กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > กายสดใส ใจปล่อยวาง
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

กิจกรรมเป็นมิตรกับความตาย
โดย  พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล 
จัดให้แก่ สังฆะโคราช ที่ศูนย์สุขภาพริมลิฟวิ่ง 
วันที่ 22 มีนาคม 2557

ตีพิมพ์ลงหนังสือ กายสดใส ใจปล่อยวาง
สื่อการสอนในกิจกรรมกลุ่มมิตรภาพบำบัด

  • เกริ่นนำ

 ทำไมต้องเป็นมิตรกับความตาย

หัวข้อการอบรมในวันนี้  หลายคนคงรู้สึกว่าเป็นหัวข้อที่น่ากลัว และคงมีคำถามอยู่ในใจว่า ทำไมต้องเป็นมิตรกับความตาย คำตอบง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราไม่เป็นมิตรกับความตาย ความตายก็จะกลายเป็นศัตรูกับเรา  ระหว่างเป็นมิตรกับความตาย กับให้ความตายเป็นศัตรูของเรา เราจะเลือกอะไร

หลายคนเวลานึกถึงความตายจะรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที เพราะมองว่าความตายเป็นสิ่งเลวร้าย ตราบใดที่เรามีทัศนคติเช่นนี้ ความตายก็จะมีอำนาจหรือมีอิทธิพลอย่างมากต่อเรา เวลาเราเกลียด กลัว หรือโกรธใครก็ตาม เรากำลังให้อำนาจแก่เขาในการมาครอบงำเรา  ทำให้เราเป็นทุกข์  หนุ่มสาวบางคนเกลียดสิว แต่ยิ่งเกลียดสิวเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้อำนาจแก่มัน ในการยัดเยียดความทุกข์แก่เรา บางคนกินไม่ได้ นอนไม่หลับเพราะสิว ที่จริงไม่ใช่เพราะสิว แต่เป็นเพราะความเกลียดสิวต่างหาก พวกเรารู้ดีอยู่แล้วว่าสิวไม่ทำอะไรเรา แต่พอเราเกลียดมัน มันก็มีอำนาจเหนือเราทันที ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิว ปัญหาอยู่ที่ความเกลียดสิวต่างหาก

ความตายไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย

ตัวอย่างที่พูดมาเทียบไม่ได้กับความตาย ความตายเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว ความตายไม่น่ากลัวเท่ากับความกลัวตาย อันนี้สำคัญมากนะ  มีคำกล่าวของเชคสเปียร์ ซึ่งคล้ายกับภาษิตจีน นั่นคือ “คนกล้าตายครั้งเดียว แต่คนขลาดตายหลายครั้ง” คนกล้าตายครั้งเดียว คือ พอหมดลมหรือหัวใจหยุดเต้นก็ตาย นั่นคือการตายครั้งเดียวของเขา แต่คนขลาด ตายหลายครั้ง เช่น พอพบว่าตนเป็นมะเร็งก็หมดเรี่ยวหมดแรงใจสั่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่มีชีวิตชีวา อยู่เหมือนคนตาย คนแบบนี้วันหนึ่งตายหลายครั้ง ทุกครั้งที่นึกถึงความตายของตน ก็รู้สึกย่ำแย่เหมือนกับตายทั้งเป็น

คนเราทุกคนต้องตาย แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องประสบกับความตายในที่สุด แต่ความกลัวตายนั้นทำอะไรพระองค์ไม่ได้ เพราะพระองค์เข้าถึงความจริงของชีวิต จนจิตหมดความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่หวงแหนตัวตน จึงไม่กลัวตาย   แม้เราไม่สามารถบรรลุธรรมอย่างพระพุทธเจ้า แต่เราสามารถเอาชนะความกลัวตายได้ และการเป็นมิตรกับความตาย เป็นวิธีการสำคัญที่จะก้าวข้ามความกลัวตาย

ความกลัวเกิดจากอะไร ความกลัวเกิดจากความไม่รู้ คือ เกิดจากความหลงนั่นเอง  เด็กกลัวความมืด เพราะเด็กไม่รู้จักความมืด คนที่กลัวความป่วยก็เพราะไม่รู้จักความป่วย คนที่กลัวความล้มเหลวก็เพราะไม่รู้จักความล้มเหลวอย่างแท้จริง เช่นเดียวกันคนที่กลัวตายก็เพราะไม่รู้จักความตายอย่างแท้จริง แต่ถ้าเรารู้จักความตายมากเท่าไหร่ ความกลัวตายก็จะน้อยลงมากเท่านั้น  และเมื่อเรากลัวตายน้อยลง เราจะมีชีวิตอย่างเบิกบาน สงบเย็น สามารถบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆได้มากมาย  

ปัญหาของคนทุกวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าสักวันหนึ่งต้องตาย  แต่อยู่ที่การปล่อยให้ความกลัวตายครอบงำ เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงความตายจึงรู้สึกกลัว เมื่อมีใครเอ่ยคำว่าตาย หรือพูดถึงความตายขึ้นมาในวงสนทนา ก็จะห้ามปรามเพราะถือว่าเป็นอัปมงคล แม้กระทั่งคำว่าความตาย ก็กลายเป็นคำแสลงหู หรือกลายเป็นคำอุจาดไปแล้วในความรู้สึกของคนปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เพราะคนทุกวันนี้พยายามหนีความตาย พยายามไม่นึกถึงความตาย พยายามตัดเรื่องความตายออกไปจากจิตใจ ไม่อยากได้ยินได้ฟัง ผลก็คือกลายเป็นคนที่อยู่แบบลืมตาย  คือลืมไปว่าตัวเองต้องตาย ขนาดอายุเจ็ดสิบแปดสิบแล้ว ยังคิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้า พยายามปฏิเสธในส่วนลึกว่า ฉันจะไม่ตาย

คนที่อยู่แบบลืมตายจะพยายามทำตัวให้วุ่น ทำใจไม่ให้ว่าง เพราะถ้าว่างเมื่อไหร่จะเผลอคิดเรื่องนี้ แล้วก็จะผวาไม่เป็นสุข ก็เลยพยายามหาอะไรทำทั้งวัน ไม่ให้ว่าง เช่น ไปเที่ยว ช้อปปิ้ง เพลิดเพลินกับความสนุกสนาน หรือไม่ก็ทำตัวให้วุ่นกับงาน  เมื่ออยู่แบบลืมตายในที่สุดจะกลายเป็นคนที่ตายทั้งเป็น   คือพอรู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย เช่น เป็นมะเร็ง ก็จะมีอาการที่อาตมาว่ามาสักครู่นี้ คือ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ซึมเศร้า ไร้ชีวิตชีวา ไม่มีกำลังใจจะทำอะไร  อยู่อย่างเซื่องซึม  อันนี้เรียกว่า เหมือนตายทั้งเป็น และเมื่อถึงวาระสุดท้าย ก็จะหลงตาย หลงตายเป็นคำโบราณแปลว่า ตายแบบไม่มีสติ ตายด้วยความทุรนทุราย

มีคนอีกประเภทหนึ่งที่รู้ว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ แต่ประมาทเพราะคิดว่า ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที เพราะคิดว่าคงจะรับมือกับความตายได้ อย่างนี้เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้า คนที่คิดแบบนี้มีไม่น้อยเลย คือไม่คิดเตรียมตัว เอาแต่ผัดผ่อน   คิดง่าย ๆ ว่า จะตายเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที ครั้นวันนั้นมาถึง ก็ตกม้าตาย ทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยคิดว่าความตายมันจะเป็นอย่างนี้ ทั้งนี้เพราะไม่เคยเตรียมตัว เนื่องจากประมาทความตายนั่นเอง

อย่างที่บอกไว้แล้วว่าคนเรากลัวตายเพราะเราไม่รู้จักความตายดีพอ ถ้าเรารู้จักความตายดีพอ เราจะกลัวตายน้อยลง มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อ มารี คูรี่ (Marie Curie) เป็นคนที่เก่งมาก ได้รางวัลโนเบลสองครั้งในสาขาเดียวกัน ซึ่งน้อยคนจะทำได้ เธอพูดว่า “ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ”  เมื่อเข้าใจแล้วก็หายกลัว อันนี้ตรงกับคติของพุทธศาสนาที่ว่า ความกลัวเกิดจากโมหะ เมื่อโมหะหายไป ปัญญามาแทนที่ ความกลัวก็หมดไป

หากเราตระหนักว่าความตายไม่ใช่ปัญหามากเท่ากับความกลัวตาย แทนที่เราจะเอาแต่หนีความตาย เราก็จะหันมาทำความเข้าใจความตายให้มากขึ้น อย่างที่เรามาวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทำความเข้าหรือรู้จักความตายให้มากขึ้น การเจริญมรณสติ หรือการพิจารณาว่าความตายจะมาถึงเราไม่ช้าก็เร็ว เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ใจเราคุ้นชินกับความตาย  เป็นการเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า ทำให้ตระหนักว่า เมื่อความตายเกิดขึ้นจะเกิดผลอะไรตามมา และควรจะทำอะไรก่อนที่ความตายจะมาถึง

ความตายเป็นวิกฤตทางกายแต่เป็นโอกาสทางใจ

การพยายามทำความคุ้นชินกับความตาย แม้เพียงแค่คิดเอาหรือลองซ้อมตาย มันมีประโยชน์มากเพราะเราไม่มีทางจะรู้จักความตายด้วยการเจอความตายจริงๆ เนื่องจากคนเราตายได้ครั้งเดียว มันไม่เหมือนกับการเรียนรู้จากความผิดพลาด หรือเรียนรู้จากความล้มเหลว เราสามารถที่จะเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ๆ ได้หลายครั้ง เพราะเราสามารถล้มเหลวผิดพลาดได้หลายครั้ง แต่ละครั้งก็ทำให้เราฉลาดมากขึ้น สามารถป้องกันความผิดพลาด หรือทำให้เกิดขึ้นน้อยลง แต่ความตายเกิดขึ้นกับเราเพียงครั้งเดียว ถ้าหากได้ลองซ้อมตาย และได้เห็นความตายของผู้อื่น รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้ใกล้ๆกัน รวมทั้งศึกษาธรรมะจากผู้รู้  ทั้งหมดนี้จะช่วยให้เรารู้จักความตายได้ดีขึ้น และเมื่อเรารู้จักความตายมากขึ้น เราจะกลัวตายน้อยลง เพราะว่าถ้าเรารู้จักความตายอย่างรอบด้าน เราจะรู้ว่าความตายไม่ใช่เป็นแค่วิกฤต  แต่ยังเป็นโอกาสด้วย

ความตายเป็นวิกฤตทางกายก็จริง แต่เป็นโอกาสทางใจ หมายความว่ามันเป็นโอกาสให้จิตใจได้พัฒนาเจริญงอกงาม มีบุคคลจำนวนไม่น้อย ที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตอนที่กำลังจะตาย บางท่าน อาพาธหนัก มีทุกขเวทนาหรือความเจ็บปวดแรงกล้า แต่เมื่อท่านได้สติ ก็เห็นชัดว่าสังขารนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน เมื่อเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  จิตท่านก็หลุดพ้นจากทุกข์ อย่างพระติสสเถระ ป่วยด้วยโรคที่ผู้คนรังเกียจ ร่างกายมีแผลพุพองเต็มตัวส่งกลิ่นเหม็น จนกระทั่งพระด้วยกันก็ดูแลท่านไม่ไหว ทิ้งท่านไป  ปล่อยให้นอนจมกองอุจจาระ ปัสสาวะ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดหนอง แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทำความสะอาดเนื้อตัวท่าน เอาจีวรไปซัก ไปต้ม ทำให้ท่านรู้สึกสบายขึ้น พอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมสั้นๆ ที่เราเรียกว่า บังสุกุลเป็น เนื้อความว่า “ร่างกายนี้ไม่เที่ยงหนอ เมื่อปราศจากวิญญาณ อันเขาทิ้งเสียแล้ว จะนอนทับซึ่งแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้หาประโยชน์มิได้”  ท่านได้พิจารณาตาม ก็เห็นชัดจริง ๆ ว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยงและเป็นทุกข์มาก จิตจึงละวางสังขาร หลุดพ้นจากกิเลสทันที แล้วก็สิ้นลมในเวลาเดียวกัน   มีบางท่านถูกเสือกัดขณะธุดงค์ ท่านมรณภาพคาปากเสือ แต่ก่อนจะมรณภาพท่านได้เห็นธรรมอย่างแจ่มแจ้ง จากความเจ็บปวดและความไม่เที่ยงของสังขาร นั่นคือเห็นแจ้งในไตรลักษณ์  ส่งผลให้ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ขณะอยู่ในปากเสือ

บางท่านเป็นพระอริยเจ้าระดับรองลงมา เช่นทีฆาวุอุบาสก ขณะที่ท่านป่วยหนักใกล้ตาย พระพุทธเจ้าเสด็จมาน้อมใจท่านให้ระลึกถึงพระรัตนตรัย ให้เชื่อมั่นในความดีที่ได้ทำ และให้พิจารณาสังขารว่าเป็นไตรลักษณ์  เมื่อทีฆาวุอุบาสกสิ้นลม พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่าท่านเป็นพระอนาคามีแล้ว   อันนี้เป็นตัวอย่างของคนที่บรรลุธรรมขั้นสูงตอนใกล้ตาย

ตัวอย่างที่กล่าวมานี้ชี้ว่าความตายเป็นตัวเร่ง ให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งสัจธรรม จนหลุดพ้นจากกิเลสได้ เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์พุทธทาสจึงกล่าวว่า ตอนใกล้ตายเป็นนาทีทองของชีวิต นาทีทองไม่ได้อยู่ที่ตอนหวยจะออก หรือตอนที่มีมิดไนท์เซล แต่เกิดขึ้นตอนที่กำลังจะหมดลม เพราะตอนนั้นสัจธรรมจะแสดงให้เราเห็นอย่างแจ่มแจ้งจนสามารถทำให้จิตหลุดพ้นได้

 ถึงแม้พวกเราหลายคนไม่ได้หวังไกลถึงขั้นหลุดพ้น ยังอยากเป็นปุถุชนอยู่ ก็สามารถพบกับประสบการณ์ดีๆเมื่อกำลังจะตายได้ เพื่อนอาตมาเป็นมะเร็งเต้านม เธอพูดกับเพื่อนหลายคนว่า ช่วงท้ายของชีวิตของเธอ คือช่วงสองปีสุดท้าย เป็นช่วงที่เธอมีความสุขมาก สุขกว่าตอนที่ไม่ป่วยซะอีก เพราะความเจ็บป่วยและความตายที่กำลังมาถึงทำให้เธอปล่อยวาง พอปล่อยวางจิตก็เบา  รวมทั้งเป็นโอกาสให้เธอได้ทำสิ่งดีๆ เช่น ขอบคุณบุพการี เคลียร์ความในใจกับมารดา ทำเสร็จก็สบายใจ หลายคนพบว่ามีสิ่งดีๆหลายอย่างเกิดขึ้นกับตอนใกล้ตาย เช่น  สามีและภรรยากลับมาคืนดีกัน พ่อกับลูกสวมกอดกันหลังจากที่เหินห่างหมางเมินกันมานาน เพื่อนที่ร้าวฉานก็กลับมาสนิทสนมกลมเกลียวกัน อันนี้เพราะความตายชักนำให้เกิดการคืนดีกัน

พิจารณาให้ดีจะพบว่าความตายมีประโยชน์มากทีเดียว อาตมาจึงเรียกว่ามันไม่ใช่เป็นแค่วิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นมาในชีวิตของเรา หลายคนเวลาพูดถึงความตาย รู้สึกว่าเป็นเรื่องน่ากลัวแต่ถ้าเราลองมองความตายในมุมที่อาตมาพูดถึงบ้าง ก็จะพบว่าความตายมีประโยชน์มากมาย  มองในแง่นี้ความตายก็สามารถเป็นมิตรกับเราได้ คือ สามารถชักนำให้เราเห็นธรรมะ ให้เราได้พบกับความสงบ ให้เราได้เรียนรู้การปล่อยวาง  คนที่มองความตายในมุมนี้ เขาจะพร้อมรับความตายได้ทุกเมื่อ และเมื่อความตายมาถึง เขาก็จะตายอย่างสงบได้

ทุกคนมีสิทธิตายอย่างสงบ

การตายอย่างสงบเป็นสิทธิของทุกคน ประสบการณ์ของผู้คนมากมายทำให้อาตมามั่นใจว่า ทุกคนมีสิทธิที่ตายสงบได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ ไม่จำเป็นต้องเป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นคนไกลวัดก็ได้ เป็นคนที่มีครอบครัวก็ได้ เป็นนักธุรกิจก็ได้ จะเป็นโรคใดก็แล้วแต่ ไม่ว่ามะเร็ง โรคหัวใจ หรืออุบัติเหตุ ก็สามารถตายอย่างสงบได้ เด็กอายุไม่กี่ขวบก็สามารถตายสงบได้ สิทธิในการตายอย่างสงบเป็นของทุกคน

อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า  สิทธิกับหน้าที่ ต้องมาด้วยกัน สิทธิในการตายอย่างสงบมาพร้อมกับหน้าที่ ใครที่ไม่ยอมทำหน้าที่ เอาแต่หลบเลี่ยงเบี่ยงบ่าย ก็ยากที่จะได้สิทธินี้ ส่วนใครที่ตระหนักว่าความตายเป็นหน้าที่ หรือพยายามทำหน้าด้วยการเตรียมตัวตาย เขาย่อมได้รับสิทธิที่จะตายอย่างสงบ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากตายอย่างสงบก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี หน้าที่ที่ว่า คือหน้าที่ที่จะตาย  และเตรียมตัวที่จะตายอย่างดีที่สุด

ความตายเป็นหน้าที่ของทุกชีวิต ไม่ว่าเป็นชีวิตระดับใด หน้าที่สำคัญประการหนึ่งก็คือการตาย เป็นเพราะเซลล์ในร่ายกายเราตายตลอดเวลาเราจึงมีสุขภาพดีได้ เราทราบหรือไม่ว่าแต่ละวันเซลล์ในร่ายกายเราตายถึงห้าหมื่นถึงหนึ่งล้านเซลล์ เยอะมากทีเดียว ทุกเซลล์มีหน้าที่ที่จะต้องตายเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาตายเพื่อให้เซลล์อื่นมาทำหน้าที่แทน เป็นเพราะทุกเซลล์ทำหน้าที่นี้ ร่างกายเราก็เลยมีสุขภาพดี แต่ถ้าเกิดมีเซลล์ตัวไหน กลุ่มไหนไม่ยอมตาย เกิดเรื่องนะ มีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ไม่ยอมตาย เรียกว่าเซลล์อมตะ เราทราบไหมว่ามันคือเซลล์อะไร มันคือมะเร็ง  

มะเร็งคือเซลล์อมตะ คือเซลล์ที่ดื้อด้าน ไม่ยอมตาย มันไม่ยอมทำหน้าที่ของมัน พอไม่ทำหน้าที่ของมัน ก็เลยกลายเป็นตัวร้าย สร้างปัญหาสาหัส ที่พูดมานี้ก็เพื่อให้เห็นว่า การตายเป็นหน้าที่ ของทุกชีวิต เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและของทุกสิ่งที่จะตามมา   ถ้าเรายอมรับว่าการตายเป็นหน้าที่ของเรา และเราพยายามทำหน้าที่นี้ให้ดี คือเตรียมตัวตายตลอดเวลา เราก็มีสิทธิที่จะตายอย่างสงบ แต่ก่อนที่จะเตรียมตัว ต้องยอมรับว่าความตายเป็นธรรมดาและเป็นหน้าที่ ไม่บ่ายเบี่ยง ไม่หลีกเลี่ยง ไม่บิดพลิ้ว ถ้าเราบ่ายเบี่ยงหรือหลีกเลี่ยง ไม่ยอมทำหน้าที่นี้ พยายามหนีความตาย หรือโกงความตาย เราจะไม่มีวันตายอย่างสงบเลย เมื่อใดก็ตามที่เราตระหนักว่านี่เป็นหน้าที่ของเรา สักวันหนึ่งเราต้องตาย และพยายามทำหน้าที่นี้ ด้วยการพร้อมรับความตาย มาเมื่อไรก็ได้ ฉันพร้อมจะตายเสมอ ก็มั่นใจได้ว่าเราจะตายอย่างสงบ

ท่าทีแบบนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราได้เรียนรู้เรื่องความตาย และพิจารณาถึงความตายอยู่เสมอ มันมีบทพิจารณาสังขารอยู่บทหนึ่ง ที่อาตมาชอบมาก และที่วัดอาตมาก็สวดเป็นประจำ เรียกว่าอภิณหปัจจเวกขณปาฐะ มีความตอนหนึ่ง

เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ 
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
เราจะพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น  

ที่จริงมี ๕ ข้อ   ๔ ข้อแรกเป็นเรื่อง แก่ เจ็บ ตาย พลัดพราก ข้อที่ ๕ เป็นเรื่องของกรรม ว่าเรามีกรรมเป็นของตน เราจะต้องรับผลของกรรม เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ถ้าเราระลึกความจริงดังกล่าวอยู่เสมอ ก็จะยอมรับความตายได้มากขึ้น จะไม่มองความตายเป็นศัตรู จะมองความตายเป็นมิตรได้มากขึ้น

ความตายเป็นครู

ความตายยังสามารถเป็นอาจารย์ให้แก่เราได้ด้วย คือเตือนให้เราไม่ประมาท  ครูที่ดีจะตักเตือนและสอนศิษย์ให้ไม่ประมาท ความตายก็ทำหน้าที่นี้เช่นเดียวกัน เมื่อเราระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เราจะตระหนักความตายมาถึงได้ทุกเวลา ดังนั้นจึงต้องเร่งทำความเพียร เร่งทำความดี เราจะพยายามไม่ทำความชั่ว เพราะถ้าทำแล้ว บาปกรรมก็จะติดตัวไป แต่ก่อนที่มันจะติดตัวเราไปในภพหน้า มันอาจจะมาหลอกหลอนให้เราเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกตกใจ

หลายคนตายไม่สงบเพราะนึกถึงความชั่วที่ได้ทำ นึกถึงบาปกรรมที่ได้ก่อเอาไว้ตรงข้ามกับคนที่ทำความดี มีความดี  มั่นใจในความดี เมื่อจะต้องตายก็ไม่กลัว  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้ายังเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ได้กล่าวเป็นคาถาว่า “เมื่อตั้งมั่นในธรรมย่อมไม่กลัวปรโลก”  นอกจากนั้นยังมีพุทธพจน์ว่า “บุญย่อมนำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต”

เมื่อกำลังจะตาย เรามีสิทธิเป็นสุขได้นะ ที่เป็นสุขก็เพราะระลึกถึงบุญที่ได้ทำ ระลึกถึงความดีที่ได้บำเพ็ญ     คนเราจะหมั่นทำความดี ไม่กล้าทำความชั่ว ส่วนหนึ่งก็เพราะระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ความตายเป็นตัวกระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า และฝึกให้เรารู้จักปล่อยวางด้วย เพราะเมื่อตายไปแล้วเราเอาอะไรไปไม่ได้เลยสักอย่าง นอกจากบุญและบาป ส่วนลูกหลาน สามีภรรยา พ่อแม่ ทรัพย์สมบัติ ที่ดิน แก้วแหวนเงินทอง เอาไปไม่ได้เลย รวมถึงชื่อเสียงเกียรติยศด้วย แต่ถ้าเรายังหวงแหน ปล่อยวางไม่ได้  ความตายจะกลายเป็นศัตรูของเรา เราจะขัดขืนต่อสู้กับความตาย ทำให้ทุรนทุราย และตายอย่างไม่เป็นสุข  เท่านั้นไม่พอ ยังอาจไปอบายต่อด้วย โดนสองเด้งเลยนะ เพราะว่าความหวงแหนทำให้จิตเป็นอกุศล หากจิตสุดท้ายเป็นอกุศล ก็ไปอบายทันที

คนที่ทำความดีหากรู้จักปล่อยวาง เมื่อถึงเวลาก็ตายอย่างสงบ ไม่มีอะไรค้างคาใจ ตายสงบและไปดีด้วย สองเด้งเหมือนกัน  แต่เป็นสองเด้งที่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ เพราะฉะนั้น อาตมาจึงอยากเชิญชวนให้เรามาเป็นมิตรกับความตาย อย่ามองความตายเป็นศัตรู เพราะถ้ามองความตายเป็นศัตรูเสียแล้ว ความตายก็จะเป็นศัตรูกับเรา และจะไล่ล่าตลอดเวลา ทำให้เราอยู่ร้อนนอนทุกข์  ผวาทุกครั้งที่นึกถึงความตาย  แต่เมื่อไรที่เราเป็นมิตรกับความตาย พร้อมรับความตายอยู่เสมอ เราก็จะอยู่เย็นเป็นสุข และก็สามารถจากโลกนี้ไปด้วยใจที่สุขสงบ

  • กิจกรรมเจริญมรณสติ            

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน ภาวนาในท่านอน (หรือนั่งหากพื้นที่จำกัด) โดยมีบทพิจารณาน้อมจิต เสียง พระอาจารย์ไพศาล ใน CD ที่แนบมาในหนังสือนี้

  • กิจกรรม Repeated Question

ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ แล้ว สลับกันถามคำถามซ้ำๆ เพียงคำถามเดียวว่า
“หากคุณเหลือเวลาในชีวิตอยู่เพียง 3 วัน ก่อนตาย คุณจะทำอะไร”  โดยมีกติกาคือ

  • ผู้ถาม ให้ถามคำถามเดียวซ้ำๆ
  • ผู้ตอบ ให้ตอบโดยไม่ต้องเตรียมคำตอบไว้ก่อน ตอบเป็นรูปธรรม เช่น ขอบคุณ ขอโทษ ให้อภัย อยู่กับลูก พาแม่ไปเที่ยว ไปวัด ฟังธรรม ฯลฯ
  • ใช้เวลา 3 นาที แล้ว สลับกันเป็นผู้ถาม ผู้ตอบ

------------------------------------------------------
ตัวอย่าง Repeated Question
หมอตุ๊                   เป้า หากหนูเหลือเวลาในชีวิตอยู่เพียง 3 วัน ก่อนตาย หนูจะทำอะไร
เป้า                        หนูจะอยู่บ้านกับลูก
หมอตุ๊                   เวลาในชีวิต  3 วัน ก่อนตาย หนูจะทำอะไร
เป้า                        หนูจะพาลูกไปกราบคุณปู่ คุณย่า เพื่อขอบคุณที่ท่านดูแลพวกเรามาอย่างดี
หมอตุ๊                   หากยังเหลือเวลา 3 วัน ก่อนตาย จะทำอะไร
เป้า                        หนูจะไปกราบขออภัย คุณปู่ คุณย่า ที่บางครั้งหนูอาจทำให้ท่านไม่สบายใจ
หมอตุ๊                   เวลาในชีวิต 3 วันก่อนตาย หนูจะทำอะไร
เป้า                        หนูจะสวดมนต์ ฟังเพลง
 ------------------------------------------------------

  • กิจกรรมถอดบทเรียน

ให้ทุกคนอยู่กับตนเอง ใคร่ครวญว่า

  • เรารู้สึกอย่างไร จากกิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดนี้
  • เราได้เรียนรู้อะไร จากกิจกรรมที่ผ่านมาทั้งหมดนี้
  • สรุป

หลายคนทำกิจกรรมนี้แล้วจะพูดคล้ายกันว่า สามวันเป็นเวลาที่น้อยมาก เพราะมีอะไรหลายอย่างที่อยากทำ สามวันคงทำไม่หมด  คำถามก็คือ ในชีวิตจริงๆ มีใครรู้บ้างว่าตนเองมีเวลาเหลือแค่สามวันก่อนตาย   น้อยคนที่จะรู้ว่ามีเวลาเหลือสามวัน ในความเป็นจริง สามวันเป็นเวลาที่เยอะมาก เพราะคนที่รู้ล่วงหน้าว่าตนเองจะตายมีน้อยมาก และยิ่งรู้ว่าตนเองจะตายในสามวัน ก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ ส่วนใหญ่ที่รู้ว่าจะตายจริง ๆ ก็รู้ล่วงหน้าแค่ไม่กี่ชั่วโมง บางคนรู้แล้วว่าจะตาย แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะว่าอยู่บนเตียง ไร้เรี่ยวแรง สายระโยงระยาง เอาเข้าจริงๆ ใครที่รู้ว่าตนเองมีเวลาแค่สามวันก่อนตายถือว่าโชคดีมาก เพราะส่วนใหญ่ไม่รู้หรอก

สามวันสุดท้ายไม่มีจริง

ในประเทศญี่ปุ่น มีแผ่นดินไหวบ่อยมาก นักวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางรู้ล่วงหน้าให้ได้ว่า แผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อใด เขาไม่ได้ต้องการรู้ล่วงหน้าเป็นชั่วโมง เขาต้องการรู้ล่วงหน้าแค่ห้านาทีเท่านั้น  แต่เขาทำไม่ได้นะ พยายามรู้ล่วงหน้าแค่สามนาที ก็ทำไม่ได้ ทำไมเขาต้องการแค่สามนาที ห้านาที ก็เพราะหากรู้ล่วงหน้า ก็จะหยุดการเดินรถไฟ  อพยพผู้คนลงมาจากตึกสูงๆ  ถ้ารู้ล่วงหน้าเพียงห้านาที จะช่วยชีวิตคนได้มากมายเลย   แต่เขาก็ยังทำไม่ได้

ขนาดวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปมากแล้ว แค่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดแผ่นดินไหว 2-3 นาที ก็ยังทำไม่ได้  ดังนั้นอาตมาจึงพูดได้ว่า การรู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่กี่วันไม่กี่ชั่วโมงจะตาย จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก  ที่ผ่านมาก็ได้แต่คาดการณ์เอาหรือเดาเอาเท่านั้น เพราะฉะนั้นใครที่รู้ล่วงหน้า สามวันก่อนตาย นี่ ถือว่าโชคดีมาก  

พระพุทธเจ้าบอกว่า สิ่งที่เราทำนายไม่ได้มีห้าอย่าง คือ ไม่รู้จะตายเมื่อไร  จะตายที่ไหน จะตายด้วยเหตุใด  ตายเมื่ออายุเท่าไร และตายแล้ว ไปไหน ..สำคัญคือไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ มันเป็นสิ่งที่ทำนายไม่ได้ เพราะฉะนั้นสามวันจึงไม่ใช่เวลาที่น้อยนะ มันเยอะมากทีเดียว

อาตมาอยากจะถามพวกเราต่อไปว่า  สิ่งที่อยากจะทำในช่วงสามวันสุดท้าย ที่ผ่านมาเราเคยทำบ้างไหม  หลายคนตอบว่าไม่ได้ทำ หรือทำน้อยมาก อาตมาขอถามต่อว่า สิ่งที่เราอยากจะทำช่วงสามวันสุดท้ายนั้นสำคัญไหม ทุกคนก็ตอบว่าสำคัญทั้งนั้น   อ้าว...ในเมื่อมันสำคัญ ทำไมเราถึงไม่ค่อยได้ทำ 

หลายคนคนบอกว่าจะไปปฏิบัติธรรม บางคนบอกจะไปขอขมาพ่อแม่  จะไปขอขมาเพื่อน จะปรับความเข้าใจกัน น่าสังเกตนะ ไม่มีใครบอกว่าจะไปเที่ยว จะไปดีสนีย์แลนด์ จะไปช้อปปิ้ง จะไปดูบอลล์แมนยูแข่งกับเชลซี   ทั้งที่ในชีวิตประจำวันเราก็วนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้แหละ ไม่มีใครบอกว่าจะไปทำงานเลย แต่ทำไมเวลาของเราแต่ละวัน ๆ หมดไปกับเรื่องพวกนี้  

ทำไมสิ่งดีๆที่ ที่เราเห็นว่ามีคุณค่ามากจนกระทั่งสามวันสุดท้ายเราขอทำเหล่าสิ่งนี้ ไม่ทำสิ่งอื่น แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่ได้ทำเลย หรือทำน้อยมาก   เป็นเพราะอะไร  ทำไมหลายๆอย่างที่เราทำทุกวันนี้หรือตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับเป็นสิ่งที่เราไม่นึกอยากจะทำเลยถ้าเรามีเวลาเหลือแค่สามวัน    สามวันสุดท้ายเราอยากจะทำหลายอย่างที่มีคุณค่า แต่ทำไมเราจึงไม่คิดทำเสียแต่วันนี้

หลายคนบอกว่ากิจกรรมนี้ทำให้ได้คิดว่ามีหลายอย่างที่เราน่าจะทำเสียแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปรอทำ สามวันสุดท้าย   ที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเราคิดจะทำตั้งแต่วันนี้ เราจะมีเวลามากกว่าสามวัน เว้นแต่ว่าเราจะตายภายในวันนี้พรุ่งนี้  แต่พวกเราคงไม่ตายง่ายอย่างนั้น  คงอีกหลายเดือนหลายปีกว่าจะตาย  ดังนั้นหากเราทำสิ่งสำคัญตั้งแต่วันนี้ เราจะทำได้มากมายหลายวัน ไม่ใช่แค่สามวันเท่านั้น  

อยากให้ลองใคร่ครวญดูว่า ทำไมเราต้องรอทำสิ่งสำคัญในสามวันสุดท้าย ทำไมเราไม่ทำเสีย แต่วันนี้  

 ไม่มีอะไรต้องทำแล้ว   ทำอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้

หลายคนรู้ว่ามีหลายสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ค่อยได้ทำ เป็นเพราะอะไร  คำตอบก็คือ เป็นเพราะเรามองว่าสิ่งเหล่านี้จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ ขอขมาเพื่อน ทำเมื่อไหร่ก็ได้  ขอขมาพ่อแม่ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ ปฏิบัติธรรม ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่มันมีหลายอย่างที่เราต้องทำวันนี้ ต้องทำพรุ่งนี้ เช่น งานการที่ต้องรีบส่ง เพราะมีเส้นตาย หรือไม่ก็เพราะมันเลื่อนไม่ได้  เช่น วันรับปริญญา   ดังนั้นวันนี้ฉันต้องไปช่วยงานรับปริญญาของเพื่อน ไปร่วมงานวันเกิดเพื่อน  งานเหล่านี้มีกำหนดที่แน่นอนตายตัว เพราะฉะนั้นเย็นนี้ยังไปหาพ่อแม่ไม่ได้นะ เพราะต้องไปงานวันเกิดเพื่อนก่อน  งานวันเกิดเลื่อนไม่ได้ แต่การไปเยี่ยมพ่อแม่นั้นเลื่อนได้ ก็เลยเลื่อนแล้วเลื่อนอีก

นั่งสมาธิก็เช่นกัน คืนนี้เราตั้งใจนั่งสมาธิ แต่บังเอิญคืนนี้มีถ่ายทอดสดอคาเดมี่แฟนตาเซีย ถ่ายทอดสดเดอะวอยซ์  นั่งสมาธินั้นเลื่อนได้  แต่อคาเดมี่แฟนตาเซีย หรือเดอะวอยซ์ เลื่อนไม่ได้  ดังนั้นคืนนี้ดูถ่ายทอดสดก่อน ส่วนทำสมาธิ เอาไว้พรุ่งนี้แล้วกัน ครั้นถึงวันพรุ่งนี้ ก็มีอย่างอื่นมาแทรกอีก  ก็เลยเลื่อนการทำสมาธิต่อไปอีก สุดท้ายอาจไม่ได้ทำเลย

นี่คือเหตุผลที่หลายคนไม่ได้ทำสิ่งสำคัญที่ควรทำ  รู้อยู่ว่ามันสำคัญ แต่ยังไม่ทำตอนนี้  ขอเลื่อนไปก่อน เพราะทำเมื่อไหร่ก็ได้ สุดท้ายก็เลยไม่ได้ทำ ชีวิตของคนเราส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องที่มีกำหนดเส้นตาย มีเวลาที่แน่นอน  ส่วนสิ่งที่สำคัญกว่า มันเลื่อนได้  คนส่วนใหญ่หากจะต้องเลือกทำตอนนี้ จะเลือกอะไร ระหว่างสิ่งที่สำคัญกว่าแต่เลื่อนได้  กับสิ่งที่สำคัญน้อยกว่าแต่เลื่อนไม่ได้

คนที่ไม่ประมาท อะไรที่สำคัญ เขาจะรีบทำเสียแต่วันนี้  คำถามสามวันสุดท้ายนี้กระตุ้นให้เราไม่ประมาท ตระหนักถึงสิ่งสำคัญในชีวิตที่ต้องทำวันนี้ ทำเดี๋ยวนี้ และถ้าคุณทำตั้งแต่วันนี้ ทำเดี๋ยวนี้  หากมีใครมาถามว่า สามวันสุดท้ายจะทำอะไร  ก็จะตอบว่าไม่มีอะไรต้องทำแล้ว เพราะว่า ทำหมดทุกอย่างแล้ว หรือตอบว่าทำอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้  มีคนมาถามนักปราชญ์ท่านหนึ่งว่าสามวันสุดท้ายจะทำอะไร ท่านตอบว่าก็ทำอย่างทุกวันที่ทำอยู่ เพราะว่าอะไรที่ควรทำได้ทำหมดสิ้นแล้ว

 ถ้าเราสามารถตอบแบบนี้ได้ ก็เรียกว่าเราเป็นคนที่ไม่ประมาท แต่ถ้ายังเหลืออีกมากมายที่ยังไม่ได้ทำ แสดงว่าเรายังประมาทอยู่  แต่ก็ยังไม่สาย เรายังมีเวลาอยู่  อาตมาจึงอยากให้เรากลับไปทบทวนการใช้ชีวิตของตน   และพยายามทำสิ่งที่สำคัญเสียแต่วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะสายไปแล้ว มีภาษิตธิเบต บอกว่า  “ระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะมาก่อน”  บางคนคิดว่าพรุ่งนี้มาก่อนชาติหน้า คนที่คิดแบบนี้ประมาทมาก เพราะว่าวันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของเขาก็ได้  วันนี้เป็นวันสุดท้ายของคนหนึ่งแสนห้าหมื่นคนทั่วโลก จะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับเขา สำหรับคนกลุ่มนี้ พ้นจากวันนี้ไปก็ชาติหน้าเลยนะ เราอาจจะเป็นหนึ่งในแสนห้าเหล่านี้ก็ได้  อย่าประมาท ขอฝากไว้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved