กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

ธรรมะบรรยาย “สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน”
พระไพศาล วิสาโล
๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ธรรมบรรยายสำหรับนักศึกษาแพทย์ ในเขตพื้นที่นครชัยบุรินทร์

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ
สร้างสุขแท้ด้วยปัญญา เพื่อพัฒนาหมอดีของแผ่นดิน
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒๕๕๗

 

นักศึกษาบางคนอาจสงสัยว่าอาตมาจะพูดหัวข้อนี้ได้อย่างไร เพราะนอกจากอาตมาไม่ใช่นักศึกษาแล้ว จะรู้จักความสุขหรือ เนื่องจากเป็นพระ ไม่สามารถดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวห้าง มีแฟน แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร บางคนคงคิดอย่างนี้อยู่ในใจ

อันที่จริงความสุขนั้นมีหลายประเภท ถ้าหากมองว่าความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้เที่ยวห้าง ดูหนัง ฟังเพลง กินอาหารอร่อย มีแฟน  อาตมาก็คงมีความสุขไม่เท่านักศึกษา เพราะว่าพระทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ความสุขมีมากกว่านั้น แม้อาตมาจะไม่มีโอกาสได้ทำอย่างคุณ แต่ก็สิทธิที่จะเป็นสุขได้มากกว่าทุกคนในที่นี้ อย่าว่าแต่พระเลย แม้กระทั่งคนพิการที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนได้ก็อาจจะมีความสุขมากกว่าพวกเราก็ได้

อาตมารู้จักคนพิการคนหนึ่งชื่อ อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม พิการตั้งแต่อายุ ๒๔ ปี ปัจจุบันอายุ ๕๘ แล้ว พิการตั้งแต่คอลงมา เดินไม่ได้ ต้องมีคนอุ้ม ขยับไม้ขยับมือได้บ้าง หลังจากที่ได้ทำกายภาพบำบัดก็เขียนหนังสือได้บ้าง ถูฟันได้บ้าง ตักอาหารใส่ปากได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถจะเที่ยวเล่นได้อย่างพวกเรา แม้กระนั้นอาจารย์กำพลเป็นคนที่มีความสุขมาก เป็นคนพิการที่มีคนมากมายนับถือเป็นอาจารย์  มีคนมาปรึกษาปัญหาชีวิตบ่อยๆ ทั้งที่คนเหล่านั้นก็มีร่างกายปกติ มีสุขภาพดี มีการงานที่มั่นคง เที่ยวเล่นได้ตามใจปรารถนา แต่ก็ความทุกข์และต้องการคำแนะนำจากอาจารย์กำพล มีคนหนึ่งถึงกับพูดว่า “ถ้าหากผมมีความสุขเหมือนอาจารย์กำพล แม้จะพิการเหมือนท่าน ผมก็ยอมแลก”

คนพิการจะมีความสุขมากกว่าเราได้อย่างไร ? เที่ยวก็ไม่ได้ เล่นก็ไม่ได้ แต่ว่าอาจารย์กำพลมีความสุขจริงๆ คนที่ได้รู้จักท่านต่างก็สัมผัสสิ่งนี้ในตัวท่าน  เพราะว่าท่านยิ้ม เบิกบานอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ช่วยตัวเองได้น้อยมาก แสดงว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้เที่ยว ได้เล่น หรือว่าดูหนัง

ความสุขนั้นมีหลายมิติ มีหลายระดับ ความสุขที่เกิดจากการได้เที่ยวเล่น  คือความสุขที่เกิดจาก ‘การเสพ’  ทั้งการเสพทางหู ทางตา ทางปาก หรือแม้กระทั่งเพศสัมพันธ์ เหล่านี้เป็นความสุขระดับพื้นๆ แต่ยังมีความสุขที่สูงกว่านั้น ซึ่งแม้ไม่ใช่พระ ไม่ใช่พระอรหันต์ ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมก็สุขได้ บางคนสุขที่ได้เรียนรู้ สุขที่ได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆเรียกว่า ความสุขที่เกิดจากการได้รู้ พวกเราอาจจะเคยสัมผัสกับความสุขแบบนี้เมื่อทำสิ่งที่ยาก ๆ ได้สำเร็จแล้วเกิดความรู้ขึ้นมา เป็นความรู้ที่ไม่ได้มาจากการป้อนของครูบาอาจารย์ แต่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ยิ่งยากลำบากเท่าไร ก็ยิ่งมีความสุข ความภาคภูมิใจที่ทำสำเร็จ นี้เป็นความสุขชนิดหนึ่ง ซึ่งพวกเราสามารถสัมผัสได้ และถ้าหากเรามีความสุขประเภทนี้ก็จะเกิด “ความใฝ่รู้” ขึ้นมา ความใฝ่รู้จะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

มีคำ ๒ คำที่ต่างกัน คือ ใฝ่รู้ กับ ใฝ่เสพ ; การใฝ่เสพนั้นให้ความสุขชั่วคราว ถ้าพวกเรารู้จักเพียงการใฝ่เสพ เราจะมีความสุขได้น้อย มีเท่าไรก็ไม่พอ มีแล้วก็อยากได้อีก คนที่มีความสุขจากการมีเสื้อผ้าตัวใหม่จะรู้ว่า เสื้อผ้าที่ซื้อใหม่ให้ความสุขได้ไม่นาน บางคนใส่ครั้งเดียวก็เลิก อยากได้ตัวใหม่ร่ำไป

เมื่อปีที่แล้วหลายคนมีความสุขที่ได้ไอโฟน 4S แต่ตอนนี้หลายคนไม่อยากใช้แล้ว เพราะอยากได้ไอโฟน 4S ถ้ามีไอโฟน 5Z ก็คงจะอยากได้เหมือนกัน หลายคนในกรุงเทพไม่เอาไอโฟน 4S แล้ว เพราะอาย เชย อยากได้ไอโฟน 5S เหล่านี้เป็นความสุขชั่วคราว ทำนองเดียวกันกับการได้เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า กางเกง การได้ไปดูหนังฟังเพลง ฯลฯ ความใฝ่เสพต่างจากความใฝ่รู้ตรงนี้  ความใฝ่เสพให้ความสุขชั่วคราว แต่ความใฝ่รู้ให้ความสุขที่ยั่งยืนกว่า

อาตมาโชคดีที่ได้สัมผัสกับความสุขชนิดนี้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน อาตมาเรียนที่อัสสัมชัญ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด มีระเบียบเคร่งครัด ต้องทำการบ้านทุกวัน ทุกวิชามีการบ้าน ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จก็ถูกตี ทำเลขไม่ถูกก็ถูกตี แปลหนังสือผิดก็ถูกตี ตีอย่างเดียว การเรียนแบบนี้จะมีความสุขได้อย่างไร แต่ก็ต้องเรียนเพราะกลัวครู อาตมากลัวครูมากกว่าพ่อแม่อีก อาตมาเป็นนักเรียนที่เรียนดีแต่ก็รู้สึกว่าไม่มีความสุขเลย

เมื่อเรียนชั้น มศ.๒ (ในปัจจุบันคือ ม.๓) วันหนึ่งอาตมาถามตัวเองว่า “เรียนไปทำไม” ก่อนหน้านั้นไม่เคยถาม นึกเพียงว่าเราเรียนเพื่อเอาคะแนน สอบทุกครั้งเราก็หวังคะแนน เรียนเพื่อสอบ จนกระทั่งมีคำถามกับตัวเองว่า “เรียนเพื่ออะไร”เมื่อได้ใคร่ครวญก็พบคำตอบว่า เราน่าจะเรียนเพราะ “ความรู้” ไม่ใช่เรียนเพื่อเอาคะแนน เมื่อเห็นว่าเราควรเรียนเพื่อความรู้ การเรียนก็มีความสุขขึ้นเพราะทุกวิชากลายเป็นเรื่องสนุก เราได้ความรู้ตลอดเวลา ไม่ต้องแคร์เรื่องคะแนน ก่อนหน้านั้นเวลาสอบก็เครียดเพราะกลัวจะได้คะแนนน้อย ทั้งที่ตัวเองก็เรียนดี ติดอันดับหนึ่งในสิบของชั้นมาตลอด แต่ก็ยังมีความเครียด หากคะแนนไม่ดีก็ทุกข์มาก แต่เมื่อรู้ว่าเรียนเพื่ออะไร การสอบก็ไม่เครียดแล้ว เพราะไม่ได้ปักใจที่จะเอาคะแนน  ได้คะแนนมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญเท่ากับได้ความรู้

ในช่วงนั้นอาตมาจะตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่งเพื่ออ่านหนังสือเรียน  วันไหนเรียนวิชาอะไร ก็ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือก่อนตั้งแต่เช้า สิ่งนี้เกิดขึ้นมาเอง ได้อ่านหนังสือก็ได้ความรู้มากขึ้น และไม่สนใจว่า สิ่งที่เราอ่านมาครูจะสอนหรือไม่ จะสอบหรือเปล่า คะแนนเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน ครูลดคะแนนของเราได้ แต่ความรู้อยู่กับเรา ไม่มีใครเอาไปได้เลย  

อาตมารู้จักเด็กคนหนึ่ง อายุ ๑๕ ปี ชื่อน้องยุ้ย เป็นมะเร็ง เธอมีความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งคืออยากจะเจอพระไพศาล เพราะได้อ่านหนังสือที่อาตมาเขียน มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง (Wishing well foundation) ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยให้ความฝันของเด็กป่วยเป็นจริง จึงพามาพบอาตมาที่วัดป่ามหาวัน จากนั้นก็ติดต่อกันเรื่อยมา อาการของยุ้ยดีขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งหมอบอกว่า “คราวหน้าหนูไม่ต้องมาแล้วนะ  หนูหายแล้ว  ” แต่เธอกลับไม่ดีใจ หมอจึงถามว่าทำไมหนูไม่ดีใจ เธอบอกว่า “เป็นมะเร็งมันก็ดีเหมือนกัน เพราะทำให้ได้เจอคนที่น่ารักหลายคน เช่น พยาบาล พี่ ๆ ที่มูลนิธิ  แล้วยังได้เจอหลวงพ่อไพศาลด้วย ถ้าไม่เป็นมะเร็งหนูก็คงไม่ได้เจอคนเหล่านี้ “

ยุ้ยเล่าว่า เมื่อปีที่แล้วได้เข้าสอบวิชาภาษาอังกฤษ ครูบอกว่า ถ้าพบว่ามีคนทุจริตแม้แต่คนเดียว ครูจะหักคะแนนสิบคะแนนทั้งห้องเลย ปรากฏว่ามีคนหนึ่งทุจริตในห้องสอบ ครูจับได้ ครูจึงหักคะแนนทุกคน นักเรียนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พากันต่อว่าเพื่อนที่ทุจริต เด็กที่ทุจริตก็เสียใจ ไปขอโทษขอโพยเพื่อนทั้งชั้น รวมทั้งมาขอโทษยุ้ยด้วย ยุ้ยบอกว่า “ไม่เป็นไรฉันไม่ได้โกรธเธอเลย เพราะครูหักได้แต่คะแนน แต่ครูเอาความรู้ของฉันไม่ได้” ยุ้ยไม่ทุกข์ที่ถูกตัดคะแนน ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้ทำผิด ทำไมเธอจึงไม่ทุกข์ เป็นเพราะเธอรู้ว่าคะแนนเป็นเรื่องรอง

หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร บิดาการเกษตรแผนใหม่ของไทย เคยกล่าวว่า “เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง” สำหรับผู้ที่ใฝ่รู้นั้น คะแนนเป็นของมายา ความรู้ต่างหากที่เป็นของจริง คะแนนสามารถเพิ่มได้หดได้ แต่ว่าความรู้นั้นใครก็เอาไปไม่ได้ อาตมาคิดว่าทุกวันนี้ สิ่งที่คนไทยขาด คือขาดความใฝ่รู้ เราใฝ่เสพกันมากกว่าใฝ่รู้ การเรียนหนังสือจึงเป็นความทุกข์ เพราะทำให้เราอดเที่ยว อดแชต อดกินโน่น กินนี่ นั่งอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้ฟังเพลง จะแชตกับเพื่อนก็ไม่สะดวก แต่ถ้าหากใฝ่รู้ การเรียนหนังสือจะทำให้มีความสุข ไม่ใช่เรื่องทรมาน   ถ้ามีความใฝ่รู้ ชีวิตจะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราจะมีความสุขกับการเรียน ไม่ทุกข์เวลาใกล้สอบ เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นให้เราใส่ใจในการหาความรู้มากขึ้น

อาตมาได้ความรู้มากในช่วงใกล้สอบเพราะตอนเป็นนักศึกษาอาตมาไม่ค่อยเข้าห้องเรียนเนื่องจากทำกิจกรรมสังคมเสียมาก ดังนั้นเมื่อใกล้สอบก็ต้องกลับมาตั้งหลัก นั่งอ่านหนังสือ ได้ความรู้เยอะเลย ถ้ามีความใฝ่รู้ นอกจากจะแคร์คะแนนน้อยลงแล้ว ยามที่ประสบความล้มเหลวก็จะไม่กลัวเพราะความล้มเหลวจะให้ความรู้แก่เรา

เคยมีคนถาม โทมัส อัลวา เอดิสัน ซึ่งเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟฟ้าแบบไส้คนแรกของโลก ปัญหาของการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าคือต้องหาวัสดุทำไส้หลอดที่ทนทาน เขาใช้เวลานานมากเพื่อหาวัสดุนั้น เพื่อให้หลอดไฟฟ้าทนและสว่างได้นานเป็นชั่วโมงๆ เขาหาวัสดุเป็นร้อยๆ ชนิด กว่าจะเจอวัสดุที่เหมาะสม ช่วงที่เขายังค้นไม่พบวัสดุดังกล่าว มีคนถามเขาว่า ท้อไหมที่ล้มเหลว เขาตอบว่า ไม่ท้อเลยเพราะว่าทุกครั้งที่ล้มเหลวก็ได้ความรู้ว่าวัสดุชนิดนั้นใช้ไม่ได้

เมื่อล้มเหลวเราก็ได้ความรู้มาอย่างหนึ่ง คือความรู้ว่ามันใช้ไม่ได้  ซึ่งคล้ายกันนักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ ชื่อว่า ออสวอลด์ เอเวอรี่  ชื่อนี้ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก แต่เขาเป็นคนสำคัญ เมื่อร้อยปีก่อนมีไขหวัดใหญ่ระบาดทั่วโลก เรียกว่า ‘หวัดสเปน’ คนตายนับสิบล้าน ตายเป็นใบไม้ร่วงเลยทีเดียว  บางคนกำลังเดินอยู่บนถนน จู่ ๆ ก็ล้มลงแล้วตายคาที่  เอเวอรี่ เป็นแพทย์ที่พยายามหาว่าโรคนี้เกิดเพราะอะไร ทีแรกเขาคิดว่ามันเกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่ทำให้ปอดบวม และเชื่ออย่างนั้นมาตลอด แต่ปรากฏว่า ผิด เขาใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ในการหาตัวการที่ทำให้เกิดโรค ในช่วงนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักไวรัสเพราะมันเล็กมาก เอเวอรี่เป็นผู้ที่พบว่าไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  แต่ต้องใช้เวลานานถึง ๓๐ ปีกว่าจะพบความจริงดังกล่าว ถ้าเขาไม่ตายไปเสียก่อนก็คงได้รางวัลโนเบล เพราะสิ่งที่เขาค้นพบนั้นมีความสำคัญมาก

ออสวอลด์พูดไว้น่าสนใจมาก เขาบอกว่าตลอดเวลาสามสิบปีนั้นเขาไม่เคยท้อเลย เขาค้นคว้า ศึกษาครั้งแล้วครั้งเล่า และล้มเหลวมาตลอดเพราะไม่พบเลยว่า อะไรเป็นต้นเหตุของไข้หวัด เขาพูดประโยคหนึ่งซึ่งให้ข้อคิดที่ดีมากว่า “คนเราเมื่อล้มแล้วต้องหยิบอะไรขึ้นมาสักอย่าง” พวกเราเข้าใจไหม คนเราเมื่อล้มแล้วต้องลุก  แต่ลุกขึ้นมาแล้วยังไม่พอ ต้องได้อะไรติดมือมาด้วย หมายความว่า เมื่อประสบความล้มเหลว เราควรได้เรียนรู้อะไรบ้างจากความล้มเหลว ความล้มเหลวนั้นให้อะไรแก่เราได้เสมอหากรู้จักมอง ถ้าคุณเป็นคนใฝ่รู้ ความล้มเหลวจะให้ความรู้แก่คุณ อาจไม่ใช่ความรู้ทางวิชาการ แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับชีวิตก็ได้

เมื่ออกหัก ของหาย เราควรได้บทเรียน ถ้าคุณเจ็บป่วยคุณก็ได้ความรู้ด้วย ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า “ความเจ็บป่วยมาเตือนให้เราฉลาด”  ท่านบอกว่า “ป่วยทุกที ต้องฉลาดทุกที” คือ ฉลาดในเรื่องชีวิต เรื่องสังขารร่างกาย  คือได้ความรู้ว่า สังขารร่างกายนั้นไม่เที่ยง หรือได้ความรู้ว่า เป็นเพราะเรากินอาหารไม่ถูกต้อง นอนไม่เพียงพอ นอนดึกเกินไป เราจึงล้มป่วย  ความเจ็บป่วยสอนให้เรารู้ว่าเราใช้ชีวิตไม่ถูกต้อง เรากินไม่ถูกต้อง เรานอนน้อย นี่คือความรู้อย่างหนึ่งที่เราควรได้จากความเจ็บป่วย

มีศาสตราจารย์คนหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เป็นผู้รู้ระดับ “เจ้าพ่อ”ด้านชีววิทยาของเซล เขาทั้งเขียนตำรา บทความ และบรรยายเพื่อชี้ว่า ในเซลล์ว่าเซลล์ไม่มีส่วนประกอบที่เรียกว่า กอลจิ แอพพาราตัส (Golgi apparatus)  เพราะในขณะนั้นมีการเสนอทฤษฏีที่ว่าในเซลล์นั้นมีองค์ประกอบเล็กๆ ที่เรียกว่า กอลจิ แอพพาราตัส ด้วย ซึ่งศาสตราจารย์คนนี้ยืนยันว่าไม่มี (เราต้องไม่ลืมว่าในสมัยนั้นยังไม่มีกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอน) เขาทั้งบรรยายเขียนตำรามานานนับสิบปีเพื่อโต้แย้งทฤษฎีดังกล่าว  ปรากฏว่าวันหนึ่ง คณะชีววิทยาของศาสตราจารย์คนนี้ได้เชิญนักวิชาการหนุ่มจากอเมริกามาบรรยาย นักวิชาการหนุ่มคนนี้นำเสนอรายงานทางวิชาการ และหลักฐานต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่า กอลจิ แอพพาราตัส มีอยู่จริง นี่เป็นการโต้แย้งความคิดของศาสตราจารย์โดยตรงและหนักแน่นมาก ส่วนศาสตราจารย์ก็นั่งฟังการบรรยายด้วย เมื่อนักวิชาการหนุ่มบรรยายจบ ศาสตราจารย์คนนี้เดินขึ้นไปบนเวที จับมือนักวิชาการหนุ่ม แล้วบอกว่า “ขอบคุณมาก เพื่อนรัก ขอบคุณมาก ผมผิดพลาดมานานถึง ๑๕ ปี”

เขายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าผิด  ไม่มีความโกรธเลย ถ้าเป็นคนทั่วไปก็ต้องโกรธที่ถูกหักหน้าในที่สาธารณะ  คงจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องลุกขึ้นไปโต้แย้งสารพัด แม้จะต้องเอาสีข้างเข้าถูก็ยอม อย่างที่เราอาจจะเคยเห็น แต่ศาสตราจารย์คนนี้กลับยอมรับความผิดพลาดอย่างหน้าชื่นตาบาน และขอบคุณด้วย เขาทำอย่างนั้นได้อย่างไร เขาเป็นศาสตราจารย์ เป็นนักวิชาการอาวุโส ที่มีคนนับถือทั่วประเทศ แต่เขาไม่รู้สึกเสียหน้าเมื่อถูกหักล้าง  ที่เขาทำเช่นนั้นได้ก็เพราะว่าเขารักในความรู้ เขาขอบคุณนักวิชาการหนุ่มเพราะทำให้พรมแดนแห่งความรู้ขยายตัว  ทำให้เขามีความรู้เพิ่มขึ้น  เขาเอาความรู้เป็นใหญ่ ไม่ได้เอาตัวตนเป็นใหญ่ ถ้าเราเอาตัวตนเป็นใหญ่ เราก็จะโกรธ หาว่าเขาหักหน้าฉันต่อหน้าธารกำนัล แต่ถ้าเราเป็นคนใฝ่รู้ เราจะขอบคุณคนวิจารณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาวิจารณ์ได้อย่างถูกต้อง

ผู้ใฝ่ดีหรือผู้มีปัญญาก็เช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าสอนว่า “คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไปว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย” กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีใครวิจารณ์เรา เราควรขอบคุณเขา เพราะเขาคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้เรา อันนี้วิสัยของบัณฑิต ที่มุ่งพัฒนาตน
 
มีหมอคนหนึ่งชื่อ หม่อมราชวงค์ธันย์โสภาคย์ เกษมสันต์ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง คุณหมอบอกว่า “เมื่อก่อนก็สนุกกับการร้องเพลงคาราโอเกะ สนุกกับการเล่นปิงปองกับหลาน ๆ สนุกกับการอ่านหนังสือ แต่การเป็นมะเร็งเป็นความสนุกที่สุดในชีวิต” ทำไมถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะว่าคุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์ จึงสนุกกับการทดลองว่ามียาอะไรบ้างที่จะรักษามะเร็งในตัวท่านได้ สุดท้ายก็พบว่า คีโมทุกตัวไว้ใจไม่ได้  การได้รู้ว่าคีโมบำบัดไม่สามารถรักษาโรคของตนได้เลย แทนที่จะทำให้คุณหมอผิดหวังหรือเสียใจ ท่านกลับบอกว่า ไม่เสียใจเลย  เพราะได้ความรู้ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์

เห็นไหมว่า ถ้าเรามีความใฝ่รู้ก็จะมีความสุขได้ง่าย สุขจากการใฝ่รู้จะทำให้เราเกิดความเพียร เกิดความขยัน เมื่อมีฉันทะก็จะทำให้เกิดความใฝ่รู้ เมื่อมีฉันทะก็ทำให้เกิดวิริยะ เกิดความเพียรขึ้นมา เมื่ออยากรู้ก็จะขยัน ไม่กลัวสิ่งยาก 

ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ท่านพูดว่าสิ่งที่คนไทยขาดคือ “ความใฝ่รู้ และการสู้สิ่งยาก” ถ้าเรามีความใฝ่รู้ และกล้าสู้สิ่งยาก  ความยากลำบากหรืออุปสรรคจะกลายเป็นความท้าทาย ไม่ได้นำความทุกข์มาให้  ความยากในวิชาเรียนกลายเป็นสิ่งท้าทาย แล้วหากเราไม่แคร์เกรด ไม่แคร์คะแนน สนใจแต่ความรู้  วิชาเรียนยิ่งยากก็ยิ่งสนุก ทำให้มีความสุขในการเรียน ช่วยให้เราเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มีความสุข เมื่อเป็นหมอก็เป็นหมอที่มีความสุข เพราะจะเปิดใจใฝ่รู้อยู่เสมอ การทำสิ่งยากๆ ทำให้มีความสุขได้ ถ้าวางจิตวางใจเป็น และจะกลายเป็นพื้นฐานของความสำเร็จด้วย  

พวกเราคงรู้จักนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค(National Geographic) นิตยสารนี้มีชื่อเสียงในด้านภาพถ่าย ภาพปกฉบับล่าสุดนี้เป็นภาพที่มีชื่อมาก พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน เขานำมาลงใหม่ เพราะภาพนี้บอกอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับผู้ถ่ายภาพ เด็กสาวคนนี้ และผู้อ่าน ช่างภาพของนิตยสารนี้ถ่ายทอดภาพมหัศจรรย์ต่างๆ มากมาย เคยมีคนตั้งคำถามว่าอะไรที่ทำให้ช่างภาพของเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ประสบความสำเร็จ อะไรคือสิ่งที่เหมือนกันของบรรดาช่างภาพเหล่านี้ บรรณาธิการภาพพูดไว้อย่างนี้ “ช่างภาพของเรามีอะไร ที่เหมือนกันนะหรือ ---ความหิวกระหายในสิ่งที่ยังไม่รู้ ความกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตนไม่รู้ การถ่ายภาพที่ดีนั้นหาใช่การได้ภาพมาอย่างฉาบฉวย หากแต่ต้องแลกมาด้วยความทุ่มเทเสมอ” นี่คือกุญแจความสำเร็จของช่างภาพนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค อาตมาคิดว่านี่คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จของคนทั่วไปด้วย รวมทั้งนักศึกษาแพทย์ และความเป็นแพทย์

ความสำเร็จของนักศึกษาแพทย์ และความสำเร็จของแพทย์ที่พวกเราจะเป็นในอนาคต มีสองปัจจัยที่สำคัญมากคือ “ความใฝ่รู้ และความกล้าสู้สิ่งยาก”ซึ่งไม่เพียงทำให้มีความสำเร็จเท่านั้น แต่จะทำให้มีความสุขด้วย สุขแม้กระทั่งในเวลาที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ สุขที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ นอกจากความสุขจากการใฝ่รู้และการสู้สิ่งยากแล้ว ยังมีความสุขที่เกิดจากสิ่งอื่นๆ อีกมาก เช่น ความสุขจากการให้ หลายคนคิดว่าความสุขจะต้องมีเยอะๆ แต่ ‘การให้’ กลับเป็นความสุขยิ่งกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุข ย่อมได้รับความสุข”

มีการทดลองกับนักศึกษาฝรั่งโดยแบ่งนักศึกษาเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปเที่ยว กลุ่มหนึ่งไปเป็นจิตอาสา เมื่อจบกิจกรรมเขาให้เขียนความรู้สึก และพบว่านักศึกษากลุ่มที่สองมีความรู้สึกเป็นบวกมากว่า มีความพอใจมากกว่า และรู้สึกว่าตนเป็นที่ยอมรับของผู้คนได้มาก ทั้งๆที่ทำกิจกรรมแค่ไม่นาน

คุณนิรมล เมธีสุวกุล เล่าว่า กองถ่ายสารคดีทุ่งแสงตะวันเคยไปทำสารคดี ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ระหว่างที่พักอยู่ในหมู่บ้านก็มีคุณป้าถือปลาพวงใหญ่เดินผ่านมาแล้วถามว่า “หนู รู้ไหมว่าปลาพวงนี้ ทำอย่างไรถึงจะกินได้นาน” คำตอบจากกองถ่ายมีหลายอย่างเช่น นำไปแช่ตู้เย็น หมัก เอาไปตากแดด แต่คุณป้าเฉลยว่า “ไม่ถูกเลย ต้องเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านอย่างทั่วถึง จึงจะกินได้นาน”

พวกเราอาจสงสัยในใจว่า เอ๊ะ! จะกินได้นานๆได้อย่างไร ถ้าเราแบ่งให้คนอื่น เราก็เหลือน้อยลงสิ แต่นี่คือภูมิปัญญาชาวบ้านเพราะถ้าแบ่งให้เขาเราจะมีกินอย่างยั่งยืน เมื่อถึงเวลาที่เขามีเขาก็แบ่งให้เราด้วย นี่คือ “หลักประกันแห่งความมั่นคงและ ยั่งยืน” คนสมัยก่อนรู้จักสิ่งนี้ การให้ผู้อื่นจะส่งผลดีกับตัวเรา ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งเก็บไว้ยิ่งหมดเร็ว ยิ่งให้ความสุขก็ยิ่งได้รับความสุข

มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นไมเกรนและปวดหัวมากต้องกินยาทุกวัน ต่อมาเธอไปเป็นจิตอาสาช่วยเด็กที่บ้านปากเกร็ด ไปสัปดาห์ละสองวัน ทำเช่นนี้อยู่สักระยะหนึ่ง แล้ววันหนึ่งก็เอะใจขึ้นมาว่า ลืมกินยา ทั้งที่ปกติต้องกินทุกวัน ทำไมจึงลืม? ก็เพราะไม่ปวดไมเกรน จึงยลืมกินยา เธอมีความสุขในการได้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก มีความสุขที่ได้ให้ ความสุขนั้นทำให้เธอหายปวด  ตอนแรกเธอคิดว่าจะไปให้ความสุขแก่เด็ก แต่กลายเป็นว่า เด็กให้ความสุขแก่เธอ เธอเกิดความเพลิดเพลิน อิ่มเอิบ ทำให้หายปวดหัว คนที่เรียนแพทย์คงจะทราบว่า ความสุขในใจนั้นสัมพันธ์กับสารต่างๆ ที่หลั่งในสมอง ถ้ามีความสุขใจ ความเจ็บปวดก็บรรเทาลง  ความปวดไม่ได้บรรเทาด้วยยาเพียงอย่างเดียว ร่างกายเรา มีสารหลายอย่างที่ช่วยบรรเทาปวดได้ และสารเหล่านี้จะหลั่งออกมาเมื่อเรามีความสุข หรือได้ทำสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ

มีอีกเรื่องหนึ่งน่าอัศจรรย์กว่านั้น ผู้หญิงคนนี้เป็นชาวเหนือ วันหนึ่งพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวีจากสามี แต่เธอก็ไม่โกธรสามี ยังคงดูแลสามีที่ร่างกายทรุดโทรมเพราะเอดส์จนกระทั่งสามีตาย พอสามีตายเธอก็นึกถึงผู้หญิงที่ประสบชะตากรรมเหมือนเธอ ก็เลยไปเป็นอาสาสมัครช่วยผู้หญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี จากนั้นเธอก็ไปช่วยเป็นวิทยากรอบรมให้กับเยาวชนในระดับมัธยม เพื่อจะได้รู้จักป้องกันตัวเอง ต่อมาก็ขยายไปทำงานด้านการพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชน เพราะว่าถ้าเยาวชนมีความรู้ ผู้ชายก็จะไม่ต้องขายแรงงาน ผู้หญิงก็จะไม่ขายบริการ ซึ่งจะทำให้ติดเชื้อได้ง่ายๆ

ผู้หญิงคนนี้ทำงานด้านพัฒนาชุมชน เป็นวิทยากรหลายที่ จนเวลาผ่านไป ๑๘-๑๙ ปีก็ยังมีชีวิตอยู่ทั้งที่ไม่ได้กินยาต้านเชื้อ ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่มีอายุไม่นาน แต่เธออยู่มาเกือบยี่สิบปีแล้วและมีสุขภาพดีเสียด้วย จึงมีคนถามว่า “พี่ทำงานหนักแบบนี้ พี่ไม่กลัวป่วยหรือ” จริงๆแล้วเขาคงอยากจะถามว่า พี่ทำงานหนักแบบนี้พี่ไม่กลัวตายเหรอ--- หญิงคนนี้พูดไว้น่าสนใจ เธอบอกว่า “ถ้าฉันคิดถึงแต่ตัวเอง ฉันป่วยไปนานแล้ว” การที่เธออุทิศตนช่วยเหลือผู้อื่นทำให้เธอมีความสุข การคิดถึงผู้อื่นส่งผลให้จิตใจและร่างกายของเธอดี จนกระทั่งเธอสามารถที่จะอยู่กับเชื้อเอชไอวี ได้อย่างปกติสุข

เหล่านี้เป็นตัวอย่างว่า ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี การได้ แต่ความสุขเกิดจากการให้ ความสุขไม่ได้เกิดจากการนึกถึงแต่ตัวเอง แต่ความสุขเกิดจากการนึกถึงผู้อื่น ทำเพื่อผู้อื่น  ยิ่งที่คิดถึงผู้อื่นมากก็เกิดความสุขได้ง่าย

มีนักศึกษาคนหนึ่งเล่าว่าช่วงปิดเทอมปีหนึ่ง เพื่อนร่วมก๊วนไปเรียนซัมเมอร์ที่เมืองนอกกันหมด เขาเองเลยคว้าง ไม่มีอะไรทำเพราะเป็นคนติดเพื่อน จึงไปเป็นจิตอาสาให้กับบ้านปากเกร็ด ซึ่งมีเด็กกำพร้าเป็นจำนวนมาก ที่จริงเขาเองก็มีชีวิตคล้าย ๆ เด็กกำพร้า พ่อแม่แยกทางตั้งแต่เขายังเล็ก เขาต้องอาศัยอยู่กับลุง เมื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เด็กเหล่านั้นเขาก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะได้พบว่าตัวเองมีความรักมากพอที่จะให้เด็กๆได้  ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีความรักที่จะให้ใครได้เลยเพราะเป็นคนขาดความรัก แต่พอเจอเด็กกำพร้ากลับมีความรักที่จะมอบให้ เด็กเป็นตัวกระตุ้นให้ ความรัก ความเมตตา กรุณาเบ่งบานขึ้นมาในใจเขา  ขณะเดียวกันความรักที่เด็กมอบให้กลับมาก็ทำให้เขารู้สึกได้รับการเติมเต็มในหัวใจ เพราะพื้นฐานเขาเป็นคนขาดความรัก โหยหาความรัก ไม่เคยรู้สึกว่าได้รับความรักแม้จะอยู่กับลุง จนกระทั่งได้รับความรักจากเด็ก ๆ มาเติมเต็มหัวใจ  เขามีความสุขมาก

เขาพูดว่า “ชีวิตผมสมบูรณ์ได้เพราะเด็กเจ็ดขวบ” ชีวิตที่สมบูรณ์ไม่ได้หมายถึง มีเงิน มีทอง ความสะดวกสบาย มีบ้าน มีรถยนต์ แต่หมายถึง จิตใจที่เต็มอิ่ม อิ่มด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และความสุข  เด็กเจ็ดขวบที่เขาพูดถึงก็คือเด็กที่เขาไปช่วยเป็นพี่เลี้ยง เด็กเหล่านี้ทำให้เขารู้ว่าตนเองมีความรักที่จะมอบให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกันก็ได้รับความรับเติมเต็มหัวใจ นี่คือการเปลี่ยนแปลงภายใน ที่เกิดจากการให้

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพกาย หรือคุณภาพจิต สิ่งดี ๆ สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ถ้าเรารู้จักให้ และนี่คือสิ่งที่จะทำให้ความเป็นหมอในอนาคต เปี่ยมไปด้วยความสุข

หลายคนทุกวันนี้เมื่อนึกถึงอาชีพหมอก็นึกถึงเงิน รายได้ ความมั่งคั่ง ความมั่นคงที่วัดเป็นตัวเงิน นักศึกษาแพทย์ ปีสี่ ปีห้า ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะหาเงินได้เท่าไร ทำงานกี่ปีจึงจะมีรถ ทำงานกี่เดือนถึงจะออกรถได้ บางคนอาจจะตั้งเป้าหมายว่าจะต้องได้สิบล้านเมื่ออายุสามสิบปี เพราะคิดว่าความสุข ความสำเร็จ อยู่ที่ตรงนั้น อยู่ที่เงิน อยู่ที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่นั่นเป็นความสุขขั้นต่ำ ความสุขที่แท้จริง คือความสุขที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล ความสุขที่เกิดจากการให้ ได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ช่วยเหลือผู้ที่ลำบากให้เขาได้มีความสุข ได้เห็นรอยยิ้มของญาติเมื่อคนรักของเขารอดชีวิตกลับมา นั่นคือ รางวัลของความเป็นแพทย์

หมอที่ดีต้องมีความสุข ความดีกับความสุขเป็นของคู่กัน ความดีจะทำให้มีความสุข แล้วความสุขจะไปหล่อเลี้ยงความดี ให้มั่นคงสามารถทำดีได้ต่อเนื่อง หมอที่ดีกับหมอที่มีความสุขเป็นคนๆ เดียวกัน นักศึกษาที่ดีกับนักศึกษาที่มีความสุขก็คือคนๆ เดียวกัน แล้วความเก่งก็จะตามมา

ความดีและความสุขเชื่อมโยงกันได้ ถ้ามีความใฝ่รู้ กล้าสู้สิ่งยาก ก็จะมีอีกสิ่งหนึ่งคือน้ำใจ สรุปแล้วมีอยู่สามปัจจัยที่สำคัญ คือ  “น้ำใจ ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก” ซึ่งไม่เพียงทำให้เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ดี และมีความสุขเท่านั้น แต่ยังทำให้เป็นหมอที่ดี เป็นแพทย์ที่ดี และมีความสุขด้วย รวมทั้งทำให้เป็นคนดี และมีความสุขไปพร้อมๆ กัน หมอที่ดีและหมอที่มีความสุขคือคนคนเดียวกัน ไม่ได้แยกจากกันเลย และพึงตระหนักว่าหมอที่ดี หมอที่เก่งไม่ได้อยู่ที่ทักษะฝีมือหรือความรู้ในสมองเท่านั้น การเป็นหมอที่ดี ที่เก่ง อาศัย ๓ H ไม่ใช่แค่ ๒H คือไม่ใช่เพียงแค่ Hand กับ Head เท่านั้น แต่ต้องมี Heart ด้วย  Hand ,Head and Heart การเรียนเราใช้ Head คือความคิดหรือปัญญา ต่อมาก็ต้องใช้ Hand คือทักษะ ความเชี่ยวชาญ แต่ว่าสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากอีกอย่างคือ Heart หรือ ‘หัวใจ’ คือมีน้ำใจ และใจที่เปี่ยมด้วยความสุข  และที่มีความสุขได้ก็เพราะมีใจที่ใฝ่รู้ และไม่กลัวสิ่งยาก

ในวงการแพทย์ของตะวันตกมีปูชนียบุคคลหลายคน คนหนึ่งชื่อ  เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ เป็นชาวแคนาดาแต่โด่งดังมากในอเมริกา เป็นหมอที่เก่งมาก เป็นปูชนียบุคคลของวงการแพทย์ตะวันตก มีคนพูดถึงเซอร์ออสเลอร์ว่า “ผลสำเร็จในการบำบัดรักษาของเขา เป็นเพราะบุคลิกและพฤติกรรมของเขา ซึ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความรู้ทางการแพทย์ของเขาเลย”  ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะเซอร์ออสเลอร์เป็นคนมีเมตตาต่อคนไข้มาก คนไข้เห็นก็มีความสุขแล้ว นายแพทย์วิลเลียม เฮนรี เวลซ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอนห์น ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University ) ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เคยพูดถึงพ่อของเขาซึ่งเป็นแพทย์เหมือนกันว่า “ทันทีที่ท่านเข้าห้องผู้ป่วย ผู้ป่วยก็รู้สึกดีขึ้นทันที  บ่อยครั้งมิใช่เพราะการรักษาของท่าน แต่เป็นเพราะการปรากฏตัวของท่านต่างหากที่รักษาผู้ป่วยให้หายได้”

นี้คือลักษณะของหมอที่ดี หมอที่เก่ง ไม่ใช่เก่งเรื่องความคิด วิชาการ หรือทักษะเท่านั้น แต่เพราะมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา สามารถแผ่พลังแห่งเมตตาให้คนไข้รับรู้ด้วย  หมอที่ดีคือคนที่เข้าใจความรู้สึกคนไข้ บางทีไม่ต้องทำหัตถการเลย แค่นั่งเป็นเพื่อนคนไข้ คนไข้ก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว คนป่วยทั้งหลายไม่ได้ทุกข์เพราะป่วยกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะทุกข์ใจด้วย เพียงแค่หมอพูดดีๆ ใส่ใจ ให้เวลาคนไข้  คนไข้ก็รู้สึกดีขึ้นแล้ว ความปวดก็ทุเลาเบาบางลงไปมาก มีตัวอย่างมากมายที่แสดงว่าเพียงแค่หมอเป็นเพื่อนคนไข้ คนไข้ก็รู้สึกดีขึ้น เป็นเพราะใจสบายจึงทำให้กายสบายด้วย แต่ที่กายย่ำแย่ก็เพราะใจย่ำแย่ด้วย เมื่อใจย่ำแย่กายก็เลยย่ำแย่

นักศึกษาแพทย์ และ แพทย์ ควรจะตระหนักว่ากายกับใจสัมพันธ์กันมาก ความทุกข์ของแพทย์สามารถส่งผ่านไปที่คนไข้ได้ถ้าแพทย์ไม่รู้เท่าทัน ขณะเดียวกันความเมตตาของแพทย์ ความสุขของแพทย์ ก็สามารถส่งผ่านไปให้คนไข้ได้เช่นกัน และสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเป็นหมอที่ดี เก่ง และมีความสุข กลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved