กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ
พระไพศาล วิสาโล

หนังสือ ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ
จัดพิมพ์โดย โครงการปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ

ไม่ว่ามนุษย์มีวิทยาการล้ำเลิศเพียงใด มีเทคโนโลยีวิเศษมหัศจรรย์แค่ไหน  ก็มิอาจแยกขาดจากธรรมชาติได้   ความอยู่รอดของเราทุกคนล้วนพึ่งพาธรรมชาติทั้งสิ้น  หากธรรมชาติมีอันเป็นไป  ก็ไม่มีใครที่จะรอดพ้นจากอันตรายได้เลย

ธรรมชาตินั้นมีคุณูปการอย่างมากต่อชีวิตของเรา มากกว่าที่เราคาดคิดเสียอีก

คุณค่าต่อชีวิต

คุณค่าของธรรมชาติที่ผู้คนตระหนักและเห็นได้ชัดก็คือ คุณค่าในการบำรุงเลี้ยงชีวิต  มิใช่แค่ปัจจัยสี่เท่านั้นที่เราทุกคนต้องการเพื่อความอยู่รอด  ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อากาศ และน้ำ  หากขาดอากาศแค่ไม่กี่นาที หรือขาดน้ำแค่ไม่กี่วัน ร่างกายเราก็หยุดทำงาน  อาหารอาจซื้อได้จากร้านในบางครั้ง  แต่อากาศและน้ำ เราต้องพึ่งธรรมชาติเป็นหลัก

นอกจากเป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดแล้ว ธรรมชาติโดยเฉพาะต้นไม้และผืนป่า ยังมีคุณค่าอย่างมากต่อสุขภาพของเรา   เรารู้มานานแล้วว่ามันช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และลดมลพิษในอากาศ  แต่ที่เพิ่งรู้ก็คือมันยังช่วยป้องกันโรคต่าง  ๆ มากมายที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน  เมื่อไม่นานมานี้มีการวิจัยในฮอลแลนด์พบว่า ผู้อาศัยในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรรอบพื้นที่สีเขียว มีอัตราการเกิดโรค ๑๕ โรคน้อยกว่าที่อื่น ได้แก่ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหืด ไมเกรน โรคซึมเศร้า เป็นต้น

สำหรับคนที่เจ็บป่วย  การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ หรือแม้แต่ได้เห็นธรรมชาติ ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ดังพบว่า คนที่ผ่านการผ่าตัดใหญ่ หากพักในห้องที่มองเห็นธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ ท้องฟ้า มีแนวโน้มฟื้นไข้ได้เร็วกว่าคนที่อยู่ในห้องที่มีกำแพงทึบทั้ง ๔ ด้าน

ผลดีต่อสุขภาพนั้น บ่งชี้ว่าธรรมชาติมีอิทธิพลต่อจิตใจด้วย  กล่าวคือ เมื่อจิตใจผ่อนคลาย เบิกบาน เพราะได้เห็นธรรมชาติ สุขภาพก็ดีขึ้น ทำให้เจ็บป่วยน้อยลง   ส่วนที่เจ็บป่วยก็ฟื้นตัวดีขึ้น

คุณค่าต่อจิตใจ

ธรรมชาตินั้นช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี  คนที่มองออกไปเห็นต้นไม้และพื้นที่สีเขียว ไม่เพียงหายป่วยเร็วกว่าเท่านั้น  หากยังเรียนหนังสือได้ดีกว่า รวมทั้งมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงน้อยกว่า  การตรวจวัดการทำงานของร่างกาย บ่งชี้ว่า  เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ หรือแม้แต่การเห็นภาพธรรมชาติเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ช่วยให้เราจิตใจสงบลงและทำงานได้ดีขึ้น

ที่ประเทศเกาหลีใต้ วิธีหนึ่งที่ใช้เยียวยาผู้ที่เครียดจัดจนล้มป่วย ก็คือการพามาสัมผัสกับป่า ทำกิจกรรมผ่อนคลายท่ามกลางแมกไม้ที่ร่มรื่น  รวมทั้งเดินป่าในยามเช้า   มหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดสอนวิชา “ป่าไม้บำบัด” เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้คน ซึ่งทำงานหนักจนหาความสงบในจิตใจไม่ได้

การช่วยน้อมใจให้สงบและผ่อนคลายคือคุณค่าอีกประการหนึ่งของธรรมชาติ ที่ผู้คนเริ่มตระหนักมากขึ้น อันที่จริงคุณค่าดังกล่าวเป็นที่รับรู้กันมานานแล้ว  นี้คือเหตุผลสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุทั้งหลายเข้าป่าเพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนา

ในสมัยพุทธกาล มีพระภิกษุหลายรูปเมื่อได้สัมผัสกับความสงบแห่งป่าเขา  จิตใจเป็นสุขอย่างยิ่ง เช่น พระภูตเถระ ท่านได้กล่าวเป็นคาถาว่า

      “ยามใด ณ ริมฝั่งธารใส
      มวลดอกไม้ป่านานาพรรณสะพรั่ง
      ภิกษุนั่งบำเพ็ญฌานภาวนา
      ยามนั้น (จงรู้เถิดว่า) ไม่มีสุขใด
      จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้”

จากความสงบ สู่ความสว่าง

อย่างไรก็ตามความสงบนั้นเป็นเพียงอานิสงส์เบื้องต้นของคุณค่าทางจิตใจที่ได้จากธรรมชาติ คุณค่าที่สูงกว่านั้นคือปัญญา หรือการเห็นธรรมะ จนขจัดอวิชชาอันเป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ให้หมดไป

พระเอกวิหาริยเถระ ได้พรรณนาถึงประสบการณ์ของท่านในป่าแห่งหนึ่งว่า
     “ยามสายลมเย็นพลิ้วอ่อน
      กลิ่นอบอวลขจรไปทั่วทิศ
      ฉันนั่งสงบจิต ณ ยอดผา
      จะเพียรขจัดอวิชชาไปจากจิตใจ”

ธรรมชาติเผยแสดงธรรมะให้เราเห็นตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะเปิดใจรับรู้หรือไม่  และสายสัมพันธ์ระหว่างเรากับธรรมชาติแน่นแฟ้นเพียงใด ในสมัยพุทธกาลมีพระหลายรูปที่บรรลุธรรมเพราะเห็นธรรมจากธรรมชาติ บางท่านเห็นดอกบัวที่ตูม บาน แล้วก็ร่วงโรย พิจารณาใบไม้ที่เขียวสดใสแต่แล้วก็ร่วงลงดิน  ทั้งหมดนี้เผยแสดงให้เห็นสัจธรรมความจริงของชีวิตว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่จิรัง แปรเปลี่ยนเป็นนิจ

แม้แต่พยับแดดหรือน้ำค้างบนยอดหญ้าก็แสดงธรรมได้อย่างลุ่มลึก กวีชาวญี่ปุ่น ชื่อ อิสสะ เขียนบทกวีสั้น ๆ ว่า “พุทธธรรมเปล่งประกายจากหยดน้ำบนยอดหญ้า”  หยดน้ำหยดเล็ก ๆ บนยอดหญ้าที่แสนธรรมดาสามัญจนผู้คนมองข้ามนั้น สามารถเผยแสดงสัจธรรมอันลึกซึ้งได้ หากใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งด้วยใจสงบ  ปัญญาย่อมบังเกิด  สอดคล้องกับที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เคยกล่าวว่า “ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า สำหรับคนที่มีปัญญา”  ที่ท่านพูดเช่นนี้ก็เนื่องจากสมเด็จพระราชาคณะท่านหนึ่งถามหลวงปู่มั่นว่า ท่านไม่ได้เรียนปริยัติธรรม แล้วท่านรู้ธรรมะได้อย่างไร ทำไมถึงสั่งสอนญาติโยมได้  ท่านจึงตอบประโยคนี้ เพราะท่านได้เรียนรู้ธรรมะจากธรรมชาติ 

ท่านอาจารย์พุทธทาสมักแนะผู้ที่ไปสวนโมกข์ว่า ให้ฟังเสียงต้นไม้พูดบ้าง ฟังเสียงก้อนหินสอนธรรมะบ้าง เพราะว่าธรรมชาติสอนทั้งสัจธรรมและจริยธรรม สัจธรรมคือความจริง  ส่วน จริยธรรมหมายถึงข้อควรปฏิบัติ หรือคำสอนที่ควรนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต จริยธรรมข้อหนึ่งก็คือ การเป็นผู้ให้   ต้นไม้ไม่เคยรับฝ่ายเดียว  แม้ตอนเป็นต้นกล้าก็ไม่เพียงดูดน้ำมาเลี้ยงกิ่งก้านลำต้นเท่านั้น แต่ยังคายน้ำให้แก่โลกด้วย  ต้นไม้เอาปุ๋ยมาจากดิน แล้วก็ทิ้งใบและกิ่งเพื่อเป็นปุ๋ยกลับคืนพื้นดิน  ครั้นเติบใหญ่ ก็แผ่กิ่งก้านสาขา ให้สัตว์ต่าง ๆ ได้มาพึ่งพาอาศัย รวมทั้งให้ผลไม้เป็นอาหารแก่สัตว์นานาชนิด  นี้คือความกตัญญูรู้คุณและความเมตตาที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากต้นไม้

เวลาเราเอาขยะ ปัสสาวะ อุจจาระเทลงไปที่โคนต้นไม้ ต้นไม้ไม่เคยรังเกียจ กลับแปรเปลี่ยนเป็นอาหารหล่อเลี้ยงลำต้น กิ่งใบ และดอกผล  ดอกไม้ที่หอม และผลไม้ที่หวานก็มาจากขยะ รวมทั้งซากพืชซากสัตว์ เวลาต้นไม้เจอแดดที่แรงกล้า  ต้นไม้ก็แผ่กิ่งก้านเปลี่ยนแดดให้เป็นร่มเงาแก่ผู้ที่มาพักอาศัย ถ้าเราเปิดใจเรียนธรรมะจากต้นไม้ ก็จะตระหนักว่าทุกข์นั้นสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นสุขได้  เราจะรู้จัก เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี  เมื่อมีใครตำหนิเรา แทนที่จะโกรธ ก็เปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดปัญญา  ถ้ามนุษย์เราเรียนรู้จากธรรมชาติ รู้จักเสียสละ มีความกตัญญู รวมทั้งรู้จักเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี  เราจะมีชีวิตที่ผาสุกและเจริญงอกงาม นี่คือจริยธรรมที่ได้จากธรรมชาติ

คุณค่าดังกล่าวของธรรมชาติ ไม่เพียงหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจของเราให้เจริญงอกงาม แต่ยังหล่อเลี้ยงพุทธศาสนาให้ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้  อันที่จริง ไม่ผิดหากจะกล่าวว่าพุทธศาสนากำเนิดขึ้นได้ก็เพราะมีธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง

จุดตั้งต้นของพระพุทธศาสนา

ชาวพุทธทุกคนย่อมทราบดีว่า เมื่อพระพุทธเจ้าครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ เสด็จบรรพชาแล้ว ได้ทรงศึกษากับเจ้าสำนักคนสำคัญในสมัยนั้น ก็ยังไม่พบหนทางดับทุกข์  จึงทรงหันมาบำเพ็ญเพียรด้วยหนทางของพระองค์เอง  เริ่มต้นด้วยการเลือกหาสถานที่ที่เหมาะกับการปฏิบัติ

เมื่อเสด็จมาถึงอุรุเวลาเสนานิคม  ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงดำริว่าเป็นสถานที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียร เนื่องจากมีความสงบสงัดร่มรื่น  ดังได้ตรัสว่า

“ภูมิสถานถิ่นนี้เป็นที่รมณีย์หนอ  มีไพรสณฑ์ร่มรื่น น่าชื่นบาน  ทั้งมีแม่น้ำไหลผ่าน น้ำใส เย็นชื่นใจ  ชายฝั่งท่าน้ำก็ราบเรียบ  ทั้งโคจรคามก็มีอยู่โดยรอบ  เป็นสถานที่เหมาะจริงหนอที่จะบำเพ็ญเพียรสำหรับกุลบุตรผู้ต้องการทำความเพียร”

เมื่อทรงดำริเช่นนี้แล้ว พระองค์ก็ประทับนั่ง ณ ที่นั้นแล้วทรงตกลงใจว่า “ที่นี่ละ เหมาะที่จะบำเพ็ญเพียร”

ในที่สุดพระองค์ก็ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เห็นแจ้งในสัจธรรม จนจิตเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง  นับแต่นั้นพุทธศาสนาก็ถือกำเนิดขึ้น

ธรรมชาติอันสงบร่มรื่นคือจุดกำเนิดของพระพุทธศาสนา  ดังสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต)  ได้กล่าวว่า “ถิ่นรมณีย์ คือที่ตั้งต้นของพระพุทธศาสนา”

มิเพียงเป็นจุดตั้งต้นของพระพุทธศาสนาเท่านั้น  ธรรมชาติอันสงบสงัดยังเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนามาโดยตลอด  เมื่อพระพุทธองค์ทรงบรรลุธรรมแล้วก็ทรงยังอยู่กับธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่  อาศัยป่าหรือวนารามเป็นสถานที่ประกาศสัจธรรมและบ่มเพาะปัญญาให้แก่พระสงฆ์ และคฤหัสถ์จนบรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก   ขณะเดียวกันก็ทรงแนะนำให้พระภิกษุทั้งหลายปลีกวิเวก บำเพ็ญเพียรในป่า จนเห็นแจ้งในสัจธรรมเป็นอันมาก จนเกิดประเพณีธุดงค์จาริกในเขตป่า  รวมทั้งการเกิดวัดป่าหรืออรัญวาสี  ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสืบทอดคำสอนของพระพุทธองค์ ให้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้

ในเมื่อธรรมชาติมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อพุทธศาสนา   การเคารพและปกป้องรักษาธรรมชาติ จึงเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของชาวพุทธ

ต้นไม้คือมิตรที่มีบุญคุณ

ทุกวันนี้ผู้คนมองต้นไม้เป็นเสมือนวัตถุที่ไม่มีความหมายต่อเรานอกจากเป็น “สินค้า” หรือ “ทรัพยากร”  และหากไม่มีราคาค่างวดด้วยแล้ว ก็ไม่มีความหมายใด ๆ เลย  แต่พุทธศาสนามองว่าต้นไม้นั้นเป็นเสมือนมิตร ดังตรัสเป็นพุทธภาษิตว่า “บุคคลนั่งก็ตาม นอนก็ตามที่ร่มเงาต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งต้นไม้นั้น เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม”

ในคัมภีร์ชาดกมีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำร้ายต้นไม้ ว่าไม่ต่างกับการทำร้ายผู้ที่มีบุญคุณ และดังนั้นจึงต้องรับผลร้ายตามมา

ชาดกเรื่องหนึ่งกล่าวถึงต้นไทรใหญ่ที่ถูกพ่อค้ากลุ่มหนึ่งโค่นล้มว่า  

       “กิ่งด้านทิศตะวันออกให้น้ำอาบ
       กิ่งด้านทิศใต้ให้ข้าวและน้ำดื่ม
       กิ่งด้านทิศตะวันตกให้เหล่านารี
       ส่วนกิ่งด้านทิศเหนือให้ทรัพย์ที่น่าปลื้มใจทุกอย่าง
       พ่อค้าวาณิชทั้งหลาย ต้นไทรมีความผิดอะไรหรือ”

พ่อค้ากลุ่มนี้มีความโลภจึงโค่นล้มต้นไทร ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ  ในที่สุดก็มีนาคออกมาฆ่าพ่อค้าเหล่านั้นจนหมด  นี้คือผลจากการทำร้ายต้นไม้  ซึ่งเป็นอุทาหรณ์สอนใจคนทุกวันนี้ได้เป็นอย่างดี

 ชาดกเรื่องนี้สอนว่าต้นไม้มีบุญคุณกับมนุษย์เรา เพราะฉะนั้นจึงควรที่เราจะเคารพปกป้องธรรมชาติเช่นเดียวกับที่ควรปกป้องผู้มีพระคุณ

ในทัศนะของพุทธศาสนา ต้นไม้ไม่ใช่เป็นวัตถุที่เราจะทำอะไรก็ได้ตามใจ แต่เป็นมิตรของมนุษย์ รู้จักรักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับมนุษย์   ทัศนคติดังกล่าวตรงกับวัฒนธรรมหลายแห่งในตะวันออก รวมทั้งวัฒนธรรมของของชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาหรืออินเดียนแดง  

ชาวอินเดียนแดงผู้หนึ่งสะท้อนคติความเชื่อดังกล่าวอย่างชัดเจน เมื่อเขาพรรณนาถึงความรู้สึกหลังจากที่เห็นธรรมชาติถูกทำลายต่อหน้าต่อตา

 “เวลาเราสร้างบ้านเราจะทำช่องเล็กๆ เวลาเราเผาหญ้าเราจะไม่ทำลายจนพินาศ เราจะเขย่าต้นไม้เมื่อต้องการลูกโอ๊คและลูกสน แต่จะไม่โค่นทั้งต้น  เราจะใช้แต่ไม้ที่ตายแล้ว แต่คนขาวจะขุดดินเป็นหลุมใหญ่ โค่นไม้ทั้งต้น ฆ่าทุกอย่าง ต้นไม้บอกว่าฉันเจ็บ อย่าทำร้ายฉัน แต่พวกเขาก็ยังโค่นและตัดต้นไม้ วิญญาณของแผ่นดินเกลียดพวกเขา พวกเขาห้ำหั่นต้นไม้และถอนทั้งรากทั้งโคน พวกเขาเลื่อยต้นไม้เป็นแผ่นๆ การทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายต้นไม้ ชาวอินเดียนไม่เคยทำร้ายสิ่งใด แต่คนขาวทำร้ายทุกอย่าง พวกเขาระเบิดหินจนกระจายไปทั่วผืนดิน ก้อนหินพูดว่าอย่า เธอกำลังทำร้ายฉัน แต่คนขาวไม่สนใจ ทุกแห่งที่คนขาวไปถึงมีแต่ความเจ็บปวด”

คนไทยสมัยก่อนมีทัศนคติคล้ายคลึงกัน คือเคารพธรรมชาติ ไม่ผลาญทำลายธรรมชาติ  แม้วิถีชีวิตต้องอาศัยธรรมชาติ  แต่ก็เบียดเบียนหรือใช้เท่าที่จำเป็น  จึงมีวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เมื่อเซอร์จอห์น บาวริ่ง มาเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๔  ราวพ.ศ. ๒๓๙๘  ขณะที่นั่งเรือมาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนจะถึงกรุงเทพ เขาได้บรรยายไว้ว่า “แม่น้ำนั้นดูงดงามมาก และเต็มไปด้วยสวนที่บริบูรณ์ตลอดริมฝั่งแม่น้ำ มีต้นกอไผ่ขึ้นเป็นหย่อมตลอดเป็นทางไป มีต้นไม้พรรณต่างๆ มีใบเขียวชอุ่มทั่วทาง ความสวยงามของริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ยากที่จะเขียนให้งามเหมือนได้ ผลไม้ดอกไม้ชูดอกออกช่อออกไสวไปทั้งนั้น สัตว์ต่างๆมีมากและดูเชื่องไม่ค่อยหนีคน และปลาในแม่น้ำผุดโพล่งพล่างตลอดทางไป นกก็เชื่องจับเจ่านิ่ง ไม่ค่อยจะมีคน”

นี้คือวิถีชีวิตที่บรรสานสอดคล้องกับธรรมชาติ แม้จะต้องกินปลาเป็นอาหาร แต่ก็จับแต่พอกิน ถ้ากินไม่หมดก็ตากหรือหมัก แต่ไม่ทิ้ง ทั้งๆ ที่จับปลาง่ายมาก เมื่อตัดต้นไม้ก็จะใช้ให้หมด ไม่เหลือทิ้งๆ ขว้างๆ  ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนไทยสมัยก่อนมีความใกล้ชิดกับธรรมชาติ จนเกิดสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นโดยเฉพาะกับต้นไม้ 

ปกป้องป่าคือหน้าที่ของชาวพุทธ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดราชาธิวาส ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๒ ชาวบ้านเรียกว่าวัดสมอราย  เวลานั้นวัดสมอรายอยู่ชานเมือง ต้นไม้ขึ้นหนาแน่น กุฏิวิหารแทรกอยู่ตามป่า  มีอยู่คราวหนึ่งพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จะเสด็จไปทอดกฐินที่วัดสมอราย พนักงานมาตรวจสถานที่ก็เห็นว่าทางเสด็จมีต้นไม้กีดขวางเกะกะ พนักงานอยากจะตัดกิ่งไม้  แต่ถูกเจ้าอาวาสวัดสมอรายห้ามไว้ พนักงานก็อ้างพระเจ้าอยู่หัว  ท่านเจ้าอาวาสจึงพูดว่า “จะเสด็จมาหรือไม่เสด็จมาก็ตามเถอะ แต่ห้ามตัด”  ความทราบถึงพระองค์ จึงทรงมีพระบัญชาไม่ให้ตัดกิ่งไม้ 

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับหลวงพ่อชา สุภัทโท สมัยที่วัดหนองป่าพงสร้างใหม่ๆ  พระและแม่ชีเป็นมาลาเรียกันมาก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาเห็นสภาพวัดก็บอกหลวงพ่อชาว่าป่ารกเกินไป ต้องตัดต้นไม้ออกจะได้ไม่มียุงมาก แต่หลวงพ่อชายืนกรานไม่ให้ตัด ท่านบอกว่า “คนตายซะ เอาป่าไว้ก็พอ พระหรือชีก็ตามตายแล้วก็ไปแล้ว เอาป่าไว้เสียดีกว่า”

ชาวพุทธย่อมเคารพธรรมชาติ   เพราะเหตุนี้การอนุรักษ์ป่าจึงควรถือว่าเป็นงานสำคัญของชาวพุทธ มิใช่เพียงเพราะป่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น  หากป่ายังเป็นสถานที่ที่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญกรรมฐานเพื่อเจริญสมาธิและปัญญา ป่าที่สงบสงัดนอกจากช่วยให้จิตสงบได้ง่ายแล้ว ยังเอื้อต่อการมองตนเพื่อเห็นธรรมชาติของจิตใจด้วย   ในเมื่อป่ามีคุณค่าเช่นนี้ เราจึงควรช่วยกันอนุรักษ์ป่า มิใช่เพื่อประโยชน์ของเราและอนุชนรุ่นหลังเท่านั้น หากยังเพื่อรักษาธรรม และเป็นการตอบแทนคุณของธรรมชาติด้วย 

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ลำพังการอนุรักษ์ป่าย่อมไม่เพียงพอแล้ว  เพราะป่าทุกวันนี้หดหายไปมาก   การฟื้นฟูป่าหรือเพิ่มพื้นที่ป่า เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรทำ

การปลูกป่า จัดว่าเป็นบุญอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา เพราะเป็นการบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวม ดังมีพุทธพจน์ว่า “ชนเหล่าใดปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดที่บริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้นย่อมเจริญงอกงามทั้งคืนทั้งวัน ตลอดทุกเวลา”

พุทธพจน์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในปัจจุบัน  แต่เป็นคำสอนที่ถูกมองข้ามไป  ชาวพุทธจำนวนไม่น้อยมีความเข้าใจว่า การทำบุญต้องทำกับพระ และทำด้วยการบริจาคเงินเท่านั้น   แต่ความจริงแล้ว  การทำประโยชน์แก่ส่วนรวม หรือช่วยเหลือผู้ยากไร้ ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง   และไม่จำเป็นต้องให้ทานหรือบริจาคเงินก็ได้   การสละแรงกายช่วยเหลือส่วนรวม ก็เป็นการทำบุญ เช่นเดียวกับการรักษาศีล การฟังธรรม และการภาวนา ซึ่งไม่ต้องใช้เงินเลย

คนไทยสมัยก่อนเวลาปลูกต้นไม้ จะไม่ได้นึกถึงประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากต้นไม้เท่านั้น แต่ยังนึกถึงประโยชน์ที่จะเกิดแก่ผู้อื่นรวมไปถึงสรรพสัตว์ด้วย   เช่น คนเมืองเพชร เวลาปลูกต้นไม้ จะอธิษฐานว่า “พุทธัง พลาผล นกเกาะเป็นบุญ คนกินเป็นทาน ธัมมัง พลาผล  นกเกาะเป็นบุญ คนกินเป็นทาน สังฆัง พลาผล  นกเกาะเป็นบุญ คนกินเป็นทาน”  การปลูกต้นไม้จึงเป็นทั้งการทำบุญและการสานสัมพันธ์ระหว่างตนกับเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ให้กระชับแน่นด้วย สมกับที่เป็นเพื่อนร่วมสังสารวัฏ

ในยุคที่ธรรมชาติถูกทำลาย ป่าหดหาย   บุญอย่างหนึ่งที่เราต้องระดมทำกันก็คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และฟื้นฟูป่า  รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น  ซึ่งไม่เพียงก่อคุณประโยชน์ทางกายเท่านั้น หากยังส่งผลดีต่อจิตใจของผู้คน  เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับชาวพุทธคือ เป็นการรักษาถิ่นรมณีย์ให้เป็นสถานที่เกื้อกูลต่อการบำเพ็ญภาวนาเพื่อเสริมสร้างธรรมในใจของผู้คน อันเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง

ทำบุญด้วยการปลูกป่า

นอกจากเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมแล้ว  การอนุรักษ์ธรรมชาติ และฟื้นฟูป่า ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญบุญดังกล่าวด้วย  อาทิ ลดความเห็นแก่ตัว   เพิ่มพูนเมตตาธรรมในจิตใจ รวมทั้งได้สัมผัสกับความสุขใจอันเกิดจากการเกื้อกูลผู้อื่น  หลายคนที่ได้ลงมือปลูกป่าด้วยตนเอง ได้พบว่า แม้กายจะเหนื่อย แต่ใจเป็นสุข   อันเกิดจากความปีติและภาคภูมิใจที่ได้ทำสิ่งดี ๆ  รวมทั้งเห็นพลังที่เกิดขึ้นในใจตน 
              
เคยมีจิตอาสากลุ่มหนึ่งมาปลูกป่าที่วัดป่ามหาวัน ช่วงนั้นมีฝนตกหนัก การปลูกป่าจึงทำได้ลำบาก ทุลักทุเลไม่น้อย หลังจากที่ปลูกป่าเป็นเวลาสองวัน  วันสุดท้ายก่อนกลับ  กิจกรรมอันหนึ่งที่ให้จิตอาสาทำก็คืออยู่ในความเงียบ ทบทวนชีวิตที่ผ่านมาในช่วงสองสามวัน  จากนั้นให้ออกไปสัมผัสกับธรรมชาติเป็นเวลา  ๑๕ นาที  น้อมใจให้สงบและเปิดใจรับฟังเสียงของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเมฆ ก้อนหิน ต้นไม้ และทุ่งหญ้า  สดับฟังเสียงธรรมชาติ ว่าธรรมชาติอยากจะบอกอะไรเรา  หลังจากนั้นก็มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์

คนหนึ่งเล่าว่า เขาได้ยินเสียงธรรมชาติ สายลม  ต้นไม้ ขอบคุณเขา บางคนเล่าว่า ต้นไม้ได้กระซิบบอกเธอว่า ถ้าเธอรู้สึกเหงาเมื่อกลับบ้านขอให้กลับมาที่นี่เพราะฉันเป็นเพื่อนเธอ  หลายคนรู้สึกว่า หลังจากที่ได้มาปลูกป่า เขารู้สึกถึงสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ รู้สึกอบอุ่นมาก

มีคนหนึ่งเล่าว่า วันแรกที่เธอมาถึง มองไปที่หน้าวัด เห็นต้นไม้ใหญ่ยืนต้นโดดเดี่ยวอยู่กลางไร่มันสำปะหลัง  เธอรู้สึกหดหู่เศร้าใจมากที่เห็นป่าถูกทำลาย และรู้สึกทดท้อว่าทำอะไรไม่ได้เลยกับปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่เกิดขึ้นทุกหนแห่ง  เธอเล่าว่าเธอรู้สึกว่าตนเองเป็นเสมือนต้นญ้า ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรได้  แต่หลังจากได้ปลูกป่าสองวัน พอถึงวันที่สาม เธอเดินไปยังจุดเดิม แต่คราวนี้ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นเสมือนต้นหญ้าแล้ว แต่รู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ คือรู้สึกว่าตนเองมีพลังมีความสามารถที่จะทำสิ่งดี ๆ ให้แก่โลกใบนี้  จากเดิมที่รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้เลย ก็กลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมาใหม่

การทำบุญปลูกป่าเป็นสิ่งที่โลกกำลังต้องการอย่างยิ่ง  นอกจากจะช่วยชะลอปัญหาโลกร้อน ลดความผันผวนแปรปรวนของดินฟ้าอากาศแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาวะแก่ผู้คนทั้งกายและใจ   เราไม่จำเป็นต้องรอปลูกต้นไม้ในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมซึ่งอยู่ห่างไกล  แต่ควรลงมือทำเสียแต่วันนี้ในพื้นที่ใกล้ตัว เช่น ปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินของตน ไม่ว่าในเมืองหรือต่างจังหวัด และหมั่นดูแลต่อเนื่องจนเติบใหญ่ ให้มนุษย์และสรรพสัตว์ได้พึ่งพาอาศัยใช้ประโยชน์

นอกจากการทำบุญตามประเพณีในโอกาสสำคัญเช่น วันเกิด วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬาหบูชา หรือวันปีใหม่ ด้วยการการใส่บาตร ถวายสังฆทานแล้ว  เราควรทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความร่มรื่นให้แก่สถานที่และความเบิกบานใจให้แก่ตนเองด้วย  หากคนไทยนิยมทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้จนกลายเป็นประเพณีทั้งประเทศ  เมืองไทยจะเขียวขจีและผู้คนจะมีความสุขมากขึ้น  ประเพณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ง่ายหากมีค่านิยมอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นควบคู่กัน นั่นคือการมอบต้นไม้เป็นของขวัญ เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งน้ำใจและความปรารถนาดี   ไม่ว่าในวาระสำคัญของชีวิตหรือของพระศาสนา 

นี้คือการทำบุญที่มีอานิสงส์มาก เป็นบุญที่ให้ทั้งประโยชน์ตน เป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลังและช่วยสร้างโลกนี้ให้ดีงาม น่าอยู่   จึงเป็นบุญที่เราควรหมั่นทำเป็นนิจ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved