กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > สวัสดีความสุข
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

ฉลาดทำบุญ
พระไพศาล วิสาโล

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ
สวัสดีความสุข
สนพ. บุ๊คสมายด์
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share   

 

พระพุทธศาสนานั้นให้ความสำคัญกับการทำบุญมาก เพราะการทำบุญช่วยให้เรามีความสุขแม้กระทั่งวันสิ้นลม มีพุทธภาษิตว่า “บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต” คือ ถ้าหากเราทำบุญเป็น เราก็จะมีความสุขได้แม้กระทั่งวันสิ้นลม ไม่เหมือนกับเงินทอง ชื่อเสียง และเกียรติยศที่สามารถให้ความสุขตอนที่เรายังมีสุขภาพดี แต่เวลาใกล้ตาย เงินทอง ชื่อเสียง และเกียรติยศไม่สามารถช่วยให้เราหายทุรนทุรายหรือตายอย่างสงบได้เลย   ตรงข้ามกับบุญ สามารถให้ความสุขแก่เราทั้งในขณะที่ทำ หลังทำ ต่อเนื่องไป จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต นึกถึงบุญที่ได้ทำเมื่อไหร่ก็มีความสุข และเมื่อถึงยามล่วงลับดับขันธ์ไป บุญก็จะช่วยนำพาเราให้ไปสู่สุคติ

บุญมีลักษณะที่น่าสนใจหลายประการ บุญก่อให้เกิดสุขทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้ เมื่อเราทำบุญเช่นถวายทาน ไม่ว่าเราจะทำให้ใคร ผู้รับก็มีความสุข ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผู้ให้ก็มีความสุขด้วย เป็นความสุขที่ประณีต  ในทัศนะของพุทธศาสนา ความสุขมีหลายระดับด้วยกัน อย่างแรก คือ ความสุขที่เกิดจากวัตถุ เป็นความสุขที่จับต้องได้  เรียกว่าประโยชน์ปัจจุบัน  เช่น เมื่อเราถวายอาหารให้พระ พระฉันเสร็จก็มีความสุขคือ อิ่ม หายหิว ทำให้มีกำลังวังชาที่จะทำงานต่อไป  ในเวลาเดียวกัน ผู้ให้ก็มีความสุข เป็นความสุขใจ  นี้คือความสุขที่ประเสริฐกว่าความสุขจากวัตถุ  ความสุขใจนี้แหละที่เรียกว่าบุญ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุญเป็นชื่อของความสุข”  ความสุขนี้เป็นผลจากการทำความดีไม่ใช่จากการเสพวัตถุ   อย่างไรก็ตามคนจำนวนไม่น้อยเวลาทำบุญกลับอยากได้สิ่งอื่นมากกว่า เช่น อยากได้ความมั่งมี อยากมีชื่อเสียงเกียรติยศ อยากมีความสำเร็จในการทำงาน พุทธศาสนานั้นไม่ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ แต่เห็นว่าเป็นแค่ความสุขชั้นต้น หรือประโยชน์ปัจจุบัน เรียกอีกอย่างว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ  เช่น ทรัพย์ สุขภาพ การงาน มิตรภาพ  ความสุขชนิดนี้ถือเป็นความสุขแบบโลกย์  ๆ ซึ่งใครก็ปรารถนา หลายคน ทำบุญแล้วก็ต้องการความสุขชนิดนี้ เราจึงอยากให้พระอวยพร ว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง

มีความสุขชนิดนี้ยังไม่พอ พุทธศาสนาบอกว่ายังมีความสุขที่สูงหรือประเสริฐกว่านี้  เรียกว่า สัมปรายิกัตถะ หมายถึงความสุขที่เลยปัจจุบันออกไป บางคนก็แปลว่าความสุขในภพหน้า เช่น ทำบุญแล้ว ชาติหน้าเราก็จะมีผิวพรรณผ่องใส มีความมั่งมี หรือไปเกิดในสวรรค์ อย่างไรก็ตาม สัมปรายิกัตถะ ยังมีอีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ความสุขใจ อิ่มใจ อบอุ่นซาบซึ้งใจ เพราะได้ทำความดี  เช่น มีศรัทธาในสิ่งดีงาม มีศีล  มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีปัญญา  นี้เป็นความสุขที่ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยมองข้าม เพราะมัวแต่หลงไปให้ความสำคัญกับประโยชน์ทางวัตถุ  ซึ่งให้ความสุขแค่ชั่วคราว

นอกจากความสุขใจ ยังมีประโยชน์ขั้นสูงสุด หรือปรมัตถะ นั่นคือนิพพาน  เรียกว่าเป็นความสุขขั้นสูงสุดก็ได้  เพราะเป็นสุขที่เกิดจากความพ้นทุกข์ เป็นอิสระจากกิเลส  อยู่เหนือโลก พ้นสวรรค์  ไม่หลงติดอยู่ในวัฏสงสาร คือไม่มีการกลับมาเกิดอีกต่อไป คนไทยสมัยก่อนเวลาทำบุญจะมุ่งถึงปรมัตถะ คือนิพพาน ไม่ได้อธิษฐานให้ร่ำรวย   เขามองว่านั่นเป็นประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เทียบไม่ได้กับนิพพาน

เดี๋ยวนี้พวกเรามักน้อย  เวลาทำบุญก็อยากถูกหวย อยากรวย  ซึ่งไม่ใช่ความสุขที่มีคุณค่าน้อยมาก เทียบไม่ได้กับนิพพาน  ความสุขสูงสุดที่เรียกว่าปรมัตถะนั้น เกิดขึ้นได้จากการทำความดีด้วยใจที่ปล่อยวาง   เวลาทำบุญก็ไม่ได้หวังอะไรเข้าตัวเลย แต่มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับเป็นหลัก เช่น ขอให้พระสงฆ์ได้มีสุขภาพดี มีความผาสุก สามารถปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์   ถ้าจะหวังสิ่งดี ๆ ให้เกิดแก่ตัวเอง ก็ไม่ได้มุ่งความสุขทางโลก แต่มุ่งพ้นทุกข์ อันเกิดมาจากจิตใจที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น

จุดหมายที่สำคัญของการทำบุญก็คือการลดละความเห็นแก่ตัว เริ่มจากการลดละความยึดติดในทรัพย์สินเงินทอง ถ้าหากเรายังยึดติดในทรัพย์สินเงินทอง ทำบุญก็หวังรวย อยากไปเกิดในสวรรค์ ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำบุญที่ฉลาด  ไม่ใช่การทำบุญแบบบัณฑิต พระสารีบุตรเคยกล่าวว่า “บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข(โลกียสุข) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่  แต่ บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป (คือนิพพาน)”

เวลาเราทำบุญ ก็ควรวางใจแบบนี้ หรือไม่ก็มุ่งประโยชน์ให้เกิดแก่ผู้รับ  แม้ได้บุญแล้วก็ยังเผื่อแผ่ให้กับสรรพสัตว์ บุญชนิดนี้ เราเรียกว่า ปัตติทานมัย  นั่นหมายความว่า ยิ่งเราอุทิศส่วนบุญให้กับผู้อื่นมากเท่าไหร่ เราก็ได้บุญได้มากเท่านั้น แต่ตอนนี้มีหลายคนเข้าใจว่า ถ้าอุทิศบุญให้แก่ผู้อื่นแล้วตนจะเหลือบุญน้อยลง คนที่คิดแบบนี้แสดงว่าเขาไม่เข้าใจบุญในพระพุทธศาสนาเลย

เวลาที่เราทำบุญ เช่น ให้ทานเราควรตั้งจิตในทางลดละ  เพราะทานนั้นเป็นเครื่องกำจัดความตระหนี่  ถ้าเราให้ทานโดยไม่คิดลดละความตระหนี่ ก็จะได้บุญน้อย  แต่ถ้าเราให้ทานเพื่อลดละความเห็นแก่ตัว ความยึดติดในทรัพย์  นั่นจะช่วยให้เราเข้าใกล้พระนิพพาน การทำบุญแบบนี้คือสิ่งที่เราชาวพุทธควรทำมาก ๆ และถ้าเราชาวพุทธทำบุญด้วยการวางจิตแบบนี้แล้ว เราก็จะไม่หวงบุญ พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ส่วนบุญให้สรรพสัตว์อย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ  ไม่ใช่เผื่อแผ่ส่วนบุญเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะให้ทานหรือเสียสละเพื่อสรรพสัตว์ด้วย

เมื่อให้ทาน ก็ให้จริง ๆ ไม่ยึดไม่หวังอะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานที่มีอานิสงส์น้อย คือทานที่ให้ด้วยใจที่มีเยื่อใย ให้ด้วยจิตผูกพัน  หวังสะสมบุญ ต้องการเสวยผลในภพหน้า เช่น ไปเกิดในสวรรค์  เพราะฉะนั้นเวลาเราทำบุญให้ทานเราควรให้แบบสะเด็ดน้ำ ไม่มีเยื่อใยหรือผูกพันในของเหล่านั้น เช่น ไม่ต้องสนใจว่าหลวงพ่อจะฉันอาหารของเรา จะห่มจีวรของเราหรือไม่  เพราะถ้าคิดแบบนั้นก็แสดงว่ายังยึดว่าอาหารหรือจีวรเหล่านั้นเป็นของเราอยู่  ถ้าถวายท่านไปแล้ว ก็เป็นของท่าน ไม่ใช่ของเราแล้ว  การวางใจแบบนี้จะช่วยให้เราปล่อยวาง คลายความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ทีแรกก็ปล่อยวางวัตถุทรัพย์สมบัติ  ต่อไปเราก็จะปล่อยวางสิ่งที่ยากขึ้นได้ เช่น ความโกรธ ความเกลียด ความเห็นแก่ตัว  รวมทั้งกิเลสทั้งปวง

กล่าวโดยสรุป การปฏิบัติธรรมหรือการทำบุญ มีจุดมุ่งหมาย ๒ ประการใหญ่ ๆ  คือ ๑) เกิดปัญญา เห็นความจริงจนปล่อยวางสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้  ๒) มีความกรุณา เห็นสรรพสัตว์สรรพชีวิตเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกัน พร้อมจะเกื้อกูลอย่างไม่เห็นแก่ตัว  เมื่อมีปัญญาและกรุณา ก็จะเกิดความสุขหรือความสงบเย็น มีพระนิพพานเป็นที่หมาย ความสงบเย็นอย่างนี้ไม่มีใครสามารถทำให้เราได้ ถ้าอยากได้ เราก็ต้องปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved