กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > ความสุขของนักศึกษาเพื่อปัญญาของแผ่นดิน
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ความสุขของนักศึกษาเพื่อปัญญาของแผ่นดิน

พระไพศาล วิสาโล
พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม ๒๕๕๔
จัดพิมพ์โดย กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล


แบ่งปันบน facebook Share

คำปรารภ

ความสุขกับการเรียนรู้นั้น มิใช่สิ่งที่แยกขาดจากกัน ที่จริงแล้วเป็นสิ่งเกื้อกูลกันมาก การเรียนรู้นั้นสามารถทำให้เกิดความสุขได้โดยเฉพาะเมื่อมีใจใฝ่รู้ ขณะเดียวกันความสุขก็เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ได้มาก ยิ่งมีใจผ่องใสโปร่งเบาก็สามารถใช้ความคิดได้ดี เรื่องยากก็สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ความสุขนั้นมีหลายประเภท เกิดขึ้นได้หลายทาง การเรียนรู้ก็เช่นกันสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี มิได้จำกัดแต่เฉพาะในห้องเรียน เท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนแห่ง และจากกิจกรรมทุกชนิด กล่าวได้ว่าโลกนี้เป็นห้องเรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ไม่จบสิ้น และหากเรียนอย่างมีจุดมุ่งหมายและใช้ความคิดอย่างถูกวิธี ก็สามารถให้ความสุขแก่เรา ช่วยให้ชีวิตมีคุณค่า สามารถพัฒนาตนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างไม่มีประมาณ พระพุทธศาสนานั้นมองว่าความสุข ความดี กับความจริงนั้นเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง การเรียนรู้ที่ถูกต้องนั้นย่อมช่วยให้เราเข้าถึงความจริง น้อมใจสู่ความดี และเกิดความสุขในที่สุด เป็นความสุขที่เกิดขึ้นท่ามกลางชีวิตที่เรียบง่าย และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างปัญญาของสังคมส่วนรวมให้งอกงามขึ้น

ขออนุโมทนาที่คณะกรรมการพัฒนานักศึกษาบ้านมหิดลได้จัดให้มีการบรรยายเรื่อง“ความสุขของนักศึกษาเพื่อปัญญาของแผ่นดิน”เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2554 ณ ศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล บัดนี้กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลมีความประสงค์ที่จะนำคำบรรยายดังกล่าวของอาตมภาพ จัดพิมพ์เป็นเล่มเพื่อเผยแพร่ให้กว้างขวางออกไป อาตมภาพยินดีอนุญาตด้วยความเต็มใจ และหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้อ่านมีความสุขกับการแสวงหาความรู้เพื่อเข้าถึงชีวิตที่ดีงาม และเพื่อเกื้อกูลส่วนรวม ไม่ว่าในฐานะนักศึกษา อาจารย์ หรือคนทั่วไปก็ตาม

พระไพศาล วิสาโล
๑ มกราคม ๒๕๕๕

เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข”
ความสุขของนักศึกษาเกิดจากความใฝ่รู้
ถ้าใฝ่รู้ ใจเราจะเปิด การเรียนรู้จะเกิดตลอดเวลา
สำหรับผู้ใฝ่รู้ ไม่มีคำว่าเสียเวลาเปล่า
คนรักความรู้ ย่อมไม่กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์
เปลี่ยนจากใฝ่เสพมาเป็นใฝ่รู้ เราจะมีความสุขมากขึ้น
คนไทยใฝ่เสพ ขาดความใฝ่รู้ และขาดความเพียร
ความสุขจากการใฝ่เสพ เต็มไปด้วยความระคายเคือง
การใฝ่เสพทำให้เราขาดอิสรภาพ
พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้
ความดี ความจริง ความงามที่เชื่อมโยงกัน
ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์
ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข
การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำให้เรารู้จักคิด
จิตที่อยู่กับปัจจุบัน จะช่วยลดความทุกข์ ความเครียด ความกังวล
เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข”

ความสุข เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะได้มาครอบครอง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่รู้จักความสุขดีพอ คือเข้าใจว่า ความสุขจะมีได้ก็จากการเที่ยว การกิน การดื่ม การเล่น หรือการไปสังสรรค์ อันนี้ทางพุทธศาสนาเรียกว่า ความสุขจากการเสพ ซึ่งแน่นอนก็ให้ความสุขได้ แต่ว่าความสุขมีเพียงเท่านี้หรือ

จริงๆ แล้วความสุขมีมากกว่านั้น นอกจากความสุขที่เกิดจากการเสพแล้ว ยังมีความสุขที่เกิดจากการได้ทำ และได้ให้

หลายคนมีความสุขจากการที่ได้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ที่จริงไม่ต้องดูอื่นไกล พ่อแม่ของเรา หรือปู่ย่าตายายของเรา ท่านเหล่านั้นมีความสุขจากการที่ได้เลี้ยงดูลูกหลาน ได้ให้สิ่งดีๆ กับลูกหลาน แล้วท่านก็มีความสุข ความสุขนี้มาจากไหน เป็นความสุขที่เกิดจากการให้ ความสุขที่เกิดจากการทำสิ่งดีงามหรือมีประโยชน์

เวลาเราเห็นคนเดือดร้อน เป็นลมอยู่ข้างถนน แล้วเราไปช่วยเขา เราย่อมเกิดความปีติ อิ่มเอมใจ อันนี้ก็เป็นความสุข อาตมาเรียกรวมๆ ว่า เป็นความสุขที่เกิดจากการกระทำ การกระทำในที่นี้หมายถึง การทำดี ช่วยเหลือผู้อื่น รวมไปถึงการทำสิ่งที่มีคุณค่า เช่น การศึกษาเล่าเรียนด้วย

การศึกษาเล่าเรียนเป็นวิถีแห่งความสุขอีกอย่างหนึ่ง การศึกษาเล่าเรียนในที่นี้ อาตมาไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเรียนรู้จากโลกภายนอกด้วย เรียนรู้จากการได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็อยากศึกษา อยากค้นคว้าให้รู้ลึกขึ้น แจ่มชัดขึ้น

พวกเราคงรู้จักรายการแฟนพันธุ์แท้ใช่ไหม แฟนพันธุ์แท้เป็นรายการของคนที่มีความรู้ในเรื่องต่างๆ มากมาย เช่น สามก๊ก สักยันต์ ขุนแผน วงบีเทิลส์ หรือความรู้เกี่ยวกับวรรณกรรม แม้กระทั่งกีฬา เช่น แฟนพันธุ์แท้ทีมแมนยูก็มี คนพวกนี้เขารู้ละเอียดมาก เขารู้ว่าบีเทิลส์ออกเพลงแรกเมื่อไหร่ พ.ศ. อะไร ไม่ใช่รู้แค่ พ.ศ.เท่านั้น แต่ยังรู้เดือน แล้วก็รู้วันด้วย ถามว่าทำไมเขาถึงรู้มากขนาดนั้น นั่นก็เพราะเขามีความสุขที่ได้รู้ เขามีความสุขที่ได้ศึกษา เขาไม่ได้จำรายละเอียดเหล่านี้เพื่อไปสอบ หรือตอบเอารางวัล แต่เขาทำเพราะความใฝ่รู้ เขาสะสมความรู้นี้มาตั้งแต่เล็ก บางคนก็ตั้งแต่วัยรุ่นโดยไม่ได้หวังอะไรเลย แต่เขาทำเพราะมีความสุขที่ได้เรียนรู้ มีคนจำนวนมากที่มีความรู้เยอะแยะไปหมด ซึ่งเป็นสาระด้วย เขาศึกษา เขาเพียรพยายาม เพราะว่าเขามีความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากการใฝ่รู้ หรือสุขที่เกิดจากการได้ศึกษาหาความรู้

ความสุขของนักศึกษาเกิดจากความใฝ่รู้

นักศึกษาสามารถมีความสุขแบบนี้ได้เมื่อเริ่มเกิดความใฝ่รู้ขึ้นมา เมื่อเราเกิดความใฝ่รู้ เราก็อยากศึกษา เราก็อยากเรียนรู้เพิ่มเติม เราไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอาจารย์สั่งงานอะไร เราอาจสนใจมากกว่าที่อาจารย์สั่งด้วยซ้ำ เราไปค้นคว้าในห้องสมุด ค้นคว้าจากเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย รวมทั้งวิกิพีเดีย ยิ่งค้นคว้าให้แตกฉาน ก็ยิ่งมีความสุข เป็นความสุขที่เกิดจากการได้รู้สิ่งที่ตนสนใจ อันนี้เป็นประเภทหนึ่งที่อาตมาเรียกว่า เป็นความสุขที่เกิดจากการได้ทำ

การศึกษาหาความรู้เป็นการกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับความสุขจากการเสพ ความสุขจากการเสพคือการเอาเข้ามา เป็นความเอร็ดอร่อย ไม่เหนื่อยยาก แต่ความสุขที่เกิดจากการกระทำหมายถึง การที่เราลงทุนลงแรง แม้ว่าจะเหนื่อยยาก แต่ว่าได้ความสุขใจเป็นการตอบแทน อาตมาคิดว่า ถ้านักศึกษาเข้าถึงความสุขประเภทนี้ เราจะมีความสุขกับการเรียนมาก

ตัวอาตมาเอง ตั้งแต่เล็กมาก็เป็นเด็กที่เรียนดี อย่างน้อยก็ติดหนึ่งในสิบทุกปี บางปีก็ได้ที่หนึ่ง แต่ว่าได้ครั้งเดียว แม้จะเป็นเด็กเรียนดี แต่ก็เรียนแบบไม่ค่อยมีความสุข เรียนเพราะกลัวถูกครูตี และกลัวถูกพ่อแม่ทำโทษ โรงเรียนของอาตมาขึ้นชื่อเรื่องการลงโทษนักเรียน แม้แต่ตอบเลขผิดบางทีก็ถูกตี จนกระทั่งเราคุ้นกับไม้เรียวมาก

แต่อาตมาเริ่มมีความสุขหลังจากที่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันเรียนเพื่ออะไร แต่ก่อนนี้อาตมาคิดแค่ว่า เรียนเพื่อเอาคะแนน ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ว่าทำอย่างไรถึงจะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ แล้วก็มีความทุกข์มากเวลาไปสอบ เพราะกลัวว่าคะแนนจะไม่ดี แต่พออยู่ มศ. 2 อายุประมาณ 14 ปี ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่า ฉันเรียนเพื่ออะไร ตอนนั้นอาตมาตอบแบบเด็กๆ ว่า เรียนเพื่อเอาความรู้ พอตอบว่า ฉันเรียนเพื่อเอาความรู้ มันช่วยคลี่คลายหลายอย่างในใจตัวเอง คือสนใจเรื่องคะแนนน้อยลง และเกิดความสุขมากขึ้นในการเรียน

หลังจากนั้นอาตมาก็หาความรู้ไปทั่ว โดยไม่สนใจว่าจะเป็นวิชาในโรงเรียนหรือเปล่า จึงมีความสุขในการอ่านหนังสือในห้องสมุด ที่จริงการอ่านหนังสือในห้องสมุดอาตมาทำมาตั้งแต่เล็กๆ แต่คราวนี้ไม่ได้มีความสุขเฉพาะอ่านหนังสือในห้องสมุด แต่ยังมีความสุขกับการเรียนด้วย เพราะรู้แล้วว่า เราเรียนเพื่อเอาความรู้ จึงเกิดความรู้สึกกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น นับแต่นั้นมาชีวิตในโรงเรียนก็เริ่มมีความสดใสมากขึ้น หลุดจากความหม่นหมองในวัยเด็กที่ต้องเรียนเพื่อเอาคะแนน

ต่อมาก็ได้คิดอีกว่า ความรู้ที่เรียนมานั้น เราควรเรียนเพื่อเอามาใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้เฉยๆ เพราะฉะนั้นก็เริ่มมีการเลือกเฟ้นความรู้ ความรู้บางอย่างเราไม่ต้องสนใจก็ได้ เช่น ความรู้ประเภทว่าสะพานที่ยาวที่สุดในโลกคือสะพานอะไร ภูเขาที่สูงที่สุดในโลกคือภูเขาอะไร แต่ก่อนอาตมาช่างจดช่างจำเหลือเกิน แต่ตอนหลังก็ได้คิดว่าความรู้พวกนี้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ แค่เอาไปตอบคำถามชิงรางวัลอย่างเดียว จึงไม่สนใจแสวงหาหรือจดจำความรู้ประเภทนี้แล้ว

อาตมาเลือกใส่ใจและจดจำความรู้ที่มีประโยชน์ ที่ทำให้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตมากขึ้น พอได้คิดแบบนี้ก็รู้สึกว่า ชีวิตการเรียนของตนเองมีความหมายมากขึ้น แต่ก่อนไม่มีเป้าหมาย ล่องลอย เพียงคิดว่าเรียนเพื่อเอาคะแนน สมัยนี้ก็เรียกว่าเรียนเพื่อเอาเกรด แต่พอได้คิดว่า ฉันเรียนเพื่อเอาความรู้ และเป็นความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้กับชีวิต การเรียนก็เริ่มสนุก ทีนี้ไม่ได้สนุกกับการเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่เริ่มสนุกกับการเรียนรู้ที่อื่นด้วย รวมทั้งเรียนรู้จากการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนด้วย

ตอนนั้นอาตมาเริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมแล้ว อาตมาทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่ได้ช่วยทำให้คะแนนดีขึ้นเลย แต่ว่ามันสนุก ทำให้มีความสุข อาตมาสนใจฟิสิกส์ จึงเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ทีแรกเป็นตัวแทนของชั้น ต่อมาก็เป็นตัวแทนของโรงเรียน แม้เสียเวลาไม่น้อยไปกับโครงงานเหล่านี้ แต่รู้สึกสนุกและตื่นเต้น แล้วยังพบว่ามันไม่ได้ทำให้การเรียนของตนเองเสียไปเลย เพราะกิจกรรมแบบนี้ทำให้อาตมารู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหาปลายเปิด คือปัญหาที่ไม่ใช่มีแค่ ก. กับ ข. อาตมาได้เรียนรู้วิธีคิด ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีประโยชน์ การทำกิจกรรมเหล่านี้ ทำให้อาตมามองอะไรอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น รู้จักใช้ความคิดแก้ปัญหา ไม่ใช่ท่องตะพึดตะพือ สมัยก่อนอาตมาเรียนโดยใช้หลักเดียวคือท่อง ท่องตะพึดตะพือเลยเพื่อเอาคะแนน แต่พอได้คิดว่า ฉันเรียนเพื่อเอาความรู้ ก็ไม่ต้องท่องตะพึดตะพือแล้ว แต่อาศัยการคิดแทน เอาความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้หรือต่อยอด

การทำกิจกรรมทำให้อาตมามีความสุขกับชีวิตในโรงเรียน เพราะฉะนั้นตั้งแต่อายุสิบสี่เป็นต้นมา รู้สึกว่าชีวิตสว่างไสวขึ้น เพราะมีความสุขกับการเรียน ไม่รู้สึกหม่นหมองเหมือนก่อนหน้านั้นที่เรียนเพราะกลัวถูกตี กลัวได้คะแนนไม่ดี แต่ตอนนี้อาตมามีแรงจูงใจใหม่ คือเรียนเพื่อเอาความรู้ ซึ่งทำให้มีความสุขมากขึ้น เพราะฉะนั้นอาตมาคิดว่า ถ้าเราวางเป้าการเรียนให้ชัด ไม่ว่าเรียนอะไร เรียนที่ไหน ก็จะมีความสุข

อาตมาคิดว่าตอนนี้สิ่งที่คนไทยขาดมากก็คือความใฝ่รู้ นอกจากไม่สนใจความรู้แล้ว ยังไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม นอกจากรู้เพื่อเอาคะแนน รู้เพื่อเอาเกรด พอได้ปริญญาบัตรแล้ว เราก็ลืมที่จะศึกษาหาความรู้อีก เวลาไปไหนมาไหน เราไม่เคยคิดจะเรียนรู้เลย ไปต่างประเทศเราก็ไม่เคยคิดจะไปเรียนรู้อะไร มีไกด์ชาวต่างชาติคนหนึ่งพูดน่าสนใจ อาตมาเข้าใจว่าไกด์หลายคนที่พาคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศก็คงคิดแบบนี้ เขาบอกว่า คนไทยเวลาไปต่างประเทศจะนิยมทำสามอย่าง คือช้อป แชะ แล้วก็ฉี่

ช้อปคือช้อปปิ้ง ไม่ว่าจะไปปารีส โรม ลอนดอน ทั้ง ๆ ที่พิพิธภัณฑ์หรือโบราณสถานมีมากมาย คนไทยไม่สนใจ สนใจแต่จะไปห้างสรรพสินค้า ที่ไหนมีร้านหลุยส์ วิตตอง คนไทยจะเข้าคิวยาวเหยียดเลยจนล้นออกมานอกร้าน ทั้งๆ ที่อากาศหนาวเหลือเกินก็ไม่ย่อท้อ พร้อมจะลำบากเพื่อเอาเงินไปให้เขา ซื้อกระเป๋าใบละหลายหมื่น ช่วงก่อนเศรษฐกิจตกต่ำ คนไทยชอบไปช้อปปิ้งนาฬิกาโรเล็กซ์ ร้านโรเล็กซ์ที่สวิตเซอร์แลนด์ถึงกับกำหนดเป็นระเบียบเลยว่า คนไทยซื้อได้แค่คนละเรือน ห้ามซื้อเกิน ปกติร้านก็อยากขายเยอะๆ แต่ถ้ากรุ๊ปคนไทยมา ซื้อได้แค่เรือนเดียว ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีขายให้ลูกค้าประเทศอื่น

แชะก็คือถ่ายรูป ไปไหนก็ต้องถ่ายรูปก่อน อาตมาเคยไปเที่ยวพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง แทนที่คนไทยจะไปดูว่า วังนี้เขามีประวัติศาสตร์อย่างไรบ้าง อาคารเหล่านี้มีความเป็นมาอย่างไร คนไทยไม่สนใจหรอก จะขอถ่ายรูปอย่างเดียว

ฉี่ก็คือเข้าห้องน้ำ พอรถวิ่งไปสักพัก ก็ต้องหยุดกลางทางเพื่อเข้าห้องน้ำ พอถ่ายทุกข์เสร็จก็จะมองหาร้านเพื่อช็อปต่อ

คนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวต่างประเทศ สนใจทำแค่ ๓ อย่างนี้เท่านั้น คือ ช็อป แชะ และฉี่ ส่วนความสนใจที่จะไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ หรือโบราณสถานของเขามีน้อยมาก เพราะขาดความใฝ่รู้ที่จะศึกษาศิลปวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ

นี่ตรงกับที่สมเด็จพระราชบิดาพูดไว้ พระราชบิดาพูดประโยคนี้น่าสนใจมาก “คนที่ไปถึงเมืองไหนแล้วไม่ไปดูมิวเซียม คนคนนั้นไม่ศิวิไลซ์” มิวเซียมคือพิพิธภัณฑ์ นี่ท่านพูดไว้เมื่อราว ๆเจ็ดสิบปีที่แล้ว แสดงว่าเกือบร้อยปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ได้เปลี่ยนเลย คือไม่สนใจไปพิพิธภัณฑ์ จะไปแต่ห้างสรรพสินค้า นี่เป็นเพราะว่าเราขาดความใฝ่รู้

ถ้าใฝ่รู้ ใจเราจะเปิด การเรียนรู้จะเกิดตลอดเวลา

ถ้าเรามีความใฝ่รู้ ไปที่ไหนก็จะสนุก เพราะเราจะได้เรียนรู้อยู่เสมอ ไม่ต้องไปเมืองนอกหรอก เดินรอบมหาวิทยาลัยของเรา ก็มีอะไรให้เราเรียนรู้ได้เยอะเลย เพราะมันมีสิ่งที่เราไม่รู้เยอะมาก อาตมาขอชื่นชมที่ทางมหาวิทยาลัยทำหนังสือชุดเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งต้นไม้ สัตว์ สิ่งแวดล้อม อันนี้คือสิ่งที่สามารถกระตุ้นและสนองความใฝ่รู้ของเรา แล้วถ้าเราใฝ่รู้ ใจเราจะเปิด พร้อมที่จะฟังคนอื่นอยู่เสมอ อันนี้เป็นวิสัยของบัณฑิต

มีเรื่องเล่าจากอดีต เป็นเกร็ดน่าสนใจ พระยาอนุมานราชธน ท่านเคยเป็นนายกราชบัณฑิตยสถานเมื่อประมาณสักเจ็ดสิบปีที่แล้ว หลายคนคงไม่รู้จักพระยาอนุมานราชธน แต่พอเอ่ยชื่อเสฐียรโกเศศก็จะนึกออก เพราะท่านแปลหนังสือเรื่องกามนิต วาสิฏฐี คู่กับนาคะประทีป ท่านเป็นปราชญ์ที่รู้รอบหลายสาขา ไม่ได้เป็นนักแปลอย่างเดียว ท่านเป็นถึงนายกราชบัณฑิตยสถาน ทั้งๆ ที่ท่านจบการศึกษาแค่ระดับประถมเท่านั้น ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ แต่ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้มาก ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองจนเชี่ยวชาญในทุกเรื่องที่ศึกษา กระทั่งได้เป็นถึงราชบัณฑิต แล้วในที่สุดก็ได้เป็นนายกราชบัณฑิตยสถาน

ประมาณ พ.ศ. 2490 ราชบัณฑิตยสถานจะต้องทำหนังสือพจนานุกรมออกมา พจนานุกรมเล่มแรกของเมืองไทยออกเมื่อปี 2493 หกสิบกว่าปีแล้ว มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งมีการถกเถียงในหมู่ราชบัณฑิต แล้วหาข้อสรุปไม่ได้ว่า คำว่า “ก้น” กับ “ตูด” ต่างกันอย่างไร คือในพจนานุกรมต้องนิยามว่า ก้นคืออะไร ตูดคืออะไร ราชบัณฑิตตกลงกันไม่ได้ ท่านเองก็หาคำนิยามที่ชัดๆ ไม่ได้

วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินกลับบ้าน บ้านท่านอยู่สุรวงศ์ ราชบัณฑิตยสถานอยู่สนามหลวง ก็ถือว่าไกลนะ แต่ว่าน่าเดิน เพราะว่าสมัยนั้นย่านสีลมและสุรวงศ์มีแต่ทุ่งนากับลำคลอง ไม่มีห้างเซ็นทรัล ไม่มีธนาคารกรุงเทพอย่างทุกวันนี้ ระหว่างทางท่านเจอเด็กเลี้ยงควาย ท่านเป็นคนใฝ่รู้ ท่านก็เลยถามเด็กเลี้ยงควายว่า รู้ไหมว่า ก้นกับตูดมันต่างกันอย่างไร เด็กเลี้ยงควายตอบว่า “จะยากอะไร ก้นก็มีไว้นั่ง ตูดก็มีไว้ขี้ไง” ชัดไหม เป็นคำนิยามที่แสดงความแตกต่างระหว่างก้นกับตูดที่ชัดเจนมาก ท่านก็เลยหายสงสัย นี่เป็นความรู้จากเด็กเลี้ยงควาย

วิสัยของบัณฑิต คือเป็นผู้ใฝ่รู้ และเปิดใจเรียนรู้อยู่เสมอ พร้อมจะเรียนรู้จากทุกคน แม้กระทั่งจากเด็ก ๆ หรือคนที่เรียนมาน้อยกว่าตน ถ้าเรามีใจที่ใฝ่รู้ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นตลอดเวลา เราจะไม่เบื่อการอ่านหนังสือ เราจะมีความสุขกับการได้ศึกษา ได้ทำรายงาน แม้จะเหนื่อย แต่ว่าได้ความสุข ได้ปีติ เราเคยได้ปีติไหมจากการที่เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เราเคยได้ปีติไหม เวลาเราทำการบ้าน ทำโจทย์ที่ยาก แล้วทำได้สำเร็จ อันนี้คือสาเหตุว่า ทำไมคนที่เล่นปริศนา เช่น ซูโดกุหรือปริศนาอักษรไขว้ เขาถึงมีความสุข เพราะว่ามันทำให้เขาเกิดปีติอิ่มเอิบจากการที่ได้แก้โจทย์ยากๆ นักศึกษารู้จักซูโดกุไหม เป็นปริศนาที่คนชอบมาก เพราะว่าให้ความสุขจากการได้ทำสิ่งยาก

สำหรับผู้ใฝ่รู้ ไม่มีคำว่าเสียเวลาเปล่า

ถ้าเรามีใจใฝ่รู้ เราจะมีความสุขกับการเรียนรู้ แล้วทำให้เรามีความเพียรที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ พระพุทธศาสนามีคำว่า ฉันทะ ฉันทะแปลว่า ความพอใจ ความชอบ ความรักที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความหมายกว้าง รวมถึงคำว่า ใฝ่รู้ ใฝ่ทำ พวกแฟนพันธุ์แท้เขามีฉันทะ ฉันทะเรื่องขุนแผน เรื่องพระเครื่อง เรื่องวิทยาศาสตร์ ดังนั้นเขาจึงมีความเพียรในการเรียนรู้ ความเพียรจะมาพร้อมกับฉันทะ และเมื่อมีความเพียรในสิ่งที่เราชอบแล้วเราจะมีความสุข

คนมักคิดว่า ความสุขเกิดจากการที่ไม่ต้องทำอะไร ได้นั่งเล่น นอนเล่น อันนั้นเป็นความสุขแบบหยาบๆ แต่ความสุขที่ดีกว่านั้นคือ ความสุขที่เราได้ทำสิ่งที่เราชอบ ได้พากเพียรพยายาม ที่เรียกว่า วิริยะ พอเรามีวิริยะแล้ว เราจะไม่กลัวความยาก คำว่า วิริยะ มีรากศัพท์เดียวกับคำว่า วีระ แปลว่ากล้าหาญ กล้าคือไม่กลัวอุปสรรค ไม่กลัวความยากลำบาก เจอความยากลำบากถือว่าเป็นของดี เพราะความยากลำบากทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

คนเราถ้าไม่มีใจใฝ่รู้ เราจะกลัวสิ่งยาก กลัวความลำบาก อะไรที่ยาก อะไรที่ลำบาก ฉันไม่เอา อาจารย์คนไหนที่สอนยากๆ ฉันไม่อยากเรียนกับอาจารย์คนนั้น เพราะกลัวได้คะแนนไม่ดี กลัวจะได้การบ้านยากๆ แต่คนที่ใฝ่รู้ เขาจะวิ่งเข้าหา ไม่ใช่เพราะคิดว่าจะได้เกรดดี แต่เขาคิดว่าจะได้ความรู้
คนที่ใฝ่รู้ ไม่ว่าจะทำอะไร เขาจะไม่กลัวสิ่งยาก แม้ว่าจะทำแล้วไม่สำเร็จ ทุกวันนี้หลายคนทำอะไรก็ตาม อยากจะสำเร็จ เรากลัวความล้มเหลว เพราะฉะนั้นเราก็เลยไม่กล้าทำสิ่งยาก ไม่กล้าเรียนวิชายากๆ แต่มีคนหนึ่งเขาพูดไว้ดี เขาพูดว่า เวลาเราทำสิ่งยาก ถ้าเราสำเร็จ เราก็แฮปปี้ ถ้าเราไม่สำเร็จ เราก็ฉลาดขึ้น เราฉลาดขึ้นเพราะเราได้ความรู้มากขึ้น ถ้าคุณมีใจใฝ่รู้ คุณจะได้ความรู้ตลอดเวลา ไม่ใช่จากความสำเร็จเท่านั้น แต่รวมถึงความล้มเหลวด้วย รวมทั้งได้เรียนรู้จากอุปสรรค

โทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ผลิตหลอดไฟแบบใช้ไส้ เขาเป็นคนแรกที่ผลิตหลอดไฟชนิดนี้ได้เมื่อประมาณสักร้อยปีที่แล้ว สมัยนั้นเรารู้แล้วว่า ความร้อนสามารถเปลี่ยนเป็นแสงสว่างได้ถ้าผ่านตัวกลางที่มีแรงต้านทานสูง ก็มีคำถามขึ้นว่า จะใช้วัตถุดิบอะไรทำไส้หลอดไฟ เอดิสัน ใช้เวลาเป็นปีๆ ทดลองโดยใช้วัสดุหลายร้อยชนิด เพื่อจะหาวัสดุมาทำเป็นไส้ที่ให้แสงสว่างได้ดีที่สุด เขาล้มเหลวเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่เขาไม่หยุด มีคนไปถามเอดิสันว่าเขารู้สึกล้มเหลวไหมที่หาวัสดุที่ต้องการไม่พบ เอดิสันตอบว่า ไม่เลย เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ความรู้ว่าวัสดุชิ้นนี้ใช้ทำไส้ไฟฟ้าไม่ได้ เขาได้ความรู้ว่ามันใช้ไม่ได้ ได้ความรู้ว่าวิธีการนี้ไม่ได้ผล นี่เป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์

เหมือนกับพระพุทธเจ้า พวกเราทราบใช่ไหมว่า เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช แล้วไปบำเพ็ญทุกรกิริยาหกปี โดยไม่พบหนทางดับทุกข์เลย แถมทุกข์ทรมานเสียอีก ใครๆ มองว่า นี่คือความสูญเปล่า พระพุทธเจ้าเสียเวลาหกปี ไม่ได้อะไรเลย ไม่ตรัสรู้ แต่ว่าความรู้อย่างหนึ่งที่พระองค์ได้ก็คือ รู้ว่าทุกรกิริยาไม่ใช่คำตอบ ไม่เป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ นี่คือความรู้ และความรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้พระองค์พบทางสายกลาง อันเป็นทางพ้นทุกข์ ความรู้ดังกล่าวพระองค์นำมาแสดงในปฐมเทศนา ที่เรียกว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งมีความตอนหนึ่งว่า ทางที่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์มีสอง หนึ่งในสองนั้นคือทุกรกิริยา พระองค์รู้ได้อย่างไร พระองค์รู้เพราะทรงประสบด้วยตนเอง แสดงว่าที่พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้นไม่สูญเปล่านะ หกปีนั้นไม่สูญเปล่า ทำให้พระองค์ได้ปัญญา ได้ความรู้ว่านี่ไม่ใช่ทาง

สำหรับผู้ใฝ่รู้ ไม่มีคำว่าเสียเวลาเปล่า แม้แต่ความล้มเหลวก็ให้ความรู้แก่เรา

มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง เขาเป็นคนแรกที่พบว่า หวัดไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย หวัดไม่ใช่ปอดบวมชนิดหนึ่ง ปอดบวมเกิดจากแบคทีเรีย แต่หวัดเกิดจากไวรัส ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมาก เล็กกว่าแบคทีเรียมาก เขาใช้เวลาประมาณยี่สิบปีจึงค้นพบว่า หวัดซึ่งทำให้คนตายเป็นสิบๆ ล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เกิดจากไวรัส ตลอดยี่สิบปีนั้น เขาล้มเหลวบ่อยมาก เพราะเขาตั้งโจทย์ผิด เขาคิดว่าหวัดเกิดจากแบคทีเรีย ก็เลยประสบความล้มเหลว แต่ในที่สุดเขาก็ค้นพบว่า หวัดเกิดจากไวรัส

นักวิทยาศาสตร์คนนี้ ชื่อ ออสวอล์ อาเวอรี เขาพูดไว้ประโยคหนึ่งดีมาก เขาบอกว่า “คนเราเมื่อล้มแล้ว ต้องหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง” เข้าใจความหมายนี้ไหม เขากำลังบอกเราว่า เวลาเราล้มเหลว เราควรหาประโยชน์จากความล้มเหลวนั้น อย่างหนึ่งที่ควรได้จากความล้มเหลวก็คือ ความรู้

คนรักความรู้ ย่อมไม่กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์

เมื่อเราเป็นคนที่รักความรู้ เราก็จะไม่กลัวคำวิพากษ์วิจารณ์ เราจะไม่หวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเรามองว่าคำวิพากษ์วิจารณ์ก็มีประโยชน์ เช่น ทำให้เราได้แง่คิดหรือมีความรู้มากขึ้น โดยเฉพาะถ้าคนที่วิพากษ์วิจารณ์เราเป็นคนฉลาด ก็จะทำให้เรารู้ว่า เราผิดพลาดตรงไหน คนที่ใฝ่รู้จะไม่โกรธ ยินดีรับฟังคำวิจารณ์ เพราะช่วยให้เขามีความรู้หรือได้แง่คิดที่อาจมองข้ามไป

มีศาสตราจารย์คนหนึ่ง เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมาก เรียกว่าเป็นปูชนียบุคคลของวงการสัตววิทยาของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว เขาเขียนตำราไว้เยอะมาก มีประเด็นหนึ่งที่เขายืนยันเป็นเวลาสิบกว่าปี และเป็นที่ถกเถียงกันในวงการชีววิทยาระดับเซลล์เวลานั้น นั่นคือเขายืนยันว่า ที่พูดกันว่า เซลล์มีส่วนประกอบตัวหนึ่งที่เรียกว่า Golgi apparatus นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด มันไม่มีหรอก Golgi apparatus นักศึกษาไม่ต้องสนใจนะว่ามันคืออะไร ประเด็นก็คือ แกบอกว่า ส่วนประกอบตัวนี้ไม่มีจริง มันเป็นความเข้าใจผิดของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง

แล้ววันหนึ่ง คณะชีววิทยาของศาสตราจารย์ท่านนี้ ได้เชิญอาจารย์หนุ่มจากอเมริกามาบรรยาย อาจารย์คนนี้เอาหลักฐานมาลำดับอย่างเป็นเหตุเป็นผลและหนักแน่นว่า Golgi apparatus นั้นมีจริง เขามีหลักฐานพร้อมมูลมาหักล้างความเชื่อและทฤษฎีของศาสตราจารย์คนนี้อย่างสิ้นเชิง พออาจารย์หนุ่มคนนี้บรรยายจบ ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษก็เดินไปหานักวิชาการคนนี้ที่หน้าห้อง เขาทำอะไรทราบไหม เขาเดินไปจับมือนักวิชาการหนุ่มชาวอเมริกันคนนี้ เขย่ามือแล้วพูดว่า “เพื่อนรัก ผมอยากจะขอบคุณคุณ ผมผิดพลาดมาถึงสิบห้าปี”

ศาสตราจารย์ขอบคุณอาจารย์หนุ่มคนนี้ ทั้งที่อาจารย์หนุ่มหักล้างทฤษฎีของเขาอย่างสิ้นเชิง ถ้าเป็นเมืองไทยจะเกิดอะไรขึ้น ศาสตราจารย์คงโกรธ โมโห เพราะอะไร เพราะเสียหน้าที่ไอ้หนุ่มเมื่อวานซืนมาหักล้างทฤษฎีของฉัน มาหักหน้าฉันถึงบ้านของฉันเลย เอาไว้ไม่ได้ ต้องเล่นงานมัน แต่ศาสตราจารย์ท่านนี้ไม่มีความคิดแบบนี้ กลับเดินไปจับมือ ขอบคุณ แล้วก็ยอมรับผิดว่า ตัวเองผิดพลาดมานานถึงสิบห้าปี

ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร ที่ทำแบบนี้ได้เพราะเอาความรู้เป็นใหญ่ คนที่เอาความรู้เป็นใหญ่ เขาย่อมมีความสุข ย่อมยินดีที่มีความรู้งอกเงยขึ้น แม้ว่าความรู้ที่งอกเงยจะมาหักล้างผลงานของตนเองก็ตาม คนที่เอาความรู้เป็นใหญ่ เอาความจริงเป็นใหญ่ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ธรรมาธิปไตย ธรรมาธิปไตยไม่เกี่ยวอะไรกับการปกครองนะ เดี๋ยวนี้เราเข้าใจว่า บ้านเมืองเราต้องเป็นธรรมาธิปไตย นั่นไม่ใช่ เวลาคนพูดว่า ประชาธิปไตยไม่เอา ต้องเอาธรรมาธิปไตย นั่นคนละเรื่อง ธรรมาธิปไตยไม่เกี่ยวกับการปกครอง แต่หมายถึง ทัศนคติที่เอาความรู้เป็นใหญ่ เอาความถูกต้องเป็นใหญ่

เราเรียกได้ว่า ศาสตราจารย์ท่านนั้นมีธรรมาธิปไตย แต่ถ้าท่านโกรธ หรือโมโหเพราะเสียหน้า เราเรียกว่า มีอัตตาธิปไตย คือเอาตัวกูเป็นใหญ่ ไม่ใช่เอาความถูกต้องเป็นใหญ่ ใครที่ขัดเคืองเมื่อถูกตำหนิ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกหักล้าง อันนี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย แต่ศาสตราจารย์ท่านนี้ไม่มีความทุกข์ หรืออาจจะมีความทุกข์อยู่บ้างตามวิสัยปุถุชน แต่ก็มองว่า เป็นเรื่องดีที่มีความรู้งอกเงยขึ้น นี่คือท่าทีของคนที่เอาความรู้เป็นใหญ่ คนแบบนี้จึงมีความสุขได้ง่าย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข ถูกวิจารณ์ก็มีความสุข เพราะว่าเห็นข้อดีจากคำวิจารณ์นั้น

เปลี่ยนจากใฝ่เสพมาเป็นใฝ่รู้ เราจะมีความสุขมากขึ้น

แต่ถ้าเราเอาความถูกใจหรือใฝ่เสพเป็นใหญ่ เราจะทุกข์นะ เมื่อประมาณสี่ห้าปีก่อน เคยมีนักศึกษาที่เป็นชาวอเมริกันมาที่วัดของอาตมา มาศึกษาเกี่ยวกับวิชาพุทธศาสนา เขาสนใจเรื่องวัดป่าในเมืองไทย อาจารย์ก็เลยพามาหาอาตมา วัดของอาตมาอยู่ไกล อยู่บนเขา ใช้เวลาหกเจ็ดชั่วโมงกว่าจะไปถึง ไปถึงแล้วก็ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ห่างไกลจากเป๊บซี่ โคล่า นักศึกษาไปค้างอยู่ประมาณสองคืนสามวัน อาตมาก็พาไปดูป่า ชวนทำสมาธิ แล้วก็สนทนากัน เวลานอนก็นอนมุ้งหรือกลด ไม่ได้นอนเตียงที่สบาย นักศึกษาหลายคนกระสับกระส่ายมากเพราะไม่คุ้นเคย

วันสุดท้ายได้เวลากลับบ้าน เผอิญอาตมาต้องเข้ากรุงเทพฯ ด้วย ก็เลยติดรถเข้ามา พอรถออกจากป่าเข้าสู่ตัวเมือง มาเจอเทสโก้ โลตัส นักศึกษาดีใจใหญ่เลย กรูกันเข้าไปซื้อพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ โค้ก เป๊บซี่ เพราะไม่ได้กินมาสามวัน ที่เคยห่อเหี่ยวตอนอยู่วัดก็มีความสุขมาก พอขึ้นรถก็เอาของมากินต่อ มีนักศึกษาคนหนึ่งพูดว่า การกินเป็นความสุขที่สุดในชีวิตเลย

ที่เขาพูดมานั้นน่าคิดนะ การกินของอร่อย ๆ เป็นความสุขที่สุด แต่ถ้าเราคิดว่า นี่เป็นความสุขที่สุดในชีวิต เราจะไม่มีความสุขเลยหากเราเข้าไปในพื้นที่ที่กันดาร แต่ถ้าเรามีความใฝ่รู้ เราไปที่ไหน เราก็จะมีความสุขเพราะได้เรียนรู้อยู่เสมอ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ได้เห็นหิ่งห้อยเปล่งแสงระยิบระยับกลางคืน มันทำได้อย่างไร มันส่งแสงระยิบระยับเพื่ออะไร เห็นนกก็อยากรู้อยากเห็นว่ามันอยู่อย่างไร พึ่งพาป่าอย่างไร ใจคุณจะเปิด และคุณจะค้นพบหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณไม่เคยคิด

พวกเราทราบไหม รถชิงกันเซ็ง คือรถไฟของญี่ปุ่นที่เร็วมาก เขาเรียกว่า bullet train รถไฟหัวกระสุน เมื่อราวยี่สิบปีก่อนได้ชื่อว่าเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลก เพราะว่ามันเร็วประมาณสองถึงสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทราบไหมว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไรกับนกกระเต็น มันเกี่ยวข้องกันมากเลย เพราะว่าเมื่อมีการทดลองวิ่งครั้งแรก เขาพบว่า มันส่งเสียงดังมาก โดยเฉพาะเวลาลอดอุโมงค์ มันจะเกิดแรงกดดันอย่างแรงระหว่างรถกับอากาศในอุโมงค์ แล้วอากาศจะถูกผลักออกจนกระทั่งไประเบิดที่ปากอุโมงค์ส่งเสียงดังสนั่น นี่คืออุปสรรคที่ทำให้มันเร็วไปกว่าสองร้อยกิโลเมตรไม่ได้ เพราะว่ายิ่งเร็วมาก ยิ่งส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านมาก

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นครุ่นคิดกันว่า จะทำอย่างไรให้เสียงมันเบาลง ก็มีคนหนึ่งสังเกตว่า เวลานกกระเต็นบินหรือเกาะอยู่บนกิ่งไม้ พอมันเห็นปลา มันจะรีบโผลงมาเลย การโผของมันเงียบกริบมาก จนสามารถพุ่งลงไปจับปลาในน้ำได้ โดยที่ปลาไม่ทันไหวตัว มันทำได้อย่างไร

เขาพบว่า หัวกับจะงอยปากของนกกระเต็นสอดคล้องกับหลักแอโรไดนามิกส์มาก เขาเลยเอารูปร่างหัวกระเต็นมาทำเป็นหัวจรวดชิงกันเซ็ง ทำให้เกิดเสียงรบกวนน้อยลง เดี๋ยวนี้รถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ไม่ว่าของจีนหรือประเทศไหนก็ตาม จะมีลักษณะเป็นหัวจรวดซึ่งถอดแบบมาจากหัวนกกระเต็น นกกระเต็นกับรถชิงกันเซ็น สองอย่างนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันได้ แต่ถ้าเราใฝ่รู้ เราศึกษาธรรมชาติ เราก็จะเห็นความเกี่ยวโยงกัน

ที่จริงไม่ใช่นกกระเต็นอย่างเดียวนะ นกเค้าแมวด้วย ก็เกี่ยวกับชิงกันเซ็งเหมือนกัน เพราะเวลานกเค้าแมวโผเข้าไปจับเหยื่อ มันเงียบมาก เขาก็ศึกษาว่ามันทำได้อย่างไร เพราะปัญหาของรถชิงกันเซ็งอีกข้อหนึ่งคือ รถพวกนี้ต้องใช้ไฟฟ้า จึงต้องมีจานขึ้นไปรับกระแสไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าข้างบน เวลาปะทะกับอากาศจะมีเสียงดังมาก ทำให้เพิ่มความเร็วไม่ได้ เพราะความดังจะเพิ่มขึ้นหกเท่าตัวของความเร็วที่เพิ่มขึ้นทุกเท่าตัว ต่อมาเขาพบว่า ตรงขอบปีกของนกเค้าแมวมีเงี่ยงเล็กๆ เต็มไปหมดเลย เขาจึงเอาความรู้นี้มาใช้ประโยชน์ โดยการปรับให้จานรับไฟฟ้ามีเงี่ยงเล็กๆ อยู่ ปรากฏว่าเสียงลดลงมากจึงสามารถเพิ่มความเร็วของรถไฟได้มากขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนใฝ่รู้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหน แม้อยู่ในป่า คุณก็สามารถค้นพบความรู้ที่เอามาใช้กับชีวิตหรือเป็นประโยชน์ในทางวิทยาการได้ หัวใจอยู่ที่การเปิดใจใฝ่รู้ เหมือนกับที่พระยาอนุมานราชธนเปิดใจฟังเด็กเลี้ยงควาย

อาตมาคิดว่า ความสุขของนักศึกษาเป็นเรื่องที่ไม่ยาก ถ้าเปลี่ยนจากการใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค มาสู่การใฝ่รู้ และการทำสิ่งยากให้สำเร็จ คุณจะมีความสุขมากขึ้น และถ้าคนไทยเป็นอย่างนี้มากๆ สังคมไทยจะดีขึ้นมาก

คนไทยใฝ่เสพ ขาดความใฝ่รู้ และขาดความเพียร

ตอนนี้เมืองไทยมีปัญหาอยู่สามเรื่องใหญ่ๆ ที่จริงมีปัญหามากกว่านี้ แต่เอาเฉพาะสามเรื่องใหญ่ๆ อันที่หนึ่งคือเราใฝ่เสพมากเกินไป อันที่สองเราขาดความใฝ่รู้ อันที่สามคือเราขาดความเพียร

เอาข้อหลังก่อน ขาดความเพียร คือเดี๋ยวนี้คนไทยเรา อะไรที่ต้องใช้ความพยายาม เราไม่ชอบ แต่อะไรที่ใช้ทางลัด ไม่ต้องใช้ความเพียร เรากลับนิยม นักศึกษาจำนวนไม่น้อยคิดแต่ว่า ทำอย่างไรฉันจะได้เกรดดีๆ โดยไม่ต้องขยันหรือไม่ต้องเหนื่อย เดี๋ยวนี้เทคนิคการทุจริตในห้องสอบพัฒนาไปมาก การทุจริตในห้องสอบกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ แต่ยังไม่เป็นปัญหามากเท่าการก็อปปี้ เดี๋ยวนี้พอเรามีกูเกิ้ล เราก็
ก็อปปี้กันใหญ่ รายงานของนักศึกษาเดี๋ยวนี้มีการก็อปปี้กันเยอะ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอกเลย เพราะส่วนใหญ่คิดแต่ว่า ทำอย่างไรฉันจะได้เกรดดี คะแนนดี โดยไม่ต้องเหนื่อย ก็ต้องก็อปสิ เราก็อปกันตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้ว เช่นลอกสมุดเล็กเชอร์ของเพื่อน และไม่ต้องลอกด้วยมือ เพราะมีเครื่องซีร็อกซ์ เราไม่ต้องไปฟังเล็กเชอร์ หรือไม่ต้องจดก็ได้ ก็แค่ไปก็อปจากสมุดของเพื่อน

ในทำนองเดียวกันเดี๋ยวนี้ผู้คนคิดว่าทำอย่างไรจึงจะรวยโดยไม่ต้องทำงาน ก็เลยแห่กันไปซื้อหวย เล่นการพนัน หรือไม่ก็ไปทำบุญกับวัดที่ขลังๆ หน่อย วัดไหนทำบุญแล้วรวย เราก็ไปวัดนั้น หรือไม่ก็ไปซื้อวัตถุมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้เรารวยโดยไม่ต้องเหนื่อย สี่ห้าปีก่อนจตุคามรามเทพดังมากก็เพราะเหตุนี้ คนไทยทุกวันนี้หมกมุ่นกับอบายมุข การพนัน ขณะเดียวกันวัตถุมงคล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็กลายเป็นสิ่งเฟื่องฟู เพราะเรามีความเชื่อว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราร่ำรวยและประสบความสำเร็จได้โดยไม่เหนื่อย

หนักกว่านั้นคือการคอรัปชั่นและการปล้นจี้ คอรัปชั่นแพร่ระบาดในเมืองไทยมาก เวลาจัดอันดับ ถ้าไม่นับแอฟริกา ประเทศไทยติดอันดับต้นๆ ใน 20 ประเทศแรกของทวีปเอเชียและละตินอเมริกา เคยมีการจัดอันดับพบว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 33 ในแง่ความโปร่งใส คือแย่กว่าฟิลลิปปินส์ จีน และเวียดนาม

เดี๋ยวนี้ก็มีความเชื่อกันในหมู่คนไทยว่า การคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย เยาวชนมากกว่าครึ่งมีความเห็นว่า นักการเมืองโกงบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าหากมีผลงานหรือทำประโยชน์แก่สังคม ความคิดแบบนี้กลายเป็นค่านิยมที่แพร่หลาย ทั้งหมดนี้มาจากทัศนคติพื้นฐานที่รังเกียจความขยัน ผู้คนคิดแต่ว่า รวยอย่างไรถึงจะไม่ต้องเหนื่อย นอกจากคอรัปชั่นแล้ว อาชญากรรม โดยเฉพาะการปล้นจี้ก็แพร่หลายมาก เพราะเหตุผลเดียวกัน นี่เป็นเพราะคนไทยไม่เชื่อมั่นในความเพียร ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่กำลังเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อสักสองปีที่แล้ว ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2552 มีข่าวเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่น่าประหลาดมาก คือมีคุณป้าคนหนึ่งในเกาหลีใต้ เธอต้องการสอบใบขับขี่ ที่เป็นข่าวเพราะเธอสอบมาแล้ว 775 ครั้ง แต่สอบไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่บอกว่า อยากช่วยเธอเหลือเกิน แต่ช่วยไม่ได้ มาเป็นข่าวอีกทีเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เพราะเธอสอบผ่านแล้ว หลังจากสอบมา 950 ครั้ง ในเมืองไทยมีแบบนี้ไหม สอบไม่ได้ห้าครั้งก็เลิกสอบแล้วใช่ไหม เปลี่ยนไปใช้เส้นหรือไม่ก็ใช้เงินแทน ถ้าสอบสามครั้งไม่ได้ก็เอาเงินยัด หรือไม่ก็เอานามบัตรของอธิบดีกรมนั้นกรมนี้ไปยื่นให้

เวลานี้เราใช้สองอย่างในการบรรลุความสำเร็จ คือใช้เงินกับใช้เส้น ไม่ได้ใช้ความเพียร แต่เกาหลีใต้ทำแบบนั้นไม่ได้ แล้วคุณป้าก็ไม่เอาด้วย เธอต้องการสอบให้ได้ แล้วก็สอบได้หลังจากสอบมาเกือบพันครั้ง เธอสอบแทบทุกวัน แค่ใบขับขี่ใบเดียว แบบนี้ไม่มีในเมืองไทยนะ คนไทยกลับจะบอกว่าเธอโง่ด้วยซ้ำ ถ้าสอบสามครั้งไม่ได้จะเหนื่อยไปทำไม ใช้เงินกับใช้เส้นดีกว่า อาตมาก็ไม่รู้ว่าเกรดที่ได้กันมาจำนวนไม่น้อย เราใช้เงินใช้เส้นหรือเปล่า เมืองไทยนี้แก้เกรดเป็นว่าเล่น เราก็เลยคิดว่าแก้กรรมได้ เพราะเราแก้เกรดกันเป็นประจำ เมืองนอกแก้เกรดไม่ได้นะ เขาเลยไม่มีความคิดเรื่องแก้กรรมอย่างเมืองไทย

เรื่องความใฝ่เสพ คนไทยกินเหล้าติดอันดับโลก มากกว่าอเมริกา มากกว่าญี่ปุ่นและฝรั่งเศสด้วย ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านั้นเป็นประเทศหนาว เรากินแอลกอฮอล์เฉลี่ยประมาณปีละ ๑๓ ลิตรต่อคน รวมหมดทั้งเด็กทารกด้วย สูงกว่าอเมริกา สูงกว่าฝรั่งเศสซึ่งขึ้นชื่อเรื่องไวน์ชั้นดี

การพนัน วัยรุ่นร้อยละ ๒๐ เล่นพนันหวยบนดินและพนันบอล นี่ก็เป็นเพราะอยากรวยโดยไม่ต้องเหนื่อย อยากมีเงินไปซื้อของ ไปเที่ยว ซื้อโทรศัพท์มือถือ วัยรุ่นร้อยละ 80 เที่ยวโสเภณี อีกร้อยละ 43 เที่ยวห้างเป็นประจำ เกือบร้อยทั้งร้อยของเด็กกทม. คือประมาณร้อยละ 98 มีกิจกรรมยอดนิยมคือการเที่ยวห้าง ไม่ใช่เที่ยวพิพิธภัณฑ์ หรือเข้าห้องสมุด หรือเล่นกีฬา นี่เป็นตัวอย่างของค่านิยมใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค

ประเด็นต่อมาคือการขาดความใฝ่รู้ สำนักงานสถิติแห่งชาติเคยรายงานผลเมื่อสี่ห้าปีที่แล้วว่า คนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือวันละ 14 นาที มีบางรายหนักกว่านั้น บอกว่าอ่านวันละ 8 บรรทัด วันละ 8 บรรทัดนี่อาตมาไม่ค่อยเชื่อ แต่ 14 นาทีเป็นไปได้ แต่มีสถิติบางอันบอกว่าอ่านวันละ 94 นาที ก็ขึ้นอยู่กับว่าวัดโดยวิธีใด แต่อาตมาคิดว่า ถ้าคนไทยอ่านหนังสือวันละ 14 นาทีก็น่าห่วงมาก ๆ

เมื่อไม่กี่ปีก่อน สมัยที่ยังมีการสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ปรากฏว่า ผู้สอบร้อยละ 90 สอบเอ็นทรานซ์ได้ไม่ถึง 50 คะแนน จาก 100 คะแนน คือสอบได้ไม่ถึงร้อยละ 50 ไม่ว่าจะเป็นคณิต 1 คณิต 2 ชีววิทยา อังกฤษ ไทย ล่าสุด หลังจากที่มีสอบโอเน็ต ปีนี้ปรากฏว่า เด็ก ม.6 สอบภาษาอังกฤษได้คะแนนเฉลี่ย 19 จาก 100 คะแนน วิชาวิทยาศาสตร์ได้ 14 จาก 100 วิชาภาษาไทยได้ดีหน่อย ได้คะแนนเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 50

อันนี้คือสภาพสติปัญญาของเด็กไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความใฝ่รู้ ปัญหานี้สัมพันธ์กับการใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค เพราะถ้าเอาแต่เที่ยวเล่น ความรู้จะงอกงามได้อย่างไร และสาเหตุที่มีเวลาว่างไปเที่ยวเล่นมาก ก็เพราะไม่สนใจใฝ่ศึกษาเล่าเรียน อาตมาคิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนค่านิยมมาเป็นความใฝ่รู้มากขึ้น แม้จะเหนื่อย แม้จะลำบาก แต่ไม่ท้อถอย เพราะเราเชื่อมั่นในความเพียร นอกจากเราจะมีความสุขกับการเรียนแล้ว เราจะสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ เราจะยกระดับระดับภูมิปัญญาของประเทศชาติให้สูงขึ้น

ตอนนี้ไม่ว่าจะเปรียบเทียบนักศึกษาหรือนักเรียนไทยกับประเทศต่างๆ ทั้งเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ หรือแม้แต่เวียดนาม จะพบว่า วิชาความรู้ของเด็กไทยต่ำกว่าเขา มาก อันนี้สะท้อนถึงภูมิปัญญาของบ้านเมืองว่า เวลานี้ถดถอยมาก ไม่ใช่แต่ความรู้นะ แม้กระทั่งไอคิวก็ตกต่ำ เมื่อหลายปีก่อน เคยมีการวัดไอคิวเด็ก ไม่ทราบว่าเขาวัดอย่างไร ตอน 1–3 ขวบ ไอคิว 102.5 พออายุ 6–13 ปี ไอคิวลดมาอยู่ที่ 91 อายุ 13–18 ปี ไอคิวเหลือ 89 เกิดอะไรขึ้นกับเยาวชนไทย ตอนที่เด็กไทยเกิดมา ไอคิวไม่ได้แย่กว่าประเทศอื่นเลย พอๆ กับประเทศอื่น คือประมาณ 102 แต่พออายุมากขึ้น ไอคิวกลับถดถอย เป็นเพราะอะไร

อาตมาเดาว่า เป็นเพราะเราไม่มีความใฝ่รู้ เราคิดแต่จะหาความสุขจากการเสพ การบริโภค ความสุขของเราคือการเที่ยวห้าง การได้เล่นเกมคอมพิวเตอร์ หรือว่าแช็ทในเรื่องไร้สาระ เราไม่อยากเรียน ไม่อยากศึกษา ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ตามใจลูก ทำให้ลูกไม่มีความใฝ่รู้ พอเจอวิชาความรู้ เจอหนังสือหนังหา ก็ไม่สนใจอ่าน เด็กไทยอ่านหนังสือวันละ 14 นาที แต่ถ้าช้อปปิ้ง ก็แห่กันใช้เวลาเป็นชั่วโมง เราเก่งเรื่องโทรศัพท์มือถือ รู้ว่ารุ่นไหนดี โปรโมชั่นไหนดี เรารู้ละเอียดมาก รู้กระทั่งเรื่องราวของดารานักร้อง ใครเป็นแฟนใคร ทะเลาะกับใคร รู้หมด แต่เรื่องที่เป็นความรู้ เป็นวิชาการ กลับไม่ค่อยสนใจ

พฤติกรรมแบบนี้ทำให้สติปัญญาและไอคิวของเด็กไทยแย่ลง พฤติกรรมก็แย่ลง เรื่องการคอรัปชั่น การโกง การลอกข้อสอบ อบายมุข การพนัน มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้อาตมาคิดว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนไทยขาดความใฝ่รู้ และไม่เห็นความสุขจากการศึกษาหาความรู้ เรารู้จักแต่ความสุขที่เกิดจากการเสพ การบริโภค การเที่ยว การเล่น แต่ถ้าเราเปลี่ยนฐานความสุขเสียใหม่ มาเป็นความสุขจากการทำงาน จากการที่ได้ศึกษาหาความรู้ รวมทั้งการได้ทำสิ่งดีๆ เช่น เป็นจิตอาสา จะทำให้สติปัญญาของคนไทยดีขึ้น ภูมิปัญญาของบ้านเมืองพัฒนาขึ้น และจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามมา

ความสุขจากการใฝ่เสพ เต็มไปด้วยความระคายเคือง

การใฝ่เสพให้ความสุขก็จริง แต่ว่ามีโทษเยอะ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเหมือนกับ คบไฟที่ทำด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง มันให้แสงสว่างก็จริง แต่ก็เต็มไปด้วยควันที่ระคายเคือง อีกที่หนึ่งท่านตรัสว่า คบไฟแบบนี้ถ้าถือนานๆ ไม่ปล่อย มันจะไหม้มือ ข้อเสียของความสุขจากการใฝ่เสพก็คือ ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ

ตอนที่คุณได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ คุณมีความสุขใช่ไหม แต่พอใช้ไปสองสามอาทิตย์ สองสามเดือน ความสุขมันลดลงแล้ว โดยเฉพาะเมื่อคุณเห็นคนอื่นมีโทรศัพท์รุ่นใหม่กว่า คุณจะไม่รู้สึกปลื้มกับโทรศัพท์เครื่องเดิม คุณอยากได้เครื่องใหม่ เห็นไหมว่าความสุขที่ได้โทรศัพท์นั้นมันชั่วคราว ได้แล้วก็ไม่พอใจ อยากได้ใหม่ๆ อยู่เรื่อย และแม้คุณได้เครื่องใหม่มาสมใจ คุณก็จะมีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็จะทุกข์ใหม่เมื่อคุณเห็นคนอื่นเขามีรุ่นใหม่กว่า คุณจะไม่รู้จักพอเสียที

เมื่อคุณโตขึ้น คุณอาจจะหาเงินได้มากมายจนเป็นเศรษฐีสิบล้านร้อยล้าน แต่คุณก็จะไม่มีความสุขเมื่อเห็นคนที่ร่ำรวยกว่าคุณ คนที่เป็นเศรษฐีร้อยล้าน ทำไมคนที่มีเงินเป็นพันล้านถึงไม่เคยหยุดหาเงิน ส่วนหนึ่งเขาอาจจะบอกว่า เพราะการทำงานทำให้เขามีความสุข แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขารู้สึกว่า ที่มีนั้นยังไม่พอ ต้องหาให้มากกว่านี้ เพราะว่ามีคนอื่นได้มากกว่าเขา

เคยมีการทำวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก สัมภาษณ์คน 30 คน อายุตั้งแต่ 30–59 ปี มีคำถามเรื่องสุขภาพ ฐานะ รายได้ ที่แปลกคือ มีการถามเรื่องฐานะการเงินของเครือข่ายคนที่พวกเขาสัมพันธ์ด้วย เช่น เพื่อน ครอบครัว เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ใครๆ ก็อยากมีเพื่อนรวยใช่ไหม เพราะมีเพื่อนรวยแล้วสบาย โก้เก๋ แต่การวิจัยนี้พบว่า คนที่ถูกแวดล้อมด้วยคนที่มีเงินมากกว่าตนเอง หรืออยู่ในเครือข่ายของคนที่มีฐานะการเงินดีกว่า จะมีโอกาสป่วยด้วยโรคหัวใจมากกว่าถึงร้อยละ ๒๐

พูดง่าย ๆ ก็คือ การมีเพื่อนรวยทำให้คุณมีโอกาสป่วยมากขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะคุณมักจะรู้สึกเป็นทุกข์ที่เห็นคนอื่นรวยกว่าตนเอง เห็นเพื่อนบ้านมีรถหรูกว่า มีบ้านใหญ่กว่า คุณจะไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่คุณมีชีวิตที่สะดวกสบายดีอยู่แล้ว คุณขับโตโยต้า แต่พอเห็นเพื่อนบ้านขับเบนซ์ แล้วคุณจะยังมีความสุขอยู่อีกหรือ ถ้าคุณคิดว่า ความสุขเกิดจากวัตถุ และถ้าคุณถูกแวดล้อมด้วยคนที่มีเงินมากกว่าคุณ คุณก็มีสิทธิป่วยได้มากขึ้น

ในทำนองเดียวกันอาตมาคิดว่า แม้แต่การถูกแวดล้อมด้วยคนที่สวยกว่าคุณ คนที่หล่อกว่าคุณ ก็อาจทำให้คุณทุกข์ได้เหมือนกัน อาจจะป่วยได้ง่ายๆ เคยมีการสอบถามผู้หญิงอเมริกันและแคนาดา เขาเลือกสอบถามคนที่สวย หน้าตาดี ถามว่า คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับรูปร่างของตัวเอง เกือบร้อยทั้งร้อยบอกว่าไม่พอใจ ทุกคนเห็นข้อตำหนิเกี่ยวกับรูปร่างทรวดทรงของตนเอง เช่น ผอมไปบ้าง น้ำหนักมากไปบ้าง ทรงเล็กไปบ้าง ผิวขาวไปบ้าง เกือบทุกคนไม่มีความสุขเพราะชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น โดยเฉพาะเปรียบเทียบกับดารา หรือนางแบบ

นี่คือโทษของความสุขที่อิงวัตถุหรือสิ่งเสพ ถ้าคุณเอาความสุขไปผูกติดกับวัตถุหรือรูปลักษณ์ คุณจะมีความสุขประเดี๋ยวประด๋าว แค่คุณเป็นสิว ผิวแห้ง ผมแตกปลาย คุณก็ทุกข์แล้ว โดยเฉพาะเมื่อคุณเห็นเพื่อนสวยกว่าตัวเอง ความสุขจากการใฝ่เสพมันมีโทษตรงนี้ คือคุณจะไม่รู้สึกพอใจสักที

ความสุขจากการมีเงินมากๆ ก็เหมือนกัน มีทันตแพทย์คนหนึ่งเป็นนักเล่นหุ้น ไปตลาดหุ้นประจำ วันหนึ่งเจอคุณป้าคนหนึ่ง คุณป้าคนนี้เพิ่งขายหุ้นไปเมื่อสามวันก่อนได้กำไรสิบล้านบาท ทันตแพทย์คนนี้ก็บอกว่า ขอแสดงความยินดีด้วยครับคุณป้า คุณป้าบอก ยินดีอะไรกันล่ะ ถ้าฉันรอขายหุ้นวันนี้ ฉันจะได้กำไรแล้วยี่สิบล้าน เธอไม่ดีใจ เธอไม่มีความสุขที่ได้เงินสิบล้านบาท วันรุ่งขึ้นเธอไม่ได้มาตลาดหุ้นเหมือนเคย ทันตแพทย์จึงไปถามพนักงานฝ่ายมาร์เก็ตติ้งว่า คุณป้าไปไหน ได้คำตอบว่า คุณป้าเข้าโรงพยาบาลแล้วเพราะเครียด เครียดเพราะได้กำไรสิบล้านบาทเท่านั้น เห็นไหมว่าถ้าเอาความสุขไปผูกติดกับวัตถุ ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ได้สิบล้านบาทคุณก็ยังไม่มีความสุขเลย เพราะคุณคิดว่า ฉันน่าจะได้ยี่สิบล้าน อาตมาเชื่อว่า ถ้าคุณป้าคนนี้ได้ยี่สิบล้าน ก็คงไม่มีความสุขถ้าเห็นคนอื่นได้สามลิบล้าน


การใฝ่เสพทำให้เราขาดอิสรภาพ

วัตถุทำให้เราสะดวกสบายก็จริง แต่มันทำให้เราขาดอิสรภาพด้วย วัตถุทำให้เราเป็นอิสระบางเรื่อง เช่น เป็นอิสระจากความลำบาก แต่มันทำให้เราขาดอิสระไปอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นทาสของความสบาย เหมือนนักศึกษาอเมริกันที่มีความสุขกับการกินอาหาร โค้ก พิซซ่า พอเขาไปวัด เขาทุกข์เลย เพราะไม่มีสิ่งที่เขาต้องการ คือความสุขทางวัตถุ วัตถุหรือเทคโนโลยีให้อิสระแก่เราบางด้าน เช่น รถยนต์ทำให้เรามีอิสระ เรามีเสรีภาพมากขึ้นในการเดินทาง แต่มันอาจทำให้เรากลายเป็นทาสของมัน ถ้าไม่มีรถ เราก็เดินไม่เป็นแล้ว สองร้อยเมตรก็ไม่เดินแล้ว ต้องจ้างรถมอเตอร์ไซค์ใช่ไหม

ความสะดวกสบายให้อิสรภาพแก่เราในบางเรื่อง แต่ก็ทำให้เราเสียอิสรภาพบางอย่าง ทำให้เราถูกพันธนาการด้วยบางสิ่งบางอย่าง คุณใช้โทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์มือถือให้ความสะดวกสบายแก่คุณ ทำให้คุณไม่ต้องเดินทางไกลในการติดต่อ แต่ว่ามันอาจทำให้คุณกลายเป็นทาสของโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งบีบีด้วย

คนเราต้องการอิสรภาพ และเราคิดว่า เทคโนโลยีหรือเงินทองจะทำให้เรามีอิสรภาพได้ มันก็จริงในบางเรื่อง แต่ว่ามันทำให้เราสูญเสียอิสรภาพบางอย่างไป ทำให้เราต้องเป็นทาสของมัน คนสมัยนี้ต้องการอิสรภาพ และหวังว่าวัตถุต่าง ๆ จะให้อิสรภาพแก่เราได้ แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าวัตถุที่เรามี มันจะทำให้เรามีอิสรภาพได้จริง ๆ

อาตมาคิดว่า เราต้องมองเห็นโทษจากการใฝ่เสพด้วยว่า มันมีโทษอย่างไร เวลาเราไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวห้าง คุณอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ไปหมด แต่คุณเคยนึกไหมว่า มันมีข้อเสียอย่างไรบ้าง เมื่อคุณซื้อมาแล้ว คุณก็ต้องใช้ ก็ต้องเสียเวลาในการใช้มัน เสียเวลาตั้งแต่ศึกษาวิธีการใช้ บีบีก็ตาม ไอแพดก็ตาม ยิ่งถ้าไปโหลดแอปพลิเคชั่นมาเยอะแยะไปหมด คุณต้องเสียเวลามากในการใช้มัน แล้วยิ่งคุณโหลดเกมส์มาด้วย คุณยิ่งเสียเวลามากขึ้นเพราะมัน

คนสมัยนี้บอกว่าไม่ค่อยมีเวลา ทั้งๆ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะไปหมด มีสิ่งทุ่นเวลามากมาย แต่ทำไมไม่มีเวลา ตรงข้ามกับชาวบ้าน ชาวชนบท เขามีเวลาเยอะเลย ทั้งๆ ที่ทำอะไรก็ต้องใช้เวลา หุงข้าวก็ใช้เวลาสามสิบนาที จะไปนาก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เดินทางไปตลาดก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมง บางทีจะตักน้ำมาใช้ก็ต้องไปหาบน้ำมา คนสมัยก่อนไม่ว่าจะทำอะไรก็เสียเวลาทั้งนั้นเพราะเขาไม่มีเครื่องทุ่นแรง แต่ทำไมเขาจึงมีเวลาว่างเยอะ มีเวลาอยู่กับลูก มีเวลาอยู่กับพ่อแม่ มีเวลานั่งเล่นคุยกัน ตรงข้ามกับคนสมัยนี้ ไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัวเลย ไม่ใช่แต่นักศึกษาที่ไม่มีเวลา คุณพ่อคุณแม่ของคุณก็ไม่มีเวลาเหมือนกัน เพราะว่าหมดเวลาไปกับการหาเงินมาซื้อสิ่งเสพ หรือเสียเวลาในการเสพใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ซื้อมา เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกัน เพราะเราเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากมีเวลามากขึ้น ก็เสพให้น้อยลง บริโภคให้น้อยลง

พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้

ทราบไหมว่า เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์วันละกี่ชั่วโมง ประมาณ 3–5 ชั่วโมง ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะหนักกว่านั้น นี่ไม่นับโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต แล้วก็บีบี ถ้ารวมกันแล้วอาจจะ 7–8 ชั่วโมง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาเรียน เอาเวลาที่ไหนมาพักผ่อน เอาเวลาที่ไหนมาคุยกับพ่อแม่ ไม่มี เพราะฉะนั้นเราต้องมองให้เห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ฝึกใจ ให้รู้จักพอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้ คนเราถ้ารู้จักพอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้ จะมีความสุขมาก ถ้าคุณมีโทรศัพท์มือถือ และพอใจในโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ คุณก็มีความสุขได้ไม่ยาก แต่คนสมัยนี้ไม่พอใจสิ่งที่มี ไม่ยินดีสิ่งที่ได้ ตัวอย่างคุณป้าที่อาตมาว่า ได้สิบล้านก็ไม่มีความพอใจ

คุณเคยเป็นหรือเปล่า เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต แล้วอยากซื้อของที่ระลึกติดมือกลับบ้าน คนไทยเราชอบต่อราคาอยู่แล้ว ของราคาห้าร้อยบาท ถ้าต่อได้สามร้อยบาท ดีใจไหม แต่พอ กลับมาที่โรงแรมแล้วพบว่าเพื่อนของเราซื้อของชิ้นเดียวกันกับเรา แต่เขาต่อได้สองร้อยห้าสิบ เรารู้สึกอย่างไร เราทุกข์ทันทีเลยใช่ไหม เวลาอาตมาไปต่างประเทศกับคนไทยด้วยกันก็เห็นอาการแบบนี้เช่นกัน มีคราวหนึ่งเราไปตลาดรัสเซียที่ปักกิ่ง คนไทยถ้าไปปักกิ่งแล้วไม่ได้ไปตลาดรัสเซีย ถือว่ายังไปไม่ถึงปักกิ่ง ไม่ใช่พระราชวังต้องห้ามนะ ต้องตลาดรัสเซีย อันนี้เป็นที่รู้กันในหมู่คนไทยและไกด์ เพราะของถูกมาก มีสินค้าเลียนแบบทุกแบรนด์ ทุกยี่ห้อ เพื่อนคนหนึ่งไปซื้อกางเกงยีนส์ เธอก็ต่อราคา จากสองร้อยเหลือห้าสิบ แกดีใจมาก พอขึ้นรถทัวร์ก็พบว่าเพื่อนร่วมคณะซื้อได้ถูกกว่า คือสี่สิบบาท กางเกงยีนส์แบบเดียวกันเลย เธอบอกว่าคืนนั้นนอนไม่หลับทั้งคืนเลย เพราะเจ็บใจ อย่างนี้แสดงว่า ไม่พอใจสิ่งที่มี ไม่ยินดีสิ่งที่ได้ ทั้ง ๆ ที่คุณซื้อได้ของถูกแล้วคุณทุกข์ทำไม ของนั้นให้ประโยชน์และความสุขแก่คุณได้ ทำไมคุณจึงทุกข์

เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยพอใจสิ่งที่มี ได้อะไรมา ก็ไม่มีความสุข เพราะเราชอบไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เขามีดีมากกว่าเรา เขามีมากกว่าเรา เขาซื้อของถูกกว่าเรา คุณจะไม่มีความสุขในชีวิตเลย ถ้าคุณมีทัศนคติแบบนี้ นี่คือผลจากการเสพติดวัตถุ ถ้าเราเอาความสุขไปผูกติดกับวัตถุ ถ้าใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค ก็จะเป็นแบบนี้

แต่เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น เมื่อเราพอใจชีวิตที่เรียบง่าย หรืออย่างน้อย พอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้ อย่าไปทุกข์ที่เพื่อนมีแฟนหล่อกว่าแฟนเรา อย่าไปทุกข์ที่เพื่อนมีแฟนพูดจาเอาอกเอาใจมากกว่าแฟนเรา เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยมีความสุข เพราะเรามักมองว่าแฟนคนอื่นดีกว่าแฟนเรา แฟนคนอื่นหล่อกว่าแฟนเรา แต่ถ้ารู้จักพอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้ เราจะมีความสุขมากขึ้น

ความดี ความจริง ความงามที่เชื่อมโยงกัน

ความดีวัดได้หลายอย่าง เช่น หนึ่ง เราทำแล้วมีความสุข สอง เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น คำว่า ศีล ที่เราคุ้นเคย เช่น ศีลห้า ศีลแปด เป็นความดีตรงที่ว่า เป็นการกระทำที่ไม่ไปเบียดเบียนใคร ความจริงศีลในพระพุทธศาสนา ไม่ได้แปลว่าไม่เบียดเบียนอย่างเดียว แต่รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วย

จริงๆ แล้วความดี มักโยงกับอีกสองสิ่งอยู่เสมอ คือความงามและความจริง ถ้าคุณเรียนเรื่องความงาม จะพบว่า ความงามที่แท้ จะน้อมนำไปสู่ความดี ทำให้จิตใจใฝ่ดี มีความเมตตากรุณา อยากทำความดี ขณะเดียวกันการประจักษ์ถึงความจริง ก็สามารถน้อมใจให้ใฝ่ดีได้เช่นกัน เช่น เมื่อเราตระหนักถึงความจริงว่าความสุขของทุกคนต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าคนอื่นมีความสุข เราก็พลอยมีความสุขด้วย การเห็นความจริงข้อนี้ทำให้เราอยากทำความดี อยากทำให้ผู้อื่นมีความสุข เพราะจะทำให้เรามีความสุขด้วย

ความจริงอย่างหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเน้นมากก็คือ ไม่ว่าเราทำอะไรไป ย่อมมีผลสะท้อนย้อนกลับมาที่เราเสมอ ตรงกับที่ทางวิทยาศาสตร์บอกว่า สสารและพลังงานไม่มีวันสูญหาย ถ้าเราโกรธ เราด่าว่าใคร คำโกรธ คำด่าว่านั้น ก็จะสะท้อนกลับมาที่เราในที่สุด ความจริงอย่างนี้มีชื่ออีกอย่างว่า กฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมก็คือ คุณทำอะไรไปไม่มีวันสูญเปล่า นอกจากส่งผลต่อผู้อื่นแล้ว มันยังมีผลย้อนสะท้อนกลับมาที่คุณ เมื่อคุณอยากได้สิ่งดีๆ กลับมา คุณก็ต้องทำความดีให้แก่ผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อเจือจานแก่ผู้อื่น ในที่สุดความดีเหล่านั้นจะย้อนกลับมาที่ตัวคุณ นี่คือกฎธรรมชาติ เป็นความจริงอย่างหนึ่ง เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้ เราก็อยากทำความดี ไม่ใช่เพื่อเราเท่านั้น แต่เพื่อผู้อื่นด้วย

จริงๆ แล้วอาตมายังไม่ได้พูดอีกเรื่องหนึ่ง จึงจะขอพูดตรงนี้เลยคือ ตอนนี้นอกจากคนไทยใฝ่เสพ ใฝ่บริโภค ขาดความใฝ่รู้และไม่มีความเพียรแล้ว เรายังมีทัศนคติอีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหา คือเราคิดถึงตัวเองมากกว่าคนอื่น ถ้าจะทำอะไรก็ต้องถามว่า ทำแล้วฉันจะได้อะไร เดี๋ยวนี้ความเห็นแก่ตัวมีมากจนขนาดว่า แม้แต่จะแผ่เมตตาหรืออุทิศส่วนกุศลให้ใคร บางคนก็ไม่อยากทำแล้ว เพราะกลัวว่าถ้าฉันอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นมากๆ บุญกุศลในตัวฉันจะลดน้อยลง นี้แสดงว่างกมาก งกขนาดที่ว่า แม้แต่จะอุทิศส่วนกุศลให้ใครก็ไม่ยอม เพราะกลัวบุญกุศลของตัวจะเหลือน้อยลง

เดี๋ยวนี้เรามีความคิดประหลาดๆ เยอะ ซึ่งน่าเสียใจที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นคำสอนของพระพุทธศาสนา อาตมาเคยไปเยี่ยมคนไข้คนหนึ่ง เขาเป็นมะเร็ง ตอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมีพยาบาลดูแล แต่พอกลับไปบ้าน ไม่มีใครดูแลเขาเลย ถามว่าเขาอยู่คนเดียวหรือ ไม่มีพี่ไม่มีน้องหรือ ได้คำตอบว่ามีพี่สาว แต่พี่สาวทิ้งน้องชายไปปฏิบัติธรรม พอมีคนไปถามพี่สาวของเขาว่า ทำไมไม่ไปดูแลน้องชาย พี่สาวตอบว่า เขาต้องรับกรรมของเขาเอง ฉันช่วยเขาไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นการแทรกแซงกรรมของเขา ฉันขอปฏิบัติธรรมต่อไป การปฏิบัติธรรมแบบนี้ถือว่าเห็นแก่ตัว คนที่ทำแบบนี้ถือว่าไร้เมตตากรุณา เขาลืมไปว่าการดูแลน้องด้วยความใส่ใจก็เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งที่พระพุทธศาสนาสรรเสริญ อีกทั้งการไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก ก็ไม่ใช่เป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงกรรมของเขาเลย คนที่คิดแบบนี้แสดงว่าเข้าใจกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนาไม่ถูกต้อง

ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์

อาตมาคิดว่า เราต้องเปลี่ยนทัศนคติมาสู่การคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง สมัยที่อาตมาเรียนหนังสือ มีแนวคิดหนึ่งซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงชีวิตอาตมามาก คือความคิดว่า เราไม่ได้เรียนเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เราเรียนเพื่อรับใช้สังคมหรือเพื่อประเทศชาติด้วย สมัยอาตมาเด็กๆ ตอนมศ. 4 มศ. 5 มีกลอนชิ้นหนึ่ง ไม่รู้เดี๋ยวนี้นักศึกษาเคยได้ยินหรือไม่ เป็นกลอนที่มีความหมายมาก

เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง หรือจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา เอาตัวรอดเท่านั้นฤา
แท้ควรสหายคิด และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ ปลายทางเราที่เล่าเรียน

นี่เป็นบทกวีเพื่อชีวิต ซึ่งมีอิทธิพลต่อคนรุ่นอาตมามาก ทำให้เราเรียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย คือเรียนเพื่อสังคม เรียนเพื่อประเทศชาติ เรียนเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เรียนเพื่อตัวเองอย่างเดียว เวลาจะเลือกเรียนคณะไหน เราก็เลือกว่า คณะไหนที่จะทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองหรือรับใช้ประชาชนได้มากที่สุด บทกวีแบบนี้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นอาตมามาก

คนรุ่นนี้ก็เช่นกัน น่าจะพิจารณาด้วยว่า เราไม่ได้เรียนเพื่อตัวเอง อย่างน้อยภาษีอากรที่เก็บมาจากประชาชนก็ทำให้คุณมีตึกสวยๆ งามๆ แบบนี้ ที่คุณมีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัยดี ๆ อย่างนี้ก็เพราะอาศัยภาษีอากรจากประชาชน ดังนั้นคุณจึงเป็นหนี้ประชาชนและประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนจบแล้ว ก็ควรกลับไปรับใช้ประชาชนหรือตอบแทนบุญคุณประเทศชาติ ถ้าคิดแบบนี้ คุณจะไม่วิตกว่า จะมีเงินเดือนมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าอาชีพอะไรก็ตาม หากเป็นอาชีพที่เราสามารถช่วยเหลือประเทศชาติหรือสังคมได้ดีที่สุด เราก็จะทำ การมีเงินเดือนน้อย การมีชีวิตที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าจุดหมายของชีวิตเราก็คือ เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ

ตอนหลังอาตมาสนใจพระพุทธศาสนา ก็พบว่าไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิดที่ว่าเลย การที่เรามีชีวิตเรียบง่าย ไม่ร่ำไม่รวย ก็สอดคล้องกับแนวคิดพระพุทธศาสนาเรื่องการมีชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย การทำงานก็กลายเป็นว่า ไม่ใช่เพื่อสังคมอย่างเดียว แต่ยังเพื่อฝึกหัดขัดเกลา และลดละกิเลสในตัวเองด้วย พอคิดแบบนี้ ก็จะไม่มีความหวั่นไหวมากนักในเรื่องของเงินเดือน เรื่องสถานภาพ เพราะเรื่องแบบนี้ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า โลกธรรม ซึ่งไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน และไม่ใช่สาระที่แท้ของชีวิต ถ้าเราติดโลกธรรม เราก็จะเป็นทุกข์ พระพุทธศาสนาจึงเน้นเรื่องการฝึกหัดขัดเกลาตนเอง เพื่อให้จิตใจเป็นอิสระ ไม่ผูกติดกับวัตถุ

เพราะฉะนั้นการมีชีวิตอยู่อย่างสมถะก็มีความสุขได้ อีกทั้งยังเอื้อให้เราสามารถทำประโยชน์ให้สังคมได้มาก เพราะทำให้ใจเราสงบเย็น เนื่องจากความโลภลดน้อยลง เมื่อเราพึ่งพาวัตถุน้อยลงไปเรื่อยๆ จิตใจเราจะสงบเย็นโปร่งเบา ขณะเดียวกัน ชีวิตเราก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น ตรงกับที่ท่านพุทธทาสภิกขุพูดว่า “ชีวิตที่ดี คือชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์” นี่คือจุดหมายของการมีชีวิต ของการดำรงชีวิตของอาตมา

ชาวพุทธก็ควรมีจุดมุ่งหมายแบบนี้ คือจิตใจสงบเย็น ไม่รุ่มร้อนเพราะถูกเผาลนด้วยความโกรธ ความโลภ ไม่รุ่มร้อนเพราะถูกคนวิพากษ์วิจารณ์กระทบกระแทกอัตตา เมื่อเราปล่อยวางอัตตาตัวตนได้ เราก็สามารถทำประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ได้มาก คือทำด้วยจิตที่มีเมตตากรุณา หลายคนพบว่า พอออกไปทำงานช่วยเหลือผู้คนแล้ว เขามีความสุขมากขึ้น

ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข

มีนักศึกษาคนหนึ่งอายุไล่ๆ กับคุณนะ ทุกซัมเมอร์เขาจะไปเที่ยวกับเพื่อน แต่มีซัมเมอร์หนึ่ง เพื่อนไปเที่ยวเมืองนอกกันหมด เขาเลยไม่มีเพื่อนเที่ยว วันหนึ่งมีคนชวนว่า ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเด็กอ่อนบ้านปากเกร็ดไหม ที่นั่นมีเด็กเยอะที่ไม่มีพ่อแม่ เขาต้องการอาสาสมัครช่วยดูแล ไปอุ้ม ไปเล่นกับเขา มีเด็กตั้งแต่หกเดือนถึงเก้าขวบ นักศึกษาคนนั้นเห็นว่าไม่มีอะไรทำ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ก็เลยรับเป็นอาสาสมัคร

หลังจากไปช่วยได้ไม่กี่อาทิตย์ เขาประทับใจมาก เพราะได้เห็นเด็กที่น่ารัก เด็กเหล่านั้น เวลาเห็นเขาก็วิ่งมาหาเขา มันกระทบใจเขามาก เพราะเขาเป็นเด็กที่พ่อแม่แยกทางกัน เขาไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับลุง เขารู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว เขารู้สึกว่าตัวเองขาดความรัก และรักใครไม่เป็น แต่พอมาอยู่กับเด็ก มาเล่นกับเด็กอาทิตย์ละสองครั้ง จิตใจเขาอ่อนโยนลง การที่เด็กแสดงความรักต่อเขา มีผลกระทบต่อจิตใจเขามาก เพราะได้ปลุกความรักในใจเขาขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกว่าเขาสามารถรักคนอื่นได้ เขาเริ่มเห็นคุณค่าของตัวเอง เมื่อพบว่าตัวเขามีความหมายต่อจิตใจของเด็กเหล่านี้มาก มันทำให้เขารู้สึกว่า ชีวิตของเขามีคุณค่า ประสบการณ์แค่ไม่กี่เดือนได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขา

เขาบอกว่า “ชีวิตผมสมบูรณ์ได้เพราะเด็กเจ็ดขวบ” คือเขารู้สึกว่าจิตใจของเขาได้รับการเติมเต็มเติมเต็มทั้งในแง่ที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น และมีความรักเต็มเปี่ยมหัวใจ ก่อนหน้านั้น เขาเป็นคนขาดความรัก แล้วก็ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับลุงเลย เรียนก็เรียนอย่างไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม เรียนแบบขอไปที พอเรียนเสร็จตอนเย็นก็ไปเที่ยวห้างกับเพื่อน เป็นอย่างนี้ตลอด เพราะนอกจากจะไม่รู้ว่าเรียนทำไมแล้ว ลึก ๆ ก็ไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร แต่พอได้ไปดูแลเด็ก ให้ความรักความใส่ใจแก่เด็ก ก็รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร รู้ว่าคุณค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน

อาตมาไม่แน่ใจว่าคุณจะได้ความรู้สึกหรือแง่คิดแบบนี้จากการเรียนหนังสือในห้องเรียนหรือไม่ ถึงแม้คุณจะเรียนได้เกรดดี คุณคงไม่ได้ความรู้สึกแบบนี้ จนกว่าคุณจะออกไปสัมผัสกับผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก แล้วช่วยเหลือเขาด้วยความจริงใจ

อย่าว่าแต่หนุ่มสาวเลย แม้แต่คนแก่ก็รู้สึกแบบนี้ ที่ประเทศไต้หวัน มีมูลนิธิหนึ่งชื่อมูลนิธิฉือจี้ มูลนิธินี้มีชื่อเสียงมาก เขาทำกิจการหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย แล้วก็ยังมีสถานีแยกขยะประมาณห้าพันแห่งทั่วประเทศ เขาเอารายได้จากการแยกขยะมาทำสถานีโทรทัศน์คุณธรรม ซึ่งมีชื่อมาก อาสาสมัครของสถานีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ คนแก่เหล่านี้ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก หลายคนเคยเป็นผู้จัดการ เคยเป็นวิศวกร เคยเป็นสถาปนิก แต่พอเกษียณแล้วก็อยู่บ้านเปล่าๆ ไม่ได้ทำอะไร ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูโทรทัศน์ แม้จะมีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่หลายคนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า จึงมาเป็นอาสาสมัครแยกขยะ นั่งยอง ๆ ฉีกกระดาษ ถอดหัวจุก แยกสายไฟ งานดูเหมือนจำเจ แต่มีคนแก่คนหนึ่งพูดดีมาก เขา “ผมนี่แหละ คือขยะคืนชีพ” เขาเคยรู้สึกว่า ชีวิตของเขาไม่มีคุณค่า เปรียบเหมือนขยะ แต่พอเขาได้ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นจิตอาสา เขาไม่เพียงแต่ทำให้ขยะในมือกลับมามีคุณค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ชีวิตของเขาซึ่งครั้งหนึ่งไม่ต่างจากขยะ กลับมามีคุณค่า มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกแบบนี้ให้ความสุขแก่เรา อาตมาคิดว่า ถ้าคนเราได้สัมผัสกับความสุขชนิดนี้ จิตใจจะอิ่มเอิบ มีปีติมาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข” เมื่อเราให้ความสุข ให้แก่ผู้อื่น ให้แก่สังคม ให้แก่ส่วนรวม ความสุขนั้นจะย้อนกลับมาที่ตัวคุณ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ให้รางวัลคุณ ไม่ได้ให้เงินเดือนคุณมากขึ้น ไม่ได้ทำให้ชีวิตคุณสะดวกสบายขึ้น คุณอาจเสียเงินด้วยซ้ำ แต่คุณได้ความร่ำรวยภายใน คือความสุข ความสุขแบบนี้ ถ้ามีมากๆ จะยกแผ่นดิน ยกบ้านเมืองของเราให้สูงขึ้น เพราะบ้านเมืองเราเดี๋ยวนี้มีคนเห็นแก่ตัวเยอะมาก ถ้าเราหันมาช่วยผู้อื่น เสียสละให้ผู้อื่น เป็นจิตอาสา เราก็จะมีความสุข ความสุขเหล่านี้จะหล่อเลี้ยงเราให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข

การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำให้เรารู้จักคิด

อาตมาจึงพูดตั้งแต่แรกว่า ความสุขมีสองอย่าง ความสุขเกิดจากการเสพ การบริโภค ซึ่งเป็นความสุขที่ยังต่ำอยู่ กับความสุขที่ประเสริฐ ที่ประณีต คือความสุขที่เกิดจากการกระทำ โดยเฉพาะการทำความดี การใฝ่รู้ การศึกษาหาความรู้ การเป็นจิตอาสา การช่วยเหลือสังคมส่วนรวม

ความสุขประการหลังนี้แหละที่ทำให้ชีวิตของอาตมาตอนเป็นนักเรียนมัธยมมีความสดใสมากขึ้น เพราะว่านอกจากจะรู้ว่า เราเรียนเพื่ออะไรแล้ว อาตมายังไปทำกิจกรรมด้วย ไปออกค่าย ไปเยี่ยมเด็กกำพร้าที่บ้านราชวิถี ทำให้มีความสุข กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การเรียนของอาตมาตกต่ำเลย ตรงนี้ขอยืนยันว่า การไปทำกิจกรรมนอกหลักสูตร ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไม่ได้ทำให้การเรียนตกต่ำ ตรงกันข้ามด้วยซ้ำเพราะมันทำให้อาตมารู้จักคิดมากขึ้น

แต่ก่อนอาตมาใช้วิธีการท่องจำ เพราะเป็นคนความจำดี ก็ท่องได้เก่ง แต่ตอนหลังพอทำกิจกรรมก็รู้จักคิดมากขึ้น เวลาคุณทำกิจกรรม คุณต้องรู้จักแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ จะชวนคนมาเป็นอาสาสมัครเยี่ยมเด็กบ้านราชวิถีอย่างไร ต้องใช้สติปัญญา ต้องใช้ความคิด เวลาประชุมกันก็ต้องจับประเด็นให้เป็น สิ่งเหล่านี้อาตมาได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน แล้วก็เอามาใช้กับการเรียนในโรงเรียนได้ ทำให้การเรียนไม่ตก

พอเข้ามหาวิทยาลัยก็แทบไม่ได้เข้าเรียนเลย อาตมาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะ เรียนสี่ปีครึ่งมีสมุดเล็กเชอร์แค่เล่มเดียวจริงๆ จดมันทุกวิชาในเล่มเดียว แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกปี วิชาที่ชอบ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ ไม่เคยได้เกรดต่ำกว่าบีบวก ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้เข้าห้องเรียนเลย แต่เกรดไม่เคยตกเพราะรู้จักคิด แล้วก็เอาวิธีคิดของเรามาใช้ในการสอบ มันไม่เป็นอุปสรรคเลย ทั้งๆ ที่อาตมาไม่ค่อยเข้าเรียนด้วยซ้ำ

ยุคนั้นเป็นยุคที่บ้านเมืองวุ่นวายมาก ยุค 6 ตุลา ๒๕๑๙ อาตมาไม่คิดว่าจะเอาดีทางเรียนแล้วล่ะ คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองดีขึ้น จึงเรียนแบบพอเอาตัวรอดได้เท่านั้น แต่เนื่องจากอาตมาเรียนด้วยความชอบ โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์ อาตมาชอบมาก ก็เลยไม่มีปัญหา ยิ่งข้อสอบเน้นเรื่องการวิเคราะห์หรือใช้ความคิดมากกว่าการท่องจำ อาตมาก็เลยไม่มีปัญหาในการสอบ อาตมาคิดว่า คุณทำกิจกรรมแล้วคุณจะรู้จักคิดนะ การรู้จักคิดนี้แหละ ที่จะเอามาใช้ในการเรียนของคุณได้ คุณจะจับประเด็นเป็น คุณจะวิเคราะห์เป็น

คนไทยจับประเด็นไม่ถูก วิเคราะห์ไม่เป็น ก็เลยต้องใช้วิธีท่องจำ พอใช้วิธีท่องจำก็เลยเป็นความทุกข์ เพราะคุณไม่รู้ว่าท่องไปทำไม ท่องเสร็จเรียนจบก็ลืม แต่ถ้าคุณวิเคราะห์เป็น คิดเป็น ความรู้ที่คุณเรียนมาจะไม่สูญเปล่า อย่างน้อยคุณจะได้วิธีคิดจากวิชาความรู้ แม้แต่ภาษาไทยก็ให้วิธีคิดแก่เราได้ เพราะฉะนั้นคุณจะเสียเวลาท่องจำน้อยลง แต่จะใช้ความคิดพินิจพิเคราะห์มากขึ้น จึงไม่เป็นอุปสรรคเลยต่อการเรียน

แต่ก็ขึ้นอยู่กับอาจารย์ด้วยนะ ถ้าอาจารย์เน้นแต่การท่องจำ คุณก็ต้องพึ่งโชคแล้วล่ะ แต่ถ้าเป็นอาจารย์ที่ฉลาด เหมือนกับที่อาตมาเจอที่ธรรมศาสตร์ อาจารย์หลายท่านเป็นนักวิชาการที่ฉลาด ท่านจะตั้งคำถามที่ต้องใช้ความคิดในการตอบ แม้เป็นวิชาประวัติศาสตร์ก็ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ อาตมาโชคดี ถึงแม้จะไม่เข้าเรียน แต่ก็คิดเป็น วิเคราะห์เป็น จึงได้เกรดดี แต่เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับอาจารย์ด้วย ถ้าอาจารย์ของคุณเป็นคนที่คิดเป็น แล้วรู้ว่าการศึกษาคือการฝึกให้คนรู้จักคิด นักศึกษาที่ดีคือนักศึกษาที่คิดเป็น ท่านจะให้ข้อสอบที่ทำให้คุณต้องใช้ความคิดมากขึ้น

มีอาจารย์คนหนึ่งที่ธรรมศาสตร์สอนวิชารัฐศาสตร์ เป็นเพื่อนอาตมาเอง อาจารย์ท่านนี้อนุญาตให้นักศึกษาเอาหนังสือเข้าไปในห้องสอบกี่เล่มก็ได้ ที่สำคัญก็คือให้นักศึกษาตั้งคำถามเอง แล้วตอบเอง ถ้าคุณตั้งคำถามไม่สมภูมิ คุณก็ตก ถ้าคุณตั้งคำถามดี ตอบดี คุณก็ได้เกรดดี อาจารย์จะไม่ตั้งคำถาม แต่ให้คุณตั้งคำถามเอง เพราะคำถามนั่นแหละจะชี้ว่า คุณมีกึ๋นหรือเปล่า ถ้าคุณไม่มีกึ๋น คุณก็ตั้งคำถามแบบง่ายๆ คือถามว่า What ,When , Where แต่ถ้าคุณฉลาด คุณก็ตั้งคำถามว่า How และ Why มันต่างกันมากระหว่าง What , When , Where หรือ How และ Why คนที่คิดไม่เป็นก็จะจำได้แต่ What , When Where หรือ Who แต่ไม่เคยถามเลยว่า How และ Why แต่ถ้าคุณถามเป็น คุณจะถามอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่อะไร ที่ไหน หรือใคร แต่จะถามว่า ทำไม และ อย่างไร ด้วย

เวลาคุณดูข่าว คุณเห็นข่าวแม่เอาลูกอ่อนไปทิ้งขยะ หรือแม่ทำแท้งลูก คุณก็อยากรู้ว่าใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ แต่ไม่ค่อยมีคนถามว่าทำไม ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น อะไรเป็นแรงผลักดันหรือบีบคั้นให้เธอต้องฆ่าลูกตัวเอง ถ้าคุณถามอย่างนี้ คุณจะมีโอกาสเข้าใจสังคมไทยและผู้คนมากขึ้น ถ้าคุณพบคำตอบที่รอบด้าน คุณจะประณามผู้คนน้อยลง นอกจากนั้นยังจะช่วยให้คุณรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณได้ดีขึ้น เช่น เวลาคุณมีปัญหา คุณก็จะถามเสมอว่า ทำไม เวลามีคนมาตำหนิคุณ ด่าว่าคุณ แทนที่คุณจะเอาแต่โกรธ คุณก็จะถามว่า ทำไมเขาถึงพูดอย่างนั้น คำถามแบบนี้จะช่วยให้คุณเห็นความจริงรอบด้านขึ้น และไม่ด่วนตัดสินคน

คำถามเหล่านี้ช่วยให้คุณรู้จักคิด วิชาความรู้ ต้องสอนเราตรงนี้ด้วย สอนเราไม่ใช่แค่ What , When Where , Who เหมือนกับที่วิชาประวัติศาสตร์ชอบสอนทำนองนี้ ถ้าเรียนประวัติศาสตร์ก็ต้องรู้จักถามว่า How และ Why วิชาอื่นก็ต้องสอนอย่างนี้ด้วย เช่น วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถเอาไปใช้กับชีวิตได้ ถ้าเราไม่ถามเลยว่า How และ Why ก็จะไม่มีความรู้งอกเงยเกิดขึ้น

จิตที่อยู่กับปัจจุบัน จะช่วยลดความทุกข์ ความเครียด ความกังวล

พูดถึงเรื่องวิธีคิด อาตมาว่าสำคัญ คนเราจะสุขหรือทุกข์ก็เพราะวิธีคิด เมื่อกี้อาตมาก็พูดไว้บ้างแล้วว่า ถ้าเราคิดให้เป็น จะได้ประโยชน์ พระพุทธศาสนาเรียกการรู้จักคิดหรือคิดเป็นว่า โยนิโสมนสิการ ถ้าคุณคิดเป็น คุณเจออะไร คุณก็ไม่ทุกข์ เวลาคุณถูกตำหนิ ถ้าคุณคิดเป็น คุณก็จะหาประโยชน์จากคำตำหนินั้นว่า มีข้อดีอย่างไร

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า “คนดี ใครปาขี้หมาให้ ก็กลายเป็นดอกไม้” มีคหบดีท่านหนึ่ง เป็นเจ้าของเมืองโบราณ รวยมาก เสียชีวิตไปแล้ว ท่านพูดไว้ว่า “วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล” คำตำหนิเป็นประโยชน์ ถ้าเรารู้จักเปลี่ยนให้เป็นปัญญา การที่คุณรู้จักมองเห็นประโยชน์ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น จะช่วยให้คุณไม่ทุกข์ง่าย ๆ ไม่ว่าเจออะไรก็ตาม

อาตมาเคยพาอาสาสมัครไปเยี่ยมคนไข้คนหนึ่ง เป็นเด็กอายุสิบสี่ ผมร่วงหมดเลย เพราะเธอเป็นมะเร็งสมอง แต่เธอยิ้มแย้มแจ่มใสมาก คุยไปคุยมา เธอบอกว่า หนูโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งมดลูก เพราะว่ามีญาติคนหนึ่งเป็น ปวดมากเลย “หนูโชคดีที่เป็นแค่มะเร็งสมอง” นี่เป็นวิธีคิดแบบหนึ่ง เป็นวิธีคิดแง่บวก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโยนิโสมนสิการ

การเอาใจมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าอะไรรออยู่ข้างหน้า เราก็ไม่มัววิตกกังวล แต่จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ก็เป็นวิธีคิดอีกอย่างหนึ่งที่พระพุทธศาสนาเน้นมาก นักศึกษาเดี๋ยวนี้ แค่เรียนหนังสือก็วิตกกังวลแล้ว หลายคนกำลังเรียนวิชานี้ แต่ใจไปอยู่กับวิชาตอนบ่ายแล้ว เรียนตอนบ่าย ใจก็ไปอยู่ตอนค่ำแล้ว เรียนวันนี้ ใจก็ไปอยู่กับพรุ่งนี้แล้ว ถ้าคุณเรียนแบบนี้ คุณไม่มีความสุขหรอก คุณเครียด คุณต้องพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าเรียนวิชาอะไร ใจก็อยู่กับวิชานั้น ระหว่างนั้นก็ลืมวิชาอื่นให้หมด คุณจะเรียนด้วยความสุขมากขึ้น เรียนวันนี้ อย่าเพิ่งไปคิดถึงพรุ่งนี้ แต่ว่าวันนี้ให้ดี ถ้าคุณใส่ใจอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า ซึ่งพระพุทธศาสนาเรียกว่า เอาใจมาอยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์ ความเครียด และความกังวลจะลดลง

เมื่อสักสองปีก่อน ทีวีไทยมีรายการหนึ่ง เรียกว่ารายการพลเมืองเด็ก เขาเอาเด็กสามคนมาทำกิจกรรมร่วมกันทุกอาทิตย์ คล้ายๆ เรียลิตี้โชว์ โดยมีนักจิตวิทยา อาจารย์ ครู ผู้ปกครองเด็ก มาให้ความเห็น คราวหนึ่งก็เอาเด็กสามคนมาช่วยกันขนของขึ้นรถไฟ รถไฟมีเวลาออกที่แน่นอน เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันขนให้ทันเวลา

ปรากฏว่าบ่ายวันนั้น สมจิตร จงจอหอ นักชกเหรียญทองโอลิมปิกขึ้นชก มีการถ่ายทอดสด เด็กผู้ชายสองคนเลยทิ้งงานไปดูโทรทัศน์ถ่ายทอด ปล่อยให้เพื่อนที่เป็นผู้หญิงขนของคนเดียว พิธีกรก็เลยถามเด็กผู้หญิงว่า รู้สึกอย่างไรที่เพื่อนปล่อยให้หนูขนของคนเดียว เธอก็ตอบดี บอกว่า หนูเห็นใจเขา เพราะเขาเป็นแฟนสมจิตร หนูไม่ค่อยสนใจ หนูก็อยู่ขนของ พิธีกรยังไม่พอใจคำตอบ จึงถามแหย่ว่า แล้วหนูไม่โกรธ ไม่คิดจะด่าว่าเขาหรือ ที่เขาทิ้งงานให้หนูทำคนเดียว เธอตอบดีนะ เธอตอบว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟ หนูก็เหนื่อยอย่างเดียว แต่ถ้าหนูโกรธหรือไปด่าว่าเขา หนูก็เหนื่อยสองอย่าง” ถ้าเป็นเรา เราจะเหนื่อยกี่อย่าง

ถ้าทำไปด้วย บ่นไปด้วย ทำไปด้วย ก่นด่าไปด้วย อันนี้เรียกว่าใจไม่อยู่กับปัจจุบัน ถ้าใจเราอยู่กับปัจจุบัน ทำอะไร ก็ทำให้ดี ไม่ต้องสนใจคนอื่นหรืออย่างอื่น ทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้ดี เสร็จแล้วจะไปเช็คบิลใครก็ว่ากันอีกที แต่ถ้าทำไปด้วย โกรธไปด้วย บ่นไปด้วย ไม่มีประโยชน์ อาตมาเชื่อว่า นักศึกษาหลายคนทำงานไปด้วย กังวลไปด้วย ทำงานไปด้วย บ่นไปด้วย กำลังเรียนหนังสืออยู่ แต่ใจไปคิดถึงตอนสอบแล้วว่า จะทำอย่างไรดี ทำแบบนี้นอกจากจะมีความกังวลแล้ว ยังทำให้เรียนไม่ดีอีกด้วย

มีเกร็ดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับหลวงพ่อพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว มูลนิธิวัดสวนแก้วกู้เงินมาเยอะมาก หลายสิบล้านเพื่อพัฒนาวัดและทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม มีคนถามท่านว่า หลวงพ่อเป็นหนี้หลายสิบล้าน ไม่ทุกข์หรือ ท่านตอบว่า เราจะทุกข์ทำไมล่ะ คนที่ควรทุกข์คือเจ้าของเงินต่างหาก เพราะเป็นห่วงว่าเราจะมีปัญญาจ่ายเงินหรือเปล่า ไอ้เราไม่ทุกข์หรอก ที่หลวงพ่อพยอมพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่จ่ายหนี้นะ แต่ท่านไม่เอามาเป็นกังวล หนี้จะมีกี่สิบล้านก็แล้วแต่ แม้ต้องใช้เวลานับสิบปีกว่าจะจ่ายหมด แต่นั่นเป็นเรื่องอนาคต ส่วนวันนี้หลวงพ่อท่านทำดีที่สุด หาเงินได้เท่าไหร่ก็จ่ายหนี้เท่านั้น นี่เรียกว่าอยู่กับปัจจุบัน แต่ว่ารับผิดชอบกับภาระหรือหนี้สินด้วย ไม่ใช่ไม่รับผิดชอบ แต่ท่านไม่เอาเรื่องอนาคตมาแบกให้เป็นทุกข์ หรือหนักอกหนักใจ นักศึกษาเรียนหนังสือ ถ้าไม่เอาเรื่องอนาคตมารบกวนจิตใจ คุณจะมีสมาธิ แล้วคุณจะเรียนได้ดี ข้อสำคัญคือต้องอยู่กับปัจจุบันนะ อาตมาขอฝากเอาไว้เท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved