กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

เราสอนอย่างที่เราเป็น ๔. ความคาดหวังของครูแพทย์
บทสนทนางานอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูแพทย์
๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ
สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒๕๕๗

ดาวโหลดหนังสือที่นี่ พุทธศาสนากับคุณค่าต่อชีวิต

หมออั้น

ผมเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้ ผมคิดว่าคำจำกัดความเรื่องฉันทะนั้นมีระดับต่างๆ กัน คนหนึ่งนั่งรถไกลมากมาจากบุรีรัมย์เพื่อมาเรียนรู้การเป็นครู ครูที่ดีที่โคราช สิ่งนี้สะท้อนบางอย่าง หรือการที่คนหนึ่งคนยังไม่รู้ว่าความสุขอยู่ตรงไหน ซึ่งพระอาจารย์บอกว่าให้ลองหาดู

ผมเคยลองถามตัวเองยามตื่นนอน ถามว่าอยากทำอะไรที่สุด  เขียนไปเขียนมา ทำงานบริหาร ไปอยู่คลินิก สุดท้ายก็หยุดอยู่ที่อยากสอนทุกที แปลว่าเราชอบอันนี้ แต่ทำอย่างไรจึงจะทำให้เมล็ดพันธุ์นี้เติบโต มั่นคง หนักแน่นเหมือนเรือทอดสมอ เพราะขณะนี้ คล้ายกับ เรือเมล์จอดป้าย เอามือเกาะขอบเรือไว้ เรืออย่าไปนะ ฉันจะสอน การจะเป็นอย่างที่พระอาจารย์ว่า เป็นเรือที่ทอดสมอ ลอยนิ่ง ผมก็ยังไม่เป็นขนาดนั้น ผมแก่กว่าตั้งเยอะแต่ยังไม่เป็นสิ่งนั้น

ผมเห็นว่ารุ่นน้องของผมสองคนนี้มีฉันทะ เพียงแต่เกิดความคาดหวัง แบ่งเวลาไม่ถูก ไม่เข้าใจ being ตัวเอง รุ่นน้องของผมทั้งคู่แสดงให้ผมเห็นว่าเขามีฉันทะมาก แต่ทำไมยังเป็นทุกข์ พวกเราหลายคนก็คงคล้ายๆ กัน รวมทั้งตัวผมเองด้วย พวกเรามีฉันทะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นฉันทะระดับ ป.๒, ฉันทะ ป.๓ ฉันทะป.๔  ฉันทะมีระดับไหม? จึงจะทำให้มีความสุขอย่างแท้จริง ฉันทะจะต้องประกอบด้วยอะไรอีกบ้าง

ผู้ร่วมสนทนา

หนูคิดว่าฉันทะไม่มีระดับ หากมีฉันทะที่จะเป็นครู ก็มี being คือ เป็นครู จากนั้นจึงมี ความสัมพันธ์ ครู-ศิษย์ ซึ่งเป็นระดับที่สอง สุดท้ายคือ เกิดการเรียนรู้  คิดว่าน่าจะเป็นการจัดการอารมณ์ของตัวเราเองมากกว่าที่ทำให้เราไปไม่ถึง ความสัมพันธ์ครู-ศิษย์ ทำให้ไปไม่ถึงการกระตุ้นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้

หมออั้น

หรือว่า พวกเราไม่เคยเข้าใจสิ่งที่มันเป็นอย่างแท้จริง พวกเราสอนแล้วนักศึกษานั่งหลับ ความเป็นจริงก็คือเขาเล่นเกมตอนกลางคืน เขาไปดูบอล นักศึกษาวัยนี้ก็เป็นอย่างนี้ เราอยากให้เขาเป็นอีกอย่างหนึ่งแต่ความเป็นจริงมันก็เป็นอย่างนั้น มีเหตุปัจจัย ถ้าเราเข้าใจ เราก็ไม่โกรธ  แต่ทุกข์ของผมคือ จะทำยังไงจะเผด็จศึกเด็กนักเรียนพวกนี้ให้ได้! ^^

ผู้ร่วมสนทนา

ถ้ามีฉันทะอย่างนี้คงจะยิ่งสนุก เมื่อเข้าใจเขา ก็ไม่โกรธ ยิ่งอยากสอนมากขึ้น

หมออั้น

พอฉันทะดี เรื่องราวในสมองดี เนื้อหาดี ตัวเราดี ใจเราดี แสดงออกดี นักศึกษาก็คงจะค่อยๆ ดีขึ้น

ผู้ร่วมสนทนา

แล้วก็จะเกิดการเรียนรู้ใช่ไหมคะพระอาจารย์

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ลูกศิษย์ของพวกเราสอนยากไหม?  บางทีอาจจะเป็นเพราะว่า บรรยากาศในห้องไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ หรืออาจเป็นเพราะว่าการสอนของเรามีปัญหา เราอาจจะไม่เต็มที่กับสิ่งที่เราสอน  อาตมาฟังจากที่พวกเราพูดแล้วรู้สึกว่า นักศึกษาบางคนมีปัญหา อาจเป็นปัญหาในจิตใจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทำให้เขาไม่มีแรงจูงใจที่จะเรียน

อาตมาขอยกตัวอย่าง ปาร์คเกอร์ เจ. พาล์มเมอร์ (Parker J. Palmer :ผู้เขียนหนังสือ กล้าที่จะสอน : The Courage To Teach) เป็นครูที่เก่งมาก ได้รางวัลมากมาย คนชื่นชมเขามากว่าเขาสอนเก่ง ครั้งหนึ่งเขาไปจัดworkshop ให้อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าได้รับคำชมมาก  เมื่อเสร็จการอบรม เขาได้รับการขอร้องให้ไปเป็นครูสักหนึ่งชั่วโมงให้แก่นักศึกษารัฐศาสตร์

เขายินดีรับคำเชิญ  แต่พอไปสอนแล้วเขาจึงได้คิดว่าเขาตัดสินใจผิด ห้องนั้นมีนักศึกษา ๓๐ คน  หลังห้องเป็นนักศึกษาคนหนึ่งซึ่งไม่สนใจเรียนเลย นั่งหลังงอ สวมหมวกแก๊ปลงมาปิดตา เลยไม่รู้ว่านอนหลับอยู่หรือเปล่า  สมุดบันทึกก็ไม่มี เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อปลุกเด็กคนนี้ให้ตื่นมาสนใจเรียน  แต่ยิ่งเขาพยายามเท่าไรก็ยิ่งเครียดเพราะเด็กไม่มีทีท่ากระตือรือร้นเลย  เขาทุ่มเทพลังเพื่อดึงเด็กคนนี้ให้ตื่นตัว  ก็ฉันเป็นครูเก่งไงล่ะ  ต้องฉุดนักศึกษาขึ้นมาให้ได้ แต่ก็เหมือนเจอหลุมดำ ยิ่งพยายามเท่าไร ความพยายามก็ยิ่งถูกดูดหายไป เขาเล่าว่า เขาจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับเด็กคนนี้ จนลืมนักศึกษาคนอื่นที่อยูในห้อง  สุดท้ายเขารู้สึกว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า  เพราะนอกจากเด็กหลังห้องคนนั้นจะไม่ขยับแล้ว นักศึกษาที่เหลือก็เรียนไม่รู้เรื่อง  เพราะหายไปจากการรับรู้ของเขาไปเลย

พอออกจากห้องเรียน เขารู้สึกแย่มาก  หงุดหงิด รู้สึกว่าตกม้าตาย ไม่ต่างจากครูฝึกหัดไร้เดียงสาที่พลั้งพลาดเพราะไปหมกมุ่นกับนักศึกษาคนนั้นคนเดียว ---ถ้าพระที่กำลังเทศน์ มัวแต่พะวงกับคนที่เอาแต่คุย ก็ตกม้าตายเหมือนกัน 

ปาร์คเกอร์ บอกว่าเขารู้สึกว่าตัดสินใจผิดพลาดมากที่ไปสอนห้องนั้น เรื่องนี้ทำให้เขาเสียความรู้สึกมาก ค่ำนั้นเขาต้องไปงานเลี้ยงแต่ก็ไม่มีอารมณ์อยากจะสังสรรค์ เพราะมัวนึกถึงแต่ถึงประสบการณ์แย่ๆ นั้น พอเสร็จงาน เขาก็ขึ้นรถแท็กซี่ไปสนามบิน  ขึ้นแล้วก็ตกใจเมื่อรู้ว่าคนขับแท็กซี่คือเด็กคนนั้น ปาร์คเกอร์บอกว่า เขารู้สึกว่าเหมือนกับถูกลงโทษ  เขาทำอะไรผิดหรือถึงต้องมาเจอเด็กคนนี้อีก  เด็กคนนั้นพูดกับเขาว่า “ผมขอคุยด้วยได้ไหมครับ” เขาตอบตามมารยาทว่า “ได้” จริงๆ แล้ว ปาร์คเกอร์ไม่อยากคุยกับเด็กคนนี้เลย  

แล้วเด็กก็เล่าว่า พ่อของผมเป็นกรรมกรตกงาน แถมติดเหล้าด้วย พ่อไม่อยากให้ผมเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเห็นว่าการเรียนมหาวิทยาลัยจบเพื่อมีงานทำนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ  พ่อดุด่าผมทุกวันว่างี่เง่า พ่ออยากให้ผมออกจากมหาวิทยาลัย แล้วหางานทำ ผมไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต 

คำพูดดังกล่าวทำให้ความรู้สึกที่เขามีต่อเด็กคนนี้เปลี่ยนไป และทำให้เขาเห็นชัดเลยว่า นักศึกษาที่ไม่ตั้งใจเรียน ไม่กระตือรือร้น เอาแต่นิ่งเงียบเหม่อลอยหรือหดหู่ในห้องเรียนนั้น จริง ๆ ไม่ได้เป็นคนงี่เง่าสมองลีบเลย แต่เป็นเพราะเขามีปัญหา มีความกลัว มีความสับสนกับชีวิต

บางครั้งเด็กเหล่านี้ไม่สามารถที่จะพูดปัญหาของเขาออกมาได้ในห้องเรียน ปัญหาทับถมทำให้เขาไม่สามารถที่จะจดจ่อการเรียนได้  บางครั้งการแก้ปัญหาของเด็กนั้นทำไม่ได้ในห้องเรียน แต่ต้องเป็นนอกห้องเรียน

อาตมาคิดว่าปัญหาของนักศึกษาอาจจะมาจากข้อจำกัดของเราที่อยู่ในห้องเรียน นักศึกษาบางกลุ่มสนใจเรียนก็จริง  แต่บางคนอาจจะหลับ ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจในการสอน หรือขาดสมาธิ จนตกม้าตายไปเลย  บางทีนักศึกษาเหล่านั้นมีปัญหาชีวิตทำให้ไม่มีสมาธิกับการเรียน การช่วยให้เขาสนใจเรียนนั้น อาจทำไม่ได้ด้วยการบรรยายให้สนุกแต่ต้องไปแก้นอกห้อง ปัญหาก็คือเรามีเวลาพอหรือเปล่าที่จะช่วยเขานอกห้องเรียน

ผู้ร่วมสนทนา

พระอาจารย์กล่าวถึงทุกข์จากความหวังไปบ้างแล้ว เท่าที่วิเคราะห์ดูตัวเองเป็นคนคาดหวังกับทุกสิ่งทุกอย่าง คาดหวังกับตัวเอง คาดหวังกับคนอื่น แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์บ่อยที่สุดคือคาดหวังให้คนอื่นทำอะไรบางอย่างให้เราโดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นเป็นมาตรฐานที่เขาควรทำให้ได้ วิชาชีพของพวกเราคาบเกี่ยวกับการทำบุญกับบาป เมื่อเราดูแลคนไข้อย่างตั้งใจ ต่อให้เกิดผลบวกหรือลบ ก็เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้ว  แต่ ความผิดพลาดบางอย่างที่เกิดจากความไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร แล้วทำให้เกิดความผิดพลาดนั้น วิชาชีพนี้ไม่ควรเป็นแบบนั้น ก็คาดหวัง อยากจะสอนให้หลายๆ คนมีมุมมองแบบนี้ และรู้จักที่จะบริหารจัดการความเสี่ยง จัดการมุมมอง จัดการวิธีคิดในการทำงาน ถ้ายังคิดที่จะยังทำงานในวิชาชีพนี้ รวมไปถึงเรื่องความรู้ความสามารถ ทักษะ ระเบียบวินัยที่ควรจะเป็น เราคิดว่าเหล่านี้จำเป็นต่อวิชาชีพนี้ พระอาจารย์มีข้อแนะนำเพิ่มเติมไหมคะ เพื่อลดความทุกข์
 
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

อาตมาเห็นว่าความคาดหวังเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น ความคาดหวังด้านหนึ่งเป็นแรงผลักดันให้เรามีแรงทำอะไรได้มากมาย รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขให้มันดีขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกกดดัน คำถามก็คือ  เป็นไปได้ไหมที่เราจะปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ยึดติดกับความคาดหวังดูเหมือนยากแต่ที่จริงอยู่ในวิสัยที่เราทำได้ คือเราพยายามทำให้เต็มที่ พยายามปรับปรุง พยายามวิเคราะห์ความผิดพลาดว่าเกิดจากอะไร เกิดจากปัจจัยภายในของคน หรือเกิดจากปัจจัยภายนอก ระบบอาจมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ระบบอาจทำให้คนทำงานท้อแท้ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น นี้คือการจัดการกับปัจจัยภายนอก  รวมถึงการปรับปรุงบุคลากรด้วย  ดูว่าเขามีปัญหาเพราะอะไร เขามีความรู้ไหม เขาประมาท ปล่อยปละละเลย หรือเลินเล่อไหม ถ้าใช่ ก็ต้องพยายามแก้ไข ให้กำลังใจ  บางครั้งการวิจารณ์ให้ผลน้อยกว่าการให้กำลังใจ 

ขั้นตอนที่ว่า อาตมาเรียกว่า การทำกิจ คือ การพยายามสร้างเหตุปัจจัยภายนอกให้ดี  ขณะเดียวก็ควรทำจิตด้วย คือ วางความคาดหวังลง ถ้าเมื่อใดเราคาดหวังในความสำเร็จเราจะเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อผลไม่ออกมาอย่างที่เราหวัง  ที่จริงเป็นทุกข์ตั้งแต่ตอนที่กำลังทำแล้ว เพราะเกิดความกังวลว่าจะไม่สำเร็จอย่างที่หวัง   เป็นไปได้ไหมที่เราจะทำเต็มที่โดยไม่คาดหวัง ใจของเราอยู่ที่การกระทำในขณะนั้น

มีนักปีนเขาคนหนึ่งชื่อ บรู๊ซ เคิร์กบี้ ภูเขาสูงที่สุดในโลกเขาพิชิตมาแล้ว ทั้งยอดเขาเอเวอร์เรสต์ และ K๒ บรู๊ซบอกว่า จากประสบการณ์ของเขา ทุกสิ่งน่ากลัวกว่าความเป็นจริงเสมอเมื่อมองจากที่ไกล เมื่อจะปีนเขา เวลามองไปที่ยอดเขา ก็จะรู้สึกท้อ เพราะมันทั้งลาดชัน ทั้งลำบาก กว่าจะไปถึง แต่ประสบการณ์อันโชกโชนให้บทเรียนสำคัญแก่เขาว่า “แทนที่จะมองขึ้นไปข้างบนและสูญเสียกำลังใจกับการจินตนาการถึงอันตรายข้างหน้า  ผมจับจ้องอยู่ที่พื้นใต้ฝ่าเท้าแล้วก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว”

ขณะที่ปีนเขา บรู๊ซไม่สนใจยอดเขาเลย แต่ใส่ใจผืนดินใต้เท้ามากกว่า แน่นอนเขามีการวางแผน มีเป้าหมาย เมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว เส้นทางก็ชัดเจนแล้ว ทีนี้ก็สนใจแค่ก้าวเท้าทีละก้าวๆ ถ้าเดินไม่หยุด ก็ถึงยอดเขาแน่นอน เป็นวิธีที่ทำให้เขาพบกับความสำเร็จโดยไม่รู้สึกกังวลหรือเครียดระหว่างเดิน  ถ้าพูดภาษาคุณหมอรุจิราก็ต้องบอกว่า “งานได้ผล คนก็เป็นสุข”  นี่คือความหมายของการทำเต็มที่แต่อยู่กับปัจจุบัน  นี่คือความหมายของการวางความคาดหวังที่อาตมาพูดถึง   คือปล่อยวางความคาดหวังหรือผลที่มุ่งหมายลงเสีย แล้วสนใจสิ่งที่กำลังทำอยู่และทำให้ดีที่สุด ทำไม่หยุด เดี๋ยวถึงเองเห็นได้ว่านี้ไม่ใช่เรื่องธัมมะชั้นสูง แต่เป็นเทคนิคธรรมดาที่นักปีนเขาก็ใช้จนประสบความสำเร็จ

อีกรายหนึ่งเป็นนักไต่ลวด ฟีลิปป์ เปอตีต์ ความฝันของเขาก็คือการไต่ลวดที่ขึงระหว่างยอดตึกแฝด เวิร์ดเทรด เซ็นเตอร์ ที่นิวยอร์ ซึ่งขณะนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว นี่เป็นความฝันของเขาเมื่อ ๔๐ ปีก่อน ตึกแฝดนั้นสูง ๔๐๐ เมตร เมื่อตึกใกล้จะเสร็จเขาแอบเข้าไปในตึกแล้วขึงลวดโดยวิธีการยิงธนู ดึงเส้นลวดให้ตึง แล้วเริ่มเดินบนลวด เมื่อเดินไปได้สักพัก คนข้างล่างเห็นเข้าจึงแจ้งตำรวจ ตำรวจก็ขึ้นมาทันที รออยู่ที่ปลายเชือกอีกด้านหนึ่ง แต่เขาไม่สนใจ พอเขาเดินถึงยอดตึกอีกฝั่งหนึ่ง ก็เดินกลับมายังยอดตึกที่ตำรวจรออยู่ แต่พอจะถึงเขาก็หันหลังเดินกลับ เขาเดินกลับไปกลับมาแบบนี้ ๘ เที่ยว ประมาณ ๔๕ นาที พอเบื่อแล้ว  ก็ยอมให้ตำรวจจับ

ต่อมามีนักข่าวมาสัมภาษณ์ถึงความรู้สึกของเขาขณะที่เดินอยู่บนลวด  เขาเล่าว่า ตอนที่อยู่กลางอากาศนั้นใจเขาจดจ่ออยู่แค่ก้าวเท้าข้างหนึ่งให้มาอยู่หน้าอีกข้างหนึ่งเท่านั้น  ไม่ได้คิดไปไกลกว่านั้นเลย  สำหรับเขา “ชีวิตอยู่ที่ตรงนี้และเดี๋ยวนี้เท่านั้น”   

ตอนที่เดินนั้นเขาไม่สนใจจุดหมายข้างหน้าเลย  แค่เดินทีละก้าว ๆ เท่านั้น เขาก็ทำสำเร็จเพราะใจเขาอยู่กับปัจจุบัน ไม่สนใจเป้าหมาย ไม่สนใจพื้นข้างล่าง ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาพลาด

ชีวิตของคนเราบางครั้งก็เหมือนไต่ลวด เต็มไปด้วยความเสี่ยง ตกลงมาก็เจ็บหรือตาย แต่เรื่องยากๆ เราก็สามารถทำให้สำเร็จได้ เมื่อใจเราอยู่กับปัจจุบัน นี่คือความหมายของการปล่อยวางความคาดหวัง ไม่พะวงกับจุดหมายปลายทางข้างหน้า เมื่ออยู่กับปัจจุบัน เราจะรู้สึกได้ว่า ทำงานสบายขึ้น ความกังวลน้อยลง

ผู้ร่วมสนทนา

ขอขอบพระคุณพระอาจารย์เท่าที่ทบทวนก็สังเกตว่า ทุกงานที่เรารับก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง แต่หากได้ทำเต็มที่กับงานแม้จะไม่ถึงเป้าหมายก็มีความสุข สิ่งที่ทำให้เราทุกข์เป็นเพราะงานนั้น ยังไม่ได้ทำเต็มที่ ไม่ได้อยู่ปัจจุบันอาจจะเป็นความรู้สึกผิดในใจด้วยว่าเพราะเราไม่ได้ทำเต็มที่ ผลจึงเป็นแบบนี้ จะลองนำคำแนะนำของพระอาจารย์ไปปรับใช้ให้ ขอบพระคุณค่ะ

หมออั้น

ผมเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง”  ผมเข้าใจผิด คิดว่าไม่ให้วางแผน หายใจทิ้งไปวันๆ แต่เมื่อฟังเรื่อง การไต่ลวด และ การปีนเขา ก็คิดใหม่ คือมีการวางแผน ทำเต็มที่ แล้วค่อยๆออกเดิน อยู่กับความสุขในปัจจุบัน ไม่เปรียบเทียบ ไม่คาดหวัง ทำเต็มที่ เคยได้ยินพี่ตุ๊ พูดไว้เหมือนกันว่า  Think Globally, Act Locally (คิดระดับโลก ลงมือทำระดับท้องถิ่น)วันนี้ เรายืนอยู่ตรงนี้ มีส่วนในการสร้างสิ่งเล็กๆ แต่ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายกัลยาณมิตร พวกเรากำลังทำสิ่งเดียวกัน หากเราจะสร้างนักเรียนแพทย์ที่ดีของแผ่นดิน อาจารย์พยาบาลคนหนึ่งกำลังทำอะไร อาจารย์แพทย์คนหนึ่งกำลังทำอะไร  ผู้บริหารคนหนึ่งกำลังทำอะไร ผมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ มีความสุขกว่าการนั่งหงุดหงิดว่า มีหมอคนหนึ่งเงินเดือนเท่าผม ซีเท่าผม แต่ทำงานเดือนละ ๔ วัน ถ้าคิดแบบนั้นก็เหนื่อยสองเด้ง ลงมือทำดีกว่า สนุกกว่า

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved