กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > คำกล่าวเปิดงานพุทธชยันตีสังฆะเพื่อสังคม
กลับหน้าแรก
ประเภท : หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความ(หรือบทสัมภาษณ์,อภิปราย)ไปลง 

คำกล่าวเปิดงานพุทธชยันตีสังฆะเพื่อสังคม
พระไพศาล วิสาโล

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ
พุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ๒๕๕๗

แบ่งปันบน facebook Share   

 

 ขออนุโมทนาเครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม ที่จัดการประชุมสัมมนาครั้งนี้ขึ้น โดยปรารภโอกาสที่เป็นวาระสำคัญของชาวพุทธทั้งมวล คือ ปีพุทธชยันตี ครบ ๒,๖๐๐ ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ในวาระเช่นนี้ ควรที่เราจะได้ระลึกถึงความเสียสละ ความอุทิศตนของชาวพุทธ พุทธบริษัททั้งหลาย ที่ได้ทำให้พระพุทธศาสนายั่งยืนสืบต่อมาจนครบ ๒๖ ศตวรรษ นับเป็นโอกาสที่เราจะได้เฉลิมฉลองความมั่นคงยั่งยืนของพระพุทธศาสนา ในเวลาเดียวกันก็ควรใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาว่า พระพุทธศาสนาจะสืบต่อยั่งยืน ไปถึงคนรุ่นหลังได้อย่างไร 

การที่เครือข่ายพุทธชยันตี จัดการประชุมเพื่อแสวงหาแนวทางของพระสงฆ์ ที่มีความห่วงใย ในปัญหาความเป็นไปของชุมชน  ที่เรียกว่า พระสงฆ์นักพัฒนานั้น นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญควรทำอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้ บทบาทของพระสงฆ์ในฐานะที่เป็นสถาบันนั้นลดน้อยถอยลงไปมาก  พระสงฆ์ไม่สามารถเป็นศูนย์กลางของชุมชนดังแต่ก่อนได้

บทบาทของพระสงฆ์ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะพระสงฆ์เป็นแกนกลางของพุทธบริษัททั้ง ๔ ที่ช่วยให้การบำเพ็ญประโยชน์ การปฏิบัติ การเผยแผ่คำสอนเป็นไปได้อย่างราบรื่น ทุกวันนี้พูดกันหนาหูว่า ศีลธรรมของผู้คนเสื่อมลง เรื่องนี้มีเหตุปัจจัยหลายประการ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้ บทบาทของสถาบันสงฆ์อ่อนแอลงไปมาก เพราะฉะนั้นในโอกาสที่เรามาระลึกถึง ความเจริญยั่งยืนของพระพุทธศาสนาครบ ๒๖ ศตวรรษ เราควรมองไปข้างหน้า และพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป สิ่งสำคัญอย่างยิ่ง คือ การทำให้สถาบันสงฆ์มีบทบาทอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามบทบาทของสถาบันสงฆ์ในสมัยใหม่ เป็นเรื่องที่ซับซ้อน การจำกัดบทบาทของท่านให้อยู่เพียงแค่การสอนและการเผยแผ่พระธรรมเท่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ ท่านควรมีบทบาททางอื่นด้วย ในบางด้านอาจจะเป็นบทบาททางโลก เช่น การสงเคราะห์ผู้ที่ทุกข์ยาก การอนุรักษ์ธรรมชาติ การพัฒนาชุมชน บทบาทเหล่านี้แม้ไม่ได้มีมาในสมัยพุทธกาลก็จริง พระสงฆ์สมัยก่อน ท่านทำงานด้านการศึกษา ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่ธรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาผ่านไป เมื่อพระสงฆ์เป็นที่ยอมรับทางสังคม จนกลายเป็นผู้นำชุมชน  ท่านไม่ใช่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำทางโลกด้วย อันนี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับสถาบันสงฆ์ โดยเฉพาะในเมืองไทย

ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา พระสงฆ์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้สละชีวิตทางโลกเพื่อมาศึกษาปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ว่าท่านยังสงเคราะห์ชาวโลก เกื้อกูลชาวบ้าน เราจะพบว่าวัดเป็นทุกอย่างของชุมชน เป็นโรงเรียน สถานพยาบาล พิพิธภัณฑ์ สถานสงเคราะห์ผู้คน ว่าจำเพาะเรื่องการศึกษา กุลบุตร กุลธิดา ไม่ได้มาเรียนธรรมะจากวัดเท่านั้น แต่ยังมาเรียนวิชาทางโลก เช่น อ่านออกเขียนได้ หรือวิชาช่าง

สมัยก่อนเป็นที่รู้กันว่า วัดเป็นศูนย์รวมศิลปะวิทยานานาชนิด   ในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นที่รู้กันว่า นอกจากวังแล้ว  ยังมีวัดมหาธาตุที่มีความสามารถทางศิลปวัฒนธรรมคู่เคียงกับวัง เพราะพระมีความรู้วิชาช่างมาก รวมทั้งวิชาสมุนไพร ตลอดจนการดูแลสุขภาพ แม้แต่เรื่องพิชัยสงครามพระท่านก็มีความรู้อยู่ไม่ใช่น้อย  อันนี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า สมัยก่อนพระท่านมีบทบาทและมีความรู้ทางโลก รู้เรื่องเทคโนโลยี ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต อันนี้คือความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้

เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่า พระในสมัยก่อนมีบทบาทแต่ในทางธรรม ที่จริงท่านยังเป็นผู้นำในทางโลก ในบางชุมชนที่ไกลจากการปกครองของบ้านเมือง พระยังเป็นเหมือนกับผู้นำชาวบ้าน อย่างเช่น หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ เมื่อสามสิบปีก่อน ท่านช่วยไกล่เกลี่ย ระงับการวิวาทบาดหมางในชุมชนบนหลังเขา เพราะผู้ใหญ่บ้านก็ไม่มี หน่วยงานราชการก็ไปไม่ถึง

นั่นคือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยก่อน บทบาททางโลกกับบทบาททางธรรมไม่ได้แยกออกจากกันเลย มันเพิ่งมาเกิดความเปลี่ยนแปลงเมื่อ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อบทบาททางสังคมหรือบทบาททางโลกได้ถูกดึงออกจากวัด มีการสร้างโรงเรียนขึ้น ทำให้วัดหมดบทบาทในการให้การศึกษาแก่กุลบตร มีโรงพยาบาลก็ทำให้บทบาทด้านการรักษาพยาบาลของพระสูญไป ความรู้ทางสมุนไพรก็ค่อยๆ หายไป สถานสงเคราะห์ สถานบันเทิงก็ดี มีขึ้นมาโดยแยกออกจากวัด ทำให้พระมีบทบาทแต่เพียงด้านธรรมะและพิธีกรรม  ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่ปัจจุบัน เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมในชนบทก็ดี หรือแม้กระทั่งในเมืองก็ดี มีผู้ตกทุกข์ได้ยากมาก อันนี้เป็นเหตุให้พระจำนวนไม่น้อยไม่อาจอยู่เฉยได้ ด้วยความเมตตากรุณาท่านจึงเป็นผู้นำในการชักนำชาวบ้านให้พ้นจากทุกข์  นี้เป็นบทบาทที่เกิดจากความบกพร่องจากฝ่ายรัฐ ทำให้พระสงฆ์เป็นผู้นำในการพัฒนาชนบท

บทบาทเหล่านี้ที่จริงไม่ใช่หน้าที่หลักของท่านก็จริง แต่การที่ท่านขึ้นมาทำงานด้านนี้อย่างเต็มกำลัง ในแง่หนึ่ง คือการเป็นแบบอย่างของเมตตาธรรม  บางครั้งการสอนธรรม เผยแผ่ธรรม เพียงแค่พูดแค่สอนด้วยคำพูดย่อมไม่เพียงพอ ต้องแสดงให้เป็นแบบอย่างด้วย เช่น เสียสละช่วยเหลือชาวบ้าน ในเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากทางเศรษฐกิจ  ผู้คนมักมองว่านี้เป็นบทบาททางโลก แต่นี้ยังเป็นการขับเคลื่อนในทางธรรม ทำให้ผู้คนซาบซึ้งในกรุณา เมตตาธรรมของท่าน  จึงน่าจะถือเป็นบทบาทในทางธรรมด้วย เป็นสิ่งสำคัญทางพุทธศาสนา ดังที่มีพุทธศาสนสุภาษิตว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” นี้คือเป็นเหตุผลประการสำคัญที่ทำให้พระสงฆ์ทำงานในลักษณะที่ปัจจุบันเรียกว่าพระนักพัฒนา ที่จริงมีหลายท่านทำงานดังกล่าวเพราะเห็นชาวบ้านประสบความทุกข์ยาก ท่านไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ จึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง

ที่เราไม่ควรมองข้ามก็คือ การทำเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านกับวัด กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง ไม่เช่นนั้น พระกับชาวบ้านก็จะเหินห่างกัน ดังที่เห็นในสังคมเมือง พระท่านไม่ได้มีบทบาทอะไรแล้ว นอกจากบทบาททางพิธีกรรม การช่วยชาวบ้านมองในแง่หนึ่งก็คือ การปรับตัวของพระสงฆ์ เพื่อเข้าไปใกล้ชิดกับชาวบ้าน เมื่อเข้าไปใกล้ชิดแล้ว โอกาสที่จะสอนธรรมแก่ชาวบ้าน  สอนทาน ศีล และต่อมาก็ภาวนาก็มีเพิ่มขึ้น สมัยนี้ถ้าจะรอให้ชาวบ้านเข้ามาหาพระเป็นเรื่องยาก แม้กระทั่งในชนบท ชาวบ้านก็ไม่ค่อยเข้าวัดแล้ว ยกเว้นในเวลามีพิธีกรรม ความสำเร็จของพระสงฆ์เถรวาทในอดีต มองในแง่หนึ่งก็เป็นจุดอ่อน  ความสำเร็จของพระสงฆ์ที่ว่าก็คือการเป็นศูนย์กลางของชุมชน สามารถดึงดูดให้ผู้คนเข้าวัด เนื่องจากพระท่านมีทุกอย่างที่จะสงเคราะห์ชาวบ้าน  ท่านจึงไม่ต้องออกไปหาชาวบ้าน แต่รอให้ชาวบ้านเข้ามาหาท่านอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้ ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าวัด  ท่านจึงไม่มีโอกาสสอนหรือเผยแพร่ธรรมะให้แก่ชาวบ้านเหมือนแต่ก่อน

ด้วยอำนาจแห่งกรุณาและเมตตาธรรมซึ่งมีอยู่ในจิตใจของท่าน ท่านอาจจะต้องออกมาหาชาวบ้าน เราควรจะมองว่าการที่ท่านทำงานสงเคราะห์ชาวบ้าน เป็นการทำให้ญาติโยมได้ใกล้ชิดกับพระ เราจะมองอีกแง่หนึ่งก็ได้ว่า กิจกรรมเหล่านี้เป็นสื่อที่ทำให้ชาวบ้านได้เข้าถึงธรรม เพราะว่าเมื่อใกล้ชิดกับพระแล้วก็สามารถเข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้น อันนี้ก็คงไม่ต่างจากพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่ใช้วัตถุมงคล หรือความสามารถทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็นสื่อ ให้คนเข้าหาธรรมะ เราต้องยอมรับว่าการดึงคนเข้าหาธรรมะมีหลายวิธี กิจกรรมทางสังคม ที่พระเป็นผู้ริเริ่มก็เป็นวิธีหนึ่งที่ดึงให้คนเข้าหาธรรมะได้

บทบาทของพระสงฆ์นักพัฒนายังมีความสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่วยในทางส่งเสริมธรรมะ  ทั้งนี้เนื่องจากพระพุทธศาสนาเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม  กล่าวคือ การที่ธรรมะจะเจริญงอกงามในใจ และผู้คนมีศีลธรรมได้นั้น สิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคม สิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ  ดังที่มีตรัสไว้ในพระสูตรที่เรียกว่า กูฏทันตสูตร  กล่าวคือมีเมืองหนึ่งซึ่งมีโจรมากมาย จนกระทั่งพระราชาคิดจะใช้กำลังในการปราบปรามโจรให้หมดไป แต่พราหมณ์ปุโรหิตกล่าวว่า วิธีนั้นจะไม่ช่วยแก้ปัญหา กลับทำให้อาชญากรรมแพร่ระบาดมากขึ้น พราหมณ์แนะนำว่า พระราชาควรใช้วิธีใหม่ คือ ให้เงินทุน แก่พ่อค้าอย่างทั่วถึง เพื่อมีเงินลงทุนทำการค้าขาย  ให้พันธุ์พืชแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อทำไร่ ทำนาได้อย่างสะดวก และก็ให้เบี้ยหวัดแก่ข้าราชการ อำมาตย์ จะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เมื่อพระราชาทำตามก็ปรากฎว่า นอกจากฐานะชาวบ้านชาวเมืองจะดีขึ้นแล้ว โจรก็หายไป ผู้คนอยู่กันได้อย่างสงบสุข

สิ่งที่น่าคิดก็คือพราหมณ์ไม่ได้แนะนำว่า ให้เผยแผ่ธรรม หรือเทศนาสั่งสอนผู้คนให้มีศีลธรรมมากขึ้น แต่การที่ผู้คนมีศีลธรรมจนขโมยลดลง เป็นเพราะปัจจัยเศรษฐกิจที่ทำให้ชาวบ้านทำมาหากินได้สะดวก ไม่อัตคัตขาดแคลน  เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ศีลธรรมของผู้คนสัมพันธ์กับการจัดสรรทรัพยากร หรือพูดให้กว้างก็คือ เราสามารถอาศัยปัจจัยทางสังคม  ทางเศรษฐกิจมาพัฒนาศีลธรรมของผู้คน  การที่มีองค์กรต่าง ๆ พยายามช่วยชาวบ้านให้มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพดีขึ้นก็มีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดศีลธรรมงอกงามขึ้นในใจของผู้คน และในชุมชนหรือสังคมได้

แม้แต่นักปฏิบัติธรรมก็ไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของสัปปายะ หรือความสะดวกเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย  อากาศ อาหาร   มีความสัมพันธ์ระหว่างธรรมะในใจกับสิ่งแวดล้อม หรือสภาพความเป็นอยู่ทางกายภาพด้วย เราไม่ควรมองว่า การพัฒนาวัตถุและการส่งเสริมศีลธรรมเป็นเรื่องแยกขาดจากกัน และนี่คือสิ่งที่พระสงฆ์นักพัฒนา มีความสำคัญในแง่ที่จะช่วยสร้างปัจจัยให้เกิดความเจริญงอกงามทางศีลธรรมในชีวิตของผู้คนได้

ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราพบว่า มีความสัมพันธ์กันมากระหว่างการที่ศาสนามีบทบาทในทางโลกและการส่งเสริมให้ผู้คนมีศรัทธาในศาสนามากขึ้น   ไม่ว่าในอเมริกาในยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเซีย องค์กรทางศาสนาเข้ามาใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เช่น สงเคราะห์ด้านการศึกษา ด้านพยาบาล ด้านฝึกอาชีพเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้คน ปรากฏว่า บทบาทเหล่านี้มีส่วนทำให้ศาสนาฟื้นฟูขึ้น ไม่ว่าศาสนานั้นจะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธก็เช่นเดียวกัน เราสามารถทำให้เจริญงอกงามได้ด้วยการที่พระสงฆ์มีบทบาทในการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องทางโลก แต่ก็มีผลในทางธรรมด้วย

การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา เราไม่ควรมองว่า เป็นเรื่องของการฝึกจิตฝึกใจเพียงอย่างเดียว คำว่า “พุทธศาสนา”จะมี ๒ มิติ เสมอ คือ ด้านกว้าง และด้านลึก  ด้านลึกคือการฝึกจิตใจ ให้มองเห็นจิตอย่างลึกซึ้ง รวมไปถึงการเห็นความจริงที่ลึกซึ้งนั่นก็คือ พระไตรลักษณ์  โดยเฉพาะ “อนัตตา” คือ ความว่าง ไม่มีตัวตน การที่เราจะเห็นความจริงที่ลึกซึ้ง ต้องอาศัยการทำสมาธิภาวนา โดยเฉพาะวิปัสสนา แต่พระพุทธศาสนาไม่ได้มีเท่านี้ พระพุทธศาสนายังช่วยเติมความกว้างให้แก่จิตใจของเรา ก็คือ มีจิตใจที่กว้างขวาง  มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่  ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วย

ศาสนาพุทธ ถ้าหากว่ามีแต่มิติเดียว คือ มีแต่เรื่องของการเจริญสติ สมาธิเพื่อให้เข้าถึงความจริงที่ลึกซึ้ง แต่ว่าไม่มีการส่งเสริมให้ผู้คนไปช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือขาดเมตตากรุณา ก็เรียกว่า เป็นศาสนาที่ไม่ครบถ้วน เพราะแม้แต่องค์คุณของพระพุทธเจ้าก็ประกอบด้วย พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ พระปัญญาคุณ คือ ความสามารถในการเห็นความจริงที่ลึกซึ้งที่สุด จนกระทั่งรู้ว่า แม้กระทั่งกายและใจ ก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ส่วนพระกรุณาคุณนั้น เป็นเรื่องของการทำให้จิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสัตว์ สรรพชีวิต มีความเมตตากรุณาไม่มีประมาณ

ดังนั้นพระสงฆ์นักพัฒนาที่มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม นับว่าได้ช่วยเติมมิติด้านกว้างให้กับพระพุทธศาสนา ไม่ให้พระพุทธศาสนามีแต่ด้านลึกเท่านั้น  พูดง่ายๆ ว่าเป็นการเติมมิติทางสังคมให้กับพระพุทธศาสนา ไม่ใช่มีแต่มิติด้านจิตวิญญาณ พระพุทธศาสนานั้น มี ๒ มิติเสมอ คือ มิติด้านจิตใจ และมิติด้านสังคม บางทีเราก็ใช้คำว่า “ธรรมวินัย” ธรรมะ เป็นเรื่องการทำความลึกซึ้งให้จิตใจ อันนี้พูดรวมๆ แต่ที่จริงธรรมะก็เป็นเรื่องการเติมความกว้างให้กับชีวิตจิตใจด้วย แต่อีกส่วนก็มีคำว่า “วินัย” ก็คือ  ระเบียบชีวิต ระบบสังคม นี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธเราไม่ควรมองข้าม

การที่เราจะทำให้ผู้คนมีธรรมะมากขึ้น มีศีลธรรมจิตใจ เราจะสอนธรรมะอย่างเดียวไม่พอ เราต้องสร้างระเบียบชีวิต ระบบสังคมที่เกื้อกูล ระบบที่ว่าไม่ได้หมายความเฉพาะระบบการศึกษาเท่านั้น  แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจ  การเมือง ระบบนิติธรรม ระบบสื่อสารมวลชน ระบบธรรมชาติ  ระบบเหล่านี้จัดว่าเป็นเรื่องวินัย ซึ่งเป็นประเด็นที่พระสงฆ์นักพัฒนาควรจะพิจารณาด้วย 

พร้อมกันนี้ก็อยากจะกล่าวเพิ่มเติมว่า ในเมื่อพระสงฆ์นักพัฒนาทำงาน เพื่อช่วยให้เกิดความเจริญในทางวัตถุ หรือในด้านความเป็นอยู่ ในด้านสิ่งแวดล้อม ก็ควรจะใช้กิจกรรมเหล่านี้เป็นสื่อในการพัฒนาด้านจิตใจ ตามหลักพุทธศาสนาที่เรียกว่า “ภาวนา ๔” 

กายภาวนา ได้แก่ การที่ร่างกายไม่มีความเจ็บป่วย ไม่หิวโหย ไม่มีความล้นเกิดจนเจ็บป่วย ศีลภาวนา  คือการทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดี เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่มีการดูถูกเกลียดชังเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว วัฒนธรรม สิ่งที่พระสงฆ์นักพัฒนาจำนวนมากทำ มักจะอยู่ในสองด้านนี้ คือ ทำให้เกิดกายภาวนา และศีลภาวนา แต่ว่าภารกิจของท่านจะไม่ครบถ้วนเลย ถ้าหากว่าละเลยอีกสองประการคือ จิตภาวนา และปัญญาภาวนา

อันนี้เป็นภารกิจของพระนักพัฒนา  เมื่อทำให้ชาวบ้านเมื่อมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว มีป่าชุมชนที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม ต่อวิถีชาวบ้านแล้ว ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อชาวบ้านไม่มีหนีสิ้นแล้ว ก็ควรช่วยให้ชาวบ้านมีความรักความสามัคคีกัน และมีความเจริญงอกงามทางจิตใจ มีความเมตตากรุณา มีความสันโดษ มีความพอเพียง ไม่ยึดติดวัตถุนิยม ไม่หลงคิดว่าความสุขเกิดจากวัตถุ  อีกทั้งยังพัฒนาไปสู่ปัญญาภาวนา ถ้าพระสงฆ์นักพัฒนาหยุด หรือว่าไม่สามารถก้าวเลยไปสู่  จิตภาวนา ปัญญาภาวนา ก็เรียกว่ายังทำภารกิจในฐานะพระสงฆ์ไม่ครบถ้วน

เมื่อพูดถึง จิตภาวนา ปัญญาภาวนา พระสงฆ์จะช่วยให้ชาวบ้าน เกิดภาวนาทั้งสองประการได้พระสงฆ์เองก็ต้องเป็นแบบอย่างด้วย คือทำให้ จิตภาวนา ปัญญาภาวนา เกิดขึ้นกับตัวท่านเองด้วย เพราะฉะนั้นในขณะที่พระสงฆ์ทำงานพัฒนา ชักชวนชาวบ้านมาร่วมกันพัฒนาชุมชน ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตน ท่านต้องมีเวลาในการเจริญสมาธิภาวนาของตัวท่านเองด้วย เพื่อให้เกิดความสงบเย็น เพื่อให้เกิดความสุขภายในเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงการทำงานของท่าน   อันนี้ก็จะทำให้ชีวิตท่านครบถ้วน สมบูรณ์ อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวว่า ชีวิตที่ดี คือ “ชีวิตที่สงบเย็น เป็นประโยชน์” 

สงบเย็นเป็นเรื่องของใจ เป็นประโยชน์ เป็นเรื่องการทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ พระสงฆ์นักพัฒนาโดยชื่อ เน้นเรื่องของการบำเพ็ญประโยชน์ แต่ว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ เมื่อบำเพ็ญประโยชน์แล้วต้องมีความสงบเย็นด้วย ไม่ใช่ว่าทำด้วยความทุกข์ อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ชาวพุทธเราควรมีทั้งสองมิติ ผู้ที่เป็นนักปฏิบัติธรรมมุ่งความสงบเย็นในจิตใจก็อย่าลืมทำประโยชน์ให้สังคม มีความเมตตากรุณา ส่วนพระสงฆ์นักพัฒนา ทำเพื่อส่วนร่วมก็อย่าลืมทำความสงบเย็นให้กับจิตใจด้วย

เมื่อท่านพบความสงบเย็นอันเนื่องมาจากสมาธิภาวนาแล้ว การที่ท่านจะชักชวนชาวบ้านให้เกิดจิตภาวนา ปัญญาภาวนา ก็เป็นไปได้  ประเด็นนี้ผมอยากจะฝากเอาไว้ให้ท่านได้ นำไปใคร่ครวญ พิจารณา และต่อยอด เพื่อให้การทำงานเพื่อสังคม หรือชักชวนชาวบ้านเข้ามาทำกิจกรรมในทางโลกนี้ เป็นสื่อกลางให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจ คือเกิดจิตภาวนา และปัญญาภาวนาด้วย   กิจกรรมสองอย่างนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แยกกัน ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดย้ำเสมอว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ข้อความนี้มีความหมายทั้งต่อพระนักพัฒนาและคนทำงานด้วย

แม้จะทำงานทางโลก แต่ถ้าวางใจให้เป็น ก็เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการฝึกจิตฝึกใจไปด้วย เรียกว่าได้สองอย่างในกิจกรรมเดียว กินข้าวไม่ได้เพียงแค่ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีเท่านั้น ถ้าเรากินข่าวอย่างมีสติ จิตใจเราก็จะงอกงามด้วย เรียกว่า ทำอย่างเดียวได้สองอย่าง  เวลาเราหายใจเราไม่ได้เอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายเท่านั้น ถ้าเราหายใจเป็นเราก็นำความสงบไปหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย สิ่งที่ดูเหมือนกับว่า เป็นประโยชน์ในทางโลก เป็นประโยชน์ในทางวัตถุ เป็นประโยชน์ในทางสุขภาพกาย มันสามารถส่งเสริมสุขภาพใจ ทำให้เกิดความเจริญงอกงามในจิตใจได้ด้วย  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ให้ทุกท่านพิจารณา  

ขอให้การประชุมสัมมนาของเครือข่ายพุทธชยันตี สังฆะเพื่อสังคม สำเร็จเสร็จสิ้นด้วยดี ช่วยให้ทุกท่านมีกำลังใจในการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา และเกิดความสามัคคีในการทำให้พระพุทธศาสนาในบ้านเมืองเจริญงอกงามขึ้น มีพลังที่จะเป็นคำตอบให้กับสังคมสมัยใหม่ได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved