กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > เปิดหน้าต่าง สร้างสะพาน สมานใจ
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน  

ปาฐกถา ๑๔ ตุลา ประจำปี ๒๕๔๗
เปิดหน้าต่าง สร้างสะพาน สมานใจ

ทางออกจากกับดักแห่งความรุนแรงในยุคทักษิณ

โดย พระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย มูลนิธิ ๑๔ ตุลา
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๗

ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี่ การปฏิรูปและฟื้นฟูพุทธศาสนาในยุคโลกาภิวัตน์

 

การเคลื่อนไหวของนักศึกษาและประชาชนอันนำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในชั่วชีวิตของคน ๆ หนึ่ง อันที่จริงจะถูกต้องกว่าหากพูดว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้ในประวัติศาสตร์ของชาติ ๆ หนึ่ง ความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่วิญญูชนยากจะปฏิเสธได้ เสน่ห์ จามริก ได้เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “การปฏิวัติทางวัฒนธรรม” เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้มุ่งต่อต้านระบอบเผด็จการเท่านั้น หากโดยพื้นฐานแล้วยังเป็น “การประท้วงโจมตีต่อหลักการทางสังคมแบบเก่าซึ่งไม่สามารถกำหนดความสัมพันธ์ของบุคคลและกลุ่มชนต่าง ๆ ให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ” กล่าวอีกนัยหนึ่ง “การปฏิวัติตุลาคม ๑๖” ได้ “เรียกร้องต้องการหลักการทางสังคมใหม่ เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติและเพื่อร่วมกันเผชิญปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งของสังคมสมัยใหม่”

หลักการทางสังคมอย่างใหม่ที่อาจารย์เสน่ห์กล่าวถึง ก็คือหลักการสิทธิเสรีภาพ ซึ่งปฏิเสธความสัมพันธ์แบบเจ้าคนนายคนนั่นเอง แม้ว่าหลักการดังกล่าวจะถูกตีโต้ขัดขวางมาโดยตลอด ทำให้ประเทศก้าวถอยหลังครั้งแล้วครั้งเล่า โดยมักตามมาพร้อมกับความรุนแรง อาทิ รัฐประหารปี ๒๕๑๙ และที่ทยอยมาอีกหลายครั้ง แต่คบไฟแห่งสิทธิเสรีภาพที่การปฏิวัติตุลาคม ๑๖ ได้จุดไว้ก็ไม่เคยมอดดับไปจากจิตใจของคนไทย การเคลื่อนไหวของประชาชนในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ อันนำจุดจบมาสู่ระบอบเผด็จการรสช. และตามมาด้วยการรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี ๒๕๔๐ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามรดกของเหตุการณ์ ๑๔ ตุลายังทรงพลัง และผลพวงของการปฏิวัติเมื่อ ๓๑ ปีก่อนยังงอกงามอยู่ในใจของผู้คน แม้ว่าจะยังไม่มีที่ทางอยู่ในตำราเรียนหรือประวัติศาสตร์ของราชการอย่างสมเกียรติก็ตาม

ควบคู่กับหลักการสิทธิเสรีภาพ ก็คือความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันโดยสันติ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ซึ่งจบลงด้วยความสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อของผู้คนเป็นจำนวนมาก ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักถึงคุณค่าแห่งความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ขณะเดียวกันก็ฝากภาระให้ผู้ที่ยังอยู่ได้ร่วมกันหาหนทางป้องกันมิให้เลือดไหลนองแผ่นดินอีก แม้ว่าการประหัตประหารกลางเมืองจะเกิดขึ้นอีก ๒ ครั้งจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาและพฤษภามหาโหด โดยทิ้งช่วงห่างกันไม่ถึง ๒๐ ปี ราวกับว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ไม่มีความหมายเลย แต่ในอีกด้านหนึ่งความสูญเสียทั้ง ๒ ครั้งดังกล่าวได้ตอกย้ำความใฝ่ฝันและบทเรียนจาก ๑๔ ตุลา ว่าการแสวงหาหนทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นภารกิจสำคัญของของคนไทยทั้งชาติ การแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีคือความจำเป็นของคนไทยทั้งมวล

อยู่ร่วมกันอย่างสันติ : หนทางที่มีอุปสรรค

เมื่อเทียบกับ ๓๑ ปีที่แล้ว ต้องนับว่าประเทศไทยได้ก้าวหน้าไปพอสมควร หลักการสิทธิเสรีภาพได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ การปกครองแบบประชาธิปไตยโดยการนำของรัฐบาลพลเรือนมีความต่อเนื่องและยาวนานมากว่าทศวรรษ ขณะเดียวกันประชาชนก็มีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น และมีส่วนร่วมในกิจการของท้องถิ่นไปจนถึงกิจการของชาติอย่างไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อมองในด้านของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีแล้ว ประเทศไทยยังก้าวไปได้ไม่ไกลเท่าไรนัก ในบางแง่กลับถอยหลังกว่าเดิมเสียอีก

จริงอยู่ความสามารถในการยุติความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ระหว่างคอมมิวนิสต์กับเสรีนิยม โดยหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบได้ นับเป็นความสำเร็จของสังคมไทยที่น่าสรรเสริญ แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับความขัดแย้งอย่างใหม่ ท่ามกลางการไหลบ่าของกระแสโลกาภิวัตน์ และการเติบใหญ่ของอำนาจทุนซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วทุกท้องถิ่น ปรากฏว่าสังคมไทยกลับมีข้อจำกัดอย่างชัดเจนในการแก้ไขให้ลุล่วงโดยสันติ

เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ ปีแล้วที่สังคมไทยได้พบเห็นชาวบ้านในแทบทุกจังหวัดของประเทศลุกขึ้นมาประท้วงคัดค้านโครงการต่าง ๆ ของรัฐและภาคเอกชนที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เขาเหล่านั้นต้องการปกป้องทรัพยากรและวิถีชีวิตของตนเอาไว้ท่ามกลางการครอบงำจากภายนอก และจำนวนไม่น้อยก็ต้องการการเหลียวแลจากรัฐตามสิทธิที่พึงมีพึงได้ จำเพาะการเดินขบวนในช่วงเวลา ๓ ปี คือระหว่างเดือนตุลาคมปี ๒๕๓๖ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๓๘ เท่าที่บันทึกได้ ปรากฏว่ามีมากถึง ๑,๔๙๓ ครั้ง เฉพาะปี ๒๕๓๘ ปีเดียว มีการชุมนุมประท้วงถึง ๗๕๔ ครั้ง โดยกว่าร้อยละ ๔๐ ของตัวเลขทั้ง ๒ ชุด เป็นการประท้วงที่เกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรสาธารณะ อาทิ ดิน น้ำ และป่า ความถี่ของการชุมนุมประท้วงมิใช่เป็นเรื่องเลวร้ายในตัวมันเองหากได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงโดยสันติ แต่ปรากฏว่าบ่อยครั้งมีความรุนแรงเกิดขึ้น และที่น่าวิตกก็คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายรัฐจนถึงกับมีการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงผู้นำชาวบ้านที่ถูกลอบฆ่าหรือถูกทำร้าย โดยมักจับผู้บงการไม่ได้

รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่มีชุดใดเลยที่ไม่เคยใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วงที่ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และไม่มีชุดใดอีกเช่นกันที่แสดงความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะหยุดยั้งสะกัดกั้นการคร่าชีวิตของผู้นำชาวบ้านซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว สัญญาณในทางบวกหากจะมีก็มาจากหน่วยงานบางแห่งของรัฐ ซึ่งพยายามหาหนทางแก้ไขความขัดแย้งดังกล่าวโดยสันติวิธี อาทิ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งได้จัดตั้งสถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธีขึ้น เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ความมั่นคงจากการใช้กำลังเพื่อรักษาอาณาเขต มาเป็นการใช้สันติวิธีเพื่อปกป้องวิถีชีวิตของประชาชน พร้อม ๆ กับการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนให้เข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่ อีก ๒ หน่วยงานที่น่ากล่าวถึงคือกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งไปไกลถึงขั้นจัดการอบรมให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับตั้งแต่ระดับผู้กำกับลงมาจนถึงครูฝึก เพื่อให้มีทักษะการจัดการฝูงชนด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของทัศนคติที่ว่าผู้ชุมนุมประท้วงคือเพื่อนทุกข์ มิใช่ศัตรูของบ้านเมือง ทางด้านกระทรวง มหาดไทยก็มีการอบรมระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้มีทักษะในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมโดยหลีกเลี่ยงความรุนแรงเช่นกัน

แม้ว่าความพยายามของหน่วยงานดังกล่าวจะไม่ได้รับความสำคัญจากผู้นำรัฐบาลที่ผ่านมาเท่าที่ควร แต่การขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรเมื่อปี ๒๕๔๔ ได้จุดประกายความหวังว่าการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยโดยสันติวิธีจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น อย่างน้อยที่สุดการที่นายกรัฐมนตรีได้ออกไปร่วมรับประทานอาหารกับชาวบ้านสมัชชาคนจนที่ปักหลักประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลนานนับเดือน ในวันแรกที่ท่านรับตำแหน่ง ก็เป็นเครื่องแสดงว่าผู้นำรัฐบาลมีความเห็นอกเห็นใจผู้ชุมนุม นับเป็นนิมิตดีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากนายกรัฐมนตรีคนใด และนั่นย่อมเป็นสัญญาณว่าความทุกข์ยากของประชาชนจะได้รับการเหลียวแลและแก้ไขอย่างแท้จริงโดยรัฐบาลชุดนี้

สี่ปี่แห่งความรุนแรง

แต่ในชั่วเวลาไม่นานสัญญาณดังกล่าวก็ค่อย ๆ หรี่ลงเป็นลำดับ จนกระทั่งเมื่อมีการใช้ความรุนแรงอย่างอุกอาจโจ่งแจ้งกับผู้ที่ชุมนุมโดยสงบเพื่อคัดค้านโครงการท่อก๊าซมาเลเซียที่หาดใหญ่ปลายปี ๒๕๔๕ ความหวังว่ารัฐบาลทักษิณจะสร้างมิติใหม่ให้แก่สังคมไทยในการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีก็เป็นอันมอดลง การรื้อถอนขับไล่ชาวบ้านสมัชชาคนจนจากหน้าทำเนียบรัฐบาลไม่กี่เดือนหลังจากนั้น รวมถึงการเปิดไฟเขียวให้มีการเผาทำลายหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนที่บริเวณเขื่อนปากมูล ไม่ได้หมายความว่าสายสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ชุมนุมและรัฐบาลได้ขาดสะบั้นลงเท่านั้น หากยังหมายความว่าสังคมไทยได้ถอยกลับไปสู่การใช้อำนาจเพื่อสร้างความสงบราบคาบ ซึ่งประวัติศาสตร์ได้ชี้ว่าไม่มีวันยั่งยืนได้เลย

พร้อม ๆ กับการตราหน้าคาดโทษผู้ประท้วงว่าก่อความไม่สงบบ้าง ไม่รักชาติบ้าง ผู้นำชาวบ้านที่พยายามปกป้องทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนผู้ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนเล็กคนน้อยหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็ถูกสังหารทีละคนสองคน เพียงปีแรกที่พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาบริหารประเทศ มีแกนนำชาวบ้านที่ปกป้องท้องถิ่นถูกฆ่าตาย ๖ คน และหลังจากนั้นก็ทยอยเพิ่มเป็นลำดับ จนบัดนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า ๑๗ คน โดยหลังจากการสังหารเจริญ วัดอักษรแล้ว ก็ยังมีการฆ่าผู้นำคนอื่น ๆ ตามมาอีก เป็นแต่ไม่เป็นข่าวโด่งดังเท่านั้น น่าสังเกตว่าในจำนวน ๑๗ กรณีนั้น เกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรสาธารณะถึง ๑๔ กรณี ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ และแม้จับผู้ต้องสงสัยได้ แต่แทบทั้งหมดไม่สามารถสาวไปถึงผู้บงการเบื้องหลังได้เลย

อย่างไรก็ตามความรุนแรงที่กล่าวมานี้ดูเล็กน้อยไปถนัดใจเมื่อเทียบกับการฆ่าตัดตอนในการทำสงครามกับผู้ค้ายาเสพติด ภายในชั่วเวลาเพียง ๒ เดือนคือกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ๒๕๔๖ มีผู้เสียชีวิตกว่า ๒,๕๐๐ คน (มากเป็น ๒ เท่าครึ่งของทหารอเมริกันที่ตายในอิรักตลอด ๑๘ เดือนที่ผ่านมา) จำนวนคนที่ตายอย่างมากมายนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มิได้เป็นผลจากการให้สัญญาณไฟเขียวจากรัฐบาลโดยเฉพาะจากปากของนายกรัฐมนตรี อาทิคำพูดว่า “ยิงตายแล้วเราต้องยึดทรัพย์ด้วย...การปราบยาเสพติดเราต้องเหี้ยมพอ” หรือ “ถ้าไม่เลิก (ค้ายาเสพติด) ก็มีโอกาสถูกจัดการทุกรูปแบบ หมดทั้งตัวหมดทั้งชีวิต” คำประกาศดังกล่าวไม่เพียงเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำตัวเป็นศาลเตี้ยจัดการกับผู้ที่ต้องสงสัยค้ายาเสพติดเท่านั้น หากยังเปิดช่องให้ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสใช้อำนาจเถื่อนกำจัดศัตรูหรือผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของตนอย่างสะดวกดาย (ซึ่งอาจเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์) โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตรวจสอบหรือลงโทษ เนื่องจากทำรูปการณ์ให้ชวนเข้าใจว่าเป็นการฆ่าตัดตอนโดยผู้ค้ายาด้วยกันไปเสีย แม้ว่าเกือบหนึ่งปีถัดมา ตัวเลขผู้เสียชีวิตในสงครามต่อต้านยาเสพติดของทางราชการจะลดลงเหลือแค่พันกว่าคน แต่นั่นก็เพราะใช้วิธีการเดียวกับการซุกหุ้น กล่าวคือเอาตัวเลขที่เหลือไปซุกไว้กับหมวดหมู่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับยาเสพติด

นโยบายและทัศนคติที่เน้นการใช้กำลังเพื่อสร้างความสงบราบคาบ โดยไม่คำนึงถึงกระบวนการยุติธรรมหรือระบบนิติรัฐของประเทศ ดังตัวอย่างที่กล่าวมา ได้บ่มเพาะปัญหาในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่ไม่มีที่ใดจะประทุออกมาอย่างชัดเจนเท่ากับในสามจังหวัดภาคใต้ ความไม่พอใจที่สะสมมานานได้ระเบิดออกมาเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่องนับแต่ต้นปีนี้จนมาถึงเหตุการณ์วันที่ ๒๘ เมษายน การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ในหลายจุดได้จบลงด้วยการสูญเสียชีวิตของผู้ก่อความไม่สงบจำนวน ๑๐๘ คนและเจ้าหน้าที่รัฐนับสิบ ๑๐ คน แต่ก็เกิดคำถามขึ้นว่า จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีผู้เสียชีวิตมากถึงขนาดนั้น โดยเฉพาะที่มัสยิดกรือเซะซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากการล้อมปราบของเจ้าหน้าที่รัฐถึง ๓๒ คน คณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น มีข้อสรุปว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว “น่าจะถือได้ว่าเกินสมควรแก่เหตุ”

จะเห็นได้ว่า ๔ ปีมานี้สังคมไทยได้ถลำเข้าสู่ความรุนแรงลึกขึ้นทุกที โดยที่รัฐเองก็มีส่วนอย่างมากในการก่อให้เกิดสภาพการณ์ดังกล่าว ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐตามที่กล่าวมา เมื่อมองเชื่อมโยงกับพฤติกรรมด้านอื่น ๆ ตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ความรุนแรงเหล่านี้มิใช่ผลพวงจากนโยบายการรักษาความสงบของรัฐบาลอย่างโดด ๆ เท่านั้น หากเป็นผลสะท้อนจากธรรมชาติพื้นฐานของรัฐไทยในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ นั่นคือรัฐแบบอำนาจนิยม ซึ่งรวมศูนย์อำนาจทั้งหลายมาไว้ที่ผู้นำเพื่อมีอำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหา อำนาจดังกล่าวมิได้เกิดจากการมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภามากกว่า ๓ ใน ๕ เท่านั้น หากยังเกิดจากความสามารถในการคุมวุฒิสภาและแทรกแซงขัดขวางองค์กรมหาชนอิสระต่าง ๆ จนไม่อาจทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งกว่านั้นยังสามารถทำให้กฎหมายและรัฐธรรมนูญบางมาตราที่จำกัดอำนาจรัฐกลายเป็นหมันหรือไม่สามารถบังคับใช้ได้ ในขณะที่ร่างกฎหมายที่มุ่งกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่นหรือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนหลายฉบับก็ถูกแช่แข็งหรือเตะถ่วง ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงอิทธิพลที่สยายแผ่ไปครอบคลุมกลไกต่าง ๆ ของรัฐอย่างครบถ้วน รวมทั้งทหาร ตำรวจ ตลอดจนวงการสื่อมวลชน ผลก็คือรัฐสามารถผลักดันโครงการหรือนโยบายต่าง ๆ อย่างสะดวก โดยไม่สนใจรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย อาทิ การผลักดันโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่ดอยเชียงดาวทั้ง ๆ ที่เป็นเขตสงวนรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือการผลักดันโครงการสร้างถนนตัดอ่าวไทย และโครงการเมืองใหม่นครนายก โดยไม่มีการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น

จากสมบูรณาญาสิทธิ์สู่ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

รัฐที่มีลักษณะอำนาจนิยมซึ่งรวบอำนาจเด็ดขาดไว้ในมือผู้นำ หรือที่บางท่านเรียกว่า “ลักษณะสมบูรณาญาสิทธิ์” นั้น ก่อให้เกิดข้อวิตกอย่างน้อย ๒ ประการสำหรับผู้ใฝ่สันติธรรม กล่าวคือ

๑. รัฐเช่นนี้มีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงกับประชาชนเมื่อกระทำสิ่งซึ่งรัฐ
เห็นว่า “ก่อความไม่สงบ” อาทิ การประท้วงต่อต้านนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งมีแนวโน้มที่รัฐจะใช้กำลังในการยุติปัญหาทั้ง ๆ ที่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงได้ หรือทั้ง ๆ ที่ขัดต่อหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน
๒. การรวมศูนย์อำนาจและการปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในกระบวนการตัดสินใจของรัฐเองและในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ ย่อมหมายความว่าโอกาสที่ประชาชนจะปกป้องผลประโยชน์ของตนหรือต่อรองบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริงก็ย่อมหมดไป ผลก็คือประชาชนมักเป็นฝ่ายถูกกระทำจากมาตรการและนโยบายของรัฐ จนอาจถึงขั้นสูญเสียวิถีชีวิตหรือปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต

ทั้ง ๒ ประการที่กล่าวมาล้วนเป็นความรุนแรงทั้งสิ้น ความรุนแรงประการแรกนั้นเป็น
สิ่งที่เห็นได้ชัด และเราได้เห็นมาแล้วตลอด ๔ ปีที่ผ่าน ส่วนความรุนแรงประการที่สองนั้น แม้จะไม่ใช่ความรุนแรงทางกายภาพที่ทำให้เลือดตกยางออก แต่ก็บั่นทอนชีวิตและความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง จัดว่าเป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงประการหลังแม้จะไม่ทำให้เลือดตกยางออกโดยตรง แต่มักจะบีบคั้นให้ผู้ถูกกระทำต้องลุกขึ้นมาประท้วง ต่อต้าน ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากรัฐ หาไม่ก็ลุกลามจนกลายเป็นการลุกขึ้นสู้ด้วยกำลังอาวุธ ดังการต่อสู้ของกองกำลังคอมมิวนิสต์ และล่าสุดคือการก่อความไม่สงบในภาคใต้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่า จะ “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” โดยนำเสนอนโยบายต่าง ๆ มากมายที่ถูกใจประชาชน แต่บัดนี้ก็ปรากฏชัดแล้วว่า นโยบายอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ประกาศ แต่รัฐบาลทักษิณถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ได้แก่การรวบอำนาจเด็ดขาดไว้กับผู้บริหาร ซึ่งก็คือการสร้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ขึ้นมานั่นเอง วิธีดังกล่าวแท้จริงมิใช่การคิดใหม่ทำใหม่แต่อย่างใด เพราะรัชกาลที่ ๕ ได้เคยทำมาแล้วเมื่อร้อยกว่าปีก่อน และต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ดำเนินรอยตามโดยอาศัย “ระบอบปฏิวัติ” ที่ตนสถาปนาขึ้นมาจากการรัฐประหาร น่าสังเกตว่าทั้ง ๒ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสโลกที่ร้อนแรงและเป็นอันตรายต่อประเทศไทย ได้แก่การคุกคามของลัทธิอาณานิคม และการเกิดสงครามเย็น (ซึ่งผู้นำไทยมองว่าเกิดจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์นอกประเทศ) ความสำเร็จของรัชกาลที่ ๕ ในการรักษาบ้านเมืองไม่ให้ตกเป็นอาณานิคมของต่างชาติอีกทั้งยังนำพาประเทศไทยสู่ความทันสมัยก็ดี “ความสำเร็จ” ของจอมพลสฤษดิ์ ในการทำบ้านเมืองให้สงบราบคาบพร้อมกับการวางพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จนเป็นที่กล่าวขานอย่างชื่นชมทุกวันนี้ก็ดี ทั้ง ๒ กรณี (รวมทั้งความสำเร็จของลีกวนยิวและมหาธีร์) น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้พ.ต.ท.ทักษิณมีศรัทธาเลื่อมใสในอำนาจรัฐที่รวมศูนย์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้เช่นเดียวกับอดีต เพราะปัจจุบันประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับกระแสโลกที่สามารถเป็นภัยคุกคามได้เช่นเดียวกับที่เมืองไทยในยุคผู้นำทั้งสองได้เคยประสบมาแล้ว เป็นแต่ว่าคราวนี้กระแสโลกดังกล่าวมีชื่อว่าโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีการต่อสู้ช่วงชิงทางเศรษฐกิจเป็นด้านหลัก หาใช่การเมืองและการทหารดังในอดีตไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการอำนาจรัฐแบบเด็ดขาด เพื่อจะได้ใช้ “พระเดช” และ “พระคุณ” ในการบริหารประเทศอย่างเต็มที่ ในด้านหนึ่งรัฐบาลทักษิณใช้อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ในการทำสงครามกับผู้ค้ายาเสพติดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็ทำสงครามแบบไม่ประกาศกับแกนนำชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชนที่บังอาจประท้วงคัดค้านนโยบายรัฐ และหากจำเป็นก็ไม่ลังเลใจที่จะใช้อำนาจในมือจัดการกับผู้มีอิทธิพลที่ไม่สยบต่อผู้นำ ในอีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็ใช้อำนาจที่มากล้นเพื่อให้ความอุปถัมภ์แก่ชาวบ้าน ผ่านโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ รวมทั้งนำเงินนอกงบประมาณมาแจกจ่ายชาวบ้าน อย่างสะดวกดาย โดยไม่ต้องห่วงจะมีผู้ขัดขวาง (เช่นนำเงินหวยมาแจกทุนการศึกษาแก่ครอบครัวที่มีรายได้น้อย) แน่นอนอานิสงส์จากอำนาจรัฐที่ไร้การทัดทานย่อมตกอยู่แก่ประชาชนกลุ่มอื่น ๆ ด้วยโดยเฉพาะกลุ่มทุน นักการเมือง และข้าราชการอย่างไม่ต้องสงสัย อำนาจที่ไร้ผู้ทัดทานขัดขวางนี้แหละทำให้รัฐบาลทักษิณก้าวมาสู่ฐานะผู้สรรผลประโยชน์ให้แก่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ ในชาติ ดังธีรยุทธ บุญมี ได้ตั้งข้อสังเกตรัฐบาลทักษิณว่า “ ในปัจจุบันรัฐกลับเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรผลประโยชน์เศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศเกือบจะโดยผู้เดียว โดยดูเหมือนจะได้รับฉันทานุมัติจากเสียงสังคมด้วย”

มองจากจุดยืนของผู้ปกครอง ประเทศไทยในยามนี้ต้องการผู้บริหารที่มีอำนาจเด็ดขาดเพื่อนำรัฐนาวาฟันฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกราก วิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ได้ให้บทเรียนแก่คนไทยทั้งชาติว่ากระแสโลกาภิวัตน์นั้นไม่ปรานีใคร มันสามารถซัดกระหน่ำประเทศให้ล่มจมได้ในชั่วพริบตา แม้เศรษฐกิจของชาติจะฟื้นฟูขึ้นมากแล้วแต่อนาคตก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง โลกาภิวัตน์ได้นำพาประเทศไทยสู่สนามแข่งขันทางเศรษฐกิจที่มีเดิมพันสูงมากและนับวันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น ในสายตาของพ.ต.ท.ทักษิณ ความอยู่รอดของชาติอยู่ที่ผู้นำที่มีอำนาจรัฐเด็ดขาดอยู่ในมือเพื่อผลักดันประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผิดไปจากนี้ประเทศชาติย่อมเสี่ยงต่อการถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

ด้วยทัศนคติเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะมองการชุมนุมประท้วงรัฐบาลว่าเป็น“ความวุ่นวาย” หรือ “อนาธิปไตย” มองการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าเป็นการไม่รักชาติ และมองการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ ผลก็คือรัฐบาลพร้อมจะละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนที่เห็นแย้งและขัดขวางรัฐบาล มิพักต้องพูดถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สิน

เศรษฐกิจมิติเดียว

“ประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมายของผม” พ.ต.ท. ทักษิณเคยประกาศไว้ ในทัศนะของท่านประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่ยานพาหนะหรือมรรควิธีเท่านั้น ซึ่งมีนัยยะว่าสามารถเปลี่ยนแปลงหรือละทิ้งได้ คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น เป้าหมายของท่านคืออะไร ? ท่านเคยตอบว่า คือความผาสุกของประชาชน แต่เมื่อมองจากผลงานตลอด ๔ ปีที่ผ่านมา เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลนี้น่าจะได้แก่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งวัดเป็นตัวเลขได้

เป็นการยากที่จะอธิบายได้ว่า การเอาหวยเถื่อนขึ้นมาบนดินหรือการผลักดันให้มีคาสิโนถูกกฎหมายนั้น ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ผาสุกได้อย่างไร แต่นโยบายดังกล่าวดูมีสมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีเมื่ออธิบายว่ามันจะทำให้เศรษฐกิจของชาติเติบโตขึ้น นี้คือเหตุผลว่าเหตุใดรัฐบาลจึงละเลยปัญหาวัยรุ่น ความแตกสลายของครอบครัว และไม่สนใจปฏิรูปการศึกษา แต่กลับมีนโยบายใหม่ ๆ ทางด้านเศรษฐกิจออกมาไม่หยุดหย่อน ในขณะที่รัฐบาลประ กาศว่าการพัฒนาเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอลเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องยกขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ แต่ความถดถอยทางสติปัญญาและจริยธรรมของเยาวชนซึ่งถึงขั้นวิกฤตแล้วกลับถูกเพิกเฉย

ไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับรัฐบาลทักษิณเท่ากับเรื่องเศรษฐกิจ นโยบายสำคัญ ๆ ล้วนมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลัก วัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาความยากจนในชนบทก็มิใช่อะไรอื่น หากเพื่อส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างชาติ ดังพ.ต.ท.ทักษิณได้เคยกล่าวต่อนักลงทุนในญี่ปุ่นว่า “การปรับปรุงคุณภาพชีวิตในระดับรากหญ้าจะก่อให้เกิดสภาพสังคมที่มั่นคง เป็นดังเบาะกันกระแทก ความราบรื่นทางสังคมจะช่วยปกป้องและส่งเสริมการลงทุนของท่านจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” และอีกตอนหนึ่งในปาฐกถาที่ฮ่องกงว่า “การขจัดความยากจนเป็นเป้าหมายหลักประการหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจสังคม มันเป็นหลักศิลาฐานรากในการฟื้นฟูบูรณะและสร้างสภาพทางสังคมที่มั่นคงสภาพสังคมที่เข้มแข็งมั่นคงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างความมั่นใจของนักลงทุน และเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของบรรยากาศการลงทุนที่เอื้ออำนวยและพึงปรารถนา”

ด้วยเหตุผลที่ต้องการสร้างสภาพสังคมที่สงบราบรื่น อันเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังกล่าวมาแล้วนี้เอง นโยบายปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดจึงเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับมาตรการใช้ความเด็ดขาดกับกลุ่มประชาชนที่ลุกขึ้นมาประท้วงคัดค้านรัฐบาล ผลก็คือรัฐบาลสามารถผลักดันโครงการต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก ทั้ง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมหาศาล อาทิ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับนานาประเทศอย่างรวบรัด

การแข่งขันกันอย่างดุเดือดของประเทศต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัตน์เรียกร้องความฉับไวของผู้นำประเทศในการตัดสินใจก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าความซับซ้อนหลากหลายขององค์ประกอบต่าง ๆในกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้จำเป็นต้องมีความรอบคอบอย่างยิ่งในการตัดสินใจและดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ ในยุคที่ผู้คนมีความหลากหลายและผลประโยชน์แตกต่างกันแม้ในชุมชนเดียวกัน นโยบายทางเศรษฐกิจหนึ่ง ๆ ย่อมส่งให้คุณและโทษต่อกลุ่มต่าง ๆ แตกต่างกัน แม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกภาคส่วนในประเทศจะได้รับประโยชน์ไปเสียทั้งหมด มิพักต้องกล่าวว่าประโยชน์ที่ได้รับนั้นเป็นธรรมหรือไม่

ในยามที่รัฐสถาปนาตนเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรผลประโยชน์แก่กลุ่มคนต่าง ๆ ในชาติ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลทักษิณมิได้มีลักษณะสมบูรณาญาสิทธิ์ในทางการเมืองเท่านั้น หากยังเป็นตัวแทนของกลุ่มทุนใหญ่ระดับชาติ ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ต้องมองเศรษฐกิจจากภูมิหลัง ประสบการณ์ และจุดยืนของนักธุรกิจ ซึ่งย่อมแตกต่างจากประชาชนส่วนใหญ่ เมื่อผนวกกับอำนาจทางการเมืองที่รวมศูนย์อยู่แล้ว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลทักษิณจะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่โอนเอียงไปทางภาคธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่รัฐมีโครงการเอื้ออาทรแก่ประชาชนระดับล่างมากมาย แต่เงินที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีสัดส่วนแค่ ๑ ใน ๒๐ ของเงินที่ใช้ไปในการเกื้อหนุนภาคธุรกิจระดับบน (อาทิ การให้เงินเกือบ ๘ แสนล้านแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อแก้หนี้เสีย หรือการจัดตั้งกองทุนวายุภักษ์ การสร้างเมืองใหม่ ฯลฯ)

แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับการมีนโยบายที่เอื้อประโยชนต่อกลุ่มทุนโดยผลักภาระให้ประชาชนระดับล่าง อาทิ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเผื่อผลักดันเข้าตลาดหุ้น โดยมีแนวโน้มว่าค่าบริการจะแพงขึ้น การทำเขตการค้าเสรีกับประเทศร่ำรวย ซึ่งนับวันจะทำให้เกษตรกรรายย่อยล้มละลายเพราะการไหลบ่าท่วมท้นของสินค้าการเกษตรจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า นอกจากนั้นยังมีนโยบายที่เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนต่าง ๆ เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนระดับล่าง ตลอดจนแย่งชิงทรัพยากรท้องถิ่นที่ชาวบ้านต้องพึ่งพิง ได้อย่างเข้มข้นและกว้างขวางขึ้น ดังเห็นได้จากโครงการต่าง ๆ ที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุกคามวิถีชีวิตของชาวบ้าน อาทิ โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย โครงการเหมืองแร่โปแตช ตลอดจนโรงโม่หินในหลายจังหวัดซึ่งประชาชนพากันประท้วงจนแกนนำถูกฆ่าตายหลายคน ทุกวันนี้โครงการและกิจการเหล่านี้ยังดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เอาเปรียบประชาชนระดับล่างอยู่แล้วนับวันจะก่อความทุกข์ยากแก่เขาเหล่านั้นมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ทำให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างขยายตัวและกระชับแน่นอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วในส่วนที่เป็นผลจากการรวบอำนาจเด็ดขาดทางการเมือง

วิธีการคือตัวปัญหา

การรวบอำนาจแบบสมบูรณาญาสิทธิ์โดยรัฐนาวาอยู่ในมือผู้นำแต่ผู้เดียว อาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการนำพาประเทศให้รอดพ้นจากลัทธิล่าเมืองขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่กลายมาเป็นปัญหาเมื่อมาถึงยุคจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งทำให้สังคมไทยมีความร้าวฉานกันมากขึ้น แม้ภายนอกจะดูสงบราบคาบก็ตาม ยิ่งมาถึงยุคโลกาภิวัตน์ด้วยแล้ว สมบูรณาญาสิทธิ์เช่นนี้กลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหายิ่งกว่าจะแก้ปัญหา สังคมไทยในเวลานี้มีความซับซ้อนกว่าแต่ก่อนมาก ความซับซ้อนดังกล่าวได้นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นอกจากความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายและโครงการต่าง ๆ ของรัฐแล้ว ยังมีความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง ไม่ว่ามีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมเหมือนกันหรือต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ทรัพยากร อาทิ การแย่งใช้น้ำระหว่างชาวเขากับชาวนาบนพื้นราบ ระหว่างชาวนาที่อยู่เหนือเขื่อนกับที่อยู่ใต้เขื่อน หรือความขัดแย้งระหว่างชาวประมงกับชาวไร่ชาวนาหลังจากมีการสร้างเขื่อน ยังไม่ต้องพูดถึงความขัดแย้งระหว่างคนชนบทกับคนเมืองเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า เขื่อน และการกำจัดขยะ นอกจากนั้นยังมีความขัดแย้งที่ซ้อนทับอีกชั้นหนึ่ง คือความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจนซึ่งนับวันจะมีช่องว่างถ่างกว้างขึ้น ซึ่งทำให้ประเทศไทยติดอันดับเลวร้ายที่สุดประเทศหนึ่งของโลกในด้านการกระจายรายได้ โดยแซงหน้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียด้วยซ้ำ ความขัดแย้งทั้ง ๓ประการซึ่งชัยวัฒน์ สถาอานันท์เรียกว่า “ไตรลักษณ์แห่งความขัดแย้ง” ๑๐เป็นลักษณะโดดเด่นของสังคมไทยในปัจจุบัน ยิ่งมีกระแสโลกาภิวัตน์เข้ามากระทบด้วยแล้ว ความขัดแย้งดังกล่าวจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละภาคส่วนมีความสามารถแตกต่างกันในการปรับตัว หาประโยชน์ และปกป้องตนเองจากกระแสโลกาภิวัตน์

ความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์และทรัพยากรดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาความขัดแย้งอีกมาก ซึ่งมิอาจแก้ไขได้ด้วยอาญาสิทธิ์จากรัฐ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ารัฐบาลชุดนี้เต็มไปด้วยนักธุรกิจระดับชาติ จำเพาะพ.ต.ท.ทักษิณเองมีสินทรัพย์ถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนไทยเมื่อปี ๒๕๔๒ มีเพียง ๓,๕๐๐ บาทต่อเดือนเท่านั้น การที่รัฐจะตั้งตัวเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรผลประโยชน์ในชาติแต่เพียงผู้เดียว ย่อมยากที่จะเป็นไปอย่างชอบธรรมและเท่าเทียม เพราะผลประโยชน์ของนักธุรกิจเองก็ใช่ว่าจะไปด้วยกันได้กับผลประโยชน์ของประชาชนส่วนที่เหลือ ข้อเท็จจริงที่ว่าสินทรัพย์ของบริษัทในเครือตระกูลชินวัตรเพิ่มขึ้นถึง ๒๐๐ % ในเพียงปีเดียวคือปี ๒๕๔๖ มียอดรวมถึง ๔ แสนล้านบาท ขณะที่หนี้ครัวเรือนของคนไทยเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๐๐% จาก ๘๔,๖๐๓ เป็น ๑๖๗,๐๔๗ บาทในชั่วเวลา ๒ ปี (๒๕๔๕-๒๕๔๗) โดยสัดส่วนหนี้ต่อรายได้เพิ่มจาก ๕๑% เป็น ๖๒ % ๑๑ ย่อมชี้ชัดถึงความไม่เท่าเทียมกันในการจัดสรรผลประโยชน์ของรัฐบาลทักษิณ

มองในแง่รายได้ คนไทยดูเหมือนจะรวยขึ้น แต่เมื่อมองในแง่หนี้สิน คนไทยดูจะยากจน ลง นโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาลอาจช่วยให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น แต่ตราบใดที่ไม่ได้แตะต้องโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่เท่าเทียมกัน ความรุนแรงเชิงโครงสร้างก็จะไม่ลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นตามช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นระหว่างคนรวยกับคนจน การลดทอนความรุนแรงเชิงโครงสร้างนั้นมิอาจทำได้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐ ขณะที่การเอาเงินและโครงการพัฒนาต่าง ๆ หว่านลงไปตามบัญชาของรัฐ นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป เพราะสุดท้ายผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็ไปตกอยู่กับผู้ที่ได้เปรียบอยู่แล้วจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่เป็นธรรม ความไม่สงบในภาคใต้ในเวลานี้เป็นผลพวงที่ปรากฏอย่างชัดเจนจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ไม่เป็นธรรมซึ่งหมักหมมสะสมมาเป็นเวลาช้านาน ขณะเดียวกันมันก็ชี้ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐไม่อาจแก้ปัญหาได้ แม้จะมีการทุ่มเงินลงไปควบคู่กันก็ตาม นี้ก็เช่นเดียวกับการปราบคอมมิวนิสต์ในชนบทไทยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนซึ่งแม้จะใช้กำลังทหารควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเน้นโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน ไฟฟ้า แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ได้ จนเมื่อมีคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ออกมา ทั้ง ๒ กรณีเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า อำนาจรัฐและเม็ดเงิน ไม่อาจสร้างความสงบได้ ตราบใดที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง หรือโครงสร้างที่ก่อความรุนแรงทั้งทางเศรษฐกิจการเมือง ยังไม่ได้รับการแก้ไข

อำนาจรัฐและเม็ดเงินนั้น อย่างมากก็สร้างได้แต่ความสงบแบบราบคาบ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดความสงบอย่างสมานฉันท์ได้ ทั้งนี้ก็เพราะทั้ง ๒ ประการนี้ไม่สามารถเป็นเครื่องมือขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้เลย ยิ่งนำเอามาใช้เป็นเครื่องมือผลักดันนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่กลุ่มคนที่ได้เปรียบอยู่แล้วในสังคม พร้อมกับผลักภาระให้แก่ประชาชนระดับล่าง ก็เท่ากับเพิ่มความรุนแรงเชิงโครงสร้างให้มากขึ้น ซึ่งในที่สุดย่อมระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงทางกายภาพในที่สุด ที่น่าวิตกก็คือทั้งอำนาจรัฐและเม็ดเงินเป็นเครื่องมือที่พ.ต.ท.ทักษิณเชื่อมั่นและไว้วางใจมากที่สุด จะด้วยภูมิหลังทั้งในฐานะตำรวจและนักธุรกิจ หรือเพราะความหลงใหลในความสำเร็จของผู้นำอย่างจอมพลสฤษดิ์ก็ตาม การติดยึดกับ ๒ วิธีการดังกล่าวในขณะที่กุมอำนาจรัฐอย่างเต็มที่จึงมีแต่จะนำพาสังคมไทยสู่ความขัดแย้งที่ลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

คิดใหม่ทำใหม่เพื่อออกจากความรุนแรง

ประเทศไทยกำลังถลำสู่วังวนแห่งความรุนแรงลึกขึ้นทุกที เป็นวังวนที่นับวันจะถอนตัวออกมาได้ยากขึ้นตราบใดที่รัฐบาลทักษิณยังยึดติดในวิธีคิดและวิธีทำอย่างเดิม ๆ ทั้งวิธีคิดและวิธีทำอย่างเดิม ๆนี้แหละที่เป็นกับดักให้รัฐบาลจมติดอยู่กับการสร้างความรุนแรงเชิงโครงสร้างมากขึ้น และหลีกไม่พ้นที่จะต้องใช้ความรุนแรงทางกายภาพกับประชาชนในที่สุด ผลก็คือนำพาทั้งประเทศให้ติดกับดักแห่งความรุนแรงเหล่านี้ไปด้วยกันทั้งหมด

รัฐบาลทักษิณมีแนวโน้มว่ายังจะอยู่คู่ประเทศไทยอีก ๔ ปีเป็นอย่างน้อย ประเทศไทยจะติดกับดักแห่งความรุนแรงไปได้นานเท่าไร ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณเองด้วย หากท่านต้องการนำพาประเทศไทยออกจากกับดักแห่งความรุนแรง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดใหม่และทำใหม่ให้ต่างจากเก่า โดยเฉพาะก็ประเด็นต่อไปนี้

๑. การมีวิสัยทัศน์ที่รอบด้าน ไม่ใช่มีแต่เศรษฐกิจเพียงมิติเดียว

พ.ต.ท.ทักษิณมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเพิ่มตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
วิธีการใดก็ได้ จนไม่สนใจว่าจะก่อปัญหาตามมาอย่างไรบ้าง จะเรียกว่านี้คือยุทธศาสตร์หลัก
ประการเดียวก็ได้ของพ.ต.ท.ทักษิณ การจดจ่อกับเรื่องนี้เป็นหลักทำให้พ.ต.ท.ทักษิณมองไม่
เห็นเหตุผลใดที่จะต้องพลิกแผ่นดินตามล่าตำรวจกาญจนบุรีที่ฆ่าฝรั่ง ๒ คนเมื่อเดือนกันยายนที่
ผ่านมา นอกจากเหตุผลที่ว่าทำให้ภาพพจน์ของชาติเสียหายและกระทบต่อการท่องเที่ยว
ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ก็เคยถูกมองในแง่นี้มาแล้วเช่นกัน และที่ตอนนี้กำลังทำสงคราม
กับไข้หวัดนกก็มิใช่เพราะอะไรอื่น หากเพราะมันกำลังเป็นภัยต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว
เป็นเพราะเหตุผลเดียวกันนี้ใช่ไหมที่รัฐบาลพยายามปกปิดข่าวนี้เมื่อปลายปีที่แล้ว จนทำให้
ไข้หวัดนกระบาดไปทั่วประเทศ จนมีคนตายหลายคน ไก่ตายหลายสิบล้านตัว และเป็นปัญหา
ยืดเยื้อมากระทั่งทุกวันนี้

แต่ที่กล่าวมานั้นไม่ใช่เป็นปัญหามากเท่ากับการพยายามทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่าง
รวดเร็วโดยสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น การนำเงินนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบด้วยการดึงเอาหวยเถื่อนขึ้นมาบนดินและการพยายามทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย การส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการเปิดอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่สนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมภาคธุรกิจที่มีความสามารถในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า (อาทิ ภาคอุตสาหกรรม ภาคโทรคมนาคม) โดยผลักภาระให้แก่ภาคเกษตรกรรมหรือก่อปัญหาแก่เกษตรกรรายย่อยและคนจน อาทิ การเร่งรัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในทำนองเดียวกันการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านละล้าน ธนาคารคนจน และโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ ก็เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะกระตุ้นการบริโภคเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเร็วขึ้น แต่ประชาชนระดับล่างกลับมีหนี้สินพอกพูนมากขึ้น และที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เงินตราจากเศรษฐกิจนอกระบบไหลเข้าสู่เศรษฐกิจในระบบ ทำให้ตัวเลขจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ)เพิ่มขึ้น

เป็นเพราะติดยึดหลงใหลกับตัวเลขจีดีพีอย่างเต็มที่นี้เอง จึงมักมองปรากฏการณ์ต่าง ๆ แต่เพียงในแง่ที่ว่ามันจะส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงง่ายมากที่พ.ต.ท.ทักษิณจะอ่านโจทย์ของสังคมผิดพลาด เช่น เมื่อมีการประท้วงของชาวบ้านหรือการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย ก็จะมองไปในแง่ลบทันทีว่าเป็นความวุ่นวาย แทนที่จะมองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของความทุกข์ของประชาชนและความไม่ชอบธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ในประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลแก้ไข ไม่ใช่ไปห้ามเขาเคลื่อนไหวหรือปิดปากเขา

การมองให้เห็น “ภาพรวมทั้งระบบ” อันเป็นวลียอดนิยมของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น เป็นสิ่งที่ท่านเองจำต้องนำมาใช้ในในการบริหารประเทศด้วย กล่าวคือไม่ควรมองว่าความผาสุกของประชาชนนั้นมีแต่มิติทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังประกอบไปด้วยมิติอื่น ๆ อีกมาก อาทิ มิติทางวัฒนธรรม จริยธรรม สิทธิเสรีภาพ สุขภาพพลานามัย สิ่งแวดล้อมเป็นต้น ความเจริญก้าวหน้าของประเทศและความผาสุกของประชาชนมิได้อยู่ที่การยกระดับรายได้ของประชาชนให้ทัดเทียมประเทศโลกที่ ๑ หรืออยู่ที่การเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในโลกเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความมั่นคงในการดำเนินชีวิต ปลอดภัยจากอาชญากรรม มีสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลภาวะ ครอบครัวและชุมชนมีความเข้มแข็ง สิทธิมนุษยชนได้รับการเคารพ ผู้คนมีความเอื้ออารีและขันติธรรม เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ถูกปล่อยไปตามยถากรรม หรือตกเป็นเหยื่อของบริโภคนิยม ประชาชนมีทัศนคติที่ดีในการทำงานและดำเนินชีวิต ไม่คิดรวยทางลัดด้วยอบายมุขหรือการคิดโกง เป็นต้น

ควรกล่าวด้วยว่าวิสัยทัศน์ของพ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากจะมีมิติเศรษฐกิจเพียงมิติเดียวแล้ว ยังเป็นเศรษฐกิจที่แคบ คือมองแต่เศรษฐกิจที่ผูกติดกับภาคธุรกิจสมัยใหม่ แต่ไม่ให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่เกี่ยวข้อง ในขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าชัดเจนในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมากกว่านั้นก็คือการตั้งเป้าว่าจะทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าเติบโตอย่างยั่งยืน หรือทำให้เกษตรกรสูญเสียที่ดินน้อยลง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่คนไทยต้องการคือวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ครอบคลุมทุกมิติ ผู้นำซึ่งไม่เพียงตั้งเป้าว่าจีดีพีจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากยังพร้อมที่จะประกาศว่า จะลดอาชญากรรมกี่เปอร์เซ็นต์ จะลดจำนวนเด็กเร่ร่อนให้เหลือกี่คนในแสน จะลดพื้นที่ที่ล่อลวงเยาวชนให้ทำชั่ว (เช่นแหล่งอบายมุข) และเพิ่มพื้นที่ทำดี (เช่นสนามเด็กเล่น ห้องสมุด)กี่เปอร์เซ็นต์ เราต้องการผู้นำที่ถือว่าการฟื้นฟูคุณภาพเยาวชนให้พ้นจากวิกฤตเป็นวาระของชาติ

การมีวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกมิติโดยมีเป้าที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม จะช่วยให้รัฐบาลมีนโยบายอย่างเป็นบูรณาการอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจจะไม่มองแต่ผลได้ในทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่จะคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้วย คนเล็กคนน้อยจะไม่ตกเป็นเหยื่อของการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างแคบ ๆอีกต่อไป ขณะเดียวกันหากตั้งเป้าอย่างจริงจังว่าจะพัฒนามิติทางสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมไปด้วย รัฐบาลก็จะพบว่า รัฐบาลหรือกลไกรัฐอย่างเดียวนั้นไม่อาจจะผลักดันให้เกิดผลสำเร็จได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสังคม ต้องอาศัยหน่วยอื่น ๆ ของสังคม เช่น ครอบครัว ชุมชน เข้ามาร่วมในกระบวนการผลักดันด้วย นี้เป็นวิธีการที่ต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่รัฐใช้ในการขับเคลื่อนให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะในกรณีหลังนั้นรัฐสามารถสั่งการลงมาได้ โดยกลไกอื่น ๆ เพียงแค่สนองนโยบายเท่านั้น หรือมิเช่นนั้นก็เชิญชวนใครต่อใครให้มาลงทุน การมีวิสัยทัศน์รอบด้านจึงหมายความว่ารัฐจะใช้วิธีการเดิม ๆ อีกต่อไปไม่ได้ หากจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ดังจะได้กล่าวเป็นลำดับต่อไป

๒.เปลี่ยนจากการ “จัดการ” ประเทศ มาเป็นการ “ร่วมมือ”กับสังคม

พ.ต.ท.ทักษิณเห็นประเทศเป็นบริษัท ซึ่งมี “ผลกำไร” หรือ bottom line ทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องหลัก ดังนั้นจึงมีความเชื่อมั่นกับการบริหารประเทศด้วยวิธีที่เรียกว่า “การจัดการ”

การจัดการที่พ.ต.ท.ทักษิณคุ้นเคยเมื่อครั้งเป็นนักธุรกิจ (หรือเถ้าแก่)ก็คือ การกำหนดทิศทางและสั่งการโดยทุกส่วนขึ้นตรงต่อตนเอง เมื่อมาบริหารประเทศก็ใช้วิธีการสั่งการจากบนลงล่างเป็นหลัก ทั้งนี้โดยอาศัย “พระเดช” คือ อำนาจรัฐ และ “พระคุณ” คือ เม็ดเงินหรือผลตอบแทนทางวัตถุ เป็นปัจจัยหลักในการผลักดันกลไกต่าง ๆ ให้ขับเคลื่อนตามแนวทางที่ตนได้กำหนดไว้

ดูเหมือนว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเชื่อว่าประชาชนนั้นไม่สามารถคิดหรือริเริ่มทำสิ่งต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมได้ด้วยตนเอง จำต้องอาศัยการชักจูงและผลักดันจากผู้นำหรือจากรัฐ เริ่มต้นด้วยการหว่านล้อมด้วยข้อมูล (ที่มักจะให้เพียงด้านเดียว) จากนั้นก็ชักจูงด้วยการสัญญาว่าจะให้รางวัลหรือผลตอบแทนทางวัตถุ เช่น จะนำโครงการพัฒนาต่าง ๆ มาให้ บ่อยครั้งก็ขู่ว่าจะไม่ให้รางวัลหากไม่ทำตาม (เช่น จะไม่ให้ความช่วยเหลือถ้ามาประท้วงหน้าทำเนียบหรือเชื่อผู้นำเอ็นจีโอ) มาตรการที่ควบคู่กันก็คือการใช้อำนาจรัฐมากำกับหรือขู่ว่าจะลงโทษ ดังเห็นได้จากกรณีสามจังหวัดภาคใต้ ทันทีที่เกิดเหตุความไม่สงบขึ้นแต่ต้นปี สองสิ่งแรกที่พ.ต.ท.ทักษิณทำคือ ส่งกำลังทหารตำรวจลงไปเต็มอัตราศึก ขณะเดียวกันก็ประกาศว่าจะจัดสรรเงิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทลงไปพัฒนาภาคใต้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยสนใจคือการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนในภาคใต้ หรือการกระจายอำนาจเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการบริหารพื้นที่ภาคใต้ ผลก็คือสถานการณ์ภาคใต้เลวร้ายลง ผู้คนหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจรัฐยิ่งกว่าเดิม ส่วนโครงการพัฒนาที่จะนำลงไปโดยไม่มีการปรึกษาประชาชนก็ไม่ช่วยให้ประชาชนมั่นใจว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่าเดิมและวิถีชีวิตของตนจะได้รับการปกป้อง การสู้กับผู้ก่อความไม่สงบนั้น ต้องเริ่มต้นจากการชนะใจประชาชน แต่จะชนะใจประชาชนไม่ได้เลยหากไม่เคารพเขา หรือเห็นเขาเป็นเพียง “พนักงานบริษัท”ที่มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้จัดการเท่านั้น

อำนาจนั้นมีอยู่ ๓ ประเภทใหญ่ ๆ คือ อำนาจเหนือผู้อื่น (power over) พ.ต.ท.ทักษิณเชื่อในอำนาจประเภทนี้ คือเชื่อว่าหากตนมีอำนาจเหนือประชาชน ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ก็จะสามารถจัดการให้เกิดผลตามที่ต้องการได้ แต่ดูเหมือนพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่รู้จักอำนาจอีก ๒ ประการที่เหลือ คืออำนาจร่วม(power with) กับอำนาจภายใน (power within)

อำนาจร่วมหมายถึงความสามารถในการทำให้สำเร็จได้ด้วยการร่วมมือกับผู้อื่น เราจะรู้จักและสามารถใช้อำนาจดังกล่าวได้ต้องเริ่มต้นจากการเคารพสติปัญญาและวิจารณญาณของผู้อื่น พร้อมที่จะฟังผู้อื่น โดยไม่ถือตัวว่าตัวเองฉลาดกว่าหรือถูกต้องกว่า อำนาจร่วมเกิดขึ้นได้เมื่อมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โต้เถียง เอาเหตุผลและข้อมูลมาแจง เพื่อหาข้อสรุปและความเห็นพ้องต้องกัน ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือความเห็นที่รอบด้านและความรู้สึกร่วมที่จะผลักดันให้เกิดความสำเร็จ และสิ่งที่ตามมาก็คือความสามัคคีและไว้วางใจที่จะทำงานร่วมกันต่อไปอีกในอนาคต

การบริหารประเทศโดยวิธีจัดการหรือใช้อำนาจบงการผู้อื่นนั้น ย่อมนำไปสู่การรวบอำนาจมากขึ้น และปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชน ผู้นำที่ใช้วิธีนี้ย่อมไม่สนใจที่จะเสวนาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับประชาชน ไม่คิดที่จะนำข้อเท็จจริงหรือเหตุผลมาโต้แย้งกับผู้ที่คิดต่าง หากแต่ใช้วิธีบอกปัด หรือใช้คำพูดที่ดูถูก โจมตี และกล่าวหา หากไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีขู่หรืออาจถึงขั้นใช้กำลัง ขณะเดียวกันก็พยายามหาพวกด้วยการใช้เงินเข้าล่อ นี้คือวิธีที่ผู้นำในระบบอุปถัมภ์ใช้กับผู้ที่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ เป็นวิธีที่ “พ่อ”ซึ่งมีทั้งพระเดชและพระคุณ นิยมใช้เมื่อถูกลูกคัดค้าน แต่นี้ย่อมมิใช่วิธีของผู้นำที่ต้องการให้ประเทศเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนอย่างแน่นอน

พ.ต.ท.ทักษิณควรจัดการประเทศให้น้อยลง และร่วมมือกับสังคมให้มากขึ้น แทนที่จะใช้อำนาจเหนือประชาชน ควรหันมาใช้อำนาจร่วมกับประชาชน นั่นคือสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปรึกษาหารือและตัดสินใจ ส่งเสริมการกระจายอำนาจในทุกระดับ ขณะเดียวกันก็พยายามแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันในหมู่ประชาชนเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ของประเทศ นั่นหมายความว่า ไม่เพียงแต่จะสนับสนุนให้เกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวางในสังคม รวมทั้งการเปิดเวทีให้มีการโต้แย้งอย่างอิสระและเท่าเทียม (เช่น สื่อมวลชน และเวทีประชาพิจารณ์) หากท่านเองต้องพร้อมที่จะเข้ามาร่วมเสวนาและโต้เถียงกับผู้เห็นต่างบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง โดยหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจที่มีเหนือกว่า (รวมทั้งอำนาจสื่อที่มีอยู่ในมือ) ขัดขวางการแสวงหาความจริงที่ไม่สอดคล้องกับความเห็นของตน การเสวนาแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะทำให้เกิดบรรยากาศและกระบวนการแห่งปัญญาที่จะพัฒนาสังคมไทยให้มีวุฒิภาวะทางสติปัญญาและอารมณ์มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้นำที่สามารถนำข้อถกเถียงดังกล่าวมาสรุปเป็นมติสาธารณะก็ย่อมจะได้รับความสนับสนุนและความยินยอมพร้อมใจจากประชาชน ทำให้สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้สัมฤทธิผลและเกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า

ความยินยอมพร้อมใจของประชาชนยังเกิดขึ้นได้จากผู้นำที่มีคุณธรรม เสียสละ สัตย์ซื่อ มือสะอาด และมีเมตตากรุณา ผู้นำชนิดนี้ย่อมสามารถบันดาลใจให้ประชาชนเกิดความเสียสละและอุทิศตนเพื่อส่วนรวมได้ ยิ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังความเห็นของประชาชนและผู้ที่เห็นต่าง ยิ่งได้รับความเลื่อมใสศรัทธามากขึ้น แม้จะไม่มีอาวุธและอำนาจเงินก็ตาม ผู้นำเช่นนี้ก็สามารถนำพาหรือร่วมมือกับประชาชนผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ อำนาจชนิดนี้คืออำนาจประเภทที่ ๓ ที่เรียกว่า อำนาจภายใน (power within) อำนาจชนิดนี้เป็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณควรให้ความใส่ใจด้วยเช่นกัน การบงการโดยอาศัยเงินและอำนาจรัฐในมือนั้นไม่ช่วยให้บรรลุความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อมหาชนคลางแคลงใจในความซื่อสัตย์สุจริต ความร่วมมือจากประชาชนด้วยความยินยอมพร้อมใจและเชื่อมั่นศรัทธาต่างหาก ที่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้

แต่ผู้นำที่ดีย่อมไม่เพียงพยายามสร้างอำนาจภายในให้เกิดขึ้นกับตนเท่านั้น หากควรส่งเสริมให้ประชาชนมีอำนาจชนิดนี้ด้วยเช่นกัน นอกจากเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมแล้ว ผู้นำยังควรส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบ่มเพาะคุณธรรม ไม่ส่งเสริมอบายมุขหรือสิ่งผิดศีลธรรมแม้จะทำให้มีรายได้เข้ารัฐมากขึ้นก็ตาม ขณะเดียวกันก็พยายามกระตุ้นให้กระบวนการเรียนรู้หรือกระบวนการแห่งปัญญาเผยแพร่ไปทั่วสังคม เช่น ส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเสรีบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ส่งเสริมสื่อที่เอื้อต่อการพัฒนาทางปัญญา ไม่ยั่วยุให้เกิดโลภะ โทสะ และโมหะ สนับสนุนการศึกษาที่พัฒนาทั้งปัญญาและคุณธรรม มิใช่มุ่งแต่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเท่านั้น

อย่างไรก็ตามการแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนและการพัฒนาอำนาจภายในของประชาชนนั้น ไม่ควรเป็นภารกิจของผู้นำในฐานะบุคคลหรือคณะบุคคลเท่านั้น หากควรเป็นภารกิจของรัฐ โดยผนวกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบอบ อันเป็นสิ่งที่จะกล่าวในลำดับที่ ๓

๓.กระจายอำนาจและส่งเสริมการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี

การกระจายอำนาจลงไปถึงระดับท้องถิ่นเป็นหลักประกันที่ดีที่สุดสำหรับการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนร่วมดังกล่าวมิได้หมายถึงเพียงแค่การเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตนเองเท่านั้น หากรวมไปถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาของท้องถิ่น รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ

การรวบอำนาจคือที่มาแห่งความรุนแรง โครงสร้างที่รวบอำนาจไว้ในกับคนกลุ่มเล็ก ๆ คือโครงสร้างที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรง ความยากจน อดอยาก เจ็บป่วย และมีชีวิตที่ลำเค็ญของผู้คนจำนวนมหาศาล ท่ามกลางทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์นับเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง ความรุนแรงดังกล่าวมิได้มาจากไหนหากเกิดจากการที่ประชาชนในระดับล่างไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อชีวิต และสาเหตุที่ไม่สามารถเข้าถึงหรือครอบครองทรัพยากรดังกล่าวได้ก็เพราะไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพยากรเหล่านั้น (ซึ่งมิได้มีแค่น้ำ ป่า ที่ดินเท่านั้น หากรวมถึงการศึกษา วัฒนธรรม และคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์) การผูกขาดอำนาจในการจัดการทรัพยากรไว้ในมือของรัฐเป็นต้นเหตุแห่งความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ยิ่งกลุ่มทุนระดับชาติเข้ามามีอำนาจรัฐและกลายเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์ในชาติดังปัจจุบัน ความรุนแรงดังกล่าวก็ยิ่งจะเพิ่มพูนมากขึ้นและเมื่อสถานการณ์สุกงอม ก็ย่อมลุกลามกลายเป็นความรุนแรงในทางกายภาพ ความไม่สงบในภาคใต้ใครเล่าจะปฏิเสธว่ามิได้มีรากเหง้าส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนระดับล่างถูกแย่งชิงทรัพยากรไปอย่างรวดเร็วโดยกลุ่มทุนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่รัฐ ปลาที่หดหายไปอย่างรวดเร็วและทรัพยากรชายฝั่งที่ถูกทำลายเพราะการรุกล้ำของนายทุนต่างถิ่นได้ทำให้ชาวบ้านยากจนลง วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างตั้งตัวไม่ติด สภาพดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและความรู้สึกต่อต้านชิงชัง จนกลายเป็นเชื้ออย่างดีสำหรับการก่อความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐและ “คนนอก”

การกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในสิ่งที่มีผลกระทบกับเขา ไม่ว่าโครงการต่าง ๆ ของรัฐ หรือนโยบายเศรษฐกิจ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการลดทอนความรุนแรงในสังคม อันที่จริงรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีมาตรการดังกล่าวอยู่แล้ว สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณควรทำอย่างยิ่งคือ เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและทำให้รัฐธรรมนูญมีผลในทางปฏิบัติ ด้วยการออกกฎหมายลูกออกมา อาทิ กฎหมายประชาพิจารณ์ กฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งผลักดันให้กฎหมายป่าชุมชนออกมาเสียที

ไม่ว่าจะมีเจตนาดีเพียงใดก็ตาม การตั้งตัวเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรผลประโยชน์แก่คนในชาติ จะไม่สามารถสร้างความสงบสุขและความผาสุกแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ประชาชนได้แตกตัวเป็นหลายหมู่เหล่าที่มีผลประโยชน์แตกต่างกันหรือถึงขั้นขัดแย้งกัน สุดวิสัยที่รัฐจะจัดสรรให้ทั่วถึงและยุติธรรมได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการเปิดเวทีให้ประชาชนทุกส่วนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันในการชี้แจง ถกเถียงและต่อรองผลประโยชน์กัน แน่นอนว่าเวทีดังกล่าวย่อมมิใช่รัฐสภาโดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทุกวันนี้ถูกครอบงำด้วยนายทุน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเวทีหนึ่งที่รัฐบาลควรให้ความสนใจ แต่ควรจะมีเวทีที่เปิดกว้างมากกว่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากกฎหมายประชาพิจารณ์ อีกส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความริเริ่มของภาคประชาชนในการจัดตั้งเวทีสำหรับถกเถียงนโยบายสาธารณะ รัฐควรส่งเสริมความริเริ่มดังกล่าวดังกล่าว ขณะเดียวกันก็นำความเห็นที่หลากหลายจากเวทีดังกล่าวมาสังเคราะห์เป็นนโยบาย จะว่าไปแล้วรัฐควรจัดตั้งหน่วยงานหรือผลักดันให้มีองค์กรมหาชนที่ทำหน้าที่สนับสนุนเวทีสาธารณะดังกล่าวด้วยซ้ำ

นี้คือกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสังคมไทย ไม่ควรคิดว่าเวทีเหล่านี้จะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม ตรงกันข้ามกลับจะช่วยให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลาย การมีเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายพูดและฟังอย่างเท่าเทียมกันและอย่างมีกติกา ย่อมช่วยให้เกิดความเข้าใจกันได้ดีกว่าการพูดผ่านสื่อหรือพูดต่างเวที

ว่าไปแล้ว สิ่งที่รัฐน่าจะเป็นห่วงมากกว่า มิใช่พฤติกรรมของประชาชนในเวทีสาธารณะ หากได้แก่พฤติกรรมของรัฐเอง รัฐนั้นคุ้นกับการใช้อำนาจจนเป็นนิสัย จึงทนไม่ได้กับความเห็นต่าง ยิ่งผู้ที่เห็นต่างนั้นเป็นประชาชนคนเล็กคนน้อย ก็มักใช้อำนาจตามอำเภอใจมากขึ้น ดังที่มักใช้กับชาวบ้านที่ชุมนุมประท้วง ซึ่งบางครั้งมิได้ประท้วงรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐด้วยซ้ำ แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับทำตัวเป็นคู่กรณีเสียเอง และบางครั้งก็ลงเอยด้วยการใช้กำลังกับประชาชน การเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้สันติวิธีเพื่อแก้ไขความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่พึงทำควบคู่กันก็คือการพัฒนาทักษะในการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี อันที่จริงทั้งหมดนี้คือจุดมุ่งหมายของการออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับที่ ๑๘๗/๒๕๔๖ เรื่องนโยบายการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แต่สิ่งที่ขาดไปอย่างน่าเสียดายก็คือความมุ่งมั่นและความใส่ใจของผู้ออกคำสั่งคือตัวพ.ต.ท.ทักษิณเอง

อันที่จริงต้องพูดว่าการนิยมใช้กำลังเป็นสิ่งที่ฝังลึกในจิตใจ มิใช่แค่นิสัยธรรมดาเท่านั้น ดังจะเห็นได้ว่า ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๔๖ ระบุว่า “ต้องยึดมั่นสันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่เป็นธรรมและสร้างความสงบสุขที่ยั่งยืน โดยเริ่มต้นที่รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน” แต่การอุ้มและวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหาได้หยุดยั้งไม่ ดังกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร และทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับที่ ๖๘/๒๕๔๗ เรื่องนโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งระบุว่า “ปฏิบัติการรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ด้วยการสนับสนุนของประชาสังคม....ไม่เอนเอียงต่อกลุ่มใดหรือฝ่ายใด และโดยสันติวิธี” แต่หลังจากลงนามโดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธได้เพียงเดือนเศษ ก็เกิดการสังหารหมู่อย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุที่มัสยิดกรือเซะและที่สะบ้าย้อยในวันเดียวกัน

การออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาอย่างเดียวย่อมไม่พอ จำต้องออกมาตรการอย่างอื่นออกมาด้วยโดยนายกรัฐมนตรีเองต้องมีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญยิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรของเจ้าหน้าที่รัฐ การปรับเปลี่ยนทัศนคติ และการพัฒนาทักษะในการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี ทั้งนี้ต้องเริ่มต้นจากตัวนายกรัฐมนตรีเองโดยการทำตนเป็นแบบอย่างในการรับฟังและปรึกษาหารือประชาชนมากขึ้น ไม่ลุแก่อำนาจหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ รวมทั้งไม่ส่งสัญญาณให้ใช้ความรุนแรงกับประชาชนโดยเฉพาะผู้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นิมิตดีตรงที่สถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ มีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะผลักดันยุทธศาสตร์สันติวิธีให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ พ.ต.ท.ทักษิณควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานอย่างนี้มากขึ้น และส่งเสริมให้ทำงานได้มากกว่านี้

แนวทาง ๓ ประการที่กล่าวมาได้แก่ ๑)การมีวิสัยทัศน์ที่รอบด้าน ไม่ใช่มีแต่เศรษฐกิจเพียงมิติเดียว ๒)การเปลี่ยนจากการจัดการประเทศ มาเป็นการร่วมมือกับสังคม และ ๓)การกระจายอำนาจและส่งเสริมกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นแนวทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดออกจากกับดักแห่งความรุนแรงได้ การมีวิสัยทัศน์ที่รอบด้านจะช่วยให้การพัฒนาประเทศไม่พุ่งไปบนแนวทางเศรษฐกิจอย่างแคบ ๆ ที่เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนน้อย แต่สร้างปัญหาและความทุกข์แก่คนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันการพัฒนาประเทศโดยคำนึงถึงทุกมิติจะทำให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งมั่นคงขึ้นทั้งในทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง ไม่ใช่เจริญแต่ในทางวัตถุดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ความเข้มแข็งดังกล่าวจะทำให้สังคมมีภูมิต้านทานต่อแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา ยิ่งมีการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะทุกระดับ รวมทั้งมีอำนาจจัดการทรัพยากรท้องถิ่น ภาคประชาชนจะเข้มแข็งขึ้น คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น ขณะเดียวกันก็จะสามารถปกป้องวิถีชีวิตของตนได้โดยสันติวิธี

ในยุคที่กระแสโลกาภิวัตน์กำลังเชี่ยวกรากและมีอำนาจสูงในการครอบงำทำลายวิถีชีวิตของผู้คนและชุมชน โดยมีกลไกตลาดเป็นเครื่องมือสำคัญของทุนขนาดใหญ่ ชนิดที่ถึงขั้น “กำหนดชะตากรรมของคนส่วนใหญ่มาไว้ในมือของกลุ่มธุรกิจทั้งในและนอกประเทศไม่กี่กลุ่มเท่านั้น” ซึ่งเสกสรรค์ ประเสริฐกุลเรียกว่า “การโอนอธิปไตยจากรัฐมาสู่ตลาด” ๑๒การมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการผลักดันทุกภาคส่วนให้เข้ามีวิถีชีวิตผูกติดกับตลาดอย่างแน่นแฟ้นโดยเฉพาะตลาดที่ทุนขนาดใหญ่ครอบงำอยู่ (อาทิตลาดพืชผลจีเอ็มโอ หรือ “ตลาดเสรี” ที่ทำกับประเทศมหาอำนาจ) ย่อมเท่ากับผลักให้ประชาชนเข้าไปติดกับดักที่ยากจะถอนตัวได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งในการปกป้องท้องถิ่นและวิถีชีวิตของตนให้ได้มากที่สุด การพัฒนาสังคมในทุกมิติ ควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรจะช่วยลดความรุนแรงจากการเอาเปรียบของทุนขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันจะช่วยกำกับและถ่วงดุลมิให้รัฐตกเป็นเครื่องมือของทุนเหล่านี้ในการใช้ความ รุนแรงกับประชาชนที่คัดค้านการขยายตัวของอำนาจำทุน

การมุ่งมั่นเอาชนะหรือได้เปรียบในทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจนำพาประเทศไปสู่อันตราย นั่นคือการเข้าไปอยู่ในอาณัติของโลกาภิวัตน์อย่างเต็มที่ ความข้อนี้ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้เตือนไว้ว่า “ระบบโลกานุวัตรไม่ได้กำหนดเงื่อนไขด้านกติกาเท่านั้น หากเลยไปกำหนดเป้าหมายของรัฐอีกด้วย กล่าวคือเป้าหมายสำคัญได้แก่การทำให้ประเทศมีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เป็นหนึ่งในสิบของประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในห้าของประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่คนนิยมที่สุดในโลก เป็นต้น” ๑๓

จะโดยรู้ตัวหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยอมให้กระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาเปลี่ยนเป้าหมายของรัฐไทยไปไม่น้อยแล้วแล้ว เพราะบัดนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า “ประเทศคือบริษัท ” รัฐบาลและระบบราชการมีหน้าที่ผลักดันธุรกิจทุกระดับ โดยทูตไทยทั่วโลกทำหน้าที่เสนอขายสินค้าไทยไปทั่วโลกไม่ต่างจากเซลส์แมน การศึกษามีจุดหมายเพียงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ขณะเดียวกันโดยอาศัยนโยบายต่าง ๆ อาทิ การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี การส่งเสริมพืชผลจีเอ็มโอ และการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน รัฐบาลไม่เพียงแต่นำประเทศสู่ตลาดโลกเท่านั้น หากยังเป็นสื่อชักนำตลาดโลกและทุนข้ามชาติให้เข้ามาครอบงำกำกับทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนทั้งประเทศยิ่งกว่าแต่ก่อน การมีอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อนำพาประเทศฝ่ากระแสโลกาภิวัตน์ตามวิสัยทัศน์ของพ.ต.ท.ทักษิณนั้นในที่สุดลงเอยด้วยการทำให้ประเทศตกเป็นเบี้ยล่างของโลกาภิวัตน์ รัฐแทนที่จะทำหน้าที่ปกป้องผู้คนจากการครอบงำของตลาด กลับทำตัวเป็นเครื่องมือของกลไกตลาดเสียเอง

มีแต่การคิดใหม่ทำใหม่ดังที่กล่าวมาเท่านั้น พ.ต.ท.ทักษิณจึงจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยให้พ้นจากกับดักแห่งความรุนแรง ซึ่งมากับกระแสโลกาภิวัตน์ และเกิดจากการรวบอำนาจในโครงสร้างเดิมซึ่งมีรัฐเองเป็นองค์ประกอบสำคัญ

บทบาทของภาคประชาชน

อย่างไรก็ตามหากพูดเพียงเท่านี้แล้วจบ ก็เท่ากับว่ากำลังมองพ.ต.ท.เป็นอัศวินม้าขาว (หรือควายดำสุดแท้แต่จะนิยม) การนำพาประเทศออกจากกับดักแห่งความรุนแรงมิใช่ภารกิจที่จะมอบหมายแก่ใครคนได้คนหนึ่งได้ จริงอยู่พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนไม่น้อยในการพาประเทศไทยถลำลึกในกับดักแห่งความรุนแรง ดังนั้นตัวท่านเองจึงมีความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่กับดักนี้มิใช่ว่าเพิ่งมีในยุคทักษิณ หากมีมานานแล้ว โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่รวมศูนย์และก่อความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมได้ก่อตัวกันมานานแล้ว โดยได้รับการยอมรับ สนับสนุน หรือค้ำยันจากประชาชนส่วนใหญ่ สำนึกและบทบาทของประชาชนในผลักดันให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดก็ว่าได้สำหรับการนำพาประเทศไทยออกจากกับดักแห่งความรุนแรง

เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ เราไม่อาจฝากความหวังไว้กับผู้นำคนหนึ่งคนใดว่าเขาจะยอมให้อำนาจที่รวมศูนย์อยู่นั้นกระจายออกไปจากมือของตัวเองอย่างง่าย ๆ อำนาจจะกระจายออกไปได้ก็โดยการผลักดันของประชาชนเอง

ด้วยเหตุนี้สิ่งที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชนจึงมีความสำคัญ ประชาชนควรรวมกลุ่มเพื่อขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้างให้หมดไป ด้วยการเคลื่อนไหวให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ครอบครอง และจัดการทรัพยากรสาธารณะอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันก็มีส่วนรวมมากขึ้นในการแก้ปัญหาปากท้อง พัฒนาคุณภาพชีวิต รวมทั้งร่วมกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ทั้งโดยตรงและโดยผ่านตัวแทน ทั้งนี้โดยตระหนักว่า เพียงแค่การกระจายเงินไปให้ชาวบ้าน (อย่างโครงการ SML) โดยยังคงรวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่รัฐนั้นยังไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง เช่นเดียวกันกับรัฐที่ทำตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ แม้จะหว่านโครงการเอื้ออาทรมามากมายเพียงใด ตราบใดที่ไม่ผลักดันให้มีการกระจายอำนาจ ก็จะไม่ช่วยให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างลดน้อยลงไปได้เลย

การเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มอำนาจในการดูแลและปกป้องตนเองนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นการประท้วงเรียกร้องให้รัฐกระจายอำนาจลงมา เช่น เรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เท่านั้น หากยังรวมถึงการขันอาสาเข้าไปรับผิดชอบกิจการส่วนรวมที่ถูกปล่อยปละละเลย เช่น รวมกลุ่มดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน ช่วยกันป้องกันอาชญากรรมในละแวกบ้าน หรือร่วมกันตั้งศูนย์เยาวชนในชุมชน เพื่อแก้ปัญหาวัยรุ่นมั่วสุม ตลอดจนการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นต้น มีพื้นที่มากมายที่เปิดหรือรอให้ประชาชนเข้าไปมีบทบาทในทางสาธารณะ ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนทั้งในด้านจิตสำนึก ความสามัคคี และทักษะในการทำงาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนขึ้นมา โดยไม่จำเป็นต้องช่วงชิงมาจากรัฐ การเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่ดังกล่าวจัดว่าเป็นการเมืองอย่างหนึ่งที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชน

อย่างไรก็ตามในยุคที่สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิด อำนาจถูกรวมศูนย์ไว้ที่รัฐชนิดที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ชุมชนถูกคุกคามด้วยนโยบายการพัฒนาของรัฐ การรวมกลุ่มประท้วงคัดค้านรัฐจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยตัวมันเองย่อมเป็นการต่อสู้กับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง แต่ที่จะต้องตระหนักไปด้วยกันก็คือ การพยายามป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงเชิงกายภาพขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการสันติวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็น ปฏิบัติการสันติวิธีมิได้หมายถึงการไม่ใช้อาวุธและพละ กำลังเท่านั้น หากยังรวมถึงการไม่ยั่วยุ คุกคาม หรือก่อความรุนแรงด้วยวาจา ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมพร้อมป้องกันมิให้ความรุนแรงเกิดขึ้นจากทุกฝ่าย แม้ว่าเป็นการยากที่จะควบคุมการตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ไม่ควรเปิดช่องให้อีกฝ่ายใช้ความรุนแรง และแม้จะเผชิญกับความรุนแรง ก็สามารถควบคุมดูแลให้ฝ่ายตนอยู่ในความสงบ ไม่ใช้ความรุนแรงตอบกลับไป จะทำเช่นนั้นได้ต้องมีการฝึกฝนอย่างจริงจัง

เป็นนิมิตดีที่องค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งมีความคิดที่จะจัดตั้ง “เวทีภาคียุทธศาสตร์สันติวิธี” ซึ่งประกอบด้วยนักคิด นักปฏิบัติ ผู้นำชุมชน ผู้นำเครือข่าย และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคธุรกิจ มาพบปะหารือและขับเคลื่อนงานด้านสันติวิธีทั้งในระดับนโยบาย ยุทธศาสตร์ และปฏิบัติ ความริเริ่มดังกล่าวสอดคล้องกับหน่วยงานรัฐบางส่วน อาทิ สถาบันยุทธศาสตร์สันติวิธี สภาความมั่นคงแห่งชาติ น่าเสียดายที่โอกาสดังกล่าวถูกละเลยจากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันมาโดยตลอด แต่นั่นก็เท่ากับชี้ว่าความริเริ่มและความพยายามของภาคประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับการนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากกับดักแห่งความรุนแรง สิ่งที่น่าจะได้เห็นในขั้นต่อไปก็คือการทำให้เวทีภาคีดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นจริงและมีความเข้มแข็ง แต่แม้จะยังไม่เป็นจริง องค์กรสันติวิธีที่เกิดใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ตลอดจนสถาบันพุทธทาสภิกขุเพื่อสันติภาพก็เป็นนิมิตหมายที่ดีอีกประการหนึ่ง ข้อสำคัญก็คือองค์กรเหล่านี้จำเป็นจะต้องตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และแลเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนโดยสันติวิธีเพื่อให้มีการแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ก่อความรุนแรงดังกล่าว แม้ว่าองค์กรเหล่านั้นจะไม่ไปลงมือทำเองก็ตาม

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม

อย่างไรก็ตามไม่ควรมองว่าการเมืองภาคประชาชนมีความสำคัญสำหรับการลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างเท่านั้น ยังมีความรุนแรงอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่อาจมองข้ามได้เลย นั่นคือความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม คือความคิดความเชื่อหรือทัศนคติที่เป็นตัวรองรับสนับสนุนความรุนแรงทางกายภาพและความรุนแรงเชิงโครงสร้าง เป็นตัวการที่ทำให้ความรุนแรงทั้ง ๒ ประเภทกลายเป็นสิ่งชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่ ๑๔

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมกำลังเป็นปัญหาที่น่าวิตกอย่างยิ่งในสังคมไทย มันมิใช่อุบัติการณ์ที่ปรากฏออกมาเป็นครั้งคราว หากแสดงตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาแห่งความรุนแรงที่เห็นจนชินตา อาทิ ความรุนแรงในครอบครัว แต่นับวันมันจะส่งผลให้เกิดความรุนแรงแบบรวมหมู่บ่อยขึ้น ความกระเหี้ยนกระหือของประชาชนผู้รักชาติซึ่งร่วมก่อความรุนแรงในเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นั้นมิใช่อุบัติเหตุหรือไร้ที่มา มันสะท้อนถึงความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย และยังไม่หายไปไหน หากยังปรากฏให้เห็นเนือง ๆ ดังเห็นได้จากการแซ่ซ้องสรรเสริญของประชาชนเมื่อมีการสังหารหมู่พลพรรคก๊อดอาร์มี่ที่ราชบุรีเมื่อปี ๒๕๔๓ และเมื่อมีการฆ่าตัดตอนกว่า ๒,๕๐๐ ศพ เมื่อปี ๒๕๔๖ และล่าสุดคือเมื่อมีการสังหารผู้ก่อความไม่สงบถึง ๑๐๘ คนเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงความรุนแรงอีกมากมายในระดับที่เล็กลงมาทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่กำลังเป็นปัญหาประการแรกคือความเชื่อที่ว่าคนชั่วนั้นไม่มีศักดิ์และสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ หากสมควรที่จะต้องกำจัดออกไป ยิ่งเป็นฆาตกรด้วยแล้วต้องฆ่าให้ตายตกไปตามกันโดยไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรมหรือกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรที่สะท้อนทัศนะดังกล่าวชัดเจนเท่ากับคำพูดของเกจิอาจารย์ท่านหนึ่งที่ว่า “ฆ่าคนขายยาบ้าบาปเท่ากับตบยุงตาย ๑ ตัว...อย่าให้มันอยู่รกแผ่นดิน ไม่ต้องให้มันไปติดคุก” แม้ไม่ต้องพูดถึงหลักธรรมทางพุทธศาสนาซึ่งปฏิเสธการฆ่าในทุกกรณี เพียงมองในแง่กฎหมาย ทัศนะเช่นนี้มีแต่จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเพราะสนับสนุนให้ไม่ต้องมีขื่อแปใด ๆ ทั้งสิ้น

ทัศนคติดังกล่าวทำให้ผู้คนสมาทานลัทธิตาต่อตา ฟันต่อฟัน ไปได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้คนเป็นอันมากจึงเข้าใจไม่ได้เมื่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ มีข้อสรุปว่า การที่เจ้าหน้าที่ปาระเบิดเข้าไปในมัสยิดนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะในทัศนะของคนจำนวนไม่น้อย ผู้ก่อความไม่สงบที่หลบอยู่ในมัสยิดนั้นสมควรตายสถานเดียว ไม่จำต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น ความเชื่อว่าการแก้แค้นนั้นเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ใคร ๆ ก็ทำได้ โดยไม่ต้องรอศาลยุติธรรม กำลังระบาดอย่างแพร่หลาย เราจึงเห็นการรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์เกิดขึ้นเป็นอาจิณ ราวกับว่าพลเมืองดีมีสิทธิละเมิดกฎหมายหรือละเมิดศีลธรรมก็ได้หากกระทำกับคนชั่ว

ความรุนแรงนั้นมีพลวัตของมันเอง ในด้านหนึ่งความรุนแรงจะพัฒนาไปในลักษณะที่ร้ายแรงมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งเหยื่อของความรุนแรงก็จะตีวงกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่ฆาตกรหรือผู้ค้ายาบ้าเท่านั้น หากยังรวมไปถึง “ผู้ไม่รักชาติ” หรือคนที่ “ไม่ใช่ไทย” ดังที่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ได้ประสบมาแล้ว และคนไทยในสามจังหวัดภาคใต้ได้ประสบมาตลอด ทั้งโดยถูกฆ่าอย่างเปิดเผยหรือถูกอุ้มหายตัวไป

ประเด็นนี้โยงไปสู่ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมประการต่อมา นั่นคือ ความเชื่อแบบชาตินิยมที่คับแคบ ได้แก่ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ ที่ถือว่าเชื้อชาติไทยเท่านั้นที่เป็น “ไทย” เชื้อชาติจีนหรือเชื้อชาติมลายูไม่มีสิทธิเป็นไทย ยิ่งไปกว่านั้นชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ดังกล่าวยังควบคู่กับชาตินิยมที่เน้นวัฒนธรรมจำเพาะ กล่าวคือ ต่อเมื่อนับถือศาสนาพุทธ และพูดไทยเท่านั้นถึงจะเป็น “ไทย” ชาตินิยมดังกล่าวก่อให้เกิดความรุนแรงก็เพราะได้กดคนไทยจำนวนไม่น้อยที่นับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม พูดไทยไม่ได้ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับคนที่มีเชื้อชาติไทยหรือนับถือศาสนาพุทธ ชาตินิยมแบบคับแคบดังกล่าวแม้จะเพิ่งเกิดเมื่อ ๘๐ ปีมานี้ แต่ได้ฝังลึกและยังมีอิทธิพลไม่น้อยกับคนปัจจุบัน เกษียร เตชะพีระเคยถามนักศึกษาในชั้นว่า “นักศึกษาคิดว่าตนเองเป็นคนไทยหรือไม่ ?” ปรากฏว่า ในจำนวน ๙๑ คนมีผู้ตอบว่า ตนไม่ได้เป็นคนไทย ๑๐ คน และตอบอย่างกำกวม ๒๔ คน สาเหตุสำคัญก็เพราะผู้ตอบนั้นนับถือศาสนาคริสต์หรือไม่ก็อิสลาม เป็นลูกจีนหรือไม่ก็มีเชื้อแขก มิได้มีเชื้อไทยแท้ ๆ ๑๕

ในระยะหลังชาตินิยมหรือความเป็นไทยที่คับแคบนี้ได้ถูกนำมาใช้กับคนที่มีความคิดเห็นต่างจากตน โดยไม่จำต้องเป็นความคิดทางการเมืองเท่านั้น ไม่ใช่แต่คอมมิวนิสต์เท่านั้นที่ไม่ใช่ไทย ใครก็ตามที่เห็นขัดแย้งกับคนส่วนใหญ่ในเรื่องประวัติศาสตร์หรือความเชื่อท้องถิ่น เช่น ตั้งคำถามเกี่ยวกับวีรกรรมของท้าวสุรนารี หรือไม่เชื่อว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำโดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือไม่เห็นด้วยกับการห้ามผู้หญิงเข้าไปชั้นในของพระเจดีย์ที่มีพระธาตุอยู่ข้างใต้ ก็ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่คนไทยไปในทันที ผลที่ตามมาคือถูกกลุ่มพลังมวลชนเผาพริกเผาเกลือและสาปแช่ง น่าสงสัยว่าหากผู้ที่เห็นขัดแย้งดังกล่าวตกอยู่ในท่ามกลางผู้ชุมนุมเหล่านั้น เขาจะรอดออกมาได้โดยสวัสดิภาพหรือไม่

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดขันติธรรมและเมตตาธรรมในหมู่คนไทย ซึ่งเป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมประการต่อมา นับวันผู้คนจะยอมรับความเห็นที่ต่างจากตนได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะมองเห็นคนเหล่านั้นเป็นศัตรู เมื่อมองเห็นเป็นศัตรูย่อมรู้สึกชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงกับคนเหล่านั้นได้ง่าย อย่างน้อยก็ใช้ความรุนแรงทางวาจา ดังเห็นได้ทั่วไปตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ในแวดวงอินเตอร์เน็ต น่าสังเกตว่ากระบวนการดังกล่าวจะเริ่มจากการขีดเส้นแยกอีกฝ่ายให้เป็น “คนอื่น” หรือ “พวกมัน” จากนั้นก็กดอีกฝ่ายให้มีสถานะต่ำลง ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายคือการตีวงให้อีกฝ่ายเป็น “เสียงส่วนน้อย” จากนั้นก็ประทับตราว่า “ไม่ใช่คนไทย” หรือตั้งคำถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า ?” ตามมาด้วยการกล่าวหาว่า “ไม่รักชาติ” เมื่อเป็นคนไม่หวังดีต่อชาติเสียแล้ว ก็ง่ายที่จะตีตราคาดโทษว่าเป็น “ คนชั่ว” ถึงตรงนี้ก็ย่อมรู้สึกชอบธรรมที่จะใช้ความรุนแรงกับคนเหล่านั้นอย่างน้อยก็ทางวาจา หากมีอำนาจก็ย่อมทำมากกว่านั้น ทุกวันนี้วาทกรรมประชาธิปไตย ตามด้วยวาทกรรมชาตินิยม และตบท้ายด้วยวาทกรรมศีลธรรม กำลังถูกนำมาใช้สนับสนุนความคิดที่คับแคบและทัศนคติที่นิยมความรุนแรงอย่างเด่นชัดขึ้นทุกที ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นตัวอย่างชัดเจนในการใช้วิธีการดังกล่าวกับผู้ที่เห็นต่างจากตน

อันที่จริงมีความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมอีกหลายประการ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึง อาทิ ทัศนคติที่ถือว่าผู้ชายเป็นใหญ่ในครอบครัว และดังนั้นจึงมีสิทธิที่จะใช้ความรุนแรงกับภรรยาหรือคู่ครอง โดยถือว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวที่คนอื่นไม่เกี่ยว ทัศนคติดังกล่าวสร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้หญิงเป็นจำนวนมากในสังคมไทย นอกจากนั้นยังได้แก่ทัศนคติรังเกียจคนจน เห็นคนจนเป็นคนขี้เกียจ ได้ไม่รู้จักพอ ถูกหลอกง่าย ไม่รู้จักคิด ดังนั้นผู้คนทั่วไปรวมทั้งรัฐบาลเอง จึงมีความรู้สึกในทางลบต่อชาวนาชาวไร่ที่มาชุมนุมประท้วงเพราะเชื่อว่ามีมือที่สามมายุแหย่ รวมทั้งไม่รู้สึกอินังขังขอบที่เขาเหล่านั้นถูกเอารัดเอาเปรียบ ทัศนคติดังกล่าวสนับสนุนให้ความรุนแรงเชิงโครงสร้างยังดำรงอยู่อย่างหนาแน่น

หากความรุนแรงทางกายภาพเป็นเรื่องของตัวบุคคล และความรุนแรงเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องของระบบหรือโครงสร้างที่อยู่เหนือตัวบุคคล ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมก็คือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในจิตสำนึกของบุคคลซึ่งประกอบกันเป็นสังคม ความรุนแรงในระดับจิตสำนึกนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้กับความรุนแรงอีก ๒ ประเภท ด้วยเหตุนี้หากต้องการให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดจากความรุนแรงอย่างแท้จริง จำเป็นที่เราจะต้องช่วยกันขจัดความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมไปพร้อม ๆ กับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานก็คือการขาดขันติธรรมและเมตตาธรรม เมื่อครั้งที่หมอบรัดเลย์มาประกาศศาสนาคริสต์ที่เมืองไทยราว ๆ ๑๕๐ ปีก่อน มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่งหมอบรัดเลย์ได้ยืนประกาศศาสนาหน้าร้านขายพระพุทธรูป พร้อมกับโจมตีการนับถือรูปเคารพไปด้วย หมอบรัดเลย์พูดโจมตีจนเหนื่อยเนื่องจากอากาศร้อน เจ้าของร้านซึ่งนั่งฟังอยู่อย่างสงบ รู้สึกสงสารจึงเชิญหมอบรัดเลย์มานั่งพักในร้านและสอบถามว่าเหตุใดเขาจึงทำอย่างนั้น ถ้าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในกรุงเทพ ฯ ทุกวันนี้เราคงนึกได้ไม่ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหมอสอนศาสนาผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าขันติธรรมและเมตตาธรรมที่เจ้าของร้านแสดงออกมานั้นได้ขาดหายไปอย่างมากจากจิตใจของคนไทยทุกวันนี้ เรามีความยึดมั่นถือมั่นในความคิดกันมากขึ้น และทนความคิดเห็นที่ต่างออกไปได้น้อยลง ที่จริงไม่ใช่แต่ความต่างทางความคิดเท่านั้น แม้ความต่างในด้านอื่น ๆ ก็สามารถทำให้เกิดความแตกแยกกันได้ง่าย อาทิ ความต่างทางศาสนา เชื้อชาติ ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา สถาบัน และแม้แต่ความต่างทางเพศและวัย

สู่วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์

สังคมไทยจะหลุดจากความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมได้ ต้องเริ่มต้นจากการทำให้ขันติธรรมและเมตตาธรรมกลายมาเป็นวัฒนธรรมของสังคม ขันติธรรมและเมตตาธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงเมื่อเรารู้สึกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับผู้อื่น ตระหนักว่าเรามีความเหมือนมากกว่าความต่าง แม้จะต่างความคิด ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ แต่เหนืออื่นใดเราทุกคนล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกัน ความรู้สึกเช่นนี้แหละที่จะทำให้เราเห็นใจกัน และมีความเอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น

ควบคู่กับขันติธรรมและเมตตาธรรม ก็คือความตระหนักว่า ความรุนแรงนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน มันทำได้อย่างมากเพียงแค่ยุติปัญหาชั่วคราวเท่านั้น และไม่มีหลักประกันว่าปัญหาจะไม่ลุกลามเลวร้ายลง ยิ่งใช้ความรุนแรงเพื่อขจัดความชั่วร้ายด้วยแล้ว ความชั่วร้ายมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น เพราะสิ่งที่ถูกขจัดไปคือตัวบุคคลเท่านั้น ขณะที่ผู้ใช้ความรุนแรงนั้นเองกลับจะถูกความชั่วร้ายครอบงำมากขึ้น เช่นเดียวกับตำรวจที่ใช้ความรุนแรงกับโจรเป็นอาจิณ ในที่สุดย่อมมีพฤติกรรมเยี่ยงโจรเสียเอง กล่าวคือ รีดไถ ปล้น หรือฆ่าผู้บริสุทธิ์ ดังเป็นข่าวอยู่เสมอ จะสู้กับความชั่วร้ายนั้นมีวิธีเดียว คือใช้ความดี และความดีนั้นย่อมแสดงออกโดยวิธีการที่สันติ

สันติวิธีมิใช่การยอมจำนน แต่เป็นการเผชิญหน้ากับปัญหา เราสามารถเผชิญกับปัญหาได้โดยไม่จำต้องใช้วิธีหักโค่นทำลายล้าง หรือทำด้วยความเกลียดโกรธ แต่ทำด้วยความเมตตา นั่นคือไม่มองคู่กรณีเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด เพราะมนุษย์นั้นหาใช่ศัตรูไม่ ความโกรธเกลียด อาฆาตพยาบาท ความโลภ และความหลงต่างหากคือศัตรูที่แท้จริง เมตตาธรรมนั้นมีพลังในตัวเองที่สามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ในด้านหนึ่งเมตตาธรรมสามารถดึงเอาความดีงามออกมาจากใจของคู่กรณีและนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือเมตตาธรรมยังสามารถยกระดับจิตใจของผู้ที่ใช้สันติวิธีได้ด้วย

วัฒนธรรมที่มีขันติธรรมและเมตตาธรรมเป็นพื้นฐานนั้น นอกจากจะเรียกร้องการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้อื่นแล้ว ยังต้องอาศัยการเปลี่ยนมุมมองต่อตนเองด้วย นั่นคือไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง หรือเอาความเห็นของตนเองเป็นใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือจำเป็นต้องหันมามองตนเองและรู้เท่าทันตนเองด้วยว่า ลึก ๆแล้วเราชอบแบ่งเขาแบ่งเราโดยไม่รู้ตัว มนุษย์พร้อมจะเอาทุกอย่างมาเป็นเส้นแบ่งเขาแบ่งเรา ถ้าไม่เอาเผ่าพันธุ์มาเป็นเส้นแบ่ง ก็เอา ภาษา เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว มาแบ่งเขาแบ่งเราแทน หรือไม่ก็เอาความคิด ฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา หรือสถาบันที่สังกัด มาเป็นเส้นแบ่ง แม้แต่สิ่งดีงามเช่นความดีหรือศีลธรรม ก็ไม่เว้นที่จะถูกเอามาใช้เป็นเส้นแบ่งด้วยเช่นกัน การแบ่งดีแบ่งชั่วชัดเจนว่า พวกฉันดี พวกแกเลว เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้คนขาดขันติธรรม เพราะเมื่อสรุปว่าอีกฝ่ายเลวเสียแล้ว ก็ไม่ต้องสนใจฟังมัน และเมื่อมันชั่ว ก็ต้องจัดการกับมันอย่างไม่ต้องปรานีปราศรัย เมื่อสาวให้ลึกลงไปจะพบว่าสัญชาตญาณที่ชอบแบ่งเขาแบ่งเรานั้นมิได้มาจากอะไรอื่น หากเกิดจากความสำคัญมั่นหมายในตัวตน หรือความยึดมั่นใน “ตัวกู ของกู” ความสำคัญมั่นหมายดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เราชอบยึดเอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็น “ของกู”โดยไม่รู้ตัว รวมทั้งแสวงหากลุ่มสังกัดเพื่อจะได้ยึดหมายว่าเป็น “พวกกู” ซึ่งก็คือการผลักให้คนที่เหลือกลายเป็น “พวกมัน”ไปเสีย จะเอาชนะสัญชาตญาณแบ่งเขาแบ่งเราได้ก็ด้วยการรู้เท่าทัน “ตัวกู ของกู” ไม่ยอมให้มันมาครอบงำจิตใจของเราง่าย ๆ

ขันติธรรม เมตตาธรรม ความใฝ่ในสันติวิธี ไม่นิยมความรุนแรง และการไม่เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง คือสิ่งที่จะต้องทำให้กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคม วัฒนธรรมดังกล่าวซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า “วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์” เป็นสิ่งที่จะนำพาสังคมไทยหลุดจากความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่กำลังลุกลามอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการเทศน์การสอนเท่านั้น หากยังต้องอาศัยการรณรงค์ขับเคลื่อนทางสังคมเพื่อก่อให้เกิดสัมพันธภาพและทัศนคติอย่างใหม่ ซึ่งในที่นี้มีขอเสนอบางประการ

๑.ส่งเสริมให้เกิดสายสัมพันธ์ข้ามกลุ่มทั่วทั้งสังคม

การขาดขันติธรรมและเมตตาธรรมแพร่ระบาดในสังคมไทยก็เพราะมีการสร้างกำแพงขวางกั้นระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม แม้วิถีชีวิตของโลกสมัยใหม่ดูเหมือนจะทำให้ผู้คนกลุ่มต่าง ๆ มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งสังคมสมัยใหม่ก็มีความซับซ้อนและซอยย่อยหลากหลายมากขึ้น การแตกตัวออกเป็นหมู่เหล่าต่าง ๆ มากมาย ทำให้ผู้คนสัมพันธ์กันอย่างฉาบฉวยมากขึ้น และยากที่กลุ่มต่าง ๆ จะรู้จักกันได้ทั่วถึง นอกจากนั้นความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างในสังคมเมืองก็มักจะผลักดันให้ผู้คนเข้าหาสังกัดและจำกัดตัวอยู่ในกลุ่มของตน สภาพดังกล่าวได้ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ มากมายในสังคม (จะเรียกว่าช่องว่างทางอัตลักษณ์ก็ได้) ผลก็คือการมีทัศนคติและวิถีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมาก จนยากจะเข้าใจกันได้ แม้พูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน แต่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน ก็ยากที่จะสื่อสารกันให้รู้เรื่อง เพราะช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเวลานี้ห่างกันไกลมาก ไม่ต้องดูอื่นไกล แม้ในครอบครัวเดียวกัน ช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูกซึ่งเป็นวัยรุ่นก็ถ่างกว้างมากจนเข้าใจกันได้ยาก ส่วนหนึ่งเพราะดูโทรทัศน์คนละช่อง ใช้เวลาว่างคนละแบบ อยู่กับสิ่งแวดล้อม(และเทคโนโลยี)คนละแวดวง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงไม่ต้องพูดถึงกลุ่มคนที่มีเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และท้องถิ่นที่แตกต่างกัน อาทิ คนเมืองกับชาวเขา ชาวพุทธในกรุงเทพ ฯกับชาวมุสลิมในภาคใต้ ช่องว่างดังกล่าวนับวันจะทำให้เกิดเป็นปฏิปักษ์กันมากขึ้น และมีขันติธรรมกันน้อยลง

ในบริบทดังกล่าว วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้าง “สายสัมพันธ์พาดผ่าน” ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม เป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่เพียงข้ามวัฒนธรรม ภาษา เชื้อชาติ เศรษฐกิจ การศึกษา และภูมิประเทศเท่านั้น หากยังข้ามอายุ และเพศด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ใหญ่ทุกวันนี้มีความเข้าใจเด็กและเยาวชนน้อยลงทุกที จึงลงเอยด้วยการมีทัศนคติในทางลบ และทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและก่อความรุนแรงทางจิตใจและวาจาโดยไม่รู้ตัว

สายสัมพันธ์พาดผ่านนี้สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อให้คนต่างกลุ่มต่างอัตลักษณ์มารู้จักกัน ที่ดีกว่านั้นก็คือ มาใช้ชีวิตร่วมกัน และทำงานด้วยกัน หน่วยงานของรัฐ องค์กรธุรกิจ และองค์กรภาคประชาชน ควรร่วมกันจัดทำโครงการระดับชาติเพื่อสร้างสายสัมพันธ์พาดผ่านชนิดที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยอาศัยกิจกรรมเช่น การประชุม สัมมนา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การจัดค่าย กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยได้อย่างมากคือการส่งเสริมอาสาสมัครลงไปทำงานในชุมชนที่มีอัตลักษณ์แตกต่างไปจากตน โดยไม่จำกัดเฉพาะคนหนุ่มสาว แต่ควรรวมผู้มีอายุด้วย โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้จากกันและกันเพื่อสร้างสมานฉันท์ระหว่างคนในชาติ นอกเหนือไปจากการช่วยเหลือชุมชนที่ยากไร้

สื่อมวลชนสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าวได้ด้วยการนำเสนอเรื่องราวของคนกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอำนาจควบคุมสื่อ เช่น คนยากจน ชนกลุ่มน้อย ทั้งนี้เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจปัญหาและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือ กรณีแม่ใหญ่ไฮเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าสื่อมวลชนมีอำนาจที่จะทำให้ผู้คนเกิดความเห็นใจคนยากไร้ได้ไม่น้อย แม้จะยังมองไม่เห็นถึงสาเหตุเชิงโครงสร้างก็ตาม

๒.เสริมสร้างกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งในสังคม

ผู้คนมีอคติต่อกันส่วนหนึ่งก็เพราะไม่สามารถฟังผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง ผู้คนมักจะเบียดเบียนกันส่วนหนึ่งก็เพราะไม่รู้วิธีที่จะจัดการกับความขัดแย้งโดยสันติวิธี ด้วยเหตุนี้กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรเผยแพร่ให้รู้จักกันมาก ๆ ถ้าจะให้ดีควรส่งเสริมให้มีขึ้นตั้งแต่ในระดับโรงเรียน ในสหรัฐอเมริกา มีโรงเรียนประถมและมัธยมนับพัน ๆ แห่งที่จัดอบรมทักษะการแก้ไขความขัดแย้งแก่นักเรียน เพื่อจะได้รู้จักวิธีการสื่อสาร การฟังอย่างตั้งใจ การจัดการกับความโกรธ และการหาทางออกร่วมกัน โรงเรียนบางแห่งถึงกับจัดตั้งศูนย์จัดการความขัดแย้งขึ้น โดยมีนักเรียนเป็นอาสาสมัครในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทบาดหมางระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ๑๖ ประสบการณ์ในหลายประเทศบ่งชี้ว่า การจัดการความขัดแย้งมิใช่เป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แม้แต่นักเรียนหรือเด็ก ๆ ก็สามารถทำได้ เพราะอาศัยทัศนคติในทางบวกและทักษะพื้น ๆ บางประการเท่านั้น อาทิ การรู้จักฟัง การเปิดใจกว้าง และความเห็นอกเห็นใจ

สถาบันการศึกษาในประเทศไทยควรมีการอบรมทักษะการจัดการความขัดแย้งให้แก่นักเรียน ครู ขณะเดียวกันควรมีการอบรมให้แก่บุคคลภายนอกด้วย แน่นอนว่าทักษะดังกล่าวต้องมีทัศนคติที่เกื้อกูลเป็นพื้นฐานด้วย จะพัฒนาทักษะให้ได้ผล ก็ต้องพัฒนาทัศนคติ อันได้แก่ความใจกว้างและความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งก็คือขันติธรรมและเมตตาธรรมนั่นเอง นอกจากสถาบันการศึกษาแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกหน่วยงานย่อมหนีไม่พ้นความขัดแย้ง เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานภาครัฐของไทยได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้น อาทิ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจัดให้มีการวิจัยและอบรมด้านนี้แก่บุคลากรอย่างจริงจังในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา

หากมีการเผยแพร่กระบวนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีไปทั่วทั้งสังคม ผู้คนจะเข้าใจสันติวิธีดีขึ้น และมีทักษะในการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง ขณะเดียวกันขันติธรรมและเมตตาธรรมก็จะเพิ่มพูนมากขึ้นด้วย

ความสำเร็จของการใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหาทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และระดับประเทศ เป็นประเด็นที่สื่อมวลชนควรให้ความสนใจ เพื่อช่วยให้คนส่วนใหญ่ในสังคมตระหนักว่ายังมีวิธีอื่นที่ทรงประสิทธิภาพและให้ผลยั่งยืนกว่าความรุนแรง

๓.สร้าง “จิตใหญ่” และสำนึกไทยที่ไม่คับแคบ

“จิตใหญ่” คือจิตที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่คิดติดตันอยู่กับผลประโยชน์ของตัว เป็นจิตที่ไม่
ตีกรอบจำกัดวงอย่างคับแคบ ว่าคนกลุ่มนี้พวกนี้เท่านั้นที่เป็นพวกของตน หากรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับมวลมนุษย์ในโลกแม้จะต่างเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือความเชื่อ เห็นมนุษย์ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมโลกหรือเพื่อนร่วมทุกข์ที่ควรมีความเอื้ออาทรต่อกัน

องค์กรศาสนาควรส่งเสริมให้ผู้คนมีจิตใหญ่ แทนที่จะเอาศาสนามาเป็นเส้นแบ่ง ควรช่วยให้ศาสนิกชนไปพ้นเส้นแบ่งทั้งหลาย เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาที่เห็นมนุษย์ทั้งปวงเป็นพี่น้องกัน โดยเฉพาะพุทธศาสนาซึ่งไปลึกถึงขั้นตั้งคำถามกับสำนึกเรื่องตัวตน น่าจะมีบทบาทในการช่วยให้พุทธศาสนิกชนรู้เท่าทันความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ซึ่งเป็นตัวการที่ชอบแบ่งเขาแบ่งเรา โดยเอาศาสนา ภาษา เชื้อชาติ เศรษฐกิจ การศึกษา และอะไรต่ออะไรอีกมากมาย มาเป็นเครื่องมือ

สถาบันการศึกษาตลอดจนองค์กรต่าง ๆ ในภาคประชาชนสามารถมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ด้วยการสร้างสายสัมพันธ์แห่งไมตรีจิตมิตรภาพระหว่างคนไทยกับคนชาติอื่น ๆ ดังที่เครือข่ายองค์กรสันติภาพในไทย ได้จัดทำโครงการปันน้ำใจให้เด็กอิรัก แม้จะเป็นโครงการเฉพาะกิจก็ตาม นอกจากการขยายจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ให้กว้างไกลแล้ว การขยายจิตสำนึกแห่งความเป็นไทยให้กว้างขวางก็สำคัญ

ดังได้กล่าวแล้วว่าความเป็นไทยที่คับแคบ เป็นความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งวันนี้มีบทบาทไม่น้อยในการก่อความรุนแรงขึ้นในภาคใต้ การพยายามบังคับให้ผู้คนในสามจังหวัดภาคใต้นับถือพุทธศาสนาและพูดภาษาไทยเพื่อจะได้เป็นไทยตามนิยามของรัฐ ได้สร้างความบีบคั้นแก่ผู้คนที่นั่นมาหลายสิบปี แม้เวลานี้แรงบีบคั้นดังกล่าวจะบรรเทาเบาบางลง แต่ความรังเกียจเดียดฉันท์คนที่นั่นว่าไม่ใช่คนไทยเพราะไม่ยอมเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นไทยตามนิยามที่คับแคบ ก็ทำให้คนเหล่านั้นกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไปโดยปริยาย ซึ่งในที่สุดความคับแค้นก็ประทุออกมาเป็นความรุนแรงโดยคนจำนวนหนึ่ง

ทางออกย่อมไม่ใช่การผลักไสให้คนเหล่านั้นไปอยู่ประเทศอื่นอย่างที่หลายคนอยากจะเห็น ทางออกที่แท้จริงคือการเปลี่ยนสำนึกหรือนิยามความเป็นไทยเสียใหม่ ให้ครอบคลุมถึงคนทุกเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ที่เกิดในผืนแผ่นดินนี้ ครอบคลุมถึงคนทุกคนที่ปรารถนาจะฝากปัจจุบันและอนาคตไว้บนผืนแผ่นดินนี้ แม้จะมีอดีตหรือความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ต่างกันก็ตาม พูดอีกนัยหนึ่ง แม้บรรพบุรุษจะไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต ก็มีสิทธิเป็นคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ใช่แต่เท่านั้น แม้แต่คนจนก็ต้องได้รับการนับรวมให้เป็นเจ้าของแผ่นดินไทยด้วย นั่นหมายความว่าปัญหาของคนจนก็ต้องถือว่าเป็นปัญหาของชาติด้วย ไม่ใช่เรียกร้องให้คนจนเสียสละเพื่อชาติ ซึ่งเมื่อสาวไปถึงที่สุดแล้ว “ชาติ”ที่ว่าก็คือคนกลุ่มเล็ก ๆ ในเมืองที่มีอำนาจเงินและการเมืองอยู่ในมือนั่นเอง

สำนึกความเป็นไทยจะพ้นจากความคับแคบได้ นอกจากจะต้องอาศัยการแย่งชิงคำนิยามเพื่อไม่ให้ถูกผูกขาดโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจ และการเชื่อมโยงคนไทยต่างกลุ่มต่างอัตลักษณ์ให้มารู้จักกันและเข้าใจกันแล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญก็คือการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดความเป็นไปของชาติ รวมทั้งการกำหนดชะตากรรมของตนเองด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้พื้นที่ทางการเมืองเปิดสำหรับทุกคน ทุกคนมีสิทธิที่ประท้วงคัดค้านเพื่อปกป้องวิถีชีวิตของตน มีสิทธิใช้ท้องถนนและสื่อมวลชนเป็นเวทีสำหรับการแสดงออกซึ่งความทุกข์ร้อนของตน ด้วยวิธีนี้ชาติจึงจะเป็นของทุกคน และทุกคนจะรู้สึกว่าตนเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

การเมืองแห่งความเมตตา

ประเด็นข้างต้นเป็นสิ่งที่ย้ำถึงความสำคัญของการเมืองภาคประชาชน การเคลื่อนไหวอย่างแข็งขันของประชาชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือเพื่อปกป้องวิถีชีวิตของตน ต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการตอกย้ำว่าชาติเป็นของทุกคน แต่การเมืองภาคประชาชนจะมีคุณูปการมากกว่านั้นหากพยายามสร้างวัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์ไปพร้อม ๆ กัน นั่นคือกระทำด้วยขันติธรรมและเมตตาธรรม ไม่ติดยึดกับความคิดของตนจนเห็นผู้ที่คิดต่างเป็นศัตรู เห็นคู่กรณีเป็นเพื่อนมนุษย์ มีความอดทนอดกลั้น แม้จะถูกกระทำด้วย ความรุนแรงก็ตาม แต่ก็พร้อมจะให้อภัยและมั่นคงในสันติวิธี ด้วยวิธีนี้การเมืองภาคประชาชนจะเป็น “การเมืองแห่งความเมตตา” (คำของชัยวัฒน์ สถาอานันท์) ๑๗ ไปพร้อม ๆ กัน

วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากคนทั่วทั้งสังคมอยู่ในภาวะสงบราบคาบ แต่วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์สามารถเกิดขึ้นได้หากในสังคมนี้หากเรามี “การเมืองแห่งความเมตตา” ภาคประชาชนจะต้องช่วงกันสร้างการเมืองแห่งเมตตาให้มีมากขึ้น แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความไร้เมตตาจากรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจะกล่าวหาด้วยถ้อยคำที่เป็นเท็จ วาดภาพให้เป็นตัวร้ายหมายทำลายชาติ แต่ก็ไม่ควรที่ภาคประชาชนจะตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ควรระลึกว่าศัตรูของตนนั้นไม่ใช่รัฐบาลหรือตัวบุคคลในรัฐบาล หากคือความหลงผิด ความโกรธเกลียด ในตัวเขา ใครก็ตามที่ใช้วิธีที่เลวร้าย ผลร้ายก็ย่อมจะตกแก่ตัวเขาเอง

จะว่าไปแล้ว ทัศนคติและวิธีการของพ.ต.ท.ทักษิณ อาทิ การมองผู้ที่คิดต่างจากตนว่า เป็นศัตรู เป็นผู้ไม่หวังดีต่อชาติ การแบ่งเขาแบ่งเราอย่างชัดเจน รวมไปจนถึงการชอบใช้อำนาจ เอาเงินเป็นที่ตั้ง ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนของคนไทยส่วนใหญ่ในสังคม ที่ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมแห่งความรุนแรงและวัตถุนิยม สังคมไทยเวลานี้มีความรุนแรงกันมากแล้ว เป็นความรุนแรงที่มิได้มาจากความขัดแย้งทางด้านทรัพยากรหรือผลประโยชน์เท่านั้น หากยังมีความขัดแย้งทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมเพิ่มเข้ามาอีกอย่างชัดเจนในระยะหลัง ไม่นับถึงความรุนแรงระหว่างบุคคลหรือระหว่างกลุ่มระหว่างสถาบัน (อาทิ อาชญากรรมและการวิวาทของวัยรุ่น) มองในแง่นี้การตอบโต้พ.ต.ท.ทักษิณด้วยวิธีการเดียวกัน มีแต่จะทำให้สังคมไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายลง

สังคมไทยจะมีอนาคตก็ต่อเมื่อวัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์เข้ามาแทนที่วัฒนธรรมแห่งความรุนแรง สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สังคมไทยวันนี้กำลังต้องการก็คือ ความร่วมมือและไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และความสมานฉันท์ของคนในชาติ ปราศจาก ๒ ปัจจัยดังกล่าว สังคมไทยจะมีแต่ความรุนแรงมากขึ้น วัฒนธรรมแห่งความสมานฉันท์และการเมืองแห่งความเมตตาจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลโดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณควรตระหนักถึงมิติดังกล่าว และถือเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจด้วยซ้ำ พ.ต.ท.ทักษิณควรเร่งฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ด้วยการเคารพและรับฟังประชาชน เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางการเมืองมากขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน พยายามชนะใจประชาชนด้วยความดีและคุณธรรม ยิ่งกว่าการใช้เงินและอำนาจรัฐผลักดันให้ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของตน

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การเยียวยาบาดแผลในจิตใจของประชาชนที่เกิดจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาล รัฐต้องยอมรับความจริงว่าที่ผ่านมาได้ใช้ความรุนแรงกับประชาชนหลายหมู่เหล่า สร้างความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนเป็นอันมาก ทั้งโดยการละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกายและทรัพย์สิน ตลอดจนทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คน การอุ้มฆ่าและสังหารหมู่ตลอดจนการผลักดันโครงการต่าง ๆ เข้าไปในท้องถิ่นต่าง ๆ ตามอำเภอใจได้สร้างบาดแผลที่ฝังลึกในผู้คนจำนวนไม่น้อย ความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการที่รัฐยอมรับความผิดพลาดที่ผ่านมาและพร้อมจะแก้ไข วิธีดังกล่าวเท่านั้นที่จะช่วยให้บาดแผลในใจประชาชนได้รับการเยียวยา

ขณะเดียวกันการหันมาให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมและวัฒนธรรมมากขึ้น จะช่วยให้รัฐสร้างสมานฉันท์ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ ในสังคมได้ รัฐสามารถช่วยให้ทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับครอบครัวขึ้นไป ด้วยการปรับปรุงระบบการศึกษา ปฏิรูปสื่อไม่ให้กลุ่มทุนผูกขาด เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าไปดูแลกำกับหรือใช้ประโยชน์ มีการส่งเสริมกิจกรรมภาคประชาชน เพื่อให้ร่วมกันแก้ปัญหาท้องถิ่นของตน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม ศาสนา เยาวชน สวัสดิภาพ รวมทั้งการเสริมสร้างขันติธรรมและเมตตาธรรมให้เพิ่มพูนมากขึ้น สังคมไทยจะมีภูมิต้านทานต่อความรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน และสามารถจะหลุดจากกับบดักแห่งความรุนแรงได้ในที่สุด

เปิดหน้าต่าง สร้างสะพาน สมานใจ

ทางออกจากกับดักแห่งความรุนแรงทั้งหมดที่เสมอมานั้น สามารถสรุปได้ด้วยอุปมาอุปมัย ๓ ประการคือ

๑. เปิดหน้าต่าง

หน้าต่างนั้นเมื่อเปิดออก ย่อมทำให้เราสามารถเห็นโลกภายนอกได้ชัดเจนขึ้นขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้แสงแดดสาดส่องเข้าไปในตัวบ้าน นำความสว่างเข้ามาแทนที่ความมืด

รัฐบาลโดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณ ควรเปิดใจเพื่อขยายวิสัยทัศน์ให้มีความรอบด้าน ไม่จำกัดคับแคบอยู่เฉพาะมิติเศรษฐกิจ หากครอบคลุมไปถึงมิติทางสังคม วัฒนธรรม จริยธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างสมดุลทุกมิติ นอกจากนั้นยังควรเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์หรือความเห็นที่ต่างจากตน เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สื่ออย่างเสรีหรือมีเวทีที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่กระทบต่อวิถีชีวิตของตน การพยายามควบคุมสื่อหรือปิดกั้นไม่ให้ประชาชนมีเวทีแสดงความเห็น อาทิ เวทีประชาพิจารณ์ แท้ที่จริงก็คือการปิดหูปิดตาของตัวท่านนั้นเอง การเปิดเสรีให้แก่สื่อต่าง ๆ และการเปิดให้มีประชาพิจารณ์อย่างถูกต้องช่วยให้ท่านเห็นความจริงอย่างรอบด้าน แม้ว่าแดดจะแรง เสียงจะดัง แต่ก็ไม่ควรปิดหน้าต่างไปเสียทั้งหมด เพราะบ้านจะอุดอู้และมืดมิด

ทางด้านประชาชน ก็ควรเปิดหูเปิดตารับรู้ความเป็นไปของผู้คนที่มีอัตลักษณ์และวิถีชีวิตต่างจากตน ไม่ควรรับรู้หรืออุดอู้อยู่กับผู้คนที่คิดเหมือนกับตน หรืออยู่ในแวดวงเดียวกับตน การเปิดใจรับรู้ สุขทุกข์ ความใฝ่ฝัน ของผู้คนต่างศาสนา ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม ย่อมช่วยให้เกิดความเห็นอกเห็นใจต่อกัน ความรู้ความเข้าใจในชีวิตและสังคมจะอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ในทำนองเดียวกัน การรับฟังผู้ที่คิดต่างจากตน ก็ช่วยให้เกิดปัญญาและมีจิตไม่คับแคบ อย่างลืมว่าผู้ที่มีการศึกษาที่แท้จริงคือผู้ที่สามารถรับฟังทุกสิ่งได้โดยไม่หวั่นไหวและไม่สูญเสียความมั่นใจในตนเอง

๒. สร้างสะพาน

สะพานนั้นเป็นสื่อกลางให้ผู้คนติดต่อสัมพันธ์กันและเกิดความร่วมมือกัน ไม่มีสะพาน ผู้คนก็เหมือนอยู่คนละโลก และง่ายที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน

รัฐบาลควรก้าวจากปราการของตน ออกไปแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน แทนที่จะสั่งการจากหอคอย หรือใช้วิธี “จัดการ” โดยอาศัยเงินและอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ การกระจายอำนาจก็คือการสร้างสะพานเพื่อให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐในการขับเคลื่อนผลักดันประเทศให้รุดหน้าสู่ความผาสุก แทนที่จะเป็นฝ่ายทำตามบัญชาของรัฐแต่อย่างเดียว ประชาชนจะมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัฐบาลได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลก้าวไปหาประชาชน เคารพและรับฟังเขา ไม่คิดที่จะใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อดึงเขามาสนับสนุนรัฐสถานเดียว นอกจากนั้นควรช่วยให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ และมีอำนาจจัดการอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่ผูกขาดโดยคนกลุมเล็ก ๆ

ในภาคประชาชนควรมีการสนับสนุนให้ประชาชนก้าวออกจากโลกของตัว ด้วยการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนกลุ่มต่าง ๆ ชนิดที่ไปพ้นเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ฐานะทางเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ และการศึกษา ทั้งนี้เพื่อจะได้ลดอคติต่อกัน มีความเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นและรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนร่วมชาติหรือเพื่อนร่วมโลกมากขึ้น แม้จะมีความขัดแย้งกันทางด้านความคิด วิถีชีวิต หรือผลประโยชน์ แต่ก็สามารถเป็นมิตรหรือคืนดีกันได้เพราะรู้จักจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี

๓. สมานใจ

ใจที่ประสานเข้าด้วยกันในฐานะเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมทุกข์ย่อมนำไปสู่สันติ
สุข ห่างไกลจากการเบียดเบียนกัน บ้านเป็นบ้านและชาติเป็นชาติเพราะใจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน

รัฐบาลควรตระหนักถึงความสำคัญของสร้างสมานฉันท์ในชาติ ไม่ว่าความสมานฉันท์ระหว่างรัฐกับประชาชน หรือความสมานฉันท์ระหว่างประชาชนด้วยกัน ขันติธรรมและเมตตาธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรพูดจาสร้างความแตกแยก กล่าวร้ายคนที่เห็นต่าง ขณะเดียวกันไม่ควรใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เพราะมีแต่จะสร้างความร้าวฉาน รัฐบาลต้องพร้อมยอมรับความผิดพลาดที่ทำกับประชาชน ไม่มีอะไรที่สมานแผลในจิตใจได้ดีกว่าคำขออภัยและการให้อภัย รางวัลแห่งการให้อภัยจะมีความหมายแท้จริงต่อเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณเป็นแบบอย่างแห่งการขออภัยและการให้อภัย

ในภาคประชาชนก็เช่นกัน จำเป็นต้องมีขันติธรรมและเมตตาธรรมต่อกันให้มากขึ้น ทั้งนี้โดยตระหนักว่า แม้จะคิดไม่เหมือนกัน มีอัตลักษณ์ต่างกัน แต่ถึงที่สุดแล้วเราต่างเป็นเพื่อนร่วมโลกที่รักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าจะอยู่คนละฝ่ายในทางการเมือง แต่ก็ควรมีเมตตาต่อกัน พร้อมจะให้อภัยกัน และมั่นคงในสันติวิธี จะมีความคิดหรือความเชื่อใด ๆ ก็ตาม อย่าให้ความคิดความเชื่อนั้นมาบั่นทอนจิตใจของเราจนกลายเป็นคนไร้เมตตา

ภารกิจยังไม่สิ้นสุด

การปฏิวัติตุลาคม ๒๕๑๖ ได้ผ่านมา ๓๑ ปีแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ทิ้งมรดกหลายประการที่นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคมไทย อย่างไรก็ตามภารกิจของการปฏิวัติครั้งนั้นยังไม่บรรลุถึงจุดที่น่าพอใจ หนึ่งในภารกิจที่ยังไม่บรรลุนั้นก็คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นี้คือภารกิจและความรับผิดชอบที่ท้าทายเราทั้งหลายในปัจจุบัน แต่เราจะทำภารกิจดังกล่าวให้บรรลุผลได้อย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่าเราคงต้องกลับไปทบทวนบทวิเคราะห์และข้อสรุปของเสน่ห์ จามริก ที่ได้นำมากล่าวไว้แต่ต้นปาฐกถานี้ อาจารย์เสน่ห์ได้ชี้ว่าการปฏิวัติครั้งนั้น “เรียกร้องต้องการหลักการทางสังคมใหม่ เพื่อการอยู่ร่วมกันโดยสันติ” หลักการที่ว่านั้นก็คือหลักการสิทธิเสรีภาพ ในทัศนะของข้าพเจ้า หลักการดังกล่าวแม้จะสำคัญ แต่ดูเหมือนจะไม่เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนในสังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ สังคมไทยยังต้องอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือหลักการแห่งความสมานฉันท์ อันมีขันติธรรมและเมตตาธรรมเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพที่พึงประสงค์ และ “เพื่อร่วมกันเผชิญปัญหาวิกฤตการเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งของสังคมสมัยใหม่”

ภารกิจดังกล่าวแม้จะเป็นเรื่องหนัก แต่ข้าพเจ้ายังมีความหวังว่าด้วยการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนทั้งสังคมทั้งรัฐและประชาชน เราจะสามารถนำพาสังคมไทยให้หลุดพ้นจากกับดักแห่งความรุนแรงได้ แม้อาจจะไม่ใช่ในยุคทักษิณ แต่ก็ควรหวังว่าจะเป็นจริงได้ในยุคถัด ๆ ไป

___________________________

เสน่ห์ จามริก ปัญหาและอนาคตของเมืองไทย (กรุงเทพ:สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ๒๕๑๙) น.๓๙๕,๓๙๗
ประภาส ปิ่นตบแต่ง การเมืองบนท้องถนน:๙๙ วันสมัชชาคนจนและประวัติศาสตร์การเดินขบวนชุมนุมประท้วงในสังคมไทย (กรุงเทพ :ศูนย์วิจัยและผลิตตำรา มหาวิทยาลัยเกริก ๒๕๔๑) น. ๕,๓๘-๓๙
ปิยะ สารสุวรรณ “๑๕ แกนนำชาวบ้าน เหยื่อผลประโยชน์นายทุน ก่อนถึงคิวเจริญ วัดอักษร” มติชนรายวัน วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ (อีก ๒ คนที่ตามมาคือ เจริญ วัดอักษร และสุพล ศิริจันทร์ ผู้พิทักษ์ป่าชุมชน อ.เถิน จ.ลำปาง)
คำชี้แจงนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุมสถาบันราชภัฏสวนดุสิต วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๖
ธีรยุทธ บุญมี “การปลดปล่อยกระบวนทัศน์การพัฒนาประเทศจากการครอบงำโดยตะวันตก” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๒๐๕ ,๑๙ กันยายน ๒๕๔๖ น.๒๖
อ้างและแปลจาก Pasuk Phongpaichit & Chris Baker Thaksin:The Business of Politics in Thailand (Chiang Mai: Silkworms 2004) p.133
อ้างและปรับปรุงจาก เกษียร เตชะพีระ “วิพากษ์นโยบายประชานิยมเพื่อทุนนิยมของรัฐบาลทักษิณ” วารสารสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ กรกฎาคม-ธันวาคม ๒๕๔๗ น. ๒
ธีรยุทธ บุญมี “๔ ปีระบอบทักษิณ” มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๑๒๕๐, ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๗ น.๑๐
อ้างจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล “การเมืองภาคประชาชนในยุคโลกาภิวัตน์:หลักการและความจำเป็นทางสถานการณ์” ใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง บ.ก.รู้ทันทักษิณ ๒ (กรุงเทพ:ขอคิดด้วยคน ๒๕๔๗) น.๑๕๙
๑๐ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาวุธมีชีวิต ?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (กรุงเทพ:ฟ้าเดียวกัน ๒๕๔๖) น.๑๓๖
๑๑ อ้างจาก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล “การเมืองภาคประชาชนในยุคโลกาภิวัตน์:หลักการและความจำเป็นทางสถานการณ์” ใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง บ.ก.รู้ทันทักษิณ ๒ (กรุงเทพ:ขอคิดด้วยคน ๒๕๔๗) น.๑๕๙ และ สิริวิชญ์ “หนี้ครัวเรือนสูง แต่ไม่เสี่ยง” เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ ๖๔๑ น.๑๖-๑๗
๑๒ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล “การเมืองภาคประชาชนในยุคโลกาภิวัตน์:หลักการและความจำเป็นทางสถานการณ์” ใน เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง บ.ก.รู้ทันทักษิณ ๒ (กรุงเทพ:ขอคิดด้วยคน ๒๕๔๗) น.๑๕๒
๑๓ ชัยอนันต์ สมุทวณิช จากรัฐชาติสู่รัฐตลาด (กรุงเทพ:บ้านพระอาทิตย์ ๒๕๔๔) น.๙๙
๑๔ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาวุธมีชีวิต?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (กรุงเทพ:ฟ้าเดียวกัน ๒๕๔๖) น.๕๑)
๑๕ เกษียร เตชะพีระ “คำถามความเป็นไทย” ตอน ๑-๒ มติชนรายวัน วันที่ ๓๐ กรกฎาคม และ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๗ น.๖
๑๖ วิลเลียม ยูรี เขียน เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว แปล กลยุทธการสมานไมตรี (กรุงเทพ :สวนเงินมีมา ๒๕๔๗) น. ๑๒,๑๓๙
๑๗ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาวุธมีชีวิต ?:แนวคิดเชิงวิพากษ์ว่าด้วยความรุนแรง (กรุงเทพ :ฟ้าเดียวกัน ๒๕๔๖) น.๒๑

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved