กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

เราสอนอย่างที่เราเป็น ๓. พอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้
บทสนทนางานอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับครูแพทย์
๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ
สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒๕๕๗

ดาวโหลดหนังสือที่นี่ พุทธศาสนากับคุณค่าต่อชีวิต

ผู้ร่วมสนทนา

ผมอาจจะเปลี่ยนประเด็นสักนิดหนึ่ง ผมตระหนักดีว่า เรารู้สึกชอบ อยากสอน เป็นครูแพทย์ แต่ศัตรูตัวฉกาจคือความคิดเปรียบเทียบ ผมควรจะจัดการ รับมือ ดูแล สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กได้อย่างไร พ่อแม่ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอสไตล์ลูกคนจีน ผมควรจะดูแลใจที่คอยจะเปรียบเทียบกับคนอื่นอย่างไร

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

อาตมาพูดไว้ในช่วงเช้าเรื่องสาวพิการชาวไต้หวัน เธอกล่าวว่า “ฉันมองสิ่งที่ฉันมี ฉันไม่มองสิ่งที่ฉันขาด”  เรามักจะมองสิ่งที่เราขาดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเราเปรียบเทียบกับคนอื่น เราจะพบว่าเขามีนั่นมีนี่แต่ฉันยังไม่มีเลย   การเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้เราทุกข์เพราะว่ามันตอกย้ำสิ่งที่เราไม่มี เห็นแต่สิ่งที่เราไม่มี แต่ความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเราเห็นและชื่นชมสิ่งที่เรามี ไม่มองสิ่งที่เราขาด  คำว่า สันโดษ แปลว่า พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้  อาตมามักจะยกตัวอย่างนี้ให้ฟังเสมอ  มีคนหนึ่งไปเที่ยวเชียงใหม่เห็นย่ามที่ไนท์บาซาร์ราคา ๕๐๐ บาท เขาต่อราคาได้ ๓๐๐ บาท ดีใจมาก พอกลับมาที่โรงแรมพบว่าเพื่อนร่วมทัวร์ซื้อย่ามแบบเดียวกัน แต่ซื้อในราคา ๒๐๐ บาท ปรากฏว่าที่เคยยิ้มก็หุบเลย รู้สึกเสียใจที่ซื้อมา นี่เพราะเปรียบเทียบ  จริงๆ เขาน่าจะพอใจนะ ในเมื่อราคาเต็ม ๕๐๐ แต่ซื้อได้ในราคาแค่ ๓๐๐

อีกตัวอย่างหนึ่ง ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้วัดอาตมา แทงหวย ๑๕ บาท โชคดีแทงถูก ได้เงิน ๖๐๐ บาท  เขาดีใจมาก แต่พอเจอเพื่อนในหมู่บ้านซึ่งซื้อหวยตัวเดียวกัน แต่แทง ๕๐ บาท ได้เงินมา ๒๐๐๐ บาท พอรู้ว่าเพื่อนได้มา ๒๐๐๐ บาท  ความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความเสียใจเลย รู้สึกโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป  นี้เรียกว่าทุกข์ เพราะการเปรียบเทียบ

ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบกับคนอื่น เราจะไม่มีความสุขเลยทั้งชีวิต เพราะเราจะเห็นคนอื่นมีมากกว่าเสมอ  ไม่ว่าเราได้อะไร ก็จะไม่มีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นได้มากกว่าหรีอดีกว่า  ครั้งหนึ่งอาตมาไปบรรยายธรรม พอบรรยายจบก็แจกหนังสือเล่มเล็กๆ แต่หนังสือมีจำนวนจำกัด คนที่ได้รับต่างดีใจ พอหนังสือเล่มเล็กหมด อาตมาก็หยิบหนังสืออีกปึกหนึ่งขึ้นมา คราวนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่  คนที่ได้เล่มเล็กไปแล้ว เมื่อสักครู่ยังดีใจที่ได้หนังสือ แต่พอรู้ว่ามีแจกหนังสือเล่มใหญ่ด้วย  ก็รู้สึกเสียใจเมื่อเห็นคนอื่นได้เล่มใหญ่ บางคนถึงกับเอาหนังสือเล่มเล็กมาคืนเพื่อแลกกับเล่มใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันได้อ่านเล่มเล็กเลย   เล่มใหญ่ดีกว่าเล่มเล็กหรือเปล่า เขาก็ไม่รู้เพราะยังไม่ได้อ่าน แต่เป็นทุกข์ที่ได้เล่มเล็ก ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังดีใจอยู่เลย

ที่จริงหากเขาวางใจถูก แม้ได้เล่มเล็กก็น่าจะดีใจ เพราะดีกว่าไม่ได้อะไรเลย  แต่พอเปรียบเทียบกับคนที่ได้เล่มใหญ่ ก็เลยเป็นทุกข์ทันที

เห็นไหม  ขนาดได้ของฟรีก็ยังทุกข์เลยหากมีการเปรียบเทียบขึ้นมา 

ผู้ร่วมสนทนา

พระอาจารย์จะบอกว่า เราควรมองในแง่บวก

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ใช่..พอใจในสิ่งที่ มียินดีในสิ่งที่ได้

ผู้ร่วมสนทนา

แต่บางครั้งก็เหมือนกับการปิดตาไม่ให้มองสิ่งอื่น ความเป็นไป คิดในสิ่งที่เป็น มนสิการ คิดในแง่ดีมองในแง่บวก แต่ว่าโลกก็ยังมีอีกแง่หนึ่งด้วย เราควรจะมองเฉพาะด้าน หรือเราควรวางอุเบกขา หรือยังไงดีครับ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
              
เราควรมี มุทิตาจิต เป็นลำดับแรก เมื่อเขาร่ำรวยกว่าเรา มีเงินเดือนมากกว่าเรา ได้โบนัสมากกว่าเรา หรือได้เลื่อนขั้น  เราควรมีมุทิตาจิต ยินดีกับเขาด้วย อาจจะมองต่อไปว่า เขาจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่าเรา เพราะ ต้องผ่อนบ้าน หรือแม่เขากำลังเป็นมะเร็ง  ยิ่งถ้าเรามองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความสุขที่แท้ แต่เป็นภาระด้วยซ้ำ  เราก็จะไม่รู้สึกอิจฉาเขาเลย  คนเรานั้นเมื่อมีมากก็ทุกข์มาก ถ้าเราเห็นชัดว่า ทรัพย์สินเงินทองก็ดี ชื่อเสียงก็ดี อำนาจก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสุขที่เจือด้วยทุกข์  เราก็จะไม่หวั่นไหว เราจะเห็นใจเขาด้วยซ้ำ การมีสมบัติมาก มีตำแหน่งสูง ก็มีภาระมากตามไปด้วย

วัยรุ่นคนหนึ่งเข้าไปกราบหลวงปู่ดู่ พรหมปัญญโญ วัดสะแก จ.อยุธยา  เขาไปเช่าพระพุทธรูปมาบูชา หลวงปู่ถามว่า บูชาทำไม เขาตอบว่าบูชาแล้วรวยครับ หลวงปู่บอกว่า “รวยกับซวยมันใกล้ ๆ กันนะ”  เขาจึงถามว่า ใกล้กันยังไงครับ  หลวงพ่อตอบว่า “มันออกเสียงคล้ายกัน”  แล้วท่านก็อธิบายว่า  ความร่ำรวยนั้น “จะหามายังไงก็ทุกข์ จะรักษามันก็ทุกข์ หมดไปก็ทุกข์อีก กลัวคนจะจี้จะปล้น ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง” แล้วท่านก็แนะนำสั้น ๆว่า “เอาดี ดีกว่า” 

เมื่อเราใคร่ครวญด้วยปัญญา ก็จะเห็นว่า ลาภ ยศ  สุข สรรเสริญ ไม่ใช่ของประเสริฐ ใครได้ไปก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุข เห็นอย่างนี้แล้วก็จะไม่เสียใจที่เรามีหรือได้น้อยกว่าเขา  แต่สิ่งแรกที่ควรมีคือ มีมุทิตาจิตต่อเขาก่อน  ขณะเดียวกันก็รู้จักชื่นชมสิ่งที่ตนมี เป็นสุขกับสิ่งที่มี กับสิ่งที่เป็น หรือ พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้  ซึ่งรวมถึงการทำงานด้วย หลายคนมีความทุกข์เพราะเห็นว่า เราทำงานมากกว่าเขา

อาตมาชอบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเคยถูกเชิญไปออกรายการพลเมืองเด็ก สถานีโทรทัศน์Thai PBS เมื่อ หลายปีก่อน รายการนี้นำเด็กสามคนมาทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เช่น  ทำความสะอาดห้องเรียน พาม้าไปเลี้ยง ส่วนกรณีที่จะเล่านี้เด็กทั้งสามได้รับมอบหมายให้ขนของขึ้นรถไฟ รถไฟมีเวลาออกที่แน่นอน จึงต้องรีบขนของ แต่ปรากฏว่าบ่ายวันนั้น สมจิตร จงจอหอ ขึ้นชก มีการถ่ายถอดสด  เด็กผู้ชายสองคนหนีไปดูสมจิตรชกมวย เหลือเด็กผู้หญิงคนเดียว เธอก็ขนของด้วยความกระตือรือร้น พิธีกรจึงถามว่า คิดยังไงที่เพื่อนๆ ทิ้งให้เราขนของคนเดียว เธอตอบว่า “หนูเห็นใจเขาเพราะเขาเป็นแฟนสมจิตร หนูไม่ใช่แฟนสมจิตร หนูก็เลยทำงานของหนูไป” พิธีกรยังไม่พอใจคำตอบ  จึงถามต่อว่า หนูไม่โกรธ ไม่คิดจะว่าเขาหรือที่ทิ้งงานให้หนูทำคนเดียว เธอตอบว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟหนูก็เหนื่อยอย่างเดียว ถ้าหนูโกรธหรือไปต่อว่าเขา หนูก็เหนื่อยสองอย่าง”

เหนื่อยสองอย่าง  คือเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ พวกเราส่วนใหญ่เลือกเหนื่อยกี่อย่าง สองอย่างใช่ไหม  ทำไปก็บ่นไป ถ้าคนฉลาดก็จะเหนื่อยอย่างเดียวคือเหนื่อยกาย ใจไม่เหนื่อย  แต่ปกติแล้วพวกเรามักเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลาว่า เราทำมากกว่าเขา เขาทำน้อยกว่าเรา   เราก็เลยเหนื่อยสองอย่าง
 
ผู้ร่วมสนทนา

หนูคิดว่าเราทุกคนมาด้วยฉันทะ แต่ไม่มีจัดการอารมณ์ เพราะเรื่องอารมณ์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทุกคน การเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หนูจัดการ ดูแลอารมณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับพระอาจารย์ก็ยังไม่นิ่งได้ขนาดนั้น แต่ทุกครั้งที่มีอารมณ์ก็รับรู้ได้เร็วกว่าเดิม อารมณ์ของตัวเองเป็นต้นตอที่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ อารมณ์จะอยู่กับเราช่วงหนึ่งถ้าคิดได้ก็หายไป พระอาจารย์มีวิธีแนะนำไหมคะ พระอาจารย์พูดว่าให้มีสติ หนูรู้เส้นทาง เหลือแค่ปฏิบัติว่าเมื่อเกิดอารมณ์แล้วนิ่งได้  ปกติโกรธแล้วก็บ่น พอบ่นเสร็จก็หาย  ตัวเราไม่ได้ทุกข์ แต่คนรอบข้างคิดว่าเราทุกข์ เพราะเรามีอารมณ์ พอคนรอบข้างทุกข์ เราก็กลับมาทุกข์อีก แสดงว่าเรายังไม่ดีพอคนรอบข้างเลยทุกข์เราต้องเปลี่ยนที่ตัวเรา ถูกไหมคะ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

อารมณ์มักจะเกิดจากความคิด  เช่น เราคาดหวังกับนักศึกษาแล้วนักศึกษาไม่เป็นตามที่คาดหวังเราก็ทุกข์ หงุดหงิด  ความคิดมีผลต่ออารมณ์มาก เราเสียใจเมื่อนึกถึงอดีต  นึกถึงสิ่งดี ๆ ที่เราสูญเสียไป นึกถึงความผิดพลาดในอดีต   แต่ถ้าเรานึกถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึงก็มักจะเกิดความกังวล  เพราะนึกถึงงานที่ค้างคา ปัญหาที่กำลังจะตามมา หรือพอคิดเปรียบเทียบกับคนอื่น เราก็มีความทุกข์ที่เห็นเขามีมากกว่าเรา ได้รับการยกย่องมากกว่าเรา

คนเราทุกข์เพราะความคิด  และความทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการคิดถึงอดีตและอนาคต รวมถึงการมองในแง่ลบหรือชอบเปรียบเทียบ   ความคิดและมุมมองเป็นสิ่งที่กำหนดสุขและทุกข์ของคนเราเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่เจอเฉพาะหน้าก็มีส่วนกำหนดสุขหรือกำหนดทุกข์ แต่ไม่สำคัญเท่ากับความคิดและมุมมองของเรา  โดยมากแล้วความเครียดความกังวลความโกรธ ความเสียใจเกิดจากการครุ่นคิดถึงอดีตกับอนาคต  หรือนึกถึงสิ่งที่เราไม่มี สิ่งที่เราเสียไป มากกว่าสิ่งที่เรามี

อาตมาคิดว่าถ้าเราพยามรู้เท่าทันความคิด แล้วพาใจให้อยู่กับปัจจุบันก็จะเห็นความจริงในขณะนั้นมากขึ้น หลายคนพูดกับอาตมาว่า ‘เวลาทำงานก็นึกถึงลูก แต่เวลาอยู่กับลูกก็นึกถึงงาน เวลานอนมักจะคิดถึงงานจน นอนไม่หลับ แต่เวลาทำงานก็ง่วงนอน’ ปัญหานี้แก้ได้ง่ายมาก นั่นคือ  เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน ยังไม่ต้องนึกถึงลูก เวลาอยู่กับลูกก็วางเรื่องงานลงเสีย ให้อยู่กับลูกทั้งกายและใจ  แต่พวกเรามักจะไม่ทำเช่นนั้น เวลาทำงานก็นึกถึงลูก จนเกิดความกังวล เครียด ไม่มีความสุข ครั้นกลับมาถึงบ้าน แทนที่จะอยู่ลูก ใจกลับคิดถึงงาน ก็เลยรู้สึกหงุดหงิด กังวล เผลอระบายอารมณ์ใส่ลูกโดยไม่รู้ตัว

ถ้าเราปรับใจเสียใหม่ เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน เวลาอยู่กับลูกก็ให้ความสำคัญกับลูก ความเครียด ความกังวลจะลดไปเยอะ เวลานอนก็นอน อย่าเพิ่งคิดเรื่องงาน ทั้งหมดนี้ก็คือ การอยู่กับปัจจุบัน หากเราอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา จะช่วยลดความทุกข์ได้เยอะ

อารมณ์มักจะสัมพันธ์หรือมีเหตุปัจจัยมาจากเรื่องความคิดและมุมมอง  ถ้าคิดให้ถูกหรือมีมุมมองที่ดีก็จะลดความทุกข์ไปได้  หลวงพ่อชา สุภัทโท บอกว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเราถูกทั้งนั้น  แต่ที่เราทุกข์เพราะวางใจผิด การอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เรามีทุกข์น้อยลง  มีคนถามหลวงพ่อพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว ซึ่งกู้เงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือชาวบ้าน  เขาถามท่านว่า “หลวงพ่อเป็นหนี้หลายสิบล้าน ไม่เครียดหรือ” ท่านตอบว่า “อาตมาไม่เครียดหรอก คนที่น่าจะเครียดมากกว่าคือเจ้าของเงิน เพราะไม่รู้ว่าอาตมาจะมีปัญญาจ่ายหนี้เขาหรือเปล่า”  ที่ท่านพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านคิดจะเบี้ยวหนี้ เป็นแต่ว่าท่านไม่เอาหนี้มาเป็นกังวล  ท่านก็ทำงานของท่านไป ถึงกำหนดชำระหนี้เมื่อไหร่ ก็ใช้หนี้ไป   หากมีกำหนดชำระหนี้สิ้นเดือนหรือสิ้นปี ก็เป็นเรื่องของสิ้นเดือนหรือสิ้นปี ไม่ใช่ขณะนี้ ไม่ต้องเอามาเป็นกังวล ไม่ต้องแบกให้หนักใจ แต่ขณะนี้ก็ทำงานเต็มที่ หามาได้เท่าไหร่ ก็จ่ายเท่านั้น

อาตมาพูดเสมอว่า เราควร  “ทำเต็มที่แต่อย่าซีเรียส” การทำงาน การสอน เราควรทำเต็มที่แต่อย่าซีเรียส  ระหว่างที่ทำงานเราก็ทำจิตไปด้วย ส่วนใหญ่เราทำกิจแต่ไม่ได้ทำจิต ควรฝึกที่จะ “ปล่อยวางอย่างรับผิดชอบ” ต้องทำสองอย่างนี้ควบคู่กันไป คือทำกิจกับทำจิต   ท่านพุทธทาสสอนว่า “จงทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง” สุภาษิตจีนกล่าวว่า ‘ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของฟ้า’  เมื่อทำงานก็ขอให้ทำเต็มที่ ส่วนความสำเร็จเป็นเรื่องของอนาคต อีกทั้งขึ้นกับเหตุปัจจัยมากมาย ถ้าหากเข้าใจตรงนี้ก็จะทำใจได้ง่าย  ไม่จดจ่ออยู่กับผลสำเร็จ จะวางความคาดหวังลง ซึ่งทำให้เครียดน้อยลงด้วย เมื่อจะสอนหนังสือ เราก็เตรียมการสอนเต็มที่แต่ไม่คาดหวังกับเด็กว่าจะต้องเข้าใจทุกอย่างที่เราสอน หรือฟังอย่างกระตือรือร้น แต่เรามีความหวังกับเด็กอยู่เสมอ

การคาดหวังกับตนเองก็เช่นกัน หลายคนรู้สึกแย่เพราะคาดหวังกับตัวเองมาก ทำได้ไม่ดีอย่างที่คิด ก็โมโหตัวเอง ลงโทษตัวเอง อย่างนี้ไม่ถูกต้อง อย่าคาดหวังกับตัวเองแต่ให้มีความหวังกับตัวเอง

ผู้ร่วมสนทนา

หนูเป็นหมออายุรกรรม สังกัดโรงพยาบาลนางรอง ทำงานมา ๑๖ ปี  ตั้งใจทำงานมาก ทำงานมานานหลายปี บอกตัวเองว่าเรามีความสุขกับการทำงาน ทำงานทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ยังเป็นทุกข์จากการเปรียบเทียบ  รู้ว่าสติมีค่ามาก และที่มีค่ามากที่สุดคือกัลยาณมิตร โดยเฉพาะกัลยาณมิตรที่โคราช
 
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ก่อนหน้านี้อาตมาพูดว่า อย่าให้เกรดมาเป็นนายเรา ขอให้เราเป็นนายของเกรด อันนี้รวมไปถึงเรื่องเงิน เรื่องตำแหน่งด้วย เราต้องเป็นนายของเงิน เงินเป็นบ่าวที่ดีมาก แต่ถ้าปล่อยให้เงินเป็นนายเรา มันจะพาเราเข้ารกเข้าพง จึงต้องระมัดระวัง หาไม่เราอาจจะยอมทำชั่วเพื่อเงิน โกงพี่น้องเพื่อเงิน ทิ้งครอบครัวเพื่อเงิน

มีคนหนึ่งเล่าว่า เมื่อเขาเรียนจบเขาตั้งเกณฑ์ไว้ว่าเมื่ออายุ ๓๐ ปี เขาจะหาเงินให้ได้ ๑๐ ล้านบาท เมื่อหลายปีก่อน ๑๐ ล้านบาทเป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วเขาก็ทำได้จริง ๆ แต่ผลที่ตามมาก็คือ การหย่าร้าง  สุขภาพทรุดโทรม ลูกก็ไม่มองหน้า อย่างนี้คุ้มไหม ? นี่เป็นเพราะเขาเอาเงินเป็นนาย เขาได้เงิน ๑๐ ล้านสมใจก็จริง แต่กลับเป็นทุกข์ ไม่มีความสุข  ชีวิตย่ำแย่  เขาสำเร็จในแง่ที่บรรลุความคาดหวัง แต่ชีวิตไม่มีความสุข ถ้าหากเราเป็นนายของเงินก็จะไม่เป็นแบบนี้ อาจจะมีเงินน้อยกว่าแต่ว่ามีความสุขใจ  มีสุขภาพดี มีครอบครัวที่อบอุ่น นี่คือโจทย์ของชีวิตที่เราต้องตอบให้ได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตจะย่ำแย่

น.พ. ริชาร์ด  เตียว (Dr.Richard Teo) หมอชาวสิงคโปร์ เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ใคร ๆ ปรารถนา คือ ร่ำรวยมาก  เขาเคยดูถูกหมอที่ช่วยเหลือคนยากคนจนว่ามีเงินน้อย ก่อนหน้านั้นเขาทำงานวิชาการ แต่ว่าไม่รวยจึงหันมาทำคลินิกเสริมความงาม ดูแลผิวพรรณ จนร่ำรวยมาก สุดท้ายเขาเป็นมะเร็ง  เขาพบว่า เงินที่เขามีมากมายไม่ได้ให้ความสุขกับเขาเลย สิ่งที่ให้ความสุขคือเพื่อน คือการทำให้ชีวิตมีคุณค่า ก่อนเสียชีวิต ๒ – ๓ เดือน เขาไปบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟัง ใช้ชีวิตของเขาเป็นตัวอย่างว่าเงินไม่ใช่คำตอบ มีเงินมากๆ ก็ใช่ว่าจะมีความสุข ควรจะคิดถึงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 

มีแพทย์อีกคนหนึ่งแต่เธอไม่ได้ป่วย ไม่ได้เป็นมะเร็ง เมื่อเรียนจบเธอหันไปทำรกิจเพราะรวยเร็ว  ต่อมาเธอก็แต่งงาน และทำธุรกิจกับสามี มีเงินเป็นร้อยล้านภายในเวลาไม่กี่ปี ปรากฏว่าวันหนึ่งสามีขอหย่า ทันทีที่รู้ข่าว เธอรู้สึกช็อค เคว้งคว้าง ว่างเปล่า เหมือนกับว่าชีวิตไม่เหลืออะไรเลย ทั้งที่มีเงินร้อยล้าน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลือเลย เธอเล่าว่าช่วงที่เธอสบายใจนั้น เห็นเพชรที่เก็บสะสมไว้ราคาหลายล้านบาทแล้วก็มีความสุข แต่เมื่อมีความทุกข์ มีปัญหาชีวิต  เห็นเพชรที่เอามาวางไว้บนโต๊ะแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ต่างจากก้อนหิน คือไม่ช่วยให้มีความสุขใจเลย เวลามีความทุกข์  เงินก็ช่วยไม่ได้ สมบัติที่มีมากมายก็ช่วยไม่ได้ เช่นเดียวกับหมอริชาร์ด นี่คือข้อจำกัดของความสุขที่เกิดจากเงิน มันให้ความสุขเฉพาะช่วงที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น แต่เมื่อไรก็ตามที่เจอวิกฤติชีวิต เงินช่วยอะไรไม่ได้ ยิ่งใกล้ตายก็ยิ่งไม่ช่วย แต่ธรรมะ ความสุขใจ หรือBeing ที่มั่นคง จะช่วยเราได้ เพราะเรามีสมอที่ยึดใจไว้ไม่ให้หวั่นไหว แม้เจอพายุร้ายพัดกระหน่ำ ก็ไม่อับปาง เมื่อพายุผ่านใจก็ยังเป็นปกติเหมือนเดิม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved