กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > แสวงหารากฐานของชีวิตในโลกแห่งกิจกรรม
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี ๒๕๒๗
แสวงหารากฐานของชีวิตในโลกแห่งกิจกรรม
โดย พระไพศาล วิสาโล

สนับสนุนการพิมพ์โดย สปสช.
พิมพ์ครั้งที่ ๓ ๒๕๕๘
พิมพ์ครั้งที่ ๒ ๒๕๓๒
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๒๗

คำปรารภในการพิมพ์ครั้งที่สาม

หนังสือเล่มนี้ข้าพเจ้าเขียนขึ้นเมื่อ ๓๑ ปีที่แล้ว เพื่อเป็นต้นร่างในการแสดงปาฐกถาโกมลคีมทอง เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗  ณ ห้องเอที มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   เนื่องจากเวลามีจำกัด ข้าพเจ้าจึงตัดทอนเนื้อหาไปกว่าครึ่งในระหว่างการแสดงปาฐกถา ต่อมาสำนักพิมพ์โกมลคีมทองได้นำต้นฉบับทั้งหมดมาตีพิมพ์เป็นเล่ม  และพิมพ์ซ้ำพร้อมภาคผนวกในปี ๒๕๓๒

ว่ากันตามจริงแล้ว การที่ข้าพเจ้าได้รับเลือกเป็นองค์ปาฐกสำหรับปาฐกถาโกมลคีมทองครั้งนั้น เป็นเรื่องประหลาดมาก  ทั้งนี้เนื่องจากผู้แสดงปาฐกถาโกมลคีมทองก่อนหน้านั้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๑๗  เกือบทั้งหมดเป็นผู้อาวุโสที่มีคุณงามความดีและความสามารถเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง เริ่มตั้งแต่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเป็นปาฐกคนแรก  ตามมาด้วยอาจารย์เสน่ห์ จามริก  อาจารย์ประเวศ วะสี  อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และท่านเจ้าคุณพระราชวรมุนี (ปัจจุบันคือพระพรหมคุณาภรณ์)   ตรงข้ามกับข้าพเจ้าซึ่งตอนที่ได้รับนิมนต์นั้น ยังเป็นพระนวกะ อายุ ๒๖  เพิ่งบวชได้ ๕ เดือน และยังไม่ได้พรรษาเลยด้วยซ้ำ   ความสามารถระหว่างที่บวชพระก็ยังไม่ปรากฏ  ผลงานทางสังคมหากจะมีก็ล้วนเกิดขึ้นไม่กี่ปีก่อนบวช

ข้าพเจ้ามีเหตุผลมากมายที่จะปฏิเสธ  ที่สำคัญก็คือ ไม่มีความสามารถพอที่จะรับภาระดังกล่าว  แต่เอาเข้าจริง ๆ การปฏิเสธกลับเป็นเรื่องยาก  ทั้งนี้ก็เพราะอาจารย์สุลักษ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นกรรมการผู้จัดการมูลนิธิ มา “กระซิบ”ข่าวดังกล่าวให้ข้าพเจ้าทราบก่อนที่จะเดินทางมาจำพรรษาแรกที่วัดป่าสุคะโต  ท่านได้ย้ำว่า หากได้รับนิมนต์ ก็อย่าปฏิเสธ  ด้วยความนับถือและเกรงใจอาจารย์สุลักษณ์ ข้าพเจ้าจึงยอมทำตาม  ในใจนั้นเชื่อว่าต้นคิดเรื่องนี้คืออาจารย์สุลักษณ์นั่นเอง   ถ้าจะให้เดาก็คงเป็นเพราะอาจารย์สุลักษณ์อยากให้ข้าพเจ้าบวชนาน ๆ จึงหางานให้ทำ จะได้ไม่รีบสึก

เมื่อรับนิมนต์แล้วข้าพเจ้าก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด แต่ก็หนักใจอย่างมากเนื่องจากปาฐกถาโกมลคีมทองก่อหน้านั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณภาพมาก เพราะปาฐกแต่ละท่านทำการบ้านมาอย่างดี  สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้ข้าพเจ้าเบาใจขึ้นก็คือ การตั้งเป้าในการทำงานชิ้นนี้ว่า เป็นการศึกษาเพื่อประโยชน์ของตนเองด้วย  ทั้งนี้เพราะการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้แก่ชีวิตอันดีงาม เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจ และถือว่าเป็น “งานแห่งชีวิต”  มองในแง่นี้การเขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือผลสรุปของการศึกษาและใคร่ครวญเรื่องชีวิตเพื่อนำไปใช้กับตนเอง

ข้าพเจ้าได้เตรียมเนื้อหาปาฐกถาดังกล่าวอย่างจริงจังราวปลายปี ๒๕๒๖   นอกจากการใคร่ครวญด้วยการพินิจชีวิตของตน ทั้งจากประสบการณ์การทำงานและการภาวนาอย่างเข้มข้นในช่วงเข้าพรรษาแล้ว การอ่านหนังสือของนักคิดนักเขียนหลายท่านก็มีส่วนช่วยขยายทัศนะของข้าพเจ้าให้กว้างขึ้น รวมทั้งทำให้ลุ่มลึกขึ้นด้วย แต่สิ่งที่ข้าพเจ้านึกไม่ถึงก็คือ เมื่อถึงคราวต้องการกลั่นกลองและเรียบเรียงข้อสรุปจากการค้นคว้าและใคร่ครวญดังกล่าวให้เป็นตัวหนังสือ กลับเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง   วันหนึ่ง ๆ เขียนได้ไม่กี่หน้า และบางวันก็เขียนไม่ออกเลย (พูดให้ถูกคือเขียนแล้วขีดฆ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า)   ระหว่างที่ปลุกปล้ำกับงานชิ้นนี้ ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่า การเขียนหนังสือไม่เหมาะกับข้าพเจ้าเอาเสียเลย  มีช่วงหนึ่งถึงกับตั้งใจว่าเสร็จจากงานชิ้นนี้แล้วจะไม่ริเขียนหนังสืออีก

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่สงบวิเวกของวัดป่าสุคะโตสมัยที่ยังมีพระและโยมไม่กี่คน บางช่วงทุกชีวิตทั้งวัดนับแล้วยังน้อยกว่านิ้วทั้งห้าด้วยซ้ำ  การมีเวลาเต็มที่สำหรับการใคร่ครวญควบคู่กับการภาวนา ช่วยให้ความคิดค่อย ๆ ตกผลึก  ความตีบตันค่อย ๆ คลี่คลาย จนในที่สุดต้นฉบับก็เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึง ๓ สัปดาห์  ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าข้าพเจ้ารู้สึกโล่งอกเป็นอย่างยิ่ง

หนังสือเล่มนี้จะว่าเป็นเล่มแรกของข้าพเจ้าที่ได้รับการตีพิมพ์ก็ได้  เพราะก่อนหน้านั้นมีงานเขียนชิ้นเดียวที่ถูกตีพิมพ์ในลักษณะจุลสาร ไม่ใช่หนังสือฉบับกระเป๋า  หลังจากนั้นก็มีหนังสือเล่มอื่น ๆ ทยอยออกมา  เป็นอันว่าที่ตั้งใจว่าจะไม่เขียนหนังสือเล่มใด ๆ อีก ก็มิอาจทำได้  

ดังได้กล่าวแล้วว่าหนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำในปี ๒๕๓๒   ได้ทราบว่าในการพิมพ์ทั้งสองครั้ง มีคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะนักกิจกรรมหลายคนได้อ่านและได้แง่คิดจากหนังสือเล่มนี้  คนเหล่านั้นปัจจุบันก็มีอายุ เกือบหรือเกิน ๕๐ แล้ว   เพียงเท่านี้ก็ถือว่าหนังสือเล่มนี้ได้ทำหน้าที่ของมันครบถ้วนและเสร็จสิ้นแล้ว   (รวมทั้งการช่วยให้ข้าพเจ้าบวชต่อ ไม่ด่วนลาสิกขา สมเจตนาของอาจารย์สุลักษณ์) ต่อจากนั้นหนังสือเล่มนี้ก็ควรไปอยู่ในที่ทางของมัน นั่นคือ ชั้นหนังสือเก่าเก็บ หรือไม่ก็ถูกรีไซเคิลเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับหนังสือเล่มอื่นต่อไป

ดังนั้นเมื่อคุณสุภาพร พัฒนาศิริ และคุณสรยุทธ รัตนพจนาถ แจ้งความประสงค์ว่า ขอพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้ง  หลังจากที่กาลเวลาผ่านไปนานถึง ๒๖ ปี ข้าพเจ้าจึงรู้สึกแปลกใจ  และสงสัยว่ายังจะมีคนรุ่นใหม่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้อีกหรือ แต่เมื่อทั้งสองท่านยืนยันความตั้งใจ ข้าพเจ้าก็ยินดีอนุญาต และหวังว่าการ “ขุด”หนังสือเล่มนี้ให้กลับคืนสู่บรรณพิภพ จะเกิดประโยชน์ตามที่ทั้งสองท่านมุ่งหวังตามสมควร อย่างน้อยก็คงช่วยให้เห็นทัศนะเกี่ยวกับชีวิตและสังคมของพระหนุ่มรูปหนึ่ง ซึ่งย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาไม่มากก็น้อยเมื่อแก่ตัวลง

การพิมพ์ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ได้แก้ไขอะไรเลย ยกเว้นคำอุทิศที่มีการแก้ไขเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะแก่กาลสมัย  พร้อมกันนี้ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ให้ทุนสนับสนุนการพิมพ์

พระไพศาล วิสาโล
๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๘

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved