กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > บุญวิถีเพื่อชีวิตและสังคม
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ปาฐกถาธรรม ครูองุ่น มาลิก

บุญวิถีเพื่อชีวิตและสังคม

โดย พระไพศาล วิสาโล
สำนักพิมพ์ มูลนิธิไชยวนา
พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๒๕๔๒

 

บทความนี้ปรับปรุงจากการบรรยายของพระไพศาล วิสาโล ในงาน “ดอกไม้กลางใจชน” ณ บ้านสวนองุ่น เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2542 การอ่านข้อเขียนระลึกถึงกัลยาณบุคคลสามารถยังให้เราได้รู้จักคติในชีวิตของบุคคลผู้นั้น และเตือนสติการนำพาชีวิตของเราเองด้วย โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เราไม่อาจพบกัลยาณมิตรได้ง่ายนัก การเล่าสู่กันฟังก็มีน้อยเต็มที หน้ากระดาเพียงไม่กี่หน้าของ “ปาจารยบุคคล” นี้จึงน่าจะให้สติปัญญากับเราได้ไม่มากก็น้อย

พวกเรามาประชุมร่วมกัน ณ ที่นี้เพื่อระลึกถึงอาจารย์องุ่น มาลิก ซึ่งได้ละโลกนี้ไปครบ 9 ปีในวันนี้ ตามประเพณีไทย เมื่อมีการจัดงานรำลึกถึงผู้วายชนม์ เราก็นิยมทำบุญให้ท่านด้วยการเลี้ยงพระ แต่ในวันนี้นอกจากการเลี้ยงพระแล้ว ยังมีการแสดงละครหุ่นและรายการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชน นอกจากจะเป็นการสนองเจตนารมณ์ของอาจารย์องุ่นซึ่งเป็นผู้รักละครหุ่นและอุทิศตนเพื่อเยาวชนแล้ว ยังนับว่าเป็นการทำบุญอีกแบบหนึ่งซึ่งมีคุณค่าเหมาะแก่โลกปัจจุบัน

หลายท่านที่มางานนี้ค่อนข้างจะมีความหลากหลาย แตกต่างทั้งด้านวัย อาชีพ ภูมิหลังการศึกษาและภูมิลำเนา แต่ที่พร้อมใจกันมาร่วมงานวันนี้ได้ก็เพราะมีจุดร่วมประการหนึ่งได้แก่ ความเคารพนับถือและประทับใจในอาจารย์องุ่น อาตมาเชื่อว่าในสำนึกของทุกคน ณ ที่นี้ ภาพที่โดดเด่นที่สุดของอาจารย์องุ่นคือผู้เฒ่าใจดีที่เปี่ยมด้วยอุดมคติ รักความเป็นธรรมอย่างยิ่ง แม้จะชราแต่ก็มี “ไฟ” แห่งการทำงานเพื่อส่วนรวมอีกทั้งยังไม่ถือตัว มีความเป็นกันเองกับคนรุ่นลูก รุ่นหลาน หลายคนประทับใจอาจารย์องุ่นที่ไม่เคยคิดแสวงหาโอกาสหรือผลประโยชน์ คุณสมบัติเช่นนี้เองที่ทำให้เราสามารถจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์บนที่ดินมูลค่านับร้อยล้านบาทซึ่งอาจารย์องุ่นได้มอบเป็นสมบัติของส่วนรวมตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ หลายคนเช่นกันที่ประทับใจอาจารย์องุ่นตรงที่มีชีวิตอย่างเรียบง่าย ดังแสดงให้เห็นจากเสื้อผ้าอันสมถะ อีกไม่น้อยคงนึกไม่ถึงว่าจะได้รู้จักอาจารย์เป็นครั้งแรกในการชุมนุมประท้วง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอาจารย์องุ่นมาก

อาตมาเองจำได้ว่า พบอาจารย์องุ่นเป็นครั้งแรกที่วัดชลประทานรังสฤษฏิ์ราวๆ ปี 2518 รู้สึกสะดุดใจกับเครื่องแต่งกายและความคล่องแคล่วปราดเปรียวของอาจารย์ตั้งแต่ครั้งนั้น แต่ก็ไม่เคยได้คุยกับอาจารย์เลย แม้จะเคยมาที่บ้านซอยทองหล่อเมื่อกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม ได้แต่สดับตรับฟังเรื่องราวของอาจารย์เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเมื่ออาจารย์ย้ายมาอยู่ที่บ้านนี้ในบั้นปลายของชีวิต เรื่องราวเหล่านี้เมื่อปะติดปะต่อกันแล้วก็ได้ภาพของคนที่เสียสละ มีอุดมคติ และมีความ “แรง” ทั้งในด้านความคิดและอารมณ์ความรู้สึก

อาจารย์องุ่นแม้จะเป็นคนที่มีความ “แรง” ในทางการเมือง ถ้าดูจากมาตรฐานของคนทั่วไปซึ่งมักมีความรู้สึกไม่ดีกับการไปชุมนุมประท้วง แต่ในเวลาเดียวกันอาจารย์องุ่นก็เป็นคนธัมมะธัมโมมาก นอกจากชอบเข้าวัดศึกษาธรรมแล้ว ยังใฝ่ในการทำบุญ แต่การทำบุญของอาจารย์นั้นไม่ค่อยเหมือนกับที่คนส่วนใหญ่นิยมกระทำ เราอาจจะไม่ค่อยเห็นอาจารย์องุ่นเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดทอดกฐินผ้าป่าถวายเงินวัด นั่นก็เพราะอาจารย์นิยมทำบุญด้วยการลงมือลงแรงด้วยตนเอง ได้ทราบว่าตอนที่อาจารย์องุ่นบุกเบิกวัดฝายหินที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นั้น อาจารย์องุ่นลงมือขุดดิน ขนหิน ถางหญ้าด้วยตนเอง นอกเหนือจากการบริจาคเงิน

ความจริงแล้ว การทำบุญของอาจารย์องุ่นมิได้จำกัดแค่ทำกับวัดเท่านั้น หากยังขยายทำกับคนอื่นด้วยการตั้งมูลนิธิเพื่อให้การศึกษาและอุปถัมภ์ลูกของกรรมกร การสอนหนังสือและทำหุ่นมือให้เด็ก รวมทั้งการสนับสนุนให้คนอื่นได้ร่วมกันทำความดี เช่น เอื้อเฟื้อให้หมอมาทำการตรวจสุขภาพคนยากคนจน กิจกรรมเหล่านี้ของอาจารย์องุ่นล้วนเรียกว่าเป็นการทำบุญทั้งสิ้น จนแม้แต่การร่วมชุมนุมประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ยากไร้ ก็จัดว่าเป็นการทำบุญเช่นกันตามความหมายในทางพุทธศาสนา

คนจำนวนไม่น้อยคงนึกไม่ออกว่าการกระทำดังกล่าวของอาจารย์องุ่น จะเรียกว่าเป็นการทำบุญได้อย่างไร เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันคำว่า “บุญ” มีความหมายเรียวแคบลงมาก จนกลายเป็นว่าบุญนั้นจะต้องทำกับพระหรือกับวัดเท่านั้น และที่แคบลงไปกว่านั้นก็คือ เข้าใจว่าบุญหมายถึงการบริจาคเงินให้วัด หรือใส่บาตร เลี้ยงพระเท่านั้น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว บุญมีความหมายกว้างกว่านั้นมาก การบริจาคเงินให้วัดหรือเลี้ยงพระจัดว่าเป็นการทำบุญประเภทหนึ่งเท่านั้น คือการให้ทาน (ทานมัย) และการให้ทานที่จัดว่าเป็นบุญนั้น ตามหลักพุทธศาสนาก็มิได้จำกัดว่าจะต้องทำกับพระหรือกับวัดเท่านั้น จะทำกับใคร หากเป็นไปด้วยเมตตา ความปรารถนาดี ก็ถือว่าเป็นบุญทั้งนั้น

บุญนั้นหมายถึงความดี ขึ้นชื่อว่าความดีแล้วไม่ว่าทำกับใคร หรือทำในรูปใด ก็ย่อมเป็นความดีอยู่นั่นเอง ในทางพุทธศาสนา ท่านได้แยกบุญหรือความดีเป็น 10 ประเภทเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ นอกจากการให้ทาน และการรักษาศีลแล้ว ก็ยังมีอีกเช่น การบำเพ็ญประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือช่วยเหลือรับใช้ผู้อื่น (ไวยาวัจมัย) การเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการทำความดี (ปัตติทานมัย) การยินดีในความดีที่ผู้อื่นได้กระทำ (ปัตตานุโมทนามัย) แม้แต่การสดับฟังหรือเล่าเรียนธรรม (ธัมมัสสวนมัย) และการชี้แจงแสดงธรรม (ธรรมเทศนามัย) ก็เป็นการทำบุญด้วยเช่นกัน

ถ้าเราเข้าใจบุญตามความหมายที่แท้จริงของพุทธศาสนาแล้ว จะเห็นได้ว่าอาจารย์องุ่นได้ทำบุญไว้มากมายหลายประการ จะว่าไปเพียงแค่การที่อาจารย์องุ่นได้ปลูกสวน เปิดบ้านให้เป็นที่พักอาศัยของนักกิจกรรม ไม่ว่าที่ซอยทองหล่อหรือที่สวนอัญญา ก็ถือว่าเป็นการทำบุญที่สำคัญอย่างหนึ่ง ดังมีพุทธพจน์รับรองว่า

“ชนเหล่าใด ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน จัดที่บริการน้ำดื่ม และบึงบ่อสระน้ำ ให้ที่พักอาศัย บุญของชนเหล่านั้นย่อมเจริญงอกงาม ทั้งคืนทั้งวันตลอดทุกเวลา”

เห็นได้ว่าบุญในทางพุทธศาสนานั้นคือความดีที่ครอบคลุมทั้งการทำชีวิตให้เจริญงอกงามและการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแก่ส่วนรวม ถ้าเป็นการทำบุญที่แท้จริงแล้ว ย่อมก่อให้เกิดความดีทั้ง 2 ด้านอย่างแยกจากกันไม่ออก แม้ว่าการทำบุญบางประเภทอาจจะดูเหมือนว่าเน้นที่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ก่อให้เกิดอานิสงส์อีกด้านหนึ่งตามมาด้วยเสมอไป อาทิ การให้ทาน ในด้านหนึ่งก็เป็นการแบ่งปันหรือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลผู้อื่น ช่วยให้สังคมเกิดความสงบสุข แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นการลดความตระหนี่ถี่เหนียว และบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นในทรัพย์สมบัติ เท่ากับเป็นการพัฒนาฝึกฝนจิตให้งอกงาม หรือเป็นการชำระจิตให้บริสุทธิ์ สมดังคำแปลของคำว่าบุญในภาบาลี ในทองเดียวกัน การศึกษาเล่าเรียนธรรม ก็มิได้มีผลในทางพัฒนาจิตใจของบุคคลเท่านั้น หากยังช่วยให้สังคมมีความสงบเย็นด้วย เพราะคนที่มีธรรมย่อมนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมอยู่เสมอ อานิสงส์ 2 ด้านของบุญนั้นเห็นได้จากพุทธพจน์ที่ว่า

“คนผู้ใฝ่ประโยชน์ควรศึกษาบุญ ซึ่งมีผลกว้างขวางยิ่งใหญ่ อำนวยสุขให้ คือควรเจริญทาน ควรพัฒนา ความประพฤติที่ชอบธรรม และควรเจริญเมตตาจิตครั้นเจริญธรรม 3 ประการนี้ อันเป็นแหล่งที่ก่อเกิดความสุขแล้ว บัณฑิตย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไร้การเบียดเบียน”

ด้วยเหตุที่บุญมีความหมายครอบคลุมทั้งความดีในระดับบุคคลสังคม พุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญแก่บุญมาก จนกลายเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมพุทธ และกลายเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมไทยในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามการทำบุญในปัจจุบัน นอกจากจะมีความหมายแคบลงแล้ว ยังคลาดเคลื่อนไปจากหลักธรรมในทางพุทธศาสนาด้วย ดังเห็นได้ว่าทุกวันนี้ผู้คนมักจะ “ทำบุญ” โดยหวังผลตอบแทนหรือผลดลบันดาล เช่น ขอให้มั่งมีศรีสุข ได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งหรือสอบไล่ได้ การทำบุญจึงกลายเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ไม่ต่างจากการซื้อหุ้นโดยหวังว่าผลที่ได้รับกลับคืนมาจะเพิ่มเป็น 10 เท่า 100 เท่าของทุนที่ลงไป การทำบุญแบบนี้นอกจากจะเพิ่มความโลภและทำให้งอมืองอเท้า ไม่ขวนขวาย รอพึ่งพิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือแรงดลบันดาลของสิ่งที่ตนเรียกว่าบุญแล้ว ยังมักจะไม่ก่อผลดีแก่ส่วนรวมด้วย เพราะเงินที่ทำบุญนั้นกลับไปกระจุกจมอยู่ไม่กี่แห่ง แทนที่จะกระจายไปเป็นประโยชน์แก่ชุมชน ซ้ำร้ายบางครั้งเงินเหล่านั้นกลับสร้างอาณาจักรหรือเสริมกำลังให้แก่คนที่ประพฤตินอกพระธรรมวินัยด้วย

ที่จริงการหวังผลดลบันดาลจากการทำบุญกับวัดหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมิใช่เรื่องเสียหายเท่าใดนัก หากว่าช่วยให้เกิดกำลังใจในการทำความดีหรือเพียรพยายามต่อไป บางครั้งคนเราก็มองไม่เห็นที่พึ่งอื่น นอกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้นการทำบุญแบบนี้ยังเป็นเรื่องพอทำเนา หากว่าคติการทำบุญในลักษณะอื่นๆ ยังมีอยู่อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการทำบุญด้วยการช่วยเหลือส่วนรวม เช่น การสร้างถนน ทำฝาย รักษาป่า ดูแลแหล่งน้ำ สอนหนังสือ หรือสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น แต่ทุกวันนี้เห็นได้ชัดว่าคติการทำบุญแบบนี้เลือนหายไปมาก จนเหลือแต่การทำบุญชนิดหวังผลตอบแทนแก่ตนเองล้วนๆ ผลก็คือการทำบุญมีความหมายที่เพี้ยนไปหมด

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรื้อฟื้นความหมายที่แท้ของการทำบุญขึ้นมาใหม่ เหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะว่าการทำบุญในปัจจุบันนั้นคลาดเคลื่อนและแคบลงเท่านั้น หากยังเป็นเพราะผู้คนในปัจจุบันกำลังเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นทุกที ต่างคิดถึงแต่ตนเอง ขาดจิตสำนึกต่อส่วนรวม ทัศนคติเช่นนี้นอกจากจะนำไปสู่การเบียดเบียนกันโดยตรงแล้ว ยังทำร้ายกันทางอ้อม โดยการแย่งชิงสมบัติสาธารณะไปเป็นของตนเองหรือผลาญพร่าทรัพยากรส่วนรวมเพื่อสนองประโยชน์ของตน เช่น ตัดไม้ทำลายป่า ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ หรือพ่นพิษใส่อากาศ และที่ทำกันอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นทุกทีก็คือการฉ้อราษฎร์บังหลวง เวลานี้การฉกฉวยเงินส่วนรวมได้แพร่ระบาดลงไปถึงระดับตำบลและหมู่บ้านอย่างชัดเจน

การนับถือเงินเป็นเรื่องใหญ่ไม่เพียงแต่จะทำลายความสงบสุขของสังคมเท่านั้น หากยังกัดกร่อนคุณภาพชีวิตของผู้คนลงไปทุกที ทำให้ผู้คนถูกเผาลนด้วยความอยาก แม้จะขวนขวายดิ้นรนหามาได้เท่าไรก็ไม่เคยสมอยาก เกิดความเครียดรุนแรง จนหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ ความสุขในจิตใจก็เข้าไม่ถึง ส่วนความสุขจากความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือชุมชนก็ไม่พบเพราะเงินและวัตถุได้ทำให้ผู้คนเหินห่างและแปลกแยกจากนั้น

ในปัจจุบัน จิตสำนึกต่อส่วนรวมกำลังเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยให้สังคมมีความสงบสุขได้ โดยเฉพาะในยามที่อำนาจเงินกำลังไหลบ่ามาแรง จำเป็นที่คนในสังคมจะต้องผนึกกำลังกันเพื่อป้องกันมิให้อำนาจทุนแย่งชิงสมบัติส่วนรวมไป เวลานี้มีหน่วยงานและเครือข่ายต่างๆ เกิดขึ้นมากมายเพื่อระดมสร้างจิตสำนึกแบบนี้ ล่าสุดก็คือขบวนการประชาสังคม

หน่วยงานและขบวนการเหล่านี้ควรจะหันมาสนใจคติเรื่องบุญกันให้มาก และควรร่วมกันรื้อฟื้นความหมายที่แท้ของการทำบุญขึ้นมาใหม่ โดยพยายามเอาความเชื่อเรื่องบุญมาโยงให้เป็นเรื่องเดียวกับการเสียสละเพื่อส่วนรวม วิธีนี้นอกจากจะช่วยส่งเสริมสำนึกต่อส่วนรวมโดยตรงแล้ว ยังมีข้อดีคือเป็นของเดิมที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรมไทย แทนที่จะเอาแนวคิดแบบฝรั่ง เช่น คุณธรรมพลเมือง หรือ civic virtues มาใช้ คนไทยน่าจะยอมรับและเข้าใจได้ง่ายกว่าหากเอาคำว่าบุญมาใช้สื่อความหมายที่ต้องการแทน ซึ่งเป็นความหมายที่สอดคล้องกับพุทธศาสนาอยู่แล้ว อีกทั้งยังทำให้แนวคิดและขบวนการนี้มีความเป็นไทยหรืออิงกับวัฒนธรรมไทยมากขึ้น แทนที่จะมีภาพลักษณ์ว่าเป็นสิ่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ดูแปลกแยกจากชาวบ้านไปได้ง่ายๆ

อานิสงส์สำคัญประการหนึ่งของการเชื่อมบุญกับการทำกิจส่วนรวมเข้าด้วยกันก็คือ ผลในทางจิตใจและชีวิตด้านใน คนไทยทั่วไปหากได้ทำบุญเมื่อใด ก็จะรู้สึกแช่มชื่นเป็นสุข ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ทำกิจส่วนรวมแล้วรู้สึกว่าได้ทำบุญ ก็จะเกิดความแช่มชื่นปราโมทย์โดยอัตโนมัติเท่ากับว่าได้เกิดทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ความรู้สึกแช่มชื่นปราโมทย์นี้จะช่วยให้ทำกิจส่วนรวมอย่างมีความสุข สิ่งนี้มีความสำคัญก็เพราะความสุขนั้นช่วยให้ทำงานส่วนรวมได้อย่างต่อเนื่องยั่งยืน นักกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นอันมากทำงานได้ไม่นาน ก็เพราะไม่มีความสุข หรือถึงจะอดทนทำต่อไปก็มักทำด้วยความเคร่งเครียด

เห็นได้ว่า คติความเชื่อเรื่องบุญนั้นไม่เพียงแต่จะมีคุณค่าต่อแนวทางการทำงานของนักกิจกรรมเพื่อสังคมเท่านั้น หากยังมีประโยชน์ต่อชีวิตจิตใจของนักกิจกรรมเหล่านั้นด้วย ไม่ว่าจะทำงานสงเคราะห์เด็ก ส่งเสริมกลุ่มผู้หญิง ช่วยเหลือชาวเขา ปกป้องสิทธิมนุษยชน พัฒนาประชาธิปไตย รักษาสิ่งแวดล้อมหรืออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง และหากผู้ที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ตระหนักว่านี้คือการทำบุญ ก็น่าจะบังเกิดความรู้สึกยินดีแช่มชื่นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่รู้สึกว่ากำลังทำบุญอยู่ยังไม่พอ แม้ความแช่มชื่นจะเกิดขึ้นแต่ก็อาจไม่ยั่งยืน ดังนั้นนอกจากการทำกิจส่วนรวมแล้ว ควรทำบุญประเภทที่เป็นเรื่องด้านในโดยตรง บุญประเภทหนึ่งที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ ภาวนามัย หรือการฝึกอบรมจิตใจ ภาวนามัยนี้เราสามารถทำไปพร้อมๆ กับงานภายนอกหรือกิจส่วนรวมได้ เช่น ขณะที่ทำงานก็พยายามตั้งจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น แม้จะถูกกระทบก็ให้อภัยหรือสะกดใจไม่คิดร้าย ถือเป็นโอกาสสร้างขันติธรรม มีธรรมหลายอย่างที่เราสามารถทำให้งอกงามได้ในขณะทำงาน เช่น เจริญสติ หรือลดละความโลภ ความโกรธ ตลอดจนฝึกให้รู้จักปล่อยวางผลที่จะเกิดขึ้น ไม่ติดยึดกับความล้มเหลวหรือความสำเร็จ สนใจแต่จะทำงานให้ดีที่สุด งานใดก็ตามหากไตร่ตรองมองเห็นแล้วว่าดีมีประโยชน์ ก็พยายามทำโดยไม่คำนึงว่าจะ “แพ้” หรือ “ชนะ” เป็นต้น บุญหรืองานด้านในเหล่านี้ เราสามารถทำไปพร้อมกับบุญหรืองานด้านนอก หรือจะทำในเวลาที่ว่างจากการงานก็ได้ การฝึกจิตให้สงบก็เป็นงานด้านในอีกอย่างหนึ่งที่เราควรทำกันมากๆ เพื่อจะช่วยให้ชีวิตมีความสุข และอาศัยสุขนั้นหล่อเลี้ยงการทำงานให้เป็นไปด้วยดี

การทำงานเพื่อสังคมหรือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมนั้น แยกไม่ออกจากชีวิตด้านใน หากชีวิตด้านในเจริญงอกงาม การทำงานก็เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สังคมอย่างแท้จริง และทำให้งานนั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากชีวิตด้านในถูกปล่อยปละละเลยก็อาจทำให้การทำงานนั้นเบี่ยงเบนไป กลายเป็นการสนองประโยชน์ส่วนตนโดยไม่รู้ตัว หาไม่ก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง เพราะท้อแท้ หมดกำลังใจ พอมีความทุกข์แล้ว ไม่รู้ทางออก จัดการกับความทุกข์ด้วยตนเองไม่ได้ เพราะขาดความเข้าใจเรื่องชีวิตจิตใจ ก็มักจะลงเอยด้วยการระบายความทุกข์ใส่ผู้อื่น เลยเกิดความบาดหมาง ความสัมพันธ์ร้าวฉาน หาไม่ก็หาทางดับทุกข์ด้วยการหาสิ่งเสพมาบำเรอตน ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นทาสวัตถุ กลายเป็นคนฟุ่มเฟือย อยู่อย่างเรียบง่ายไม่ได้ นักกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นอันมาก แม้จะมีความคิดก้าวหน้า ต่อต้านรัฐ คัดค้านทุน แต่วิถีชีวิตก็ถูกครอบด้วยลัทธิบริโภคนิยม กลายเป็นเหยื่อของทุนนิยมบริโภคไป

ในแง่นี้ เราน่าจะศึกษาแบบอย่างจากอาจารย์องุ่น อาจารย์องุ่นไม่ได้ทำงานส่วนรวมอย่างเดียว หากยังขัดเกลาตนเองไปพร้อมๆ กันด้วย จึงสามารถที่จะมีชีวิตเรียบง่ายได้อย่างมีความสุข อาจารย์องุ่นไม่ได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ได้ทราบว่าสมัยอาจารย์องุ่นยังสาว มีชีวิตอย่างคนทันสมัย แต่ต่อมาได้ลดละการเสพการบริโภคเรื่อยมา จนกลายเป็นคนสมถะ แต่งตัวราวกับชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ความเรียบง่ายของอาจารย์องุ่นมิได้อยู่ที่การแต่งตัวและการใช้ชีวิตเท่านั้น หากยังอยู่ที่จิตใจด้วย นี้คือเหตุผลว่าทำไมอาจารย์องุ่นไม่หวั่นไหวเลยกับราคาที่ดินของอาจารย์ที่ถีบตัวสูงขึ้น จนมีมูลค่านับร้อยล้านบาท ที่ดินดังกล่าวสามารถทำให้อาจารย์เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ภายในชั่วข้ามคืน แต่แล้วอาจารย์กลับปฏิเสธโอกาสดังกล่าวและเลือกที่จะสละที่ดินผืนนั้นให้เป็นสาธารณะประโยชน์แทน ในทัศนะของอาจารย์องุ่น ความร่ำรวยฟุ้งเฟ้อนับว่าเป็นอันตรายโดยแท้ ความเรียบง่ายสันโดษต่างหากที่มีคุณค่าต่อชีวิต ในเรื่องนี้อาจารย์ได้กล่าวเตือนใจไว้อย่างน่าฟังว่า

“ขอให้เราเลือกเส้นทางถ่อมตน ยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว ฉะนั้นจงอย่าได้อ้างการนำที่ดิน 258 ตารางวาเข้าสู่ตลาดการค้าที่ดิน แล้วฝันจะได้เงินมาฟุ่มเฟือย เพราะนั่นคือดัชนีชี้ทางล่มสลาย”

การที่เงินล้านทำอะไรอาจารย์องุ่นไม่ได้ แสดงว่าอาจารย์องุ่นเป็นผู้ทำบุญไว้มาก แต่บุญนี้อาจารย์องุ่นได้ทำแต่ชาติปางก่อน หากทำในชาตินี้นี่เอง ด้วยการลดละขัดเกลาและฝึกฝนพัฒนาตน อาจารย์องุ่นจึงเป็นคนมีความสุข ทั้งๆ ที่ทวนกระแสสังคมมาตลอด ใช่แต่เท่านั้นอาจารย์ยังสามารถทำงานเพื่อผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ เป็นที่พึ่งและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนได้มากมาย ทั้งๆ ที่อาจารย์องุ่นเป็นแค่คนเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น ชีวิตเช่นนี้น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับเรา โดยเฉพาะที่เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม

จริงอยู่นักกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นอันมากได้ผ่านการพิสูจน์ของกาลเวลา สามารถท้าทายอุปสรรคอันใหญ่หลวง จนแกร่งกล้าเข้มแข็ง แต่ก็มิถึงประมาทเพราะยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่รออยู่เบื้องหน้า อันอาจทำให้เราพลัดตกลงไปในกับดักแห่งผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง อำนาจ หรือทรัพย์สินเงินทอง และถึงจะพาตัวแคล้วคลาดจากกับดักดังกล่าวได้ ก็อาจต้องมาถูกกความทุกข์บีบคั้นคุกคาม และความทุกข์หรืออุปสรรคที่น่ากลัวที่สุดซึ่งไม่มีใครหนีพ้นก็คือความตาย อาจารย์องุ่นอีกเช่นกันที่สามารถเป็นครูของเราได้ในเรื่องนี้ หลังจากผ่านการต่อสู้มามาก ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน แม้คุกตารางก็ผ่านมาแล้ว อาจารย์ก็ได้ข้อสรุปที่น่าเตือนเราไม่ให้ประมาท เมื่อใกล้ถึงวาระสุดท้าย อาจารย์องุ่นได้บอกลูกศิษย์คนหนึ่งว่า

“สมัยที่เราต่อสู้เพื่อสังคมกัน เราเหนื่อย เราสูญเสีย แต่เราก็ไม่เคยกลัว ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ เรามีกำลังใจ มีความฮึกเหิม เพราะเราสู้เป็นขบวน มีเพื่อนร่วมต่อสู้มากมาย มีเป้าหมายเดียวกัน ประชาชนร่วมสู้เป็นแสนเป็นล้าน แต่การต่อสู้กับความเจ็บปวดในสังขารของตนเองนั้นเป็นการต่อสู้โดยลำพัง เป็นความเจ็บปวดของตัวตนของเราโดยแท้ ใครก็มาร่วมเจ็บปวดกับเราไม่ได้นะ”

ด้วยการพัฒนาชีวิตด้านในหรือฝึกฝนใจเท่านั้น เราจึงจะสามารถเอาชนะความแตกดับของสังขารได้ ปัญญาอันเกิดจากภาวนาจะช่วยให้เรารู้เท่าทันความทุกข์และสามารถปล่อยวางความติดยึดในตัวตน อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้ การทำปัญญาดังกล่าวให้เกิดขึ้นหรือที่เรียกว่า ทิฏฐุชุกรรม เป็นบุญที่เราควรบำเพ็ญกันอย่างจริงจัง ถ้าทำได้ไม่เพียงแต่เราจะรู้วิธีตายเท่านั้น หากยังรู้วิธีอยู่ด้วย นั่นคืออยู่อย่างมีคุณค่าและเป็นสุข

มิติ 2 ด้านของบุญ อันได้แก่การพัฒนาชีวิตด้านในและการสร้างสังคมให้น่าอยู่เป็นสิ่งสำคัญที่เราควรให้ความสำคัญกันให้มาก บุญในความหมายนี้เท่านั้นที่จะเป็นทางออกของสังคมไทย ทำให้ผู้คนเสียสละเพื่อส่วนรวม ขณะเดียวกันก็มีชีวิตที่ดีงามและเป็นสุข ที่แล้วมาเรามักแยก 2 ประการนี้ออกจากกัน จนเป็นคนละขั้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองสามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้โดยมีบุญเป็นตัวเชื่อม หากเรานำ 2 มิติของบุญนี้มาเชื่อมประสานเข้ากับชีวิตและงานของเรา ชีวิตและงานของเราจะไพบูลย์และมีพลังมาก และหากเราสามารถทำให้บุญในความหมายดังกล่าวฟื้นขึ้นใหม่ในสังคมไทย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย สังคมของเราจะน่าอยู่และเข้มแข็ง สามารถเผชิญหน้ากับการท้าทายในยุคโลกาภิวัตน์ได้

อาตมาได้ใช้เวลามามากแล้ว จึงสมควรยุติขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้มาร่วมกันให้งานวันนี้มีความหมายในทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยเฉพาะแก่เด็กๆ และเยาวชน และขอให้งานวันนี้มีส่วนช่วยให้เรามีกำลังใจในการทำบุญเพื่อชีวิตและสังคมยิ่งๆ ขึ้นไปโดยอาศัยบทเรียนและแรงบันดาลใจจากอาจารย์องุ่น หากเราทำได้เช่นนั้น อาจารย์องุ่นได้ทราบด้วยญาณวิถีใด จะยินดีมาก ในท้ายที่สุดนี้ขอให้เราร่วมกันน้อมใจอุทิศส่วนบุญที่เราได้ทำกันในวันนี้ให้แก่อาจารย์องุ่น ขอให้ได้ประสบสุขและได้เจริญก้าวหน้าในบุญวิถียิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าอาจารย์จะอยู่ในภพภูมิใดในบัดนี้ก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved