กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > ธรรมะสำหรับข้าราชการ
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

โครงการเสวนาเพื่อพัฒนาองค์กรอัยการ
ธรรมะสำหรับข้าราชการ

โดย พระไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์โดย สำนักงานอัยการสูงสุด
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share

โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสำนักงานอัยการสูงสุด
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ (กิจกรรมที่ ๔)
เรื่อง ธรรมะสำหรับข้าราชการ โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

วันจันทร์ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๔.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
ณ ห้องประชุม ๓๐๒ ชั้น ๓ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ
…………………………………………..

นายสายันต์ สุโขพืช อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด: ขอต้อนรับผู้มีจิตอันเป็นกุศล ขออนุญาตนำเรียนเกี่ยวกับโครงการนี้ ซึ่งท่านอัยการสูงสุดได้อนุมัติเป็นโครงการประชุมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงผ่านระบบประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการดำเนินการของโครงการนี้จะดำเนินการทั้งหมด ๖ ครั้ง และตอนนี้ได้ดำเนินการไปแล้วทั้งหมด ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ สำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบได้จัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้เรื่องประสบการณ์ของเกาหลีในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมเสวนาครั้งที่ ๒ สำนักงานวิชาการเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบในการจัดในหัวข้อบทบาทของพนักงานอัยการในคดีปุ๋ยปลอม ซึ่งได้มีการศึกษาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร การเสวนาครั้งที่ ๓ สำนักงานคดีปกครองเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักได้จัดเสวนาในหัวข้อผลกระทบของการเคลื่อนย้ายแรงงานโดยเสรี ส่วนการเสวนาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๔ ซึ่งสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์ และงบประมาณ เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก ได้ร่วมกับคณะทำงานโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดและโครงการราชการใสสะอาด ได้ร่วมกันนิมนต์พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ซึ่งท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มาบรรยายธรรมในหัวข้อ “ธรรมะสำหรับข้าราชการ” ซึ่งในการบรรยายครั้งนี้จะมีการถ่ายทอดระบบทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการเผยแพร่ไปทั่วสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งจุดใหญ่ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร จะมีการถ่ายทอดไปที่อาคารรัชดาภิเษก อาคารหลักเมือง และที่ศูนย์ราชการ สำหรับท่านที่จะบริจาคทำบุญร่วมกันครั้งนี้เรามีกล่องบริจาคอยู่ทางด้านหน้าและในห้อง สำหรับเอกสารมีจำนวน ๒ เรื่อง เป็นบทความของพระอาจารย์ เรื่องแรกเป็นความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร ทุกท่านคิดว่าคนเราบางครั้งมีเงินมีทองมากมายมหาศาล แต่ใช่ว่าจะมีความสุขที่แท้จริงได้ ซึ่งถ้าท่านอ่านบทความนี้แล้วจะพบว่าความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร ส่วนบทความที่ ๒ จะเป็นบทความ “ความสุขที่ถูกมองข้าม” ก็เป็นบทความอีกชิ้นหนึ่งของพระอาจารย์ ตอนนี้พระอาจารย์ได้มาแล้วขอเตรียมตัวรับฟังการบรรยายจากพระอาจารย์

นายวิชิต แก่นกำจร อัยการอาวุโส ผู้ดำเนินรายการ: กราบนมัสการท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล กระผมนายวิชิต แก่นกำจร สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายบริหารจัดการความรู้ สำนักงานวิชาการ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินรายการ และกราบสวัสดีผู้ชมและผู้ฟังที่อยู่ในห้องนี้ตลอดจนท่านที่อยู่อาคารรัชดาภิเษกและที่อยู่หลักเมือง  ตลอดจนสำนักงานทั่วประเทศที่ฟังรายการของเราผ่าน www.ago.go.th สำหรับโครงการครั้งนี้เป็นโครงการเสวนาพัฒนาองค์กรอัยการ ครั้งที่ ๔ สำหรับหัวข้อในวันนี้เราจะนำเสนอท่านผู้ชมท่านผู้ฟังในเรื่องของธรรมะสำหรับข้าราชการ ส่วนผู้ที่เป็นองค์ปาฐกหรือผู้ที่จะมาเทศนาให้เราฟังในวันนี้ก็คือท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล กระผมขออนุญาตกล่าวแนะนำประวัติพระอาจารย์เพียงคร่าวๆ

พระอาจารย์เป็นชาวกรุงเทพ เกิดเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๐ ท่านสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านพระอาจารย์มีความสนใจในทางพุทธศาสนามาตั้งแต่เมื่อท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี โดยท่านได้อ่านงานเขียนของท่านพุทธทาสภิกขุและมีความเลื่อมใสและได้รับการปลูกฝังในทางพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งท่านได้มีโอกาสมาอุปสมบทในปี ๒๕๒๖ ณ วัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับฉายาว่า “ วิสาโล” ท่านได้มีโอกาสศึกษากรรมฐานโดยเรียนจากหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ วัดสนามใน กรุงเทพมหานคร เมื่อท่านได้เรียนจากพระอาจารย์เทียนเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ที่สำคัญอีกองค์หนึ่ง คือท่านพระอาจารย์คำเขียน  สุวณฺโณ เดิมทีท่านตั้งใจจะบวช ๑ พรรษา คือ ๓ เดือน แต่เมื่อได้มีการปฏิบัติธรรมและมีความก้าวหน้าในทางธรรมซึ่งปรากฏความสงบในจิตใจของท่าน ท่านก็เลยรู้สึกว่าน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะดำเนินชีวิตในตัวท่านเอง ท่านก็เลยได้อยู่ต่อจนถึงปัจจุบันท่านได้บวชมาครบ ๓๐ พรรษาแล้ว

ปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ส่วนใหญ่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามหาวัน เหตุที่ไปอยู่ที่นั้นก็เพื่อจะรักษาธรรมชาติและก็ช่วยกันอนุรักษ์ป่า นอกจากนี้ท่านยังได้อบรมปฏิบัติธรรมเพื่อพัฒนาจริยธรรม และก็มีโครงการที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งคือ “โครงการเผชิญความตายอย่างสงบ” โครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจมากและท่านได้ดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องมาตลอดเวลา นอกจากนี้ท่านยังเป็นประธานเครือข่ายของพุทธิกา เป็นกรรมการมูลนิธิของโกมลคีมทอง เป็นกรรมสถาบันสันติศึกษา กรรมการสันติวิธี และที่สำคัญที่สุดท่านเป็นกำลังสำคัญในเครือข่ายสันติวิธี ซึ่งรณรงค์ให้คนไทยแก้ปัญหาเพื่อที่จะขจัดความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง ท่านอาจารย์เป็นพระสงฆ์ซึ่งมีกิจกรรมและสามารถที่จะเชื่อมโยงความรู้ในทางพุทธธรรมที่สามารถปฏิบัติธรรมมาอธิบายปรากฏการณ์ของชีวิตและสังคมในบริบทของสังคมปัจจุบันได้อย่างแจ่มชัดและสามารถอธิบายธรรมะยากๆ ให้พวกเราเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ซึ่งวันนี้พวกเราจะมีโอกาสได้ฟังธรรมจากท่าน ส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะกล่าวไม่ได้เลยคือท่านได้รับรางวัลอันเป็นเกียรติของท่าน คือเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่ได้รับรางวัลสีบูรพาในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยคณะกรรมได้ลงมติเป็นเอกฉัน

นอกจากงานช่วยเหลือ งานเผยแพร่พระศาสนา งานอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วสิ่งที่ท่านพูดไว้เป็นคำที่คิดว่าน่าจะเป็นอมตะวาจาที่พวกเราจำเป็นกันตลอดก็คือท่านพูดว่า “ในชีวิตของอาตมาเป็นแค่พระอย่างเดียว ก็เป็นเกียรติเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดในชีวิตไม่มีอะไรจะสูงกว่าความเป็นพระ สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ล้วนเป็นส่วนเกินทั้งสิ้น” ณ บัดนี้ได้เวลาสมควรแล้ว พวกเราควรจะได้มีโอกาสฟังธรรม ก่อนที่เราจะฟังธรรม ขอประกอบพิธีทางพุทธศาสนาคือกราบพระร่วมกันก่อน

(กราบพระสวดมนต์พร้อมกัน)

พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล :
ขอเจริญพรญาติโยมสาธุชนทุกท่าน หัวข้อการบรรยายในวันนี้คือ “ธรรมะสำหรับข้าราชการ” หากจะอธิบายว่า อะไรคือธรรมะที่เหมาะสำหรับข้าราชการ ก็ต้องถามก่อนว่าข้าราชการคือใคร ข้าราชการนั้นมี ๒ ความหมาย ความหมายแรกหมายถึงการเป็นข้าแผ่นดิน คำนี้เป็นคำโบราณ  ข้าแผ่นดินมีทำหน้าที่รับใช้แผ่นดิน รับใช้ประเทศชาติ

คุณธรรมที่จะต้องมีในฐานะที่เป็นข้าแผ่นดินก็คือ ความขยันหมั่นเพียร รับผิดชอบต่อการงาน อันนี้เป็นธรรมดาของผู้ที่เป็นข้ารับใช้ หรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชา

คุณธรรมประการที่สอง คือ ความอดทน หรือขันติธรรม เพราะว่าจะทำงานอะไรก็ตามย่อมต้องเจออุปสรรคอยู่เสมอ จึงต้องอดทนต่ออุปสรรค รวมทั้งอดทนต่อถ้อยคำของผู้ที่เป็นเจ้านายด้วย การงานจึงจะสำเร็จได้

เบญจธรรมของข้าราชการ
ความขยันหมั่นเพียร และความอดทน เป็นคุณธรรม ๒ ประการใหญ่ๆ สำหรับผู้ที่เป็นข้าแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ข้าราชการยังมีอีกความหมายหนึ่งคือ เป็นกลไกรัฐ อันนี้มองในแง่ของรัฐประศาสนศาสตร์ กลไกของรัฐ หมายถึงการเป็นผู้ที่ทำการแทนรัฐ จะทำการแทนรัฐหรือแผ่นดินก็ตาม ย่อมต้องมีอำนาจ หรือ ได้รับมอบอำนาจจากรัฐให้ทำภารกิจให้ลุล่วง ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ดังนั้นคุณธรรมที่ต้องมีในแง่นี้ ก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐก็ตาม การบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนก็ตาม ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสิ่งสำคัญ  เพราะหากอำนาจใช้ไปในทางทุจริตก็จะเกิดผลเสียต่อประชาชน และทำให้ไม่สามารถปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ของแผ่นดินได้

นอกจากความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ความเที่ยงธรรมก็เป็นคุณธรรมที่สำคัญมาก เพราะเมื่อข้าราชการได้รับอำนาจ หรือมีอำนาจทำการแทนรัฐ อำนาจนั้นย่อมให้คุณให้โทษแก่ผู้คนได้ ถ้าไม่มีความเที่ยงธรรมแล้วก็สามารถทำให้คนสุจริตประสบความเดือดร้อน หรือทำให้ผู้ที่ทำผิดสามารถลอยนวลได้  หรือแผ่ขยายอิทธิพลได้อย่างกว้างขวาง

คุณธรรมข้อนี้โยงไปถึงการไม่ลุแก่อำนาจ คนเราเมื่อมีอำนาจ ง่ายมากที่จะลุแก่อำนาจ เพราะว่าเมื่อมีอำนาจแล้วมักจะลืมตัว  จึงใช้อำนาจไปในทางที่ผิด เพราะถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง   โลภ โกรธ หลงนั้นเป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่ถ้าหากเราสามารถควบคุมหรือรู้เท่าทันมัน มันก็ไม่อาจครองจิตครองใจของเราได้  ทำให้เราไม่ลุแก่อำนาจได้ง่าย ๆ

ทั้งหมดที่กล่าวมา สามารถเรียกได้ว่าเบญจธรรมของข้าราชการ  ได้แก่ ๑. ความขยันหมั่นเพียร ๒.ความอดทน ๓. ความซื่อสัตย์สุจริต ๔. ความเที่ยงธรรม ๕. ความไม่ลุแก่อำนาจ

ธรรมะทั้งห้าประการนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับข้าราชการ  เพราะช่วยให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นข้าแผ่นดินและกลไกรัฐได้อย่างถูกต้อง ทำให้ภารกิจของรัฐลุล่วงไปได้ นั่นคือ การปกป้องผลประโยชน์ของแผ่นดิน  และช่วยให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข ที่พูดมานี้ทุกท่านคงได้ยิน ได้ฟังมาบ่อยครั้งแล้ว เพราะว่าการอบรมก็ดี การให้โอวาทข้าราชการก็ดี  มักหนีไม่พ้นคุณธรรม ๕ ประการ นี้

ในบรรดาคุณธรรม ๕ ประการ ข้อที่สำคัญมากก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต เพราะว่าตอนนี้ปัญหาที่สำคัญที่สุดของเมืองไทยก็คือ การคอร์รัปชั่นหรือฉ้อราษฎร์บังหลวง  ทุกครั้งที่มีการสอบถามความเห็นของประชาชนหรือผู้คนในวงการต่าง ๆ  ว่าอะไรเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ ผู้คนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ของประเทศ

เวลามีการจัดอันดับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในเรื่องคอร์รัปชั่น  ประเทศไทยมักจะติดอันดับประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นในอันดับต้น ๆ  ถ้าไม่นับประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างแอฟริกา อันนี้เป็นเรื่องที่เรารับรู้กันดี และเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก  เพราะแม้กระทั่งเด็กหรือเยาวชน เมื่อไปสอบถามความเห็นก็จะได้คำตอบคล้ายๆ กันปีแล้วปีเล่า คือมองว่า ว่าคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าหากว่าทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หรือทำให้ท้องถิ่นของตนมีความเจริญ  แต่พวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นทันทีหากท้องถิ่นของตนหรือตนเองไม่ได้ประโยชน์  ซึ่งแสดงว่าใครจะคอร์รัปชั่นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าฉันจะได้ประโยชน์ด้วยหรือไม่

การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกวงการ แม้กระทั่งวงการนักเรียน นักศึกษา ก็มีปัญหานี้แพร่ระบาด  คือการทุจริตในการเรียน การสอบ เพราะฉะนั้นพูดได้ว่าเวลานี้การทุจริตคอร์รัปชั่นแพร่ระบาดในทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการสงฆ์ด้วยซ้ำ แต่สำหรับข้าราชการแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มาก เพราะข้าราชการเป็นผู้ที่มีภารกิจเพื่อส่วนรวม นอกจากจะมีอำนาจในฐานะที่เป็นผู้ทำการแทนรัฐแล้ว ยังอยู่ได้เพราะภาษีอากรของประชาชน ถ้านักธุรกิจทุจริต ผลเสียหายก็เกิดขึ้นเฉพาะกับกิจการของเขา อาจจะส่งผลกระทบต่อส่วนรวมบ้าง แต่นั้นเป็นผลตามมาหรือผลสืบเนื่อง แต่ถ้าข้าราชการมีความด่างพร้อยในเรื่องนี้แล้วย่อมเกิดผลเสียอย่างมากต่อส่วนรวมโดยตรง  อย่างน้อยภาษีที่ประชาชนเสียให้แก่รัฐ ก็ไม่สามารถกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างเต็มที่

คอร์รัปชั่นฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ
ตอนนี้การคอร์รัปชั่นก่อผลเสียต่อส่วนรวมอย่างมาก   มันทำให้ประเทศก้าวหน้าไปได้ลำบาก เพราะว่าเม็ดเงินที่รัฐใช้ไปในเรื่องการพัฒนา ไม่ได้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะมีส่วนหนึ่งที่เข้ากระเป๋าผู้คน และนับวันส่วนนี้จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร  ก็คือผลงานที่ไร้คุณภาพ อาตมาอยู่ต่างจังหวัด ถนนที่สร้างโดยอบต.หรือ อบจ.ก็ตาม มักเป็นถนนที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ  ใช้ไม่นานก็เป็นหลุมเป็นบ่อ  ต้องซ่อมอยู่เรื่อง  ทั้งนี้เป็นเพราะว่างบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างนั้น ตกหล่นเรี่ยราด เนื่องจากมีการหักค่าคอมมิชชั่นบ้าง  เข้ากระเป๋าผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องบ้าง 

นอกจากเม็ดเงินที่ใช้ในการพัฒนาจากภาครัฐจะหล่นหายไปแล้ว  มองไปที่ภาคธุรกิจ  การคอร์รัปชั่นยังทำให้ความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันในตลาดโลกนับวันจะถดถอย เพราะว่าผู้ประกอบการเวลานี้ไม่คิดจะพัฒนาคุณภาพของสินค้าหรือบริการแล้ว  ถ้าต้องการชนะประมูล  ก็คิดแต่ว่าจะให้เงินสินบนหรือเงินใต้โต๊ะอย่างไร ใครให้ได้มากกว่าก็ชนะประมูล ขายสินค้าได้  ในสังคมที่เจริญก้าวหน้า ผู้ประกอบการจะแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพหรือประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการลงทุนน้อยแต่ให้ผลมาก วิธีนี้จะช่วยในการพัฒนาประเทศอย่างมาก   

แต่ทุกวันนี้ในเมืองไทยผู้ประกอบการมีแรงจูงใจน้อยมากที่จะพัฒนาคุณภาพของสินค้าหรือบริการเพื่อแข่งขันกับคนอื่น เพราะว่ามีช่องทางอื่นที่ง่ายกว่าในการเอาชนะการประมูลหรือการแข่งขัน นั่นคือจ่ายเงินใต้โต๊ะให้แก่นักการเมืองหรือข้าราชการ ผลที่ตามมาก็คือต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้นักธุรกิจไม่ได้จ่ายเงินใต้โต๊ะแค่ ๕-๑๐ % แต่จ่าย ๓๐ % เงินที่จ่ายใต้โต๊ะในสัดส่วนที่มากกว่านี้ทำให้ต้นทุนสูง พอสินค้ามีต้นทุนสูง ถ้าส่งไปขายต่างประเทศ  จะแข่งกับคนอื่นได้อย่างไร  เพราะประเทศอื่นเขามีแต่จะลดต้นทุนให้น้อยลงแต่เพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น เพื่อจะได้แข่งขันในตลาดโลกได้  การเพิ่มประสิทธิภาพนั้นต้องใช้ปัญญาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี แต่เมืองไทยตรงกันข้ามคือเทคโนโลยีไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เพราะเราไม่สนใจการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แต่เราแข่งกันว่าใครจะให้เงินใต้โต๊ะมากกว่ากัน  ซึ่งทำให้สินค้าและบริการมีต้นทุนสูงขึ้น  แล้วจะไปแข่งกับเมืองนอกได้อย่างไร  

ดังนั้นสิ่งที่หลายคนกำลังวิตกในตอนนี้ก็คือ ความสามารถของเมืองไทยในการแข่งขันในตลาดโลกลดน้อยถอยลงมาก   ในขณะที่หลายประเทศ แม้จะมีการคอร์รัปชั่นไม่น้อยไปกว่าเรา แต่ต้นทุนเขาถูกกว่ามากเพราะค่าแรงต่ำกว่า วัตถุดิบก็ถูกกว่า เช่น จีน เวียดนาม พม่า ลาว เขมร  เขามีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงกว่าไทยถ้าหากขายสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกัน เช่น เสื้อผ้า หรืออาหาร  เพราะเขาสามารถขายได้ถูกกว่า

ในขณะที่เราไม่สามารถขายสินค้าได้ถูกกว่าประเทศพม่า ลาว เขมร จีน ครั้นจะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแข่งกับประเทศอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เราก็ทำไม่ได้ เพราะคุณภาพของเราต่ำกว่าเขา   เป็นอันว่าเราติดตันอยู่ตรงกลาง คือแข่งกับประเทศที่มีการพัฒนาน้อยกว่าเราก็สู้ไม่ได้ ครั้นจะแข่งกับประเทศที่มีการพัฒนาสูงกว่าก็ไม่ได้อีก  แล้วเราจะจะไปรอดได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก

ปัญหาจากการคอร์รัปชั่นมิได้มีแต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในมิติอื่นด้วย เช่น การกัดกร่อนประชาธิปไตย เมื่อนักการเมืองคอร์รัปชั่น ได้ผลประโยชน์จากโครงการต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันหรือหลายหมื่นล้าน ก็ทำให้ผู้คนเสื่อมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย สังเกตว่ารัฐประหารหลายครั้งที่ผ่านมา จะอ้างว่าเพราะต้องการกำจัดคอร์รัปชั่น  

คำถามคือว่า “ทำไมการกำจัดการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง จึงไม่สามารถทำได้ด้วยระบบยุติธรรม ทำไมถึงต้องใช้วิธีรัฐประหาร หรือล้มทั้งกระดาน” ถ้าหากว่าระบบยุติธรรมของบ้านเมืองทำงาน การคอร์รัปชั่นไม่ว่าโดยนักการเมืองก็ดี หรือข้าราชการระดับสูงก็ดี ย่อมลดลงได้  ไม่สามารถถูกใช้เป็นข้ออ้างให้มีการรัฐประหารได้  แต่ที่ผ่านมา เป็นเพราะว่าระบบยุติธรรมของบ้านเมืองเราไม่ทำงานหรือทำงานได้เชื่องช้ามาก จึงมีการคอร์รัปชั่นอย่างแพร่หลาย  เมื่อการคอร์รัปชั่นแพร่หลาย ผู้คนก็นึกถึงวิธีอื่นนั่นคือรัฐประหาร ขับไล่นักการเมืองออกไปจากอำนาจ   ซึ่งส่งผลให้ประชาธิปไตยของบ้านเมืองเราล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครมั่นใจว่าประชาธิปไตยไทยจะยั่งยืน ไม่ถูกโค่นล้มด้วยรัฐประหารอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจเท่านั้น  ข้าราชการเองก็มีกิตติศัพท์ในเรื่องนี้ไม่ใช่น้อยและเป็นมานานแล้วด้วย   การคอร์รัปชั่นของข้าราชการได้ทำให้ระบบต่างๆ ของบ้านเมืองมีปัญหาไปหมด  เพราะว่าแทนที่ระบบต่างๆ จะทำงานตามปกติอย่างมีประสิทธิภาพเพราะข้าราชการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต พอมีการคอร์รัปชั่นขึ้นมา ระบบต่าง ๆ ก็บิดเบี้ยว เพราะวิจารณญาณของข้าราชการผิดเพี้ยน  โอนอ่อนไปตามอำนาจเงิน  ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้คน  เมื่อระบบต่างๆ ไม่ทำงาน หรือทำงานบิดเบี้ยว  ความไว้วางใจในระบบราชการก็มีน้อยลง

อาตมาอยากถามว่า เวลานี้มีใครที่ไว้วางใจในกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ หรือข้าราชการระดับสูงบ้าง  แม้แต่การสอบคัดเลือกตำรวจระดับล่าง ผู้คนก็ไม่เชื่อว่าเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ตอนนี้ประชาชนมีความไว้วางใจในระบบราชการน้อยมาก  ไม่จำเพาะการคัดเลือกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจ การใช้ดุจพินิจ หรือการใช้วิจารณญาณของข้าราชการในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ ๆ  จึงกล่าวได้ว่าตอนนี้ประชาชนขาดที่พึ่งมาก กลไกรัฐ ซึ่งควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชน ก็ได้รับความไว้วางใจน้อยลง

คอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดในวงราชการ ทำให้ความเป็นนิติรัฐของบ้านเมืองลดน้อยถอยลง ความไม่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้นมากมาย มีการเอาเปรียบเบียดเบียนชาวบ้าน ความวุ่นวายในบ้านเมืองย่อมเกิดขึ้นตามมาในที่สุด อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการที่ประเทศเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเสียอีก มีตัวอย่างเกิดขึ้นในหลายประเทศ ว่า เมื่อการคอร์รัปชั่นแพร่ระบาด มีการทุจริตเกิดขึ้นมากมาย  ประชาชนถูกกดขี่เอาเปรียบ  ถึงจุดหนึ่งเขาก็ไม่ยอมอีกต่อไป แต่จะลุกฮือจนเกิดจลาจลหรือนำไปสู่การปฏิวัติ มีการโค่นล้มทำลายระบบเดิมเพื่อสร้างระบบใหม่ขึ้นมา เกิดการสูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อเป็นจำนวนมาก นี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก

รักในหลวงแต่ทำไมคอร์รัปชั่นจึงแพร่หลาย
ความซื่อสัตย์สุจริตรวมทั้งความเที่ยงธรรมของข้าราชการจึงมีความสำคัญมากในการทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข   แต่ปัจจุบันนี้คือสิ่งที่ขาดหายไปมากที่สุด   คิดดูก็น่าแปลก ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้คนทุกวงการต่างป่าวประกาศ ว่ารักในหลวง ไม่มียุคไหน สมัยไหน ที่มีการป่าวประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจว่า รักในหลวงเท่ากับยุคนี้   นอกจากประกาศด้วยคำพูดแล้ว ยังประกาศผ่านสติกเกอร์ติดรถยนต์หรือเสื้อยืด หรือตามเฟซบุ๊ค แต่ทำไมในยุคที่ผู้คนรักในหลวงมากที่สุดจึงมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด มันเกิดอะไรขึ้น  เหตุใดความรักในหลวงจึงเกิดขึ้นควบคู่กับการคอร์รัปชั่นอย่างแพร่หลายในวงราชการและการเมือง ทั้งๆ ที่ในหลวงเป็นสัญลักษณ์ของความดี ความเสียสละ ความซื่อสัตย์สุจริต แต่ทำไมยิ่งรักในหลวงคุณธรรมที่ควรมีควรคู่กันกลับลดน้อยถอยลง อันนี้เป็นคำถามที่น่าคิด

จริงๆ แล้วถ้าเรามีความจงรักภักดีหรือรักในหลวงอย่างแท้จริง  เหตุการณ์น่าจะเป็นตรงข้ามคือผู้คนจะต้องมีความเสียสละและซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น เพื่อเจริญรอยตามพระองค์ เพราะเหล่านี้เป็นคุณธรรมที่พระองค์แสดงให้เห็นมาตลอด คุณธำรงค์ ชำนิจศิลป์ ปลัดเทศบาลต.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ซึ่งได้รับการยกย่องจากกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นข้าราชการดีเด่น  พูดได้น่าคิดมาก ว่า “เราเป็นข้าราชการทำงานตามพระเนตรพระกรรณพระองค์ แล้วพระองค์ท่านก็เสด็จมาเยี่ยมทุกสิ้นเดือน เวลาเราไปกดเงินที่ตู้ ATM ก็จะเห็นภาพพระองค์ ถ้าเรามั่นใจ เราถวายรายงานท่านสักหน่อยว่า เราทำงานมากน้อยเท่าไรและสมควรได้รับเงินเดือนไหม นี่ภาษีประชาชนนะ ถ้าเราลาไป ๕ วัน มาสายไป ๕ วัน มาขอรับเงิน เราจะละอายใจไหม”

นี่ต่างหากที่เป็นการรักในหลวงอย่างแท้จริง ถ้ารักในหลวงแบบนี้ ผู้คนก็จะมีความเสียสละ มีความซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น แต่เรารักในหลวงแบบไหนจึงเกิดผลตรงข้าม คือมีการคอร์รัปชั่นมากขึ้น ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบมากขึ้น อันนี้อาจจะเป็นว่าเพราะเราไม่ได้รักในหลวงอย่างแท้จริง หรือว่าเรารักในทางที่ไม่ถูกต้อง อันนี้เป็นประเด็นที่อยากจะฝากเอาไว้

ปฏิรูประบบเพื่อแก้คอร์รัปชั่น
อาตมามาบรรยายในวันนี้ให้แก่อัยการซึ่งเป็นข้าราชการที่มีบทบาทสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นข้อต่อสำคัญของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่าทุกวันนี้มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทุกระดับและทุกขั้นตอน ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ ถูกตั้งคำถามมาก และคนที่ตั้งคำถามไม่ได้มีแต่คนนอกเท่านั้น แม้แต่คนในวงการ อย่างเช่น ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ซึ่งเคยเป็นอัยการสูงสุด ก็ตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด โดยเสนอแนะว่าต้องมีการปฏิรูปหรือปรับปรุงทั้งประเทศเลย

กล่าวได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่กระบวนการยุติธรรมของประเทศถูกตั้งคำถามมากที่สุด นี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ซึ่งเป็นเครื่องชี้ว่า คุณธรรมเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับข้าราชการสำคัญ โดยเฉพาะข้าราชการอัยการด้วย  อาตมาขอย้อนกลับไปยังประเด็นเรื่องคอร์รัปชั่น  มีคำถามที่น่าคิดว่าทำไมคอร์รัปชั่นจึงเกิดขึ้นมากมายในเวลานี้ อาตมาคิดว่า มีอยู่ ๒ สาเหตุใหญ่ๆ  ประการแรก คือมีปัญหาที่ระบบหรือโครงสร้าง หมายความว่าระบบอาจจะหละหลวม ไม่โปร่งใส รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป จึงทำให้การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ง่าย  แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบเท่านั้น ทัศนคติของผู้คนก็เป็นปัญหาเช่นกัน อันนี้คือสาเหตุประการที่สอง ทัศนคติที่ว่าก็คือ  ความหลงใหลในวัตถุนิยม มีความฟุ้งเฟ้อ ใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ต้องหาทางทุจริต

จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ประการแรก ก็ต้องทำให้ระบบมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้  รวมทั้งมีการกระจายอำนาจ  ไม่รวมศูนย์ที่คนใดคนหนึ่ง  ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย ทำให้การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ยาก ยิ่งถ้ามีการถ่วงดุลกัน และมี accountability  คือเมื่อทำผิดแล้วต้องมีคนที่รับผิด ไม่ใช่ว่าทำผิดไปแล้วหาคนรับผิดไม่ได้เลย ในประเทศที่เจริญ มีนิติธรรม คนที่รับผิดคือคนที่อยู่ข้างบน ยิ่งสูงเท่าไรยิ่งต้องรับผิดมาก ประธานาธิบดีทรูแมนของสหรัฐ ฯมีคำขวัญอยู่บนโต๊ะว่า “The Buck Stops Here” หมายความว่า ความรับผิดทั้งหมดจะมาจบลงที่ตรงนี้คือ ที่ประธานาธิบดี ในประเทศที่เจริญ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เขาจะสาวหาคนรับผิดชอบจากล่างขึ้นบน  คือ ถ้าลูกน้องทำผิดเจ้านายก็ต้องเดือดร้อน เช่น หากเกิดอุบัติเหตุรถไฟตกราง มีคนตายเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่พลขับเท่านั้นที่ต้องรับโทษ ความรับผิดชอบจะจะไล่ขึ้นไปเป็นขั้น ๆ จนกระทั่งผู้ว่าการรถไฟหรือรัฐมนตรีกระทรวงการคมนาคมอาจจะต้องลาออก แต่เมืองไทยตรงข้าม accountability จะไล่ลงไปข้างล่าง เวลามีความผิดพลาดอะไรขึ้นมา คนที่ต้องรับเคราะห์มากที่สุดคือคนที่อยู่ข้างล่าง  ไม่ใช่ข้างบน วิธีแบบนี้ไม่ทำให้เกิดประสิทธิภาพและความสุจริตขึ้นในระบบ อาตมาจะไม่พูดประเด็นนี้มากเพราะอาตมาไม่มีความรู้ เท่าที่ทราบมีการพูดเรื่องนี้ค่อนข้างมากแล้วในหมู่ผู้รู้ นักวิชาการหรือข้าราชการระดับสูงในแวดวงยุติธรรม

ทัศนคติที่เอื้อให้เกิดความสุจริต
อาตมาอยากพูดถึงประเด็นที่สองมากกว่า คือ ทัศนคติที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชั่น  ประเด็นสำคัญก็คือ ทำอย่างไรทัศนคติหลงใหลวัตถุนิยม ฟุ้งเฟ้อใช้จ่ายเกินตัว อันเป็นรากเหง้าหรือที่มาของการคอร์รัปชั่น จะน้อยลง พูดอีกอย่างก็คือ ทำอย่างไรผู้คนจะไม่หลงใหลในวัตถุมากขึ้น อาตมาคิดว่าประการแรกเลยผู้คนจะต้องตระหนักถึงโทษของวัตถุ หรือเห็นโทษของความสุขจากวัตถุ ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่า กามสุข

คนสมัยนี้ไม่ค่อยเห็นโทษของความสุขทางวัตถุเท่าไร เราเห็นว่าความสุขทางวัตถุหรือกามสุขสูตรเป็นของดีเลิศประเสริฐ ดังนั้นยิ่งรวยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น ความคิดแบบนี้เป็นทั้งรากเหง้าและแรงจูงใจให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น เพราะเมื่อทุกคนอยากจะรวย ถ้ารวยด้วยวิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมก็ไม่ก่อโทษต่อส่วนรวม แต่ปัญหาก็คือ คนจำนวนไม่น้อยอยากรวยทางลัด รวยโดยไม่เหนื่อย หรือรวยด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งมักจะลงเอยด้วยการทุจริต 

อย่างไรก็ตามแม้รวยด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา  แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่ใช่ส่วนรวม อาตมานึกถึงคำพูดของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จังหวัดอยุธยา ท่านเป็นหลวงพ่อที่มีคนเคารพนับถือทั้งประเทศ แต่ตอนนี้ท่านมรณภาพไปแล้ว วันหนึ่งมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาขอเช่าพระอุปคุตที่วัดเพื่อไปบูชา ท่านถามว่าบูชาไปทำไม เขาตอบว่า “บูชาแล้วจะได้รวยครับ” หลวงปู่จึงเปรยขึ้นมาว่า “รวยกับซวยมันใกล้ ๆ กันนะ” แล้วท่านก็อธิบายว่า “จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์ จะรักษามันก็ทุกข์ หมดไปก็ทุกข์อีก กลัวคนจะจี้จะปล้น ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง เอาดีดีกว่า”

ท่านต้องการบอกว่า คนที่อยากร่ำรวย จะต้องเจอทุกข์ตั้งแต่ตอนหาเงินแล้ว เพราะว่าต้องแก่งแย่งกับคนอื่น ถ้าไม่ได้ ก็ผิดหวังเสียใจ แต่ถึงได้มาก็มีความทุกข์อีกแบบ นั่นคือทุกข์ในการรักษา มัวกังวลว่าจะมีคนขโมยหรือแย่งชิงไป  ยิ่งถ้าได้มาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องแล้ว ยิ่งเป็นทุกข์เข้าไปใหญ่ เพราะว่าสมัยนี้มีกฎหมายฟอกเงิน  ข้าราชการและนักการเมืองหลายคนที่ต้องการเงินสินบน ตอนนี้จะเรียกเอาเงินสดทั้งนั้น ไม่เอาเช็ค  ไม่ใช่เพราะกลัวเช็คเด้ง แต่เพราะไม่ต้องการมีหลักฐาน หาไม่กฎหมายฟอกเงินสามารถตามไปถึงตัวได้

ถ้าได้เงินสดแค่แสนสองแสน หรือล้านสองล้าน ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่  แต่ถ้าเป็นเงิน ๑๐ ล้าน๒๐ ล้าน ปัญหาเกิดขึ้นทันที คือจะเก็บอย่างไร เก็บที่ธนาคารก็ไม่ได้ เพราะมีหลักฐาน ก็ต้องเก็บที่บ้าน แต่เก็บที่บ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เกิดปัญหาได้  อย่างที่ปลัดกระทรวงคมนาคมคนหนึ่งเก็บเงินสดหลายสิบล้านไว้ที่บ้าน ปรากฏว่าวันหนึ่งขโมยขึ้นบ้าน ขนเงินไปได้หลายล้าน หลายคนฟังข่าวแล้วสงสัยว่า เงินมากมายขนาดนี้ ทำไมไม่เอาไปฝากธนาคาร ก็เพราะมันมีหลักฐาน ถ้าไม่เก็บที่บ้าน ก็ไม่รู้จะเก็บที่ไหน ฝังดินก็ไม่ได้ นี่เป็นทุกข์ของคนที่มีเงินมากมาย แต่ได้มาโดยวิธีการที่มิชอบ

สุขที่ไม่ยั่งยืน
แต่สมมติว่าได้มาด้วยวิธีการที่สุจริต และสามารถรักษาไม่ให้ใครขโมยหรือแย่งชิงได้ ก็ยังมีทุกข์อีกว่า จะใช้เงินอย่างไรดี คนรวยเขากลุ้มใจนะ วันหยุดจะไปเที่ยวที่ไหนดี โตเกียว ลอนดอน หรือปารีส ทางเลือกเยอะมากจนสับสน คนที่มีรองเท้า ๓๐๐ คู่ เวลาออกงานจะเครียดนะ เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่คู่ไหนดี  อาตมารู้จักคุณหญิงท่านหนึ่งซึ่งเป็นคนสนใจธรรมะ เธอเล่าเวลาออกงานจะรู้สึกเครียดมากเลย เพราะเสื้อผ้าเยอะไปหมด เวลาเปิดตู้ ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาชุดไหนออกงานดี  สุดท้ายถึงกับตั้งปณิธานว่า เห็นตัวไหนใส่ตัวนั้นเลย เพื่อให้ชีวิตมันง่ายขึ้น นี้เป็นทุกข์ของคนมีเงิน

มีเงินมากก็มีปัญหาว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรดี เพราะฉะนั้นหลวงปู่ดู่ท่านพูดถูกแล้วว่า “รวยกับซวย” มันใกล้กันมาก สรุปก็คือ เงินหรือทรัพย์สมบัติ ทำให้เป็นทุกข์ในการแสวงหา เก็บรักษา และการใช้ ใช่แต่เท่านั้น มันยังเป็นสุขที่ไม่ยั่งยืน มันให้ความสุขแค่ชั่วคราว เคยมีการสอบถามคนที่เคยถูกลอตเตอรี่ ไม่ว่า สลากกินแบ่ง สลากกินรวบ ในยุโรปอเมริกาประมาณ ๑,๐๐๐ คน เขาพบว่าประมาณ ๙๐ % ยอมรับว่ามีความสุขเฉพาะ ๖ เดือนแรกหลังจากถูกรางวัล คือตอนถูกรางวัลใหม่ๆ จะมีความสุขมาก แต่ หลังจากนั้น ๖ เดือน ความสุขของพวกเขาจะลดลงจนอยู่ในระดับเดียวกับตอนก่อนถูกรางวัล  พูดง่าย ๆ ความสุขของคนถูกรางวัลนั้นมีอายุไม่เกิน ๖ เดือน

แต่ความสุขของบางคนสั้นกว่านั้น ตอนที่เราซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่เรามีสุขมีความดีใจใช่ไหม แต่ผ่านไปไม่กี่เดือนเรากลับรู้สึกเฉยๆ คนที่ได้รถคันใหม่มาอาจจะดีใจ ๖ เดือนแรก หลังจากนั้นก็เฉยๆ ลูกหลานคนเราดีใจมากเมื่อได้สมาร์ทโฟน แต่เราเคยถามไหมว่าหลังจากนั้นผ่านไป ๔-๕ เดือน เขารู้สึกอย่างไร หลายคนบอกว่าเครื่องเก่าไม่เอาแล้ว ขอเครื่องใหม่ เบื่อแล้วของเก่า นี่เป็นธรรมดาของกามสุข คือ เบื่อง่าย อาหารจากกุ๊กฝีมือดี  มื้อแรกจะอร่อยมาก แต่ถ้ากินทุกวันทุกมื้อมันยังจะอร่อยอยู่ไหม  หากกิน ๑๐ วันติดต่อกัน ความอร่อยก็หายไปแล้ว จากเดิมที่รู้สึกอร่อยก็กลายเป็นรู้สึกเฉยๆ และถ้ากินอีกจากเฉยๆ ก็กลายเป็นเบื่อ กินต่อไปอีก จากเบื่อก็กลายเป็นเอียน และถ้ากินต่อไปอีกก็อาจอาเจียน เพลงดัง ฟังครั้งแรกจะรู้สึกเพราะมาก แต่พอฟังไป ๑๐ ครั้งหรือ ๒๐ ครั้งมันยังเพราะอยู่หรือเปล่า  หลายคนจะเริ่มเบื่อแล้ว อยากฟังเพลงใหม่มากกว่า

ความสุขจากสิ่งเสพนั้นเป็นของชั่วคราว ไม่ต่างจากคนที่แต่งงานใหม่ๆ จะมีความสุข แต่พออยู่ด้วยกันสัก ๓-๕ ปี ความสุขก็ลดลง ไม่ว่าจะแต่งงานกับนางสาวไทย หรือนางงามจักรวาล หรือแต่งงานกับดาราเกาหลี หล่อแบบ ณเดชน์ ก็มีสุขเฉพาะช่วงแรกๆ อาจจะ ๓ เดือน ๖ เดือน หรือหนึ่งปี หลังจากนั้นก็จะรู้สึกเบื่อ นี่เป็นธรรมชาติของกามสุข

พระพุทธเจ้าเปรียบกามสุข เหมือนกับไต้ที่ทำด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง เมื่อจุดไฟ มันให้แสงสว่างก็จริงแต่ว่ามีควัน ทำให้สว่างไม่เต็มที่ แถมระคายเคืองตา  และถ้าถือนานๆ เข้ามันก็จะไหม้มือ  ความหมายก็คือ กามสุขนั้นเจือไปด้วยโทษ มันให้ความสุขแก่เราก็จริงแต่ก็มีโทษ เช่น ต้องเหนื่อยในการรักษา  มันให้ความสุขเพียงแค่ชั่วคราว และไม่มีจิรังยั่งยืน ต้องเสื่อมไปในที่สุด ถ้าไม่ปล่อยไม่วางมันก็จะทำให้เราเป็นทุกข์ เช่น เงินหายโทรศัพท์หาย  เครื่องประดับหายขึ้นมา มียายคนหนึ่งอายุ ๘๐ ปีแล้ว วันหนึ่งพบว่าทับทิมที่ตัวเองแสนรักแสนหวงตกพื้น แล้วถูกคนใช้กวาดลงถังขยะไป  เธอถึงกับป่วยหนัก แทนที่จะเสียทับทิมอย่างเดียว ก็เสียศูนย์ จนแทบจะเสียชีวิต  นี่คือโทษของทรัพย์ที่สามารถทำให้เราทุกข์หรือตายเพราะมันได้

ถ้าเราไม่เห็นโทษของกามสุข หวังพึ่งความสุขจากมัน ชีวิตเราก็จะผันผวนขึ้นลงตามมัน หาความสุขได้ยาก  เราจะกลายเป็นทาสของมัน   ยอมทำชั่วเพราะมัน  หรือพร้อมจะตายเพราะมัน  คนทุกวันนี้ยอมคอร์รัปชั่น เสียงคุกเสี่ยงตะราง ก็เพราะยอมตัวเป็นทาสของมัน เพราะไม่เห็นโทษของมัน  แต่หากเราเห็นโทษของกามสุข เห็นว่าทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถให้ความสุขอย่างแท้จริง  เราจะไม่ยอมทำชั่วเพราะมัน  ไม่เสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางหรือพร้อมจะลงนรกเพราะมัน

สุขจากชีวิตที่เรียบง่าย
นอกจากการเห็นโทษของกามสุข ไม่ยอมตัวเป็นทาสของทรัพย์สมบัติแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้เรามั่นคงในความซื่อสัตย์สุจริต ก็คือ การเข้าถึงความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย ทุกวันนี้เราเรียกร้องให้คนมีชีวิตที่พอเพียง มีชีวิตที่สันโดษ แต่เรายากจะมีชีวิตแบบนั้นได้ถ้าเราไม่สามารถสัมผัสกับความสุขจากความเรียบง่าย  ความเรียบง่ายนั้นสามารถให้ความสุขแก่เราได้ นี้คือเหตุผลประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระภิกษุมีบริขารแค่ ๘ ชิ้น  แม้ว่าทีแรกพระภิกษุจะยังมีความยึดติดในวัตถุ แต่การถูกกำหนดให้มีบริขารน้อยชิ้น  เป็นเงื่อนไขบังคับให้ท่านเรียนรู้ที่จะมีความสุขจากของน้อยชิ้น หรือมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย หลายท่านก็สามารถเข้าถึงความสุขจากความเรียบง่ายได้โดยไม่ปรารถนาสิ่งอื่น แม้จะให้ท่านมากกว่านี้ท่านก็ไม่เอา เพราะกลายเป็นภาระรุรัง หรือทำให้ชีวิตท่านยุ่งยากมากขึ้น

 นั่นคือวิถีของสมณะ  แต่ฆราวาสก็สามารถมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายได้เช่นกัน แม้อาจจำเป็นต้องมีบริขารหรือสิ่งของมากกว่าพระ  เพราะต้องทำมาหากินด้วยตนเองและเพราะมีครอบครัว   แต่เมื่อมีสิ่งของระดับหนึ่งก็มีความสุข พอใจแล้ว ไม่ต้องการทรัพย์สมบัติมากกว่านั้น  ดังนั้นจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะต้องคอร์รัปชั่น  จึงสามารถรักษาความซื่อสัตย์สุจริตได้ บุคคลอย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือปูชนียบุคคลในวงการยุติธรรมหลายท่าน อย่างเช่น  อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ สามารถเป็นแบบอย่างในเรื่องนี้ได้  เพราะท่านพอใจที่จะมีชีวิตแบบง่ายๆ ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนหรือเป็นทุกข์เพราะมีชีวิตแบบสมถะเลย  นี้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่เข้าใจ

ความสุขจากชีวิตที่เรียบง่ายไม่ได้เกิดจากความสบาย แต่เกิดจากใจที่สงบ ไม่ว้าวุ่น เมื่อมีทรัพย์สมบัติไม่มาก ชีวิตก็มีความวุ่นวายน้อยลง  เมื่อชีวิตวุ่นวายน้อยลง ใจก็สงบเย็นได้ง่ายขึ้น เด็กสมัยนี้หรือวัยรุ่นสมัยนี้มีข้าวของมากมาย แต่หาความสงบได้ยาก วันทั้งวันเขาไม่สามารถอยู่กับความเงียบได้ ต้องฟังเพลง เล่นเกมออนไลน์ หรือแช็ตผ่านเฟซบุ๊คตลอดเวลา  ถ้าอยู่นิ่ง ๆ ก็จะว้าวุ่น กระสับกระส่าย จึงต้องหาอุปกรณ์เหล่านี้มากล่อมใจให้หายว้าวุ่น หรือดึงความสนใจของจิตให้เกาะกับอะไรสักอย่าง

ชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเสพสิ่งเร้าเป็นชีวิตที่น่าสงสารเพราะยากที่จะพบความสุขภายในได้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เราลองปลีกตัวจากชีวิตที่วุ่นวาย มาสัมผัสกับความเรียบง่าย มีสิ่งเสพสิ่งกระตุ้นเร้าน้อยลงจิตใจจะสงบได้ง่าย หลายคนที่ไปอยู่วัดอาตมาซึ่งเป็นวัดป่า ใหม่ ๆจะรู้สึกกระสับกระส่าย เพราะนอกจากไม่มีความสะดวกสบายแล้ว ยังไม่มีสิ่งเร้า ไม่มีเพลงฟัง เล่นเฟซบุ๊กก็ไม่ได้ คลุกคลีพูดคุยกันก็ไม่สะดวก แต่พออยู่หลายวัน ใจก็เริ่มสงบ  และสัมผัสกับความสุข  ทั้งๆ ที่ชีวิตที่นั่นไม่มีความสะดวก กุฏิก็เล็ก นอนบนเสื่อ ไม่มีแอร์ ไม่มีโทรทัศน์ แต่แล้วเขากลับมีความพึงพอใจ เพราะอะไร ก็เพราะเขาได้พบความสุขภายใน เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบ ไม่วุ่นวาย นี้แหละคือความหมายของความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย

คนทั่วไปที่ใจว้าวุ่น ชีวิตวุ่นวาย พอได้พบความสงบเพราะไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้า ไม่มีอะไรดึงความสนใจหรือแย่งชิงเวลาไปจากตัวเอง มีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ   เขาจะเริ่มมีความสงบในจิตใจ จิตเกิดสมาธิ นี้คือเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนติดใจชีวิตที่เรียบง่ายในป่า แต่ไม่จำเป็นที่เราต้องเข้าป่าจึงจะพบชีวิตที่เรียบง่าย อยู่ในเมืองเราก็สามารถมีชีวิตที่เรียบง่ายได้ คนที่เข้าถึงความสุขจากที่ชีวิตที่เรียบง่ายนี่แหละที่สามารถหันหลังให้กับสิ่งเร้าเย้ายวน สามารถเมินเฉยกับสินบนที่มีคนมาเสนอให้   เพราะเขาเห็นว่า มีเงินมากๆ ก็ไม่มีความสุข อีกทั้งตัวเขาเองก็มีความสุขอยู่แล้วจากชีวิตที่เรียบง่าย

การที่ข้าราชการหรือนักการเมืองอ่อนไหวต่อสินบน เพราะว่าลึกๆ เขาไม่มีความสุข เขาไม่สามารถจะเข้าถึงความสุขจากชีวิตที่เรียบง่ายได้   เมื่อไม่มีความสุขภายใน จึงหวังความสุขจากวัตถุ  เห็นว่าการมีเงินมากๆ เป็นของดี มองไม่เห็นว่ารวยกับซวยมันใกล้กันอย่างไร  นี้เป็นทัศนคติที่สร้างปัญหาแก่ข้าราชการและส่งผลเสียต่อระบบราชการ  จึงเป็นทัศนคติที่ควรเปลี่ยนแปลง

ไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น
ข้าราชการจะมั่นคงในความซื่อสัตย์สุจริตได้ ก็เพราะมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่าย  อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตที่เรียบง่ายเกิดขึ้นได้และนำความสุขมาให้ ก็คือ การไม่คิดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น  เช่นเปรียบกับคนข้างบ้านว่า เขามีรถราคาแพงกว่าเรา  มีบ้านใหญ่กว่าเรา หรือเปรียบกับเพื่อนร่วมงานว่ามีเงินเดือนสูงกว่าเรา เราจะทุกข์เลย รู้สึกไม่พอใจที่มีบ้านหลังเล็กกว่าเขา มีเงินเดือนน้อยกว่าเขา  คนทุกวันนี้เป็นทุกข์กันมากเพราะชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยเฉพาะเรื่องการมีวัตถุ  จึงรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีหรือเป็น  คุณมีเงินเดือนเป็นแสน คุณก็ยังทุกข์ ถ้าคุณรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นมีเงินเดือนมากกว่าคุณ คุณมีเงินเดือน ๕ แสนก็ยังทุกข์เมื่อรู้ว่าเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณในงานเลี้ยงรุ่นมีเงินเดือนเป็นล้าน

การเปรียบเทียบมักทำให้เราไม่มีความสุขกับสิ่งที่เรามีเราเป็น  แม้ได้โชคได้ลาภมาก็ยังทุกข์หากพบว่าตนเองได้น้อยกว่าคนอื่น  เมื่อวานอาตมาไปบรรยายที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส ฯ ได้พกหนังสือจำนวนหนึ่งไปแจก  ตอนแรกอาตมาแจกหนังสือเล่มเล็ก คนที่ได้รับก็ดีใจ  พอหนังสือเล่มเล็กหมด  อาตมาก็หยิบหนังสืออีกปึกหนึ่งมาแจกต่อ แต่คราวนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่ คนที่ได้เล่มเล็กไปก่อน พอเห็นคนอื่นได้เล่มใหญ่กว่า ที่เคยดีใจก็เปลี่ยนเป็นไม่ดีใจแล้ว อยากได้เล่มใหญ่อย่างคนอื่นบ้าง มาถามอาตมาว่าขอเปลี่ยนเป็นเล่มใหญ่ได้ไหม เนื้อหาสองเล่มนี้แตกต่างกันอย่างไรไม่รู้ แต่อยากได้เล่มใหญ่  ถ้าไม่ได้เล่มใหญ่จะเสียใจ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกดีใจที่ได้มา แต่ตอนนี้ไม่อยากได้แล้ว เพราะมีเล่มใหญ่กว่ามาเปรียบเทียบ

ถ้าเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น เราจะมีความสุขได้ยาก เพราะเราจะเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่าเรา มีดีกว่าเราอยู่เสมอ  เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราพอใจในสิ่งที่มี และมีความสุขกับชีวิตที่เรียบง่ายก็คือ เปรียบเทียบกับคนอื่นให้น้อยลง เขาจะมีมากกว่ายังไงก็เป็นเรื่องของเขา แต่ฉันมีความสุขแล้วกับสิ่งที่ฉันมีฉันเป็น และถ้าเราเห็นมากกว่านั้นว่า  การที่เขามีเยอะๆ ไม่ได้แปลว่าเขามีความสุขนะ ที่จริงมันทำให้เขามีภาระเพิ่มขึ้น  เราก็จะไม่อิจฉาเขา กลับเห็นใจเขาด้วยที่มีสิ่งเหล่านี้เป็นภาระ

อาตมาได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักเล่นหุ้น เขาเล่าให้ฟังว่าเจอคุณป้าคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเล่นหุ้นเหมือนกัน  คุณป้าคนนี้บอกว่าเมื่อ ๒-๓ วันก่อน เธอขายหุ้นไปตัวหนึ่งได้กำไร ๑๐ล้านบาท เพื่อนอาตมาจึงบอกเธอว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยครับคุณป้า” คุณป้าตอบว่า “ยินดีอะไรกันละ ถ้าฉันขายหุ้นวันนี้ฉันได้ ๒๐ ล้านแล้ว”  คุณป้าไม่พอใจที่ได้ ๑๐ ล้านบาท   ๑๐ ล้านบาทเป็นเงินที่เยอะมาก มากกว่าถูกรางวัลที่ ๑ เสียอีก แต่คุณป้าไม่มีความสุขเลยที่ได้มา เพราะอะไร เพราะเธอคิดว่าฉันน่าจะได้ ๒๐ ล้าน  วันรุ่งขึ้นคุณป้าไม่มาที่ตลาดหุ้นเหมือนเคย เพื่อนอาตมาจึงไปถามเจ้าหน้าที่มาร์เก็ตติ้งว่าคุณป้าหายไปไหน  ได้คำตอบว่าคุณป้าเข้าโรงพยาบาล  ทราบไหมว่าคุณป้าเข้าโรงพยาบาลเพราะอะไร คุณป้าล้มป่วยเพราะเครียด เครียดที่ได้แค่ ๑๐ ล้านบาท

ได้ ๑๐ ล้านก็ไม่มีความสุข ตราบใดที่คิดว่าฉันน่าจะได้ ๒๐ ล้าน หลายคนก็เหมือนกัน คุณได้เท่าไรคุณก็ไม่มีความสุขถ้าคุณคิดว่าฉันน่าจะได้มากกว่านี้   ความคิดอย่างนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น  เมื่อเห็นว่าเขาได้อย่างนี้ ก็เลยคิดว่าฉันก็น่าจะได้บ้าง  อย่างคนที่ได้หนังสือเล่มเล็ก พอเห็นคนอื่นได้เล่มใหญ่ ก็เลยคิดว่าฉันน่าจะได้เล่มใหญ่บ้าง  ถ้าไม่ได้จะเป็นทุกข์ทันที  ข้าราชการบางคนได้เลื่อน ๑ ขั้น ดีใจ แต่พอเห็นเพื่อนได้เลื่อน ๒ ขั้น ก็คิดว่าฉันน่าจะได้ ๒ ขั้นบ้าง คราวนี้เลยไม่พอใจที่ได้ ๑ ขั้น

ถ้าเราเปรียบเทียบคนอื่นให้น้อยลง แล้วหันมาชื่นชมกับสิ่งเรามี เราจะมีความสุขได้ง่าย ความสุขเกิดขึ้นได้ง่ายมากหากเราพอใจสิ่งที่มี ยินดีสิ่งที่ได้  รวมทั้งใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์มากที่สุด นั่นหมายความว่า แม้เราจะมีน้อยกว่าคนอื่น แต่เราพอใจสิ่งที่มีและใช้สิ่งที่มีให้เกิดประโยชน์เต็มที่ ความสุขก็อยู่ไม่ไกล   

มีชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เกิดมาพิการทั้งแขนและขา มีแต่ตัวกับหัว แขนและขางอกออกมาเป็นปุ่มเล็กๆ  เขาชื่อโอโตทาเกะ เขียนหนังสือชื่อว่า “ไม่ครบห้า” ไม่คบห้าคือมีแต่หัว ไม่มีแขน ๒ ไม่มีขา ๒ ในหนังสือเล่มนี้มีประโยคหนึ่งที่เขาเขียนได้น่าประทับใจมาก คือ “ผมเกิดมาพิการแต่มีความสุขและสนุกทุกวัน”

เขาไม่มีความทุกข์แม้ไม่มีแขน ไม่มีขาเหมือนคนอื่น เพราะเขาพอใจในสิ่งที่เขามี และใช้อวัยวะทุกอย่างที่มีให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เขาสามารถกินอาหารเอง ใส่เสื้อผ้าเอง ช่วยตัวเองได้เกือบทุกอย่าง  เล่นกีฬา เล่นบาสเก็ตบอลก็ได้   ฝรั่งคนหนึ่งชื่อนิค วูยิซิซ มีรูปร่างคล้ายๆ โอโตทาเกะ ยิ้มง่ายเหมือนโอโตทาเกะ  เขาไม่รู้สึกว่าความพิการเป็นปัญหา เพราะเขาไม่จอจ่ใส่ใจกับสิ่งที่ไม่มี แต่หันมาใส่ใจให้คุณค่ากับสิ่งที่เขามี

ความสุขของคนเรานั้น ไม่ได้อยู่ที่มีน้อยหรือมีมาก แต่อยู่ที่พอใจในสิ่งที่เรามีหรือเปล่า แม้มีน้อยแต่พอใจในสิ่งที่มี ก็มีความสุข แต่ถึงจะมีมาก แต่ไม่พอใจ อยากได้อีก ก็ไม่มีความสุข นี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลายคนจึงมีความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย ทั้ง ๆ ที่มีสมบัติไม่มาก รถก็ไม่มี บ้านก็เช่าเขา แต่กลับมีความสุขกว่ามหาเศรษฐีเสียอีก

เข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ
นอกจากการเข้าถึงความสุขจากชีวิตที่เรียบง่าย  สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เรามีความสุขได้ง่าย ก็คือ ความสามารถในการเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ มีความสุขหลายอย่างที่ไม่อิงวัตถุ ถ้าความสุขของเราผูกติดกับวัตถุอย่างเดียว เราก็จะเป็นทาสวัตถุ เป็นทาสเงินทอง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ เพื่อให้ได้มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหลายคัน  อาจทำให้เราต้องคอร์รัปชัน แต่ถ้าเราสามารถเข้าถึงความสุขที่ไม่อิงวัตถุ เราจะพึ่งพาวัตถุน้อยลง เป็นอิสระจากเงินมากขึ้น  และไม่มีแรงผลักดันให้ต้องหาเงินมาเยอะ ๆ จนแม้แต่จะต้องคอร์รัปชั่นก็ยอม

ความสุขที่ไม่อิงวัตถุหมายถึงอะไร หมายถึงความสุขที่เกิดจากการทำงานที่ตนเองรัก ความสุขจากการได้อยู่กับครอบครัว ความสุขจากใจที่สงบ ความสุขจากสมาธิภาวนา  คนเราถ้ามีความสุขจากการทำงาน ก็จะไม่แคร์ว่าใครจะได้เงินเดือนเท่าไร เมื่อเช้าอาตมาก็ไปพูดที่ กฟผ. มีคนหนึ่งถามประเด็นนี้ คือเขาไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงาน  ถ้าใครมีปัญหาแบบนี้ก็ต้องถามตัวเองว่าไม่มีความสุขเพราะอะไร  คนจำนวนไม่น้อยไม่มีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นทำงานน้อยกว่าตน รู้สึกว่าฉันทำงานมากกว่าคนอื่น ทำแล้วไม่มีใครเห็นความดีของฉัน ทำดีแต่ไม่ได้ดี ได้เลื่อนขั้นน้อยหรือไม่ได้เลื่อนขั้นเลย ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่าเขาไม่มีความสุขจากการทำงาน คนเราถ้ามีความสุขกับการทำงาน จะไม่แคร์ว่าใครทำงานน้อยกว่าฉัน จะไม่แคร์ว่าเจ้านายเห็นความดีของฉันหรือเปล่า เพราะนั่นเป็นผลพลอยได้ หรือเป็นส่วนเกิน ถ้าเรามีความสุขกับการทำงานเราจะแคร์สิ่งเหล่านี้น้อยลง

ความสุขจากการทำงานจะช่วยหล่อเลี้ยงให้เรามั่นคงอยู่ในความถูกต้อง อยู่ในความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ โดยเฉพาะทุกท่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ล้วนต้องการเห็นความยุติธรรมในสังคม ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในวงการยุติธรรม คือ อาจารย์จิตติ ติงศภัทย์ ท่านเห็นว่าบริสุทธิ์กับยุติธรรมนั้นเกี่ยวข้องกันมาก ท่านกล่าวว่า ความยุติธรรมเกิดจากการที่ข้าราชการโดยเฉพาะในกระทรวงยุติธรรม ผู้พิพากษา อัยการ มีความบริสุทธิ์  ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อมีความบริสุทธิ์หรือสุจริต ก็จะทำให้เกิดความยุติธรรมเป็นผลตามมา

อาตมาอยากเสริมว่า ความสุจริตเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง มีความสุขที่ได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและมีชีวิตที่เรียบง่าย เราจะมั่นคงในคุณธรรม โดยเฉพาะเบญจธรรมที่อาตมาพูดถึง ก็เพราะสามารถเข้าถึงความสุขภายใน มีความสุขเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ไม่ใช่เพราะมีเงินเดือน หรือเพราะมีตำแหน่งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง แน่นอนปุถุชนก็ต้องหวังสิ่งเหล่านี้บ้าง แต่อย่าให้มันเป็นใหญ่ หรือยอมตกเป็นทาสของมัน

ถ้าเรามีความสุขในชีวิตที่เรียบง่าย มีความสุขเพราะได้ทำสิ่งที่มีคุณค่า มีความสุขเพราะเราได้ทำสมาธิภาวนาเป็นประจำ ความสุขเหล่านี้จะหล่อเลี้ยงให้ใจเราตั้งมั่นในเบญจธรรม  ทำให้เรามั่นคงในความซื่อสัตย์สุจริต  สิ่งเหล่านี้ทำให้เรามีภูมิต้านทานในจิตใจ สามารถรับมือกับสิ่งล่อเร้าเย้ายวนที่ชวนให้เราใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อความมั่งคั่งเพื่อความร่ำรวยอย่างที่หลายๆ คนมุ่งหมาย ทำให้เรากล้าที่จะทวนกระแสกิเลสภายใน กิเลสที่ต้องการความสบาย อยากให้ผู้คนนับหน้าถือตา ยกย่องสรรเสริญ  นอกจากการกล้าทวนกระแสกิเลส อันเป็นกระแสภายในแล้ว เรายังควรกล้าทวนกระแสภายนอก ไม่ว่าแรงกดดันจากผู้มีอำนาจ จากนักการเมือง จากผู้มีอิทธิพล หรือจากกระแสสังคม เราก็ไม่ควรหวาดหวั่นพรั่นพรึง  แม้สังคมรอบตัวจะหลงใหลเชิดชูกับลาภสักการะหรือหน้าตา เราก็ไม่หวั่นไหวคล้อยตาม กล้าที่จะทวนกระแสโดยยึดเอาความถูกต้อง กล้าที่จะตัดสินตามหลักวิชาหรือตามหลักการที่มุ่งความเที่ยงธรรม

มีภูมิต้านทานต่อสิ่งเย้ายวน
อันนี้คือสิ่งที่อาตมาคิดว่าข้าราชการในระบบยุติธรรมควรมี ซึ่งรวมถึงอัยการด้วย เพราะอัยการเป็นข้อต่อสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เป็นฐานรองรับระบบยุติธรรมเอาไว้ เรียกได้ว่าเป็นตัวพยุงความเป็นธรรมในสังคม ถ้าอัยการไม่ทำหน้าที่อย่างถูกต้องด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว  ความเป็นธรรมในสังคมก็จะเลือนหายจนกระทั่งไม่เหลือ สิ่งที่ตามมาคือความวุ่นวาย สังคมไทยตอนนี้จะว่าไปแล้วอยู่ในสภาพที่ล่อแหลมมาก จนอาจเลือดตกยางออกได้อีกทุกเมื่อ

ความเป็นธรรมหรือหลักนิติธรรมเป็นสิ่งที่ช่วยค้ำจุนให้บ้านเมืองเป็นปกติสุข ไม่วุ่นวาย ไม่เรรวนปรวนแปรจนวิกฤต เพราะฉะนั้นอำนาจและหน้าที่ที่ท่านมีจึงมีความสำคัญมากในการช่วยพยุงและประคับประคองบ้านเมืองให้สงบสุข สามารถเดินหน้าไปได้ แม้ว่าข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี  อย่างไรก็ตามอำนาจนั้นเป็นดาบสองคม เพราะมันมักดึงดูดเอาสิ่งล่อเร้าเย้ายวนเข้ามาหา ทำให้เราไขว้เขว อ่อนไหว หรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้

ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกอย่างถูกแปรเป็นตัวเงิน ไม่เว้นอำนาจและชื่อเสียงเกียรติยศ  ทุกวันนี้เราจึงเห็นแทบทุกวงการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด คือ เปลี่ยนอำนาจให้กลายเป็นเงินทอง ทรัพย์สมบัติ  เพื่อแลกกับความไม่ถูกต้อง อำนาจของนักการเมืองหรือข้าราชการก็เช่นกัน กำลังถูกแปรเป็นทรัพย์สินเงินทองจำนวนมหาศาล  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะการแปลงอำนาจหน้าที่เป็นทรัพย์สินเงินทองบ่อยครั้งเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเลย

ดังนั้นเมื่อเรามีอำนาจมากเท่าไร สิ่งล่อเร้ายั่วยวนก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเราไม่มีความมั่นคงในจิตใจ ไม่มีความเข้มแข็งภายใน หรือไม่มีความสุขจากการทำสิ่งที่ดีงาม ก็ง่ายที่เราจะโอนอ่อนไปตามสิ่งล่อเร้าเย้ายวนเหล่านั้น ยอมทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะหวังผลตอบแทนคือทรัพย์สินเงินทอง ความร่ำรวย  ด้วยเหตุนี้อาตมาถึงเน้นว่า จำเป็นมากที่ข้าราชการอัยการต้องมีภูมิต้านทานต่อสิ่งล่อเร้าเย้ายวน มีภูมิต้านทานต่อลาภยศสรรเสริญ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถล่อเร้าเย้ายวนให้เราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ หรือโลกธรรมนั้นก็เช่นเดียวกับกามสุข มันให้ความสุขก็จริง แต่ก็เจือไปด้วยโทษ อีกทั้งยังไม่เที่ยง ตอนที่ได้มาเราก็มีความสุขแต่พอเสียมันไปก็ทุกข์ และเป็นธรรมดาของโลก เมื่อได้มาก็ต้องเสียไป เมื่อมีก็ต้องหมด เมื่อพบก็ต้องพราก เมื่อเจอก็ต้องจาก นี้คือความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น ไม่ว่าเรามีอะไรก็ตามสักวันหนึ่งก็ต้องสูญเสียมันไป ไม่สูญเสียวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องสูญเสีย  ถ้าไม่เสียตอนเป็น ก็เสียตอนตาย เพราะฉะนั้นถ้าเราฝากใจไว้กับโลกธรรม เราจะไม่มีความสุขที่แท้จริงเลย

เราจำเป็นต้องมีภูมิต้านทานต่อลาภ ยศ สุข สรรเสริญ  ไม่หลงใหลในสิ่งเหล่านี้จนยอมที่จะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น คอร์รัปชั่น หรือสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น  ถ้าเรามีภูมิต้านทานต่อสิ่งเหล่านี้ ไม่หลงใหลมัน เราก็จะกล้าทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ยึดติดกับตำแหน่ง แม้จะต้องสูญเสียตำแหน่งเพราะทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่กลัว

อัยการนั้นมีอำนาจในการให้โทษกับผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้มีอำนาจหรือผู้มีอิทธิพล  คนเหล่านี้ทีแรกอาจจะยื่นรางวัลให้เราเพื่อให้เราตัดสินในทางที่เป็นคุณกับเขา แต่ถ้าเราไม่ทำตามเขา เขาก็จะเปลี่ยนมาข่มขู่คุกคามเราแทน  ดังนั้นนอกจากเบญจธรรมที่อาตมากล่าวมาแล้ว อัยการยังต้องมีความกล้า ไม่กลัวการข่มขู่คุกคามไม่ว่าจากผู้มีอิทธิพล นักการเมือง หรือจากประชาชน

อีกประการหนึ่งที่ต้องมี คือการรู้เท่าทันอคติของตัวเอง ตอนนี้ความขัดแย้งในเมืองไทยไม่ใช่ความขัดแย้งในเรื่องผลประโยชน์เท่านั้น แต่ยังมีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ ข้าราชการอัยการเป็นปุถุชน ย่อมมีอคติส่วนตัว ย่อมมีความชอบและไม่ชอบอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง  รวมทั้งชอบคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ชอบคนอีกกลุ่มหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องอุดมการณ์เช่นกัน  มนุษย์เรามีความโน้มเอียงแบบนี้ได้ แต่เราต้องรู้ทันความโน้มเอียงหรืออคติเหล่านั้น ไม่ให้อคตินั้นมาครอบงำหรือกำกับการใช้ดุลพินิจของเรา ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมและถูกต้องตามหลักวิชาชีพ สามารถคงความเป็นมืออาชีพเอาไว้ได้

ความเป็นมืออาชีพเป็นเรื่องดี เพราะว่ามืออาชีพที่แท้จะซื่อตรงต่อหน้าที่ มุ่งทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่เอาอารมณ์ของตนเป็นที่ตั้ง ดาราที่เป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะดังแค่ไหน ได้ตุ๊กตาทองกี่ตัว เขาย่อมถือว่าผู้กำกับนั้นใหญ่สุด ดังนั้นจึงต้องฟังผู้กำกับ แม้ผู้กำกับจะเป็นคนหน้าใหม่ อายุอ่อนกว่าตัว แต่ก็ต้องฟังเขา  ดาราไทยคนหนึ่งที่ได้รับคำชมว่าเป็นมืออาชีพคือ รุจน์ รณภพ เหตุผลก็คือเขาไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่ พร้อมฟังผู้กำกับ ทั้งๆ ที่ผู้กำกับอายุน้อยกว่าตน  ผู้กำกับว่าอย่างไรเขาก็ทำและเขาก็ทำให้ดีที่สุดตามที่ผู้กำกับบอก

ความเป็นมืออาชีพ ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เอาหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นใหญ่ คือสิ่งที่ต้องมีในข้าราชการอัยการ   เมื่อทำงาน ก็เอาหลักการ หรือตัวบทกฎหมายเป็นใหญ่ ไม่เอาอคติส่วนตัวมาเป็นตัวตัดสิน  แม้ต้องทำคดีที่เกี่ยวข้องกับคนที่เราไม่เห็นด้วยในทางการเมือง ถ้าเขาผิดก็ต้องว่าไปตามผิด แต่ถ้าเขาไม่ผิดและไปเอาเขาผิด เพราะเราไม่ชอบเขา ก็แสดงว่าเรามีอคติ เราไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรม เราไม่ใช่มืออาชีพแล้ว

ความยุติธรรมนำความสงบสุขให้แก่แผ่นดิน
ข้าราชการอัยการเป็นผู้มีหน้าที่พยุงความเที่ยงธรรมในสังคม จำเป็นต้องรู้เท่าทันอคติของตัวเองไม่ตัดสินตามอคติของตน แต่ทำตามหลักวิชา ตามหลักกฎหมาย ตามหลักนิติธรรม  นี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะอาตมาได้พูดไปแล้วว่า เวลานี้มีคนเป็นอันมากตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย เพราะเขาเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ว่าขั้นตอนใด ถูกใช้หรือถูกบิดเบือนเพื่อสนองผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ  ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่รวมถึงผู้มีอิทธิพลในทางธุรกิจ เศรษฐี เวลามีคดีความระหว่างเศรษฐีกับประชาชน ก็มักจะมีข้อครหาว่าประชาชนเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่เสมอ เวลามีความขัดแย้งระหว่างธุรกิจขนาดมหึมาซึ่งมีโครงการหลายพันล้าน กับประชาชน ซึ่งต้องการพิทักษ์รักษาทรัพยากรในท้องถิ่น  ปรากฏว่าประชาชนเป็นฝ่ายเสียเปรียบแม้กระทั่งในกระบวนการยุติธรรม

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีความขัดแย้งในหลายระดับ ระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างทุนโลกาภิวัตน์กับประชาชนที่ฝากชีวิตไว้กับป่าเขาและที่นา เวลามีความขัดแย้งในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ มักปรากฏว่าชาวบ้านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แม้จะมีการนำความขัดแย้งขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งคนที่เป็นผู้นำชาวบ้านก็ถูกยิงตาย โดยไม่สามารถจับมือปืน หรือถึงจับได้ก็ไม่สามารถสาวไปถึงผู้ที่บงการได้ ทุกวันนี้มีคดีแบบนี้หลายสิบคดี

อาตมามีเพื่อนเป็นพระชื่อพระสุพจน์ สุวโจ ถูกฆ่าตายเมื่อปี ๒๕๔๘ เป็นพระที่เรียบร้อยมากแต่ว่าสำนักของท่านในอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่หมายปองของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเครือข่ายของนักการเมืองระดับประเทศ  เดี๋ยวนี้คนรวย กับนักการเมืองท้องถิ่น และนักการเมืองระดับประเทศมักแยกกันไม่ค่อยออก เขาอยากได้ที่ดินของท่าน แต่ท่านไม่ยอมย้าย ก็ถูกฆ่าเป็นศพ ทุกวันนี้ก็ยังจับตัวฆาตกรไม่ได้  อีกทั้งมีเหตุให้เชื่อได้ว่าตำรวจท้องถิ่นมีส่วนรู้เห็นหรือช่วยปกป้องผู้กระทำผิดและผู้บงการซึ่งเป็นนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเอาคนผิดเหล่านี้มาลงโทษได้ ทั้งที่เรื่องนี้ไปอยู่ในมือ DSI ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า

อันนี้เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่ชี้ว่าในสังคมไทยตอนนี้มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับประชาชนคนเล็กคนน้อย แม้กระทั่งพระก็ไม่ละเว้น ถ้าหากว่ากระบวนยุติธรรมทำงาน ตำรวจ อัยการ ศาล เข้มแข็ง อาตมาเชื่อว่าการใช้อำนาจมืดหรือการใช้อำนาจเถื่อนแบบนี้จะน้อยลง และประชาชนจะสามารถเงยหน้าอ้าปากได้  ความขัดแย้งจะแก้ไขด้วยการเจรจาหรือกระบวนการปกติมากขึ้น แทนที่จะหันไปใช้อำนาจมืดหรือความรุนแรง ซึ่งเท่ากับทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป

ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันว่า คนที่มีอำนาจพร้อมใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเพื่อบรรลุผลประโยชน์ของตน เพราะเขารู้ว่า ยังไงเรื่องก็ไม่ถึงศาล หรือถึงศาล ก็ไม่ถูกลงโทษ เพราะมีการวิ่งเต้นทำให้สำนวนอ่อน หรือมีการเป่าคดี  ปรากฏการณ์อย่างนี้เท่ากับเพิ่มแรงจูงใจให้กับคนที่มีอำนาจใช้วิธีนี้กับคนเล็กคนน้อยมากขึ้น แล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ถ้าชาวบ้านที่เดือดร้อน ไม่สามารถพึ่งพากระบวนการยุติธรรมได้ เขาก็จำต้องใช้วิธีอื่น เมื่อประท้วงโดยสันติวิธี แล้วถูกฆ่า เขาก็ต้องหันมาใช้ความรุนแรง เพราะไม่มีใครที่ยอมถูกเอาเปรียบหรือรังแกไปได้ตลอด

ความสำนึกเรื่องความเที่ยงธรรมเป็นสำนึกที่รุนแรง ผู้คนเมื่อรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเที่ยงธรรม เขาพร้อมที่จะลุกฮือ หรือใช้วิธีการที่รุนแรง อันนำไปสู่การทำลายล้างได้ การปฏิวัติทุกครั้งในอดีต โดยเฉพาะการปฏิวัติครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เช่น การปฏิวัติในฝรั่งเศส ในรัสเซีย ในจีน ในเวียดนาม  ซึ่งก่อให้เกิดการทำลายล้างอย่างมหาศาล ล้วนเกิดจากการที่ประชาชนโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม  ทำไมประชาชนคนเล็ก ๆ สามารถโค่นล้มระบอบปกครองที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังได้ ก็เพราะเขาเกิดสำนึกว่าไม่อาจฝากความหวังไว้กับระบอบที่กดขี่และอยุติธรรมได้ 

ไม่ว่าที่ไหนหากผู้คนรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ก็พร้อมจะใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ผลก็คือเกิดความวุ่นวายถึงขั้นมิคสัญญีได้ ดังที่ปรากฏมาแล้วในประวัติศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า  เพราะฉะนั้นหากเราไม่ต้องการให้ความรุนแรงในบ้านเมืองลุกลามไปมากกว่านี้ เราจะต้องช่วยกันผดุงความยุติธรรมให้ได้  เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม เห็นว่าเป็นที่พึ่งของเขาได้ สามารถให้ความเป็นธรรมแก่เขาได้ ปกป้องเขาได้ รวมทั้งปกป้องทรัพยากร วิถีชีวิต และสิทธิเสรีภาพของเขาได้

อิสระจากอำนาจเงิน
ในฐานะที่เป็นข้อต่อสำคัญของกระบวนการยุติธรรม อัยการมีบทบาทอย่างสำคัญในการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกในทางบวกต่อกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง และทำให้เขามีความหวังในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี นี้คือสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นมาก  การที่อัยการจะทำเช่นนั้นได้  นอกจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติดังที่อาตมาได้กล่าวมาแล้ว  สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือการปฏิรูประบบด้วย ทุกวันนี้ระบบอัยการสามารถเป็นอิสระจากการเมืองได้มากแล้ว แต่อาตมาคิดว่า อิสระจากการเมืองไม่พอ จำเป็นต้องอิสระจากทุน จากอำนาจเงินด้วย จะทำอย่างไร  อาตมาไม่มีความรู้พอที่จะตอบได้ แต่เห็นว่านี้คือโจทย์ใหญ่ของอัยการ ที่จริงเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกวงการในสังคมไทย

สื่อมวลชนเมืองไทยต่อสู้มาเป็นเวลาช้านาน จนมีสิทธิเสรีภาพอย่างมาก รัฐบาลจะมาปิดปากง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้  สมัยก่อนรัฐบาลเผด็จการสามารถเอาโซ่มาล่ามแท่นพิมพ์ได้ตามอำเภอใจ แต่เดี๋ยวนี้รัฐบาลทำอย่างนั้นไม่ได้  อย่างไรก็ตามแม้สื่อมวลชนเป็นอิสระจากรัฐได้มากแล้ว แต่ทุกวันนี้กลับถูกครอบงำกำกับโดยนายทุน สามารถถูกซื้อหรือถูกกำหนดด้วยอำนาจเงินได้ อำนาจเงินตอนนี้ทรงพลังมาก มันสามารถมีอิทธิพลต่อทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่คณะสงฆ์  ดังทุกวันนี้มีการใช้เงินจำนวนมหาศาลในการวิ่งเต้นเพื่อเลื่อนสมณศักดิ์   สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นกับแวดวงยุติธรรมด้วยเช่นกัน

ดังนั้นโจทย์ใหญ่สำหรับอัยการก็คือ จะธำรงความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไรท่ามกลางกระแสเงินตราที่เชี่ยวกรากและทรงพลัง  จะเป็นอิสระจากการครอบงำของอำนาจทุนได้อย่างไร อาตมาอยากเห็นสถาบันอัยการสามารถก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไปได้ ประเด็นนี้โยงไปถึงเรื่องความยุติธรรมภายในสถาบันอัยการด้วย

การที่อัยการจะผดุงความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย  หรือมอบความยุติธรรมให้แก่ประชาชน  สิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากก็คือ  ระบบอัยการเองก็ต้องมีความยุติธรรมภายใน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกวงการก็คือ ก็คือไม่มีความยุติธรรมภายใน  เวลามีการแต่งตั้งหรือการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง ผู้คนไม่ค่อยมีความเชื่อมั่นว่า จะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม หรือเกิดความเที่ยงธรรมภายในองค์กร อันนี้เป็นปัญหาในหลายแห่งมาก อัยการไม่สามารถที่จะให้ความเที่ยงธรรมกับผู้อื่นได้ ถ้าหากว่าภายในองค์กรเองขาดความเที่ยงธรรม อัยการจะสามารถให้ความเที่ยงธรรมกับใครได้ ก็ต่อเมื่อสร้างความมั่นใจว่าในองค์กรมีความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นด้วย  นี้เป็นประเด็นที่อยากจะฝากไว้

อาตมาขอปิดท้ายด้วยคำพูดของปลัดธำรงค์ เขาบอกว่า “ ผมเชื่อว่าสังคมต้องมีที่ให้คนดียืน ถ้าทุกคนต่างยอมหมด ถ้าทุกคนท้อคนดีก็ไม่มี มันต้องมีที่ให้เรายืน เราต้องยึดในอุดมการณ์ที่มี คือ ไม่คด ไม่โกง มันต้องมีที่ให้เรายืนเราสามารถที่จะทำงานโดยที่เราไม่พ่ายแพ้ต่ออำนาจที่เป็นอธรรม”  

ท้ายสุดก็คือพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้พิพากษาเมื่อปี ๒๕๕๓ ว่า “สำคัญมากที่ท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เข้มแข็ง ถ้ารักษาความซื่อสัตย์สุจริตนี้ไว้ตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดชีวิตแสดงว่ามีคนที่อุ้มชูความเรียบร้อยประเทศไทยจำนวนหนึ่ง ขอให้ท่านได้รักษาความตั้งใจของหน้าที่ตามที่ได้มีคำปฏิญาณตลอดเวลา เป็นตัวอย่างคนของประเทศให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ดังที่ท่านได้ปฏิญาณ”

นายวิชิต แก่นกำจร : กราบขอบพระคุณพระอาจารย์มากครับ พระอาจารย์เริ่มแสดงธรรมด้วยเวลา ๑๔.๑๕ น. และจบการแสดงธรรมในเวลา ๑๕.๓๐ น. พวกเราได้ฟังธรรมในเวลาเต็มๆ คือ ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที กิจกรรม ๒ กิจกรรมที่เหลืออยู่ก็คือว่าคณะกรรมการที่อยู่ในโครงการเสวนาเพื่อพัฒนาองค์กรอัยการนี้ได้ทราบว่าพระอาจารย์ได้ดำเนินแนวทางในการภาวนาเพื่อให้เกิดความสงบในจิตใจด้วยและกิจกรรมที่เราเหลืออีกอันหนึ่งก็คือจะขอความกรุณาจากพระอาจารย์ให้ช่วยสอนภาวนาและนำการภาวนาแก่พวกเราในเวลาที่พระอาจารย์เห็นสมควรนั่นประการหนึ่ง ส่วนอีกประการหนึ่งนั้นพวกเราที่ได้ฟังธรรมแล้วเกิดข้อสงสัยอะไรก็ขอให้เขียนคำถามขึ้นมาได้ จะได้กราบเรียนถามพระอาจารย์อีกทีหลังจากที่เราทำการภาวนาแล้ว ก็ขอนิมนต์พระอาจารย์ได้สอนภาวนาด้วยครับ
 
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล : การภาวนานี้ก็เป็นการเติมความสุขให้กับจิตใจ  เป็นการหยั่งจิตหยั่งใจให้พบกับความสุขภายใน ขอเชิญทุกท่านทดลองทำร่วมกับอาตมา ด้วยการหลับตาพริ้ม ยิ้มน้อยๆ ทำกายให้ผ่อนคลาย  ไล่ความรู้สึกลงมาตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าให้ผ่อนคลาย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ถ้าหากรู้สึกว่าหน้านิ่วคิ้วขมวดก็ให้ผ่อนคลาย คลายกล้ามเนื้อทุกส่วน คงเหลือไว้เพียงรอยยิ้มน้อย ๆ ไล่ลงมาที่แขนและมือตลอดจนต้นคอและปลายเท้า ผ่อนคลาย หายใจสบายๆ น้อมจิตอยู่ที่ลมหายใจ รู้สึกถึงลมหายใจเข้า-ออก รู้สึกเบาๆ ไม่ต้องถึงกับกดจิตให้แนบแน่นกับลมหายใจ ถ้าทำเช่นนั้นจะรู้สึกอึดอัด ให้รู้สึกเบาๆ รับรู้ลมหายใจเข้า-ออก ที่ปลายจมูกก็ได้ หรือจะตามลมหายใจเข้าลงไปจนถึงช่องท้องแล้วออกมาที่ปลายจมูกก็ได้   จะบริกรรมด้วยนับ ๑ เมื่อลมหายใจออกครั้งแรก นับ ๒ เมื่อลมหายใจออกถัดมาก็ได้ หรือว่าเพียงแค่รู้สึกเบาๆ เมื่อลมหายใจกระทบปลายจมูกก็ได้ทั้งนั้น

วางความนึกคิดต่างๆ ลงชั่วคราว เรื่องราวที่เราได้ยิน ได้ฟังมา ตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว ขอให้วางไว้ก่อน มีคำถามอะไรเกิดขึ้นก็ขอให้วางไว้ก่อน สิ่งที่เราจะทำเมื่อเสร็จสิ้นการบรรยายนี้จะเป็นอะไรก็ตาม สำคัญแค่ไหน ก็ขอให้วางไว้ก่อนเช่นเดียวกัน ให้ใจของเราอยู่กับลมหายใจ ช่วงเวลาที่เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากเพราะเรากำลังอยู่กับมิตรที่ประเสริฐที่สุดของเราคือลมหายใจ ลมหายใจอยู่กับเราตั้งแต่เกิดและจะจากไปในวันที่เราละโลกนี้ไป เขาอยู่เคียงข้างกับเรามาตลอดแต่เราไม่ค่อยใส่ใจเขาเลยอย่าลืมว่าเรามีทุกอย่างขณะนี้ก็เพราะมีลมหายใจ  ถ้าไม่มีลมหายใจเราก็จะไม่มีและไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งชีวิต

ฉะนั้นขอให้เราให้ความสนใจกับลมหายใจของเราเหมือนกับว่าเรากำลังอยู่กับมิตรสำคัญที่สุด หายใจเข้าก็รู้สึก หายใจออกก็รู้สึก หากใจนึกคิดถึงเรื่องต่างๆ อดีตก็ตาม อนาคตก็ตาม สำคัญแค่ไหน คอขาดบาดตายเพียงใด ก็ขอให้วางเอาไว้ก่อนเช่นเดียวกัน เพราะว่าไม่มีอะไรสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราทำขณะนี้

ไม่ต้องกดข่มความคิด ไม่ต้องห้ามความคิด เพียงแค่รู้ว่าใจเผลอคิดไปเท่านั้นเองก็พอแล้ว เพราะสติจะพาจิตกลับมาที่ลมหายใจ จิตจะฟุ้งซ่านแค่ไหน ไม่เป็นไร อย่าไปหงุดหงิดกับความฟุ้งซ่านเพราะมันเป็นธรรมดา เพียงแค่รู้ว่าใจฟุ้งซ่านหรือว่ามีความคิดเกิดขึ้นในใจเท่านั้นก็พอแล้ว สติก็จะพาจิตกลับมาที่ลมหายใจเอง   

นายวิชิต แก่นกำจร : วันนี้เราโชคดีมากที่ได้รับส่วนที่เป็นทั้งศีล ได้รับทั้งส่วนการปฏิบัติสมาธิและก็ได้รับปัญญาที่เกิดจากสุตยปัญญา จินตามยปัญญา ส่วนภาวนามยปัญญา ที่ใครภาวนาแล้วจิตลงมีสภาวะอะไรเกิดขึ้นก็คงจะเป็นเรื่องส่วนตัวไป สำหรับกิจกรรมสุดท้ายที่ได้กราบเรียนพระอาจารย์ไว้ว่าเมื่อพระอาจารย์ได้แสดงธรรมแก่พวกเราแล้วและพวกเราได้มีโอกาสเจริญภาวนาตามแนวที่พระอาจารย์ได้พาดำเนินแล้ว หากผู้ใดมีข้อสงสัยจะถามพระอาจารย์ขอเชิญกราบเรียนถามได้เลย ในเบื้องต้นนี้มีคำถามส่งมา

 

ช่วง ปุจฉา – วิสัชนา

...........ปุจฉา: ได้ทราบว่าพระอาจารย์มีโครงการ “การเผชิญความตายอย่างสงบ” ขอทราบผู้ที่เข้าร่วมโครงการ วิธีการดำเนินโครงการและผลการดำเนินโครงการเป็นอย่างไรบ้าง ขอพระอาจารย์ได้ช่วยตอบคำถามให้พวกเราทราบด้วยครับ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล   วิสัชนา: โครงการนี้ก็มีหลายกิจกรรม กิจกรรมที่หลายคนรู้จักดีก็คือการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ส่วนใหญ่เราจะจัดประมาณ ๓ วัน เป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ว่าจะเตรียมตัวตายอย่างไรถึงจะไม่ทุรนทุราย มีการซ้อมตาย มีการเจริญมรณสติ มีการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความตาย ในขณะเดียวกันก็เรียนรู้วิธีการช่วยเหลือผู้อื่นให้ตายอย่างสงบ โดยอาศัยหลักธรรมมาใช้ในการช่วยเหลือจิตใจของผู้ป่วยระยะสุดท้าย มีการปฏิบัติธรรมและการสวมบทบาทด้วย ตอนหลังก็มีองค์กรและกลุ่มอื่น ๆ นิมนต์อาตมาไปจัดโดยผสมผสานการปฏิบัติธรรมเข้ากับการอบรมแบบWorkshop มีตั้งแต่ ๕ วันถึง ๗ วัน กิจกรรมนี้ทำมา ๑๐ ปีแล้ว ปรากฏว่ามีคนสนใจมาก มีหลายโรงพยาบาลเรียกร้องให้ไปจัดให้เขาบ้าง  แต่ก็ไม่สามารถสนองความต้องการได้อย่างทั่วถึง เพราะปีหนึ่งจัดประมาณสิบกว่าครั้งเท่านั้น นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมอาสาข้างเตียง คือหาอาสาสมัครไปดูแลจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยเฉพาะเด็กๆ  มีการทำหนังสือ ทำซีดีเกี่ยวกับการเผชิญความตายอย่างสงบ

นายวิชิต แก่นกำจร ปุจฉา: ผมได้พบบทความหนึ่งของพระอาจารย์ได้เขียนว่า “เมื่อเจอความทุกข์แต่ไม่ทุกข์” ทำอย่างไรถึงไม่ทุกข์

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  วิสัชนา: ความทุกข์ในที่นี้หมายถึงความเจ็บป่วย ความพลัดพรากสูญเสียหรือความลำบากทางกาย  เมื่อเจอเหตุการณ์เหล่านี้เราสามารถทำใจไม่ให้ทุกข์ได้ เวลาเจ็บป่วย ก็ป่วยแต่กาย ใจไม่ป่วย อย่างนี้เราทำได้ หรือ เมื่อของหาย ก็หายแต่ของ แต่ใจไม่หาย ใจไม่เสีย อย่างนี้เราทำได้ งานการล้มเหลวไม่มีใครอยากจะเจอ แต่ว่าเจอแล้วเรากลับได้ประโยชน์จากความล้มเหลว คือเกิดปัญญามากขึ้น อันนี้เป็นเรื่องการวางใจ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น เวลาเราปวด เราเมื่อย เรามีสติรู้ความปวด ความเมื่อย ก็จะเมื่อยแต่กาย ใจไม่ปวดไม่เมื่อยด้วย แต่ถ้าไม่มีสติเราก็จะเป็นผู้เจ็บผู้เมื่อย ตรงข้ามถ้าเรามีสติ ก็จะเห็นความปวด ความเมื่อย

เวลาเจอความพลัดพรากสูญเสีย ถ้าเรามีปัญญา ก็เห็นว่าเป็นธรรมดา เป็นมะเร็งเราก็ไม่ทุกข์ หลายคนได้พบว่า เป็นมะเร็งก็ดีนะ ทำให้ได้พบธรรมะ ขอบคุณที่เป็นมะเร็ง เขาไม่ได้ทุกข์ที่เป็นมะเร็ง หรือเวลาถูกโกง ใจก็ไม่ทุกข์ มีหญิงคนหนึ่งถูกโกงไป ๖๐ ล้าน เธอเสียใจอยู่ ๓-๔ วัน หลังจากนั้นก็ยิ้มได้ เพื่อนถามว่าทำไมเธอถึงยิ้มได้ สามีเธอยังเสียใจอยู่เลย เธอตอบว่า มานึกได้ว่าทุกวันนี้ยังมีอาหารอร่อยๆ กิน ยังมีบ้านที่หลับนอนสบายแล้วจะทุกข์ไปทำไม การถูกโกงเงินไปไม่ได้ทำให้ชีวิตย่ำแย่หรือตกต่ำลงเลย เพราะยังอยู่สบายเหมือนเดิม แล้วจะทุกข์ไปทำไม พูดง่ายๆ ก็คือเธอไม่มัวคิดถึงของที่หายไปเพราะมันกลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่หันมาใส่ใจหรือชื่นชมกับสิ่งที่มีอยู่ดีกว่า

ก็เหมือนกับที่อาตมาพูดเมื่อสักครู่ว่า  ถ้าเราหันมาพอใจสิ่งที่มี  ยินดีสิ่งที่เราได้ ก็จะมีความสุขได้ง่าย คนส่วนใหญ่ทุกข์เพราะ ๑. มัวสนใจกับสิ่งที่เสียไปแล้ว ๒. มัวนึกถึงสิ่งที่ยังไม่มี อันนี้ทำให้ทุกข์ เพื่อนเขามีแต่เราไม่มี เราก็ทุกข์เพราะอยากมีอย่างเพื่อนบ้าง  ของที่เคยมีแต่หายไป เราก็ทุกข์เพราะจดจ่อกับสิ่งที่เสียไป ในเมื่อเรามีอะไรต่ออะไรมากมาย เราควรหันมาใส่ใจตรงนี้ ความสุขก็จะเป็นเรื่องที่หาได้ง่าย

สรุปก็คือหากเราวางใจเป็น รู้จักปรับมุมมอง ก็สามารถอยู่กับทุกข์ได้โดยที่ใจไม่ทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าเจอทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์

นางกุสุมา เมฆเมฆา อัยการผู้เชี่ยวชาญ ปุจฉา: คนเราต้องเตรียมตัวตายทุกวัน การเตรียมตัวตายของเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างคะ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  วิสัชนา:  เราควรเจริญมรณสติอยู่เสมอ   เช่น ก่อนนอนเราก็พิจารณาถึงความตายว่าสักวันหนึ่งจะต้องเกิดขึ้นกับเรา อาจจะเกิดขึ้นเราในคืนนี้ก็ได้ อาจจะเกิดกับเราพรุ่งนี้ก็ได้ ถ้าตายคืนนี้เราพร้อมหรือยัง เราทำความดีมามากพอหรือยัง หน้าที่ที่สมควรทำเราทำเสร็จสิ้นหรือยัง และเราพร้อมจะปล่อยวางทุกอย่างที่มีหรือไม่ ที่จริงมรณสติเป็นสิ่งที่ต้องทำบ่อยๆ วันละหลายครั้ง ไม่ใช่แค่ทำวันละครั้งก่อนนอน

เวลาเราเดินทางก็ให้ลองนึกว่านี่อาจเป็นการเดินทางขั้นสุดท้ายของเรา ถ้าหากว่าเรามีอันเป็นไปในการเดินทางครั้งนี้ เราพร้อมไหม เราจะทำใจอย่างไรหากรู้ตัวว่าจะต้องตาย  แม้กระทั่งเวลาเราคุยกับใคร สนทนากับใครเรา ก็ขอให้นึกว่านี่อาจเป็นการสนทนาครั้งสุดท้าย เราอาจจะไม่ได้เจอเขาอีก เขาอาจจะไม่ได้เจอเราอีก การระลึกแบบนี้จะช่วยให้เราใส่ใจเขามากขึ้น ไม่ทำตามอารมณ์ หรือเอาใจตัว

เมื่อวานอาตมาไปอบรมเรื่อง “เป็นมิตรกับความตาย”  อยู่ดีๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ล้มฟุบไปเลย ต้องช่วยกันปั๊มหัวใจขึ้นมา โชคดีที่มีคนรู้จักทำปฐมพยาบาล จึงรอดตาย  แต่ก็ต้องพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล คนที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นชัดเลยว่าความตายสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา มีภาษิตทิเบตที่เตือนใจได้ดีว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่า ระหว่างพรุ่งนี้กับชาติหน้า อะไรจะมาก่อน” คนที่คิดว่ามีพรุ่งนี้ก่อนถึงจะมีชาติหน้า ถือว่าประมาท เพราะว่าพ้นจากวันนี้ไปแล้วก็อาจเป็นชาติหน้าเลยก็ได้ ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับเขา เพราะฉะนั้นเราเองก็อย่ามั่นใจว่าจะมีพรุ่งนี้สำหรับเรา  คนที่เชื่อว่ามีพรุ่งนี้แน่ ๆ คือคนที่ประมาท

ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ก็เป็นการเจริญมรณสติได้ หรือว่าเวลาโทรศัพท์หาย กระเป๋าเงินหาย ลองพิจารณาว่านี่เป็นสัญญาณเตือนเรา ว่าต่อไปจะต้องเจอหนักกว่านี้  ต่อไปอาจไม่ใช่เงินหายนะ แต่ว่าทุกอย่างรวมทั้งลมหายใจก็อาจจะหายไปด้วย นี่คือการเจริญมรณสติแบบหนึ่ง  แทนที่เสียเงินไปแล้วจะมาคร่ำครวญเสียใจ ควรมองเหตุการณ์นี้ว่า คือการส่งสัญณาณเตือนว่าต่อไปเราจะต้อง เจอหนักกว่านี้ คือต้องสูญหมดทุกอย่าง จะเห็นได้ว่าการเจริญมรณสตินั้นทำได้ทุกวันและวันละหลายครั้ง   นี้เป็นการเตรียมตัวตายที่เราควรทำเป็นประจำ

นายวิชิต แก่นกำจร  ปุจฉา:  เราได้พบหนังสือเล่มหนึ่งนานมาแล้วพูดถึงเรื่องปฎิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอและพระอาจารย์ก็ได้แสดงปาฐกถาธรรมเรื่องหนึ่งที่จะคล้ายๆ กัน พระอาจารย์ได้แสดงธรรมในหัวข้อว่า “อยู่กับปัจจุบันแล้วทำให้เป็น” คำว่าอยู่กับปัจจุบันแล้วทำให้เป็น ผมก็อยู่กับปัจจุบันแล้วยังทำไม่เป็นอีกหรือ และทำอย่างไรที่จะอยู่ให้เป็น ขอให้พระอาจารย์ช่วยตอบคำถามนี้ด้วยครับ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล  วิสัชนา:  อยู่กับปัจจุบัน คือ ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น  บ่อยครั้งตัวอยู่นี่ แต่ใจไม่รู้ไปไหน ไปหาลูก หรือนึกถึงเงินที่หาย หรือนึกถ่งโทรศัพท์ที่ถูกขโมยไป อันนี้แสดงเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันแล้ว อยู่กับปัจจุบัน คือตัวอยู่ไหน ใจก็อยู่นั่น หรือว่าทำอะไร ใจก็จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น  คนส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้คือ เวลาทำงานใจก็นึกถึงลูก แต่เวลาอยู่กับลูกใจก็นึกถึงงาน เวลานอนก็คิดถึงงาน เวลาทำงานก็ง่วงนอน แบบนี้เป็นกันเยอะมาก นี่คือการไม่อยู่กับปัจจุบัน 

คนทุกวันนี้เป็นทุกข์เพราะเหตุนี้เยอะมาก ถ้าเป็นแบบนี้ เวลาทำงาน  งานก็ออกมาไม่ดีเพราะใจอยู่กับลูก ทำงานแล้วทุกข์ พองานออกมาก็ไม่ดีคนก็ทุกข์ ครั้นเวลาอยู่กับลูกก็ไม่ให้เวลากับลูกเต็มที่ เพราะใจมัวคิดถึงงาน พอคิดถึงงานก็กังวล  เครียด บางทีก็เผลอระบายอารมณ์ใส่ลูก กลายเป็นว่านอกจากมีเวลาอยู่กับลูกน้อยอยู่แล้ว ยังทำให้ลูกเป็นทุกข์เสียอีก เพราะอะไร เพราะใจไม่อยู่กับลูก ใจมัวคิดถึงงาน

ถ้าเราอยู่กับปัจจุบันเป็น จะช่วยลดความทุกข์ได้มาก และทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น ไม่ว่าอยู่กับใคร เช่น อยู่กับลูก ก็มีความสุข อยู่กับภรรยาอยู่กับสามี ก็มีความสุข อันนี้คือความหมายของคำว่าอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งต้องอาศัยสติ สติกับความตื่นเป็นเรื่องเดียวกัน ที่คุณพูดถึง “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” ตื่นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตื่นจากหลับ หรือเปิดตาอย่างเดียว แต่หมายถึงใจก็ตื่นด้วย คือมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  ที่รู้สึกตัวเพราะใจอยู่กับเนื้อกับตัว  นั่นคืออยู่กับปัจจุบัน  จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีสติ  เวลาใจลอยไปอดีตหรืออนาคต ก็มีสติรู้ทัน พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หรืออยู่กับเนื้อกับตัว

อยู่กับปัจจุบัน  เป็นการอยู่แบบไม่ยึดนะ หมายความว่า รับรู้อะไรที่เป็นปัจจุบันก็ไม่ยึดสิ่งนั้น เช่น ขณะที่กำลังฟังคำบรรยาย เกิดมีเสียงโทรศัพท์ดังกลางห้องประชุม ถ้าใจเราจดจ่อกับเสียงโทรศัพท์  ปักตรึงอยู่กับเสียงโทรศัพท์ เราจะไม่พอใจ เพราะว่าฟังคำบรรยายไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว ใจจะรู้สึกหงุดหงิดว่า โทรศัพท์ของใคร ทำไมไม่ปิดเสียงโทรศัพท์ ยิ่งจดจ่อหรือยึดติดอยู่กับเสียงโทรศัพท์ เสียงนั้นก็ยิ่งดังในความรู้สึกของเรา ทำให้หงุดหงิดและเครียดมากขึ้น  สิ่งที่ควรทำคือปล่อยวางเสียงนั้น

พระพุทธเจ้าสอนว่าอยู่กับปัจจุบันจริง แต่ก็อย่ายึดติดกับปัจจุบัน เวลาคุณปวด คุณเมื่อย ความปวดความเมื่อยก็เป็นปัจจุบัน แต่ถ้าใจปักตรึงอยู่ที่ความปวด ความเมื่อย ใจยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่เลย ท่านจึงสอนว่าเมื่อปวด ก็เห็นความปวด อย่ายึดความปวดนั้น  หรืออย่าเป็นผู้ปวด อันนี้ต้องอาศัยสติ เพราะฉะนั้นอยู่กับปัจจุบันไม่ได้แปลว่าต้องยึดปัจจุบัน ท่านสอนให้ปล่อยวางทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ปล่อยในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ปล่อยปละละเลย แต่หมายความว่าใจไม่ยึดติดถือมั่น   แต่ว่ายังทำหน้าที่ที่ควรทำอยู่

นายปรีชา เซ่งไพเราะห์  ปุจฉา:  ปกติพระที่อยู่ในวัดแต่ละวันนอนน้อย ท่านจะนอนดึกและก็ตื่นแต่เช้า แต่ในลักษณะของฆราวาสเวลาทำงานและกลับไปที่บ้านแล้วจะง่วงมากครับ และทำให้สามารถไม่นอนดึกได้ และเวลานอนไปแล้วก็จะตื่นสาย จะแก้นิวรณ์ ๕ ข้อที่ ๔ ได้อย่างไรครับพระอาจารย์

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนา: ส่วนหนึ่งอยู่ที่การใช้ชีวิตเป็นระบบหรือเป็นเวลา เช่น นอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการที่จิตผ่อนคลาย  สาเหตุที่ผู้คนมีปัญหาการนอนก็เพราะเครียดจากการทำงาน และที่เครียดจากการทำงานส่วนใหญ่ก็เพราะใจไม่อยู่กับปัจจุบัน กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เวลาทำงานใจ แทนที่จะอยู่กับงานที่กำลังทำอยู่ กลับนึกถึงงานอื่นที่ยังค้างอยู่ ใจก็กังวลแล้ว เกิดความเครียดขึ้นมา

ความเครียดจากการทำงานเป็นตัวบั่นทอนจิตใจและร่างกาย ทำให้เหนื่อยได้ง่าย บางทีใช้แรงกายทั้งวัน เช่น ยกของ จัดสวน จัดดอกไม้ ยังไม่เหนื่อยเท่ากับทำงานใช้ความคิดอยู่ในห้อง เพราะว่าพอใช้ความคิดแล้วก็เครียดง่าย มีความกังวลเนื่องจากใจไม่อยู่กับปัจจุบัน อาตมาจึงพูดเมื่อกี้ว่า ถ้าเราฝึกสติอยู่เสมอ ให้ใจอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับงานที่เราทำ เราก็จะเครียดน้อยลง  เวลากังวลเรื่องอะไร ก็รู้ทัน แล้ววางมันลงเสีย  เพราะคิดไปก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้เราเครียดน้อยลง กังวลน้อยลง ช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น

 นางลัดดาวัลย์ สินธุรักษ์ อัยการพิเศษฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์: ขณะนี้ก็เป็นเวลา ๑๖.๐๐ น. พระอาจารย์ก็จะไปธุระทางอื่น ก็อยากจะเรียนให้ท่านที่ร่วมทำบุญและก็ฟังธรรมกับท่านในครั้งนี้ว่าวันนี้พวกเราทุกคนได้มีการร่วมทำบุญเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น ๒๕,๑๐๐ บาท และก็จะมีเพิ่มเติมขึ้นอีก ก็จะได้ถวายแด่พระอาจารย์ โดยจะโอนเงินเข้าโครงการวนาพิทักษ์ภูหลง ธนาคารกสิกรไทย สาขาแก้งคร้อ ตามที่พระอาจารย์จะได้นำไปใช้

นายวิชิต แก่นกำจร : สำหรับวันนี้ก็เป็นเวลาที่เราจะต้องจากกัน วันนี้พระอาจารย์ได้แสดงธรรมในหัวข้อ “ธรรมะสำหรับข้าราชการ” ก็เกือบจะไม่ต้องสรุปเลย ก็ได้พูดถึง ๗ เรื่อง เรื่องแรกพระอาจารย์พูดถึงเรื่องเบญจธรรมในการที่จะเป็นข้าราชการที่ดี พระอาจารย์ได้พูดถึงเรื่องวาทะธรรมในยุครักในหลวง แต่ความเป็นจริงแล้วรักในหลวงจริงหรือไม่ เป็นข้อสงสัยที่พระอาจารย์ได้ตั้งข้อสงสัยให้พวกเราพิจารณา พระอาจารย์ได้นำธรรมะของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก ที่อยุธยา เรื่องรวยหรือซวย อันนี้เป็นเรื่องธรรมดาแต่ทำให้เราจำแม่น ได้พูดถึงเรื่องทับทิมที่หายของคุณยาย ได้พูดถึงเรื่องเป้าหมายของชีวิตที่ไม่หลงในเงินทอง ส่วนเรื่องที่ ๔ ในเรื่องของกามสุข และก็พูดให้เห็นของเราว่าสุขที่แท้เกิดจากความสงบ สุขที่เกิดจากจิตของเราเป็นสมาธิ สุขที่เกิดจากการไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น และแต่ละเรื่องที่อาจารย์ได้แสดงธรรมให้พวกเรานี้คงจะจดจำไปอีกนาน

อีกอันหนึ่งที่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเป็นเรื่องเล่า  ท่านได้เล่าให้ถึงนักเล่นหุ้น กำไรถึงสิบล้านแล้วก็ยังไม่มีความสุข ชาวญี่ปุ่นซึ่งเกิดมาไม่มีแขนขา แต่กลับว่ามีความสุขมาก อันนี้เป็นข้อเปรียบเทียบที่ทำให้เราตั้งสติเตือนใจพวกเรา ส่วนข้อที่ ๖ เห็นว่าพระอาจารย์ให้เราได้ดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายโดยไม่หวังรางวัลเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ไม่อิงวัตถุและก็มีความสุขอยู่ภายในของตัวเราเองให้พวกเราระวังอำนาจที่มันเปลี่ยนไป ขณะที่พวกเราถืออำนาจ อำนาจอาจจะเปลี่ยนเป็นทรัพย์สิน เปลี่ยนเป็นเงินทอง เปลี่ยนเป็นความไม่ยุติธรรมได้ พระอาจารย์ได้แสดงความรู้เท่าทันต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

สุดท้ายก็เห็นว่าพระอาจารย์ได้ฝากไว้สำคัญอย่างยิ่งกับการเป็นพนักงานงานอัยการหรือข้าราชการที่อยู่ในสำนักงานอัยการสูงสุดก็คือความเป็นมืออาชีพ การเป็นมืออาชีพคือจะต้องไม่ยึดถือในตัวตนเป็นใหญ่ ไม่เอาหน้าที่ที่ตัวเองทำเป็นใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงที่พระอาจารย์ได้กรุณาแสดงธรรมให้พวกเรานี้ คิดว่าเป็นธรรมะที่เรานำไปปฏิบัติสำหรับการเป็นข้าราชการที่ดี เราได้มีโอกาสภาวนาตามแนวทางพระอาจารย์และฟังธรรมกับพระอาจารย์และร่วมทำบุญกับพระอาจารย์ด้วย ทั้งหลายทั้งปวงเช่นเดียวกันนี้คงจะเป็นพลวปัจจัยให้พวกเราเอาไปสู่ในทางที่ดีๆ ก็จะเกิดในชาติภพใด หรือจะทำงานสิ่งใดก็ขอให้เจอแต่คนดีๆ ก็ขอขอบคุณพระอาจารย์มากครับ

----------------------------------------------------------------


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved