้จะทำให้เราสงบอย่างแท้จริง

สงบเย็น
ความสงบเย็นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ป่า ไม่ใช่เพราะอยู่ในที่เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน  ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม  แต่หมายถึงความสงบใจเพราะปล่อยวาง แม้เราจะอยู่ในเมือง มีคนตำหนิ เกิดความสูญเสีย ยังต้องเจ็บป่วย แต่ใจไม่ทุกข์ ไม่ถูกรบกวนด้วยความเจ็บปวด ความเศร้า ความเสียใจ เหล่านี้คือความหมายของความสงบเย็นที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูด ที่สงบเย็นได้ก็เพราะมีปัญญา หากปัญญายังไม่ถึงพร้อมก็ต้องอาศัยสติ สมาธิ เมตตา ถ้าร้อนรุ่มเพราะโกรธ ก็ต้องรู้จักแผ่เมตตา ให้อภัย หรือถ้ากำลังโกรธ รู้ว่าโกรธ น้อมจิตมาที่ลมหายใจ  ให้ลมหายใจเป็นลมวิเศษปัดเป่าความรุ่มร้อน ทำให้ใจสงบเย็น ก็ใช้ได้ อย่างนี้เรียกว่าสงบเพราะสมาธิ หรือเรามีสติรู้ว่าขณะนี้ใจว้าวุ่น ใจไหลไปอดีต ลอยไปอนาคต รู้ทันแล้ววาง กลับมาอยู่กับปัจจุบัน จิตใจนิ่งสงบ นี่คือสงบเพราะสติ

หากเรามีปัญญาเข้าใจกฏไตรลักษณ์ เข้าใจโลกธรรมแปด ได้แก่ มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ หากเงินหาย ถูกลดตำแหน่ง ก็ไม่เสียใจ เพราะรู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มีกับหมด ได้กับเสีย เป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับสรรเสริญและนินทา  สุขและทุกข์ เป็นของคู่กัน คนที่เห็นแบบนี้ก็รู้จะว่าปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เป็นของประจำโลก รู้จักปล่อยวาง นี่เป็นผลจากปัญญาหรือความเข้าในสัจธรรม บางคนเงินหายแล้วทำใจได้ ไม่ใช่เพราะว่าเขามีปัญญาในขั้นโลกุตรธรรม แต่เป็นเพราะเขาเข้าใจโลกธรรม  บางคนเจ็บป่วยแต่ใจไม่ทุกข์ เพราะเขาเข้าใจเรื่องรูป-นาม รู้ว่าตัวเราจริงๆ นั้นไม่มี มีแต่รูป-นาม ไม่มีเราทุกข์ มีแต่รูปทุกข์ หรือนามทุกข์ เมื่อมีความเจ็บป่วย กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย คนที่เข้าใจแบบนี้ เมื่อป่วยเขาก็ไม่ทุกข์ เช่นหลวงปู่บุดดา ถาวโร ซึ่งมรณภาพไปแล้ว ครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านไปผ่าตัดเอานิ่วออก เมื่อผ่าเสร็จท่านก็บอกหมอว่า “ค่อยยังชั่วแล้ว  ไม่เป็นไรแล้ว” ท่านจะกลับวัด หมอแปลกใจมาก ถามหลวงปู่ว่าไม่ปวดหรือ คนอื่นที่ผ่าน้อยกว่าหลวงปู่ยังบ่นว่าเจ็บเลย หลวงปู่บอกว่า “ร่างกายของหลวงปู่ก็เหมือนกัน ทำไมมันจะไม่เจ็บ แต่จิตใจต่างหากที่ไม่ได้เจ็บป่วยไปกับร่างกายด้วยเท่านั้น” ท่านแยกได้ว่า กายปวดแต่ใจไม่ปวด หรือพูดอีกอย่าง ท่านเห็นชัดว่า  กายปวด ไม่ใช่ กูปวด ที่ทำได้เช่นนี้ก็เพราะท่านมีปัญญาเห็นรูป-นาม รู้ว่าที่ปวดนั้นคือกายปวด ไม่ใช่ตัวฉันปวด เมื่อรู้เช่นนี้ ใจก็เป็นปกติ  นี้ก็เรียกว่าความสงบเย็นได้

ปัญญาทำให้เกิดความสงบเย็น เมื่อสงบเย็นอย่างถึงที่สุด เพราะมีปัญญา ปล่อยวางตัวตนได้อย่างแท้จริง ก็ไม่มีความเห็นแก่ตัว จิตใจแผ่กว้างไม่มีประมาณ เกิดความเมตตากรุณา นำไปสู่การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างเต็มที่

ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
ปัญญาทำให้ถึงพร้อมประโยชน์ตน และ กรุณาทำให้ถึงพร้อมประโยชน์ท่าน ปัญญาทำให้เข้าถึงความสงบเย็นอย่างลึกซึ้ง กรุณาทำให้ชีวิตมุ่งบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่น

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยประโยชน์ท่าน มุ่งบำเพ็ญปรหิตปฏิบัติ คือ คือการปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอย่างเต็มที่ ทั้งนี้เพราะพระองค์เปี่ยมด้วยกรุณาคุณ  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพระองค์มีอัตตหิตสมบัติ  คือถึงพร้อมด้วยประโยชน์ตน เนื่องจากมีปัญญาจนพาจิตออกจากความทุกข์ได้ จึงไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย

ทำกิจ-ทำจิต
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ หรือพระอรหันต์ตรัสรู้ ท่านมักจะกล่าวว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำไม่มีอีกแล้ว  กิจที่ควรทำในที่นี้คือ สิ่งที่ควรทำเพื่อประโยชน์ตนไม่มีอีกแล้ว ชีวิตที่เหลือจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ท่าน เราจะเห็นว่าเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมด  สงบเย็น-เป็นประโยชน์, ประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน, ปัญญา-กรุณา

ถ้าพูดให้ง่ายขึ้นอีกคือ สงบเย็นนั้นเป็นการทำจิต ส่วนประโยชน์ท่านคือการทำกิจ พุทธศาสนาให้ความสำคัญทั้งการทำกิจ และ การทำจิต  คนเป็นอันมากเข้าใจว่าพุทธศาสนาสอนแต่เรื่องทำจิต นั้นไม่ใช่ความเข้าใจที่ถูกต้อง  สิ่งที่ถูกคือเราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป หลวงพ่อคำเขียนพยายามรักษาป่า เจอคนมาแอบตัดไม้ทำลายป่า เจอไฟป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ท่านไม่ทุกข์ พร้อมกันนั้นท่านก็ไม่เฉย ถ้าต้องสร้างกำแพงล้อมวัดก็ต้องสร้าง ถึงเวลาดับไฟก็ต้องไปดับ แต่ทั้งหมดนี้ท่านทำด้วยใจที่ไม่ทุกข์  นั่นคือท่านทำกิจและทำจิตด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง  พวกเราบางคนทำกิจไปก็บ่นไปด้วย ว่า ทำไมเพื่อนไม่ช่วย ทำดีแต่เจ้านายไม่เห็น ทำดีแล้วไม่ได้ดี หากเราทำกิจแต่ไม่ทำจิต ก็จะทำไปโกรธไป

คนอีกประเภทคือทำจิตแต่ไม่ทำกิจ พบเห็นได้มากในวัด มีอยู่คราวหนึ่งมีคนเข้ามาตัดสมุนไพรในวัด ขณะนั้นยังไม่มีกำแพงล้อมวัด อาตมาขอให้พระไปช่วยไล่ ไม่ได้ให้ไปจับเขา เพียงแค่พระออกไปให้เขาเห็น เขาก็หนีแล้ว ไม่ตัดสมุนไพรแล้ว แต่พระรูปหนึ่งไม่ไป ท่านให้เหตุผลว่า “ปล่อยวางแล้ว”

ปล่อยวางเป็นเรื่องการทำจิต  ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย  นั่นแปลว่าไม่ทำกิจ ปล่อยวางคือการทำจิต แต่กิจยังต้องทำต่อไป คือทำงานด้วยจิตว่าง นี่คือทางสายกลางไม่สุดโต่ง การทำกิจแต่ไม่ทำจิต หรือ ทำจิตแต่ไม่ทำกิจคือความสุดโต่ง ท่านเจ้าคุณพระพรหมณ์คุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) ท่านบอกว่าเราควรเอาการทำจิตมากำกับการทำกิจ เวลาทำอะไรก็ตามให้วางใจให้เป็น เช่น มีสติ มีความเพียร  ซื่อสัตย์สุจริต ทำด้วยฉันทะอย่าทำด้วยตัณหา ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่น มีความกรุณา เป็นต้น

การทำจิตในที่นี้มีความหมายกว้าง เช่น เอาการทำจิตไปกำกับการทำกิจ ช่วยให้งานได้ผลดีตรงตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันใจก็ไม่ทุกข์ เรียกว่า จิตเบิกบาน งานสัมฤทธิ์ งานได้ผลคนเป็นสุข อย่าทำไปบ่นไป ทำไปกลุ้มใจไป บางคนทำงานแต่ใจไม่อยู่กับปัจจุบัน หมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายปลายทาง จึงรู้สึกเครียดเพราะทำเท่าไรก็ไม่ถึงสักที   บางคนก็ชอบจับผิดคนอื่น เพ่งโทษว่า ทำไมคนอื่นทำน้อยกว่าเรา  นักปฏิบัติธรรมหลายคนเป็นแบบนี้ เช่น เพ่งโทษคนอื่นว่าไม่ปฏิบัติ   อย่างนี้เรียกว่าส่งจิตออกนอก เขาอาจจะปฏิบัติอยู่เพียงแต่เขาไม่ยกมือให้เราเห็น  ถ้าไปเพ่งโทษแบบนั้นเรียกว่ายกตนข่มท่าน อย่างนี้เป็น มานะ  คนที่คิดในใจว่า ‘ฉันเป็นนักปฏิบัติธรรม แต่เธอไม่ใช่’ แสดงว่าไม่ดูจิตดูใจตัวเอง

เรื่องการทำจิตสำคัญมาก  อีกความหมายหนึ่งคือการหมั่นมองตน รู้ทันในความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ส่งจิตออกนอก ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่นจนเกิดการแบ่งเขาแบ่งเรา หรือ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ เวลาทำกิจถ้าเราเอาการทำจิตมากำกับเวลาทำงาน ก็ได้ผลใจก็เป็นสุข ได้ทั้งสองอย่าง

นอกจากเอาการทำจิตไปกำกับการทำกิจแล้ว เราควรเอาการทำกิจไปสนับสนุนการทำจิตด้วย คือเวลาทำอะไรก็ตามให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว  ขับรถ ทำครัว ขุดดิน รดน้ำต้นไม้ เหล่านี้เป็นการทำกิจก็จริง แต่ก็สนับสนุนการทำจิตได้ด้วย  เช่น เป็นการฝึกสติในตัว  ทำครัวก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ ดูแลรักษาพยาบาลก็เป็นการขัดเกลาจิตใจตนเองไปในตัว  ไม่ได้ช่วยคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการฝึกใจของเราให้มีสติ เป็นการทำกิจและทำจิตไปพร้อมกัน ผลที่เกิดข้นคือ สงบเย็นและเป็นประโยชน์

หลายคนทำงานเพื่อส่วนรวม เป็นนักพัฒนา เป็นข้าราชการ มีความเชื่อด้วยความปรารถนาดีว่า ฉันทำเพื่อส่วนรวม แต่แล้วผลที่ออกมากลับทำร้ายตัวเอง เช่น ล้มป่วย เครียดจนเส้นเลือดในสมองแตก  หนักกว่านั้นก็คือ กลับสร้างปัญหาแก่ส่วนรวม นักปฏิวัติที่ประสบความสำเร็จ หรือนักการเมืองที่ได้รับความนิยม หลายคนกลายเป็นเผด็จการ ทรราชย์  กดขี่ประชาชน คอร์รัปชั่น  ยกตัวอย่างเช่น พอลพต ใครเห็นก็ประทับใจ เขาเป็นคนที่สง่ามาก  ท่าทางสุขุม อาจเป็นเพราะเคยบวชมาก่อน ผู้สื่อข่าวหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขา พอเจอตัวเขาก็อดประทับใจไม่ได้ในความสุขุมเยือกเย็นของเขา  บุคลิกแบบนี้หาไม่พบเลยในคนอย่างเหมาเจ๋อตุง หรือ สตาลิน มีบางคนบอกว่าเขามีบุคลิกเหมือนพระ แต่เกิดอะไรขึ้น ทำไมการปฏิวัติของเขาจึงลงเอยด้วยซากศพของเพื่อนร่วมชาติ ๒-๓ ล้านคน เขามีเจตนาดีเพื่อประชาชน แต่ความหลงตนและมิจฉาทิฏฐิทำให้เขากลายเป็นเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์  อันนี้เป็นเพราะเขาไม่เท่าทันกิเลสตนเอง ปล่อยให้มานะพอกพูน ปล่อยให้ความโกรธครอบงำ การปฏิวัติของเขาจึงสร้างความหายนะแก่ประชาชนและประเทศ  ทำให้สวรรค์ที่เขาคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นกลายเป็นนรก นี่เป็นตัวอย่างที่สุดโต่งมากๆ ของการทำกิจแต่ไม่ทำจิต

นักปฏิบัติธรรมจำนวนมากเอาแต่ภาวนา ไม่อยากทำงาน ไม่อยากปลูกป่า ไม่อยากทำครัว เพราะไม่เห็นว่า การทำกิจนั้นสนับสนุนการทำจิตได้   ทั้ง ๆ ที่การงานนั้นสามารถทำให้เป็นการปฏิบัติธรรมได้  เราควรเอาการงานเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นเครื่องเจริญสติ สองสิ่งนี้เสริมกันกัน พุทธศาสนาไม่มองแยกส่วน ไม่มองเป็นขั้ว ใครที่เคยปฏิบัติธรรมและได้ยินหลวงพ่อเทียนสอนว่า ทำเล่นๆ แต่ทำจริงๆ ก็จะเข้าใจได้สิ่งที่ดูเหมือนตรงข้ามกันนั้นที่จริงเสริมกัน  หรืออย่างที่อาตมาพูดว่า ทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส คนจำนวนมากรู้สึกว่าถ้าจะทำเต็มที่ก็ต้องคร่ำเคร่ง หรือเคร่งเครียด แต่หากเป็นอย่างนั้นแสดงว่ากำลังทำกิจแต่ไม่ได้ทำจิต การทำกิจกับการทำจิตไม่แยกจากกัน  การทำเต็มที่กับการไม่ซีเรียสนั้น อยู่ด้วยกันได้  เช่นเดียวกันประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านก็ไม่แยกจากกัน  สิ่งที่ดูเหมือนตรงข้ามกันนั้นสามารถเชื่อมให้ประสานกันหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

มีเด็กคนหนึ่งชื่อน้องด้าย เธอไปเป็นจิตอาสาที่ศูนย์เด็กอ่อนบ้านปากเกร็ด เป็นพี่เลี้ยงสัปดาห์ละสองวัน หลังจากทำได้ไม่นาน แม่สังเกตว่า น้องด้ายใจเย็นลง มีเหตุมีผลมากขึ้น เมื่อก่อนชอบเถียง แต่เดี๋ยวนี้ฟังคนอื่นมากขึ้น เมื่อไปสัมภาษณ์น้องด้ายบอกว่าการดูแลเด็กทำให้เธอรู้จักอดทน ไม่ทำตามอารมณ์  เพราะเด็กมีนิสัยแตกต่างกัน  การที่เธอเห็นแก่เด็กเป็นที่ตั้ง ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนตนเอง ช่วยให้ใจเย็นมากขึ้น  อย่างนี้เรียกว่านำประโยชน์ท่านมาสนับสนุนประโยชน์ตน

มีหลายคนที่พบว่าการเป็นจิตอาสาทำให้จิตดีขึ้น  เช่น ปอ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการ แต่ก่อนชอบโวยวายดุว่าลูกน้อง แต่พอเป็นจิตอาสาแล้ว ใจเย็นมากขึ้น  เขาพูดเหมือนน้องด้ายว่า การดูแลเด็กๆ ทำให้ต้องอดทน เพราะเด็กมีภูมิหลังแตกต่างกัน บางคนถูกทิ้งแต่เล็ก ทำให้เป็นคนเจ้าอารมณ์ งอแง  การดูแลเด็กเหล่านี้ ทำให้เขาเข้าใจคนมากขึ้น  ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาใจเย็นลง ส่งผลมาถึงลูกน้อง ช่วยให้เขาไม่ใช้อารมณ์เหมือนแต่ก่อน  ถือว่าเป็นประโยชน์ตนอันเกิดจากประโยชน์ท่าน

การทำประโยชน์ตนก็สามารถส่งผลต่อประโยชน์ท่าน เมื่อเราสงบ มีสมาธิ ขัดเกลาจิตใจตนเองอยู่เสมอ  นอกจากจะพบกับความสงบเย็นแล้ว ยังช่วยให้เราทำงานเพื่อผู้อื่นได้ดี  ไม่สร้างปัญหาหรือระบายความทุกข์แก่ผู้อื่น  หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากงานที่ทำ  ทำให้การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการช่วยเหลืออย่างแท้จริงและด้วยใจบริสุทธิ์ ในการทำงาน หากเราไม่รู้จักขัดเกลาตนเอง  บางครั้งก็เผลอใช้งานนั้นมาสนองอัตตาของเราโดยไม่รู้ตัว  เช่น ทำเพื่อชื่อเสียง เพื่อเงินทอง  หลายคนมาเล่นการเมืองทีแรกก็เพราะต้องการช่วยเหลือผู้อื่นหรือช่วยเหลือประเทศชาติ  แต่ไป ๆ มา ๆ กลับทำเพื่อตนเอง  ยิ่งมีอำนาจมากขึ้น ตัวตนใหญ่ขึ้น ก็แสวงหาประโยชน์ใส่ตัวมากขึ้น  ทำให้ประเทศชาติย่ำแย่ ชาวบ้านเดือดร้อน  ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย

การทำจิต-ทำกิจ เป็นเรื่องเดียวกับ สงบเย็น-เป็นประโยชน์ แม้เราจะไม่มีปัญญาเห็นความจริงเห็นสัจธรรมขั้นสูงจนหลุดออกจากความทุกข์ได้ แต่เพียงเรามีสติในการทำกิจต่างๆ ความสงบเย็นก็เกิดขึ้นได้  แม้ทำกิจมากมายใจก็ไม่ทุกข์

เพื่อนอาตมาคนหนึ่งเป็นชาวอเมริกันมีศรัทธาในศาสนาพุทธมาก ภายหลังได้บวชเป็นนักบวชในนิกายเซน  เขาเล่าถึงอาจารย์ของอาจารย์เขาชื่อชุนเรียว ซูซูกิ (เป็นผู้เขียนหนังสือชื่อ Zen Mind, Beginner Mind)ท่านอาจารย์ชุนเรียวสร้างวัดเซนแห่งแรกในซานฟรานซิสโกประมาณปี 1960 ช่วงนั้นบุปผาชนหรือฮิปปี้กำลังเติบโต ขณะนั้นท่านชุนเรียวอายุ 60 ปี รูปร่างเล็กเหมือนกับชาวญี่ปุ่นทั่วไป การสร้างวัดก็ต้องขนหิน ขนไม้ โชคดีที่มีลูกศิษย์หนุ่มสาวมาช่วย คนเหล่านี้สนใจศาสนาตะวันออก  จึงมาเรียนพุทธศาสนากับอาจารย์ชุนเรียว  เมื่ออาจารย์สร้างวัด จึงมาช่วยกันขนหิน ขนไม้   หนุ่มสาวเหล่านี้เมื่อทำไปสักครึ่งวันก็เหนื่อย แต่ท่านอาจารย์ตัวเล็กกว่ากลับขนไม้ขนหินได้ทั้งวัน ลูกศิษย์ฝรั่งแปลกใจมาก ถามว่าท่านอาจารย์ทำได้อย่างไร ท่านอาจารย์ตอบว่า “ก็ผมพักทั้งวันนี่”  ฝรั่งงงเพราะเห็นท่านทำงานทั้งวัน  ที่จริงท่านต้องการบอกว่าท่านพักใจ   กายแบกหิน แต่ใจไม่ได้แบกด้วย   ผิดกับลูกศิษย์  ตัวไม่ได้แบกหินเท่านั้น ใจก็แบกหินด้วย  ทำไปก็บ่นไปว่าเมื่อไรจะเสร็จ ๆ  จึงเหนื่อยง่าย แต่อาจารย์ชุนเรียวทำงานด้วยใจว่าง  มีสติอยู่กับปัจจุบัน  ท่านทำกิจกับทำจิตไปพร้อมกัน  จึงทำงานได้มากกว่าคนอื่นโดยที่ใจก็ไม่ได้ทุกข์ไปด้วย

 

คำถาม
ถาม: คำว่า ปล่อยวาง ที่พระอาจารย์อธิบายว่า ปล่อยวางด้วยสติ กับ ปล่อยวางด้วยปัญญา เวลาทำงานเราก็อาจจะเครียด ทำงานไม่เสร็จสักที เราควรจะปล่อยวางด้วยสติหรือปล่อยวางด้วยปัญญา ถ้าเราปล่อยวางด้วยปัญญา การบ่น ความหงุดหงิด ยังจะกลับมาไหม

ตอบ: ปล่อยวางด้วยสติจะมาก่อน เมื่อเราเกิดความหงุดหงิด เกิดความวิตก กังวล ขุ่นเคือง นั่นเป็นเพราะส่งจิตออกนอก มีการเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือไม่ก็มัวนึกถึงจุดหมายปลายทางว่าเมื่อไรจะเสร็จ  ถ้ามีสติก็จะรู้ทันว่าใจกำลังบ่นโวยวาย หรือไม่ได้อยู่ปัจจุบัน เมื่อรู้ทันความคิดหรืออารมณ์ ก็จะวางมันลงได้ แต่ถ้าเรารู้ไม่ทัน ความคิดและอารมณ์เหล่านี้ก็เล่นงานจิตใจทำให้ทุกข์มากขึ้น   ทำไปก็บ่นไปว่าเมื่อไรจะเสร็จ  ทำไมเขาไม่ช่วยเรา ความคิดแบบนี้ทำให้ท้อ ทำให้เป็นทุกข์

ถาม: แล้วเมื่อไรจะปล่อยวางด้วยปัญญา ตอนนี้ราอาจจะรู้เป็นขณะๆ แต่เมื่อไรจึงจะเกิดการปล่อยด้วยปัญญา และถ้าปล่อยด้วยปัญญาแล้วสิ่งเหล่านี้(ความโกรธ หงุดหงิด) จะกลับมาไหม
ตอบ: ปัญญามีหลายระดับ ระดับต้น ๆ ได้แก่ โยนิโสมนสิการ เช่นเมื่อเราเผลอคิดไปว่าเมื่อไรจะเสร็จ  ก็มีสติรู้ทันว่าใจกำลังลอยไปยังอนาคตข้างหน้าแล้ว  ก็เกิดโยนิโสมนสิการตามมา ว่า คิดไปทำไม คิดไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะทำให้ทุกข์  มาอยู่กับปัจจุบันดีกว่า

มีภาษิตธิเบตกล่าวว่า“ปัญหานั้น ถ้าแก้ได้จะกังวลไปทำไม  แต่ถ้าปัญหานั้นแก้ไม่ได้ มีประโยชน์อะไรที่เราจะกังวล”  นี่คือโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง  ถ้าเรามองแบบนี้ ก็จะพบว่าไม่มีปัญหาอะไรที่เราควรกังวลเลย  ในทำนองเดียวกันเมื่อเงินหาย เอาคืนมาไม่ได้แล้ว โยนิโสมนสิการจะบอกเราว่า กลุ้มใจไปทำไม  ถ้ากลุ้มใจก็จะไม่เสียแต่เงินอย่างเดียว แต่จะเสียใจ เสียสุขภาพ เสียงาน และเสียสัมพันธภาพ  เพราะพอหงุดหงิดก็จะระบายอารมณ์ใส่คนรอบข้าง เมื่อพิจารณาเห็นโทษอย่างนี้ ก็อย่าเสียใจดีกว่า นี้เป็นโยนิโสมนสิการอย่างหนึ่ง  เป็นปัญญาระดับความคิดที่ช่วยให้ปล่อยวางได้

แต่ถ้าเป็นปัญญาระดับที่เห็นสัจธรรมแจ่มแจ้งเช่น เห็นอนัตตา คือเห็นว่าไม่มีตัวเราของเรา ก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น หลวงพ่อคำเขียนพูดบ่อยๆ ว่า “งานของหลวงพ่อแม้จะล้มเหลว แต่ตัวหลวงพ่อไม่ล้มเหลว”  ท่านมองว่างานก็คืองาน ไม่ใช่ตัวกูของกู  ดังนั้นแม้งานล้มเหลว แต่ตัวท่านไม่ล้มเหลว  คนส่วนใหญ่มักมองว่า งานคือเรา ถ้างานล้มเหลว ก็แปลว่ากูล้มเหลว   ใครตำหนิรถของกู ก็เท่ากับตำหนิตัวกู การยึดมั่นทำให้ไม่มีปัญญา เราไม่อยากให้ใครมาวิจารณ์งานของเรา เพราะเมื่อวิจารณ์งานฉันก็เท่ากับว่าวิจารณ์ตัวฉันด้วย นี่คือการยึดโยงงานเข้ากับตัวกูของกู ความคิดแบบนี้เรียกว่าไม่มีปัญญา หลวงพ่อคำเขียนไม่ยึดมั่น จึงไม่ทุกข์ ถูกวิจารณ์ก็ไม่ทุกข์ ไม่โกรธ เมื่อถูกวิจารณ์ก็มาพิจารณาตามเนื้อผ้า  มีปัญหาก็แก้กันไป แต่ใจไม่โกรธ

เมื่อครั้งน้ำท่วม ใหญ่ปี ๒๕๕๔  มีคนประสบภัยมากมาย ข้าวของเสียหายนับไม่ถ้วน บางคนเสียทรัพย์แล้วก็เสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เสียสุขภาพ  บางคนถึงกับฆ่าตัวตาย  แต่ก็มีบางคนปล่อยวางได้เพราะได้คิดว่าไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง สมบัติทั้งหลายอยู่กับเราเพียงชั่วคราว จึงทำใจได้ อันนี้คือการปล่อยวางที่เกิดจากปัญญาที่เข้าใจเรื่องอนัตตา แต่ยังเป็นปัญญาระดับความคิด ยังมีปัญญาอีกแบบที่ไม่ต้องใช้ความคิด เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นสัจธรรมอย่างแจ่มแจ้ง  ซึ่งจะทำได้ต้องอาศัยการภาวนาหรือวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร เมื่อครั้งบุกเบิกถ้ำยายปริก มีปัญหามาก มีนักเลงท้องถิ่นที่หวังผลประโยชน์ชอบมาก่อกวนปั่นป่วนเป็นประจำ  วันหนึ่งท่านเดินผ่านบ้านนักเลงคนหนึ่ง  เขาเห็นเป็นโอกาสก็เลยด่าท่านเสียๆ หายๆ ขึ้นกูขึ้นมึง โดยปกติแล้ว เมื่อคนเราถูกด่าก็จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งคือ  เอาหูทวนลม หรือไม่ก็ด่าตอบ แต่หลวงพ่อประสิทธิ์ไม่ทำทั้งสองอย่าง ท่านเดินเข้าไปหาเขา จับแขนเขย่า แล้วถามว่า “มึงด่าใคร มึงด่าใคร” นักเลงตอบท่านว่า “ก็ด่ามึงน่ะสิ” หลวงพ่อจึงตอบว่า “อ๋อ แล้วไป ที่แท้ก็ด่ามึง  ดีแล้ว อย่าด่ามากูก็แล้วกัน”   ท่านไม่ทุกข์เมื่อถูกเขาด่า เพราะท่านไม่เอาตัวกูไปรับคำด่า คำด่าจึงทำอะไรท่านไม่ได้ เปรียบเหมือนว่าคุณเดินไปในสวนมะพร้าว มีลิงเกเรปลิดมะพร้าวขว้างลงมาใส่คุณ คนฉลาดเมื่อเห็นเช่นนั้นก็จะหลบลูกมะพร้าวนั้นเสีย ไม่เอาตัวรับ แต่ทำไมเวลาเวลามีคนด่าเรา เรากลับเอาตัวตนไปรับคำด่านั้น เขาด่าเราว่าเป็นหมา เราก็กลับรับว่า เราเป็นหมา แล้วก็เลยโกรธ หลวงพ่อชาให้ข้อคิดที่ดีมาก ท่านบอกว่าเวลาใครด่าว่าเราเป็นหมา เป็นสัตว์ตัวนั้นตัวนี้  ก่อนจะโกรธ ให้คลำก้นเสียก่อนว่ามีหางไหม ถ้าไม่มีหางก็อย่าโกรธ

ปัญญามีสองระดับ โยนิโสมนสิการ คือเห็นทุกข์ เห็นโทษ  รู้จักมองแง่บวก  กับปัญญาที่เห็นสัจธรรม เข้าใจความเป็นจริงว่าเป็นไตรลักษณ์ จึงไม่ยึดมั่นถือมั่นกับอะไร ใจจึงไม่เป็นทุกข์

เพียงปัญญาที่เข้าใจในเรื่องโลกธรรมแปด ก็ช่วยได้เยอะ เช่น รู้ว่า นินทากับสรรเสริญเป็นของคู่กัน หรือมองว่าความเสื่อม ความพลัดพราก เป็นธรรมดาโลก เจ็บป่วยก็ธรรมดา ของหายก็ธรรมดา บางคนที่ปล่อยวางเรื่องของหายได้ อาจไม่ใช่เป็นเพราะเข้าใจเรื่องอนัตตา หรือเห็นว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวกูของกู  แต่ปล่อยวางได้เพราะเห็นว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต  การเห็นเพียงเท่านี้ก็ช่วยคลายความทุกข์ได้มากเวลาเจอสิ่งที่ไม่สมหวังหรือความพลัดพรากสูญเสีย

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved