กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > งานเขียน > นโยบายประชานิยมกับศีลธรรมและความผาสุกทางสังคม
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน  
 


นโยบายประชานิยมกับศีลธรรมและความผาสุกทางสังคม
พระไพศาล วิสาโล

เจริญพร กรรมการ กป.อพช นักพัฒนา และสาธุชนทุกท่าน

หัวข้อปาฐกถาวันนี้อาตมาไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรใหม่มาให้พวกเราหรือเปล่าเพราะว่าหลาย
ท่านที่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองก็คงจะได้รับรู้มามากเกี่ยวกับสภาพทางศีลธรรมและความผาสุกของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล แต่ก่อนที่จะพูดถึงตรงนั้น อาตมาอยากจะพูดถึงสองกรณีซึ่งดูเผิน ๆ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายประชานิยมหรือสภาวะทางศีลธรรมในสังคมไทย

ถ้าเราย้อนกลับไปปีที่แล้วคงจำได้ว่าเมื่อประมาณช่วงเดือนนี้คือกลางเดือนมกราคมของปี ๒๕๔๗ มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นซึ่งเป็นที่ตื่นตระหนกของคนทั้งประเทศ นั่นการระบาดของไข้หวัดนกซึ่งได้มีเค้ามาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๖ แล้ว ไก่ได้ล้มตายกันเป็นจำนวนมากในหลายจังหวัดแล้วก็ลามกันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงเดือนมกราคมก็เป็นที่แน่ชัดว่าไก่ที่ตายนั้นไม่ใช่ติดเชื้อธรรมดาแต่เป็นไข้หวัดนก ซึ่งพอถึงปลายเดือนมกราคม รัฐบาลก็ออกมายอมรับว่าเกิดไข้หวัดนกจริง ๆ เรื่องนี้เป็นที่เปิดเผยกันภายหลังว่าหน่วยงานราชการได้รู้ว่าไข้หวัดนกระบาดมาตั้งแต่ปลายปี ๔๖ บริษัทที่ทำฟารม์ไก่ขนาดใหญ่ก็ทราบดีแต่ปิดเรื่องนี้เอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเชื่อว่าจะควบคุมได้ เหตุผลอีกส่วนหนึ่งก็คือกลัวว่าจะเกิดการแตกตื่น ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ไปถึงต่างประเทศซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ซื้อไก่จากเมืองไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีคนจำนวนไม่น้อยตายลงไปในขณะที่รัฐบาลก็พยายามปิดข่าวเอาไว้เพียงเพราะว่ากลัวจะกระทบต่อการส่งออกซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของรายได้ประชาชาติ หรือ GNP เป็นเพราะว่ารัฐบาลกลัวเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะรายได้จากการส่งออกก็เลยพยายามปิดข่าว ทำให้การแก้ปัญหาไข้หวัดนกเป็นไปอย่างกระพร่องกระแพร่งจนกระทั่งมีคนล้มตาย ขณะที่ชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก็พลอยสูญเสียไก่เป็นจำนวนมาก เพราะมีการฆ่าไก่กันเป็นจำนวนหลายสิบล้านตัว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

นี้ก็เป็นเรื่องเดียวกับกรณีสึนามิ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าได้เคยมีการเตือนภัยสึนามิมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ แต่ว่าเสียงเตือนภัยดังกล่าวถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาคธุรกิจเพียงเพราะว่ากลัวจะกระทบกับการท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักต่อการเติบโตเศรษฐกิจของไทย ความกลัวว่าเศรษฐกิจจะถูกกระทบทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจพยายามที่จะกลบเสียงเตือนนี้ ข่าวหรือความเห็นใด ๆ ก็ตามซึ่งแม้จะช่วยคุ้มกันสวัสดิภาพของประชาชนแต่ว่าถ้ามีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจก็ต้องถูกระงับขัดขวางอย่างเต็มที่

สองตัวอย่างนี้ไม่ใช่กรณียกเว้นของเมืองไทย มีตัวอย่างอีกมากมาย เมื่อครั้งที่โรคเอดส์เริ่มแพร่ระบาด หน่วยราชการและรัฐบาลก็พยายามที่จะปิดข่าวนี้เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อการท่องเที่ยว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ข้อยกเว้น และนี่คือบริบทของนโยบายประชานิยมที่เราจะพูดถึงกันต่อไป นั่นก็คือการมุ่งเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งโดยที่ไม่คำนึงถึงเรื่องอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของประชาชน สวัสดิภาพ หรือความผาสุกของประชาชน สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ รัฐบาลก็เลยไม่สนใจมากเท่ากับสิ่งที่ให้ผลออกมาเป็นเม็ดเงิน แล้วเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้อยู่เรื่อยไป

ที่ยกตัวอย่างนี่ขึ้นมาก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าตอนนี้สังคมไทยกำลังตกอยู่ภายใต้ความคิดที่เป็นกระแสหลักของชนชั้นนำในเมืองไทย นั่นคือการเอาเม็ดเงินเป็นตัวตั้ง โดยเอาสิ่งต่าง ๆ เป็นเรื่องรองลงมา อะไรก็ตามที่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น การส่งออก หรือการท่องเที่ยว ชนชั้นนำจะต้องตื่นเต้นตกใจ และจะทำทุกทางที่จะปกป้องตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้เอาไว้แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของผู้คน นี่คือการมองด้วยสายตาอันสั้น แต่ว่ามีผลกระทบระยะยาว

นี้คือบริบททางสังคมที่แวดล้อมนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งก็คงจะเป็นรัฐบาลต่อไปอีก ๔ ปี ที่จริงไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาก็คงตกอยู่ภายใต้บริบทเหล่านี้ เพราะเท่าที่ดูนโยบายที่หาเสียงกันอยู่ตอนนี้ไม่ว่าพรรคไหนก็เอานโยบายประชานิยมเป็นจุดขาย และสิ่งนี้มันก็จะโยงไปถึงสภาวะทางศีลธรรมของประชาชน

เราจะมาพูดถึงปัญหาทางศีลธรรมของสังคมไทยปัจจุบันก่อน ปัญหาแรกคือปัญหาความรุนแรง ความรุนแรงเป็นสิ่งที่กำลังแพร่ระบาดและซึมลึกลงไปในสังคมไทยขึ้นเรื่อย ๆ เราไม่ได้พูดถึงเฉพาะเรื่องอาชญากรรมซึ่งตัวมันเองก็เป็นปัญหาหนักอยู่แล้ว เมืองไทยเวลานี้มีการฆ่ากันตายสูงเป็น ๑๐ เท่าของประเทศอังกฤษ ตัวเลขของทางราชการที่ออกมาเร็ว ๆ นี้ชี้ว่าอาชญากรรมต่าง ๆ มีแต่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลงเลย โดยเฉพาะที่กระทำโดยเยาวชนและผู้หญิงได้เพิ่มขึ้นมาอย่างน่าเป็นห่วง เช่นเดียวกับนักโทษที่เป็นผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา คือจากร้อยละ ๑๓ เป็นร้อยละ ๒๐ ความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศก็เพิ่มขึ้นมากด้วยเช่นกัน

ที่น่าเป็นห่วงก็คือนอกจากความรุนแรงทางตรงแล้ว ทัศนคติที่สนับสนุนความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะความรุนแรงจากรัฐ เห็นได้ชัดจากกรณีฆ่าตัดตอน ๒,๕๐๐ ศพ กรณีกรือเซะ กรณีตากใบ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ภาพสะท้อนความรุนแรงที่เกิดจากรัฐเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นมันยังสะท้อนถึงมติของมหาชนที่สนับสนุนนโยบายและการกระทำดังกล่าวอย่างท่วมท้น นี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก มันหมายความว่าเชื้อไฟแห่งความรุนแรงกำลังแพร่หลายไปทั่วประเทศ พร้อมจะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ ถ้ายังไม่มีการแก้ไขทัศนคติดังกล่าว ก็อาจเกิดสงครามกลางเมืองโดยมีเหตุการณ์ที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวจุดชนวนก็ได้

ประการต่อมาก็คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น คำว่าคอร์รัปชั่นยังเป็นคำที่แคบอยู่เดิม คือมันมีความหมายแค่การฉ้อราษฎ์บังหลวง แต่ที่จริงปัญหามันยิ่งกว่านั้น เราเรียกว่าปัญหาการทุจริตซึ่งเกิดขึ้นในแทบทุกวงการของเมืองไทยตั้งแต่บนลงล่าง ไม่เฉพาะในแวดวงฆราวาส หากรวมถึงแวดวงพระสงฆ์ เรามีทุจริตทั้งในวงการศาสนา ในวงการราชการ ในวงการการเมือง มีการทุจริตแม้กระทั่งในการทำข้อสอบ นี่คือสภาวะที่เกิดขึ้นทั่วไปจนน่าเป็นห่วงว่าสำนึกในความซื่อสัตย์สุจริตจะมีเหลือแค่ไหน เมื่อ ๓-๔ ปีเคยมีการจัดดัชนีความโปร่งใสของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๓๓ ต่ำกว่าเม็กซิโก ฟิลิปปินส์ หรือว่าตุรกีด้วยซ้ำ จะดีกว่าก็เฉพาะเมื่อเทียบกับเวเนซุเอลา ไนจีเรีย คาเมรูน สามประเทศหลังนี้เด็กไทยหรือคนไทยอาจจะตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่โลก แม้รัฐบาลจะบอกว่าดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยดีขึ้น แต่ก็ดีขึ้นเพียงนิดเดียวเอง ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าน่าภาคภูมิใจแต่อย่างใด

ประการที่ ๓ ก็คือทัศนคติแบบวัตถุนิยม ลำพังการยึดติดในวัตถุนิยมมันก็น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว ยิ่งเป็นวัตถุนิยมแบบไม่มีสติ แบบไม่มีคุณธรรม ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นเพราะว่ามันหมายถึงแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น การทุจริต การเอารัดเอาเปรียบ การเบียดเบียนและการเกิดอาชญากรรม นอกจากนั้นยังนำไปสู่การมุ่งบริโภค ฟุ้งเฟ้อ ไม่อดออม นี่ก็เป็นปัญหาทางด้านศีลธรรมเหมือนกันเพราะว่าศาสนาทุกศาสนาจะเน้นเรื่องการอดออม ความขยันหมั่นเพียร อย่างศาสนาพุทธเราก็เน้นเรื่องความสันโดษหรือสันตุฏฐีธรรม ไม่คอยโชคชะตา การหมกมุ่นในเรื่องวัตถุยังก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว และอยู่อย่างตัวใครตัวมันมากขึ้น เราคงไม่ปฏิเสธว่าเดี๋ยวนี้คนไทยเห็นแก่ตัวมากขึ้น ผู้หญิงถูกลวนลามบนรถเมล์ คนอยู่เต็มรถแต่กลับไม่มีใครมาช่วย จนบางทีผู้หญิงถูกลากลงจากรถไปข่มขืนอย่างสบาย เป็นต้น

ประการที่ ๔ คือปัญหาอบายมุข อบายมุขกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย อบายมุขอย่างแรกได้แก่ยาเสพติด แม้กระทั่งสิ่งเสพติดพื้น ๆ เช่นเหล้า ประเทศไทยก็มีการเสพสูงติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของโลก และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนและผู้หญิง ส่วนผู้ชายไม่ต้องพูดถึง ปัญหายาบ้าก็ไม่ใช่ว่าจะขจัดไปได้ ไม่ว่าในเมืองหรือในชนบท เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการสอบถามความเห็นประชาชนจากหลายจังหวัด ประชาชนกว่าครึ่งตอบว่าไม่มีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะภาคใต้มีความไม่เชื่อมั่นมากกว่าที่อื่น คนที่อยู่กับพื้นที่เขารู้ว่าปัญหายาบ้ายังมีอยู่ เพราะไม่มีการแก้ปัญหาแบบถึงรากถึงโคน

การพนันรวมทั้งการเล่นหวยก็เป็นอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก คนไทยเล่นกันหนักมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการแตกแยกของครอบครัว นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม นำไปสู่ทัศนคติที่มุ่งรวยทางลัด คิดเสี่ยงโชค อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาหนี้สิน ยังไม่ต้องพูดถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีคนประมาณว่าสูงเกือบ ๒ แสนล้านบาท ทั้งหมดนี้กระทบต่อความผาสุกทางสังคมทั้งนั้น

มีปัญหาทางศีลธรรมและความผาสุกอีกหลายเรื่องที่เราสามารถพูดได้เช่น เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ขาดความรับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้ได้สร้างปัญหามากมาย เช่นท้องไม่มีพ่อ วัยรุ่นทำแท้งกันมากมาย มีการประมาณว่าเด็กวัยรุ่นทำแท้งปีละ ๓๐๐,๐๐๐ คน หรือวันละ ๑,๐๐๐ ราย นี่เป็นตัวเลขของทางราชการซึ่งความจริงอาจจะมากกว่านั้น นี่เป็นตัวอย่างของการขาดความรับผิดชอบโดยเฉพาะจากฝ่ายชายซึ่งนำไปสู่การทำแท้ง รวมถึงการทิ้งทารกตามถังขยะหรือโรงพยาบาล เดี๋ยวนี้คนที่ทำงานด้านอย่างสหทัยมูลนิธิรู้เลยว่าพอถึงเดือนตุลาคม พฤศจิกายน ของทุกปีจะมีงานหนักเพิ่มขึ้น เพราะว่าจะมีเด็กแรกคลอดถูกทิ้งมากในช่วงนี้ ทำไมถึงต้องมีการทิ้งกันช่วงนี้ ก็เพราะว่าเป็นช่วง ๙ เดือนหลังจากวันปีใหม่และวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันที่หนุ่มสาวนิยมมีเพศสัมพันธ์กัน เรื่องนี้เราจะโทษฝ่ายหญิงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษฝ่ายชายด้วย นี้เป็นเพราะการมีเพศสัมพันธ์อย่างขาดความรับผิดชอบ

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างคร่าว ๆ ของสภาวะปัญหาทางศีลธรรมและความผาสุกทางสังคม ที่น่าวิตกอย่างมากก็คือว่าวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่มีลักษณะอาการนี้อย่างโดดเด่นมาก เช่น การใช้ความรุนแรง สองสามปีที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับวัยรุ่นใช้ความรุนแรงมาก ไม่ใช่แค่ยกพวกตีกันอย่างที่นักเรียนอาชีวะนิยมทำกันเท่านั้น ยังมีข่าวนักเรียนชั้นมัธยมยิงแฟน ยิงพ่อแฟน หรือนักศึกษาฆ่าแฟนของตัวเพราะว่าผิดหวังในความรัก ข่าวแบบนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เยาวชนก็เชื่อน้อยลง เคยมีการสอบถามความเห็นเยาวชน ปรากฏว่าร้อยละ ๘๐ บอกว่า ซื่อมากไปไม่ดี ร้อยละ ๕๑ บอกว่าโกงได้แต่ต้องมีผลงาน ร้อยละ ๔๔ บอกว่าการจ่ายเงินใต้โต๊ะแก่ข้าราชการไม่ใช่เรื่องเสียหาย ร้อยละ ๒๐ บอกว่าภาษิตที่ว่าซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ล้าสมัยไปแล้ว

ในแง่วัตถุนิยมก็เช่นกัน ร้อยละ ๙๘ ของเยาวชนบอกว่ากิจกรรมที่นิยมทำมากที่สุดคือการไปชอปปิ้งตามห้างสรรพสินค้า ส่วนอบายมุข เยาวชนร้อยละ ๔๕ ยอมรับว่าชอบกินเหล้า ส่วนการพนันบอล มีตัวเลขออกมาว่า ๑ ใน ๔ ของคนที่เล่นพนันบอลเป็นวัยรุ่น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการมั่วสุมทางเพศซึ่งเป็นข่าวคราวอยู่แทบทุกวัน

ในขณะที่คุณภาพทางจริยธรรมของเยาวชนต่ำลง ปรากฏว่าคุณภาพทางสติปัญญาก็ต่ำลงอย่างน่าใจหายเช่นกัน เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการวิจัยชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่าเด็กไทยยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งโง่ลง คือระหว่างอายุ ๖-๑๒ ปี มีไอคิว ๙๑.๒ แต่พออายุ ๑๓-๑๘ ไอคิวลดลงเหลือ ๘๙.๙ คือต่ำกว่าปกติซึ่งถือว่าต้องอยู่ในระดับ ๙๐ ขึ้นไป สำหรับระดับสติปัญญาของวัยรุ่นก็ดูจากคะแนนของนักเรียนที่สอบเอ็นทรานซ์หลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ากว่าร้อยละ ๙๐ สอบวิชาต่าง ๆ ได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนน คะแนนเต็มคือ ๑๐๐ บางวิชาเช่น คณิตศาสตร์ นักเรียนร้อยละ ๙๘ สอบได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนน ฟิสิกส์ ชีววิทยา เคมี ภาษาอังกฤษก็ทำนองเดียวกัน

นี่เป็นสภาวะการเสื่อมศีลธรรมและสติปัญญาที่เห็นเด่นชัดขึ้นในช่วง ๓-๔ ปีที่ผ่านมา แต่พูดอย่างนี้เราคงไม่สามารถสรุปว่าเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น เพราะว่าที่จริงปรากฏการณ์เหล่านี้ก็เกิดขึ้นมาหลายปีดีดักแล้ว ก่อนที่จะพรรคไทยรักไทยจะเป็นรัฐบาล แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าใน ๓-๔ ปีที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ชัดเจนขึ้น เข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของความรุนแรง การทุจริต อบายมุข และการหมกมุ่นในวัตถุนิยม เห็นได้ชัดว่าในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมามันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่ผลพวงหลาย ๆ อย่างเช่นปัญหาหนี้สินซึ่งเพิ่มมากขึ้นในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้เราจะได้พูดกันต่อไป

ปัญหาทางศีลธรรมแม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตสำนึกของประชาชน แต่ก็เป็นผลพวงจากโครงสร้างและนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ใช่น้อย ที่จริงถ้าจะพูดแต่เฉพาะนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ เพราะว่ารัฐบาลบาลมีหลายนโยบายซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะทางศีลธรรมของประชาชน เช่นนโยบายเอาหวยขึ้นมาบนดิน หรือนโยบายสนับสนุนให้นายทุนมาควบคุมสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งทำให้มีเนื้อหาส่งเสริมบริโภคนิยมและความรุนแรง รวมทั้งความอ่อนแอทางศีลธรรมด้านอื่น ๆ อีกมาก และที่มองข้ามไม่ได้ก็คือนโยบายใช้ความรุนแรงโดยไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน สิ่งเหล่านี้โดยตัวมันเองได้สร้างทัศนคติและพฤติกรรมซึ่งขัดกับศีลธรรม ไม่ใช่แค่นโยบายประชานิยมเท่านั้นที่มีผลต่อระดับหรือคุณภาพทางจริยธรรมของประชาชน แต่เนื่องจากวันนี้เรามาพูดเฉพาะนโยบายประชานิยมก็คงต้องเจาะจงกันตรงนี้ก่อน

เวลาพูดถึงนโยบายประชานิยมนี่เราหมายความว่าอะไร อาตมาคิดว่ามันมีอยู่ด้วยกัน ๓ ส่วนซึ่งเราเรียกรวม ๆ กันว่านโยบายเอื้ออาทร ส่วนแรกได้แก่นโยบายกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เราคงทราบดีอยู่แล้วว่านโยบายประชานิยมเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๑ เพราะฉะนั้นรัฐบาลของไทยรักไทยจึงเน้นนโยบายที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภค จึงเกิดโครงการเอื้ออาทรต่าง ๆ มากมาย เช่น บ้านเอื้ออาทร คอมพ์เอี้ออาทร รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการกู้ยืมเงินเพื่อเอาไปบริโภค มีการจัดหาเงินกู้ราคาถูกให้ประชาชน เช่น ธนาคารคนจน กองทุนหมู่บ้าน เงินกู้เหล่านี้แม้จะอ้างว่าเพื่อส่งเสริมการลงทุน แต่เอาเข้าจริง ๆ ชาวบ้านกู้ไปเพื่อบริโภคทั้งนั้น เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือ หรือซื้อรถกระบะ รถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น

ส่วนที่สองได้แก่การกระจายรายได้และบริการแก่ประชาชนระดับล่าง นโยบายส่วนนี้ที่รู้จักกันดีก็คือนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค รองลงมาก็คือนโยบายSML ซึ่งรัฐบาลถือว่าเป็นการกระจายเงินให้ชาวบ้านเอาไปใช้ในโครงการพัฒนาหมู่บ้าน นอกจากนั้นก็ได้แก่นโยบายหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนการศึกษา ที่ให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อที่เมืองนอก เป็นต้น

ส่วนที่สามก็คือนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย เช่น นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอท็อป ที่จริงกองทุนหมู่บ้านหรือธนาคารคนจนก็อยู่ในส่วนนี้ แต่ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นการส่งเสริมการบริโภคไป ลึก ๆ คนในรัฐบาลก็อาจหวังผลแบบนี้อยู่แล้วก็ได้

ในบรรดานโยบายเหล่านี้ ที่ก่อปัญหาทางด้านศีลธรรมและความผาสุกของประชาชนมากที่สุดก็คือส่วนแรก คือการส่งเสริมการบริโภค โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ประชาชนกู้ยืมง่าย ๆ โดยเสียดอกเบี้ยต่ำ ปัญหาของนโยบายดังกล่าวก็คือ

๑.เน้นแต่เรื่องเงิน คือช่วยชาวบ้านแต่ส่วนที่เป็นเงิน และหวังผลได้ที่เป็นเม็ดเงิน คือหวังแต่เฉพาะกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหวังว่าGNPจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สนใจว่าจะก่อผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ อย่างไรบ้าง นอกจากนั้นการวัดความสำเร็จของนโยบายนี้ก็ดูตรงที่ว่ามีการจ่ายเงินคืนเท่าไร หนี้สูญเท่าไร อย่างที่รัฐบาลบอกว่าโครงการนี้สำเร็จเพราะมีการจ่ายคืนกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หนี้สูญไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้ดูว่าเงินเอาไปใช้ทำอะไร และเงินที่ชาวบ้านเอามาคืนนั้นเอามาจากไหน เอามาจากหมุนหนี้จากที่อื่นหรือเปล่า

๒. เป็นการช่วยแบบส่งเสริมการพึ่งพา คือทำให้ชาวบ้านพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลมากขึ้น ชาวบ้านหลายคนบอกว่าจะเลือกไทยรักไทยเป็นรัฐบาลอีก เพราะจะได้มีกองทุนหมู่บ้านมาให้ยืมอีก หรือมีโครงการเอื้ออาทรใหม่ ๆ มาให้อีก นี่บ่งชี้ว่าชาวบ้านมีทัศนคติแบมือขอ และที่น่าเป็นห่วงก็คือนโยบายนี้กำลังจะเป็นการซื้อความภักดีของประชาชน เพื่อเปิดไฟเขียวให้รัฐบาลทำอะไรก็ได้ อย่างที่อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ได้พูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า สี่ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องมาก จะทำเช่นนี้ได้สะดวกก็ต้องซื้อความภักดีจากประชาชนด้วยการออกนโยบายประชานิยมและเอื้ออาทร พอประชาชนภักดีแล้วรัฐบาลจะทำอะไรก็ได้

๓.เป็นการสร้างความสัมพันธ์แนวตั้งให้แน่นแฟ้นมากขึ้น คือระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล จะเห็นว่านโยบายต่าง ๆ จะเป็นการให้ลงมาจากข้างบน โดยไม่ผ่านตัวกลาง และส่งตรงลงมาที่ประชาชนเป็นรายบุคคล เช่น กู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านก็กู้เป็นรายบุคคล ลงทะเบียนคนจนก็ลงเป็นรายบุคคล ไม่ได้ส่งเสริมการรวมกันเป็นกลุ่ม และไม่มีนโยบายอะไรที่ส่งเสริมการร่วมมือในหมู่ชาวบ้าน ไม่มีการขึ้นทะเบียนคนจนในลักษณะของกลุ่ม ไม่มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร เช่น ป่าชุมชน นั่นคือไม่ส่งเสริมความสัมพันธ์แนวนอน ระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน แต่จะเน้นให้ขึ้นตรงต่อรัฐบาลอย่างเดียว

๔.นอกจากจะไม่ส่งเสริมแล้ว ยังกลับบั่นทอนและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้านด้วยซ้ำ เพราะเมื่อชาวบ้านเห็นว่ามีอะไรก็ขอจากรัฐบาล รัฐบาลสัญญาว่าจะให้ทุกอย่าง ชาวบ้านก็ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือกัน ที่เคยร่วมมือกันก็วางมือ คอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียว นโยบายอื่น ๆ ก็เป็นไปในทำนองนั้น เช่น รัฐบาลขู่ว่าถ้ามาชุมนุมประท้วง รัฐบาลจะไม่ให้อะไรสักอย่าง ถ้ามาขอกันดี ๆ จะให้ ขอกันดี ๆ ก็คือเขียนจดหมายมาทิ้งใส่ตู้หน้าทำเนียบ นี่เป็นวิธีหนึ่งที่ทำลายการรวมกลุ่มของชาวบ้าน

๕.กระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมวัตถุนิยม นโยบายเอื้ออาทรทั้งหลายส่งเสริมให้ชาวบ้านบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะซื้อโทรศัพท์มือถือและออกรถมากขึ้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อไปเพื่อส่งเสริมการลงทุนหรือการประกอบการ แต่เพื่อการบริโภคเป็นหลัก สี่ปีที่ผ่านมาปรากฏว่าคนที่ซื้อโทรศัพท์มือถือหรือเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์มือถือเพิ่มจาก ๘ ล้านคนเป็น ๒๖.๕ ล้านคน เพิ่มเกือบ ๒๔๐ เปอร์เซ็นต์ เอไอเอสของบริษัทชินวัตรได้ประโยชน์มากที่สุด จากลูกค้า ๕ ล้านคนเพิ่มเป็น ๑๕ ล้านคน เพิ่ม ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าบริษัทใด ๆ ทั้งสิ้น

๖. หนี้สินเพิ่มขึ้น สี่ปีที่ผ่านมาหนี้สินครัวเรือนได้เพิ่มจาก ๖๘,๒๗๙ บาทต่อปี มาเป็น ๑๐๓,๙๔๐ ต่อปี คือเพิ่ม ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นเพียง ๑๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือจาก ๑๒,๑๘๕ บาทต่อเดือน เป็น ๑๔,๖๑๗ บาทต่อเดือน

มองในแง่นี้นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลได้ทำมามีผลเสียไม่น้อย ที่จริงนโยบายดังกล่าวสามารถที่จะทำให้เกิดการส่งเสริมศีลธรรมและความผาสุกในสังคมได้ แต่เนื่องจากมีจุดอ่อนหรือข้อผิดพลาดอย่างที่กล่าวมา จึงมีผลเสียมากโดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของจริยธรรม ทัศนคติ และความสัมพันธ์ในหมู่ประชาชน

พูดถึงศีลธรรมและความสัมพันธ์ในชุมชนแล้ว สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างแยกกันไม่ออก ชุมชนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น ประชาชนมักจะมีศีลธรรม ส่วนหนึ่งก็เพราะต่างดูแลเอาใจใส่กัน มีการตักเตือนกัน เด็กหรือวัยรุ่นที่ประพฤติตัวไม่ถูกต้อง ชาวบ้านก็จะตักเตือนกันเพราะรู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่เล็ก แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าที่จะทำตัวน่ารังเกียจหรือเอาเปรียบคนอื่น อย่างน้อยก็เพราะเกรงใจชาวบ้านด้วยกัน หรือไม่ก็เพราะกลัวว่าจะถูกชุมชนกดดันหรือแซ็งค์ชั่น สังคมไทยแต่ก่อนมีกลไกหลายอย่างที่ทำให้เห็นแก่ตัวยาก เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าทำตัวน่ารังเกียจ ก็อาจถูกชาวบ้านคว่ำบาตร จะขอแรงใครไปยกบ้านเกี่ยวข้าว อาจไม่มีใครไปช่วย หรืออย่างต่ำ ๆ ก็อาจถูกชาวบ้านนินทา การนินทาเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการจัดการกับคนที่แหกคอกหรือประพฤติตัวไม่ถูกต้อง บางทีก็มีกลไกที่หนักกว่านั้น เช่น ใครที่เห็นแก่ตัว ทำตัวน่ารังเกียจ มีพฤติกรรมเป็นปฏิปักษ์สังคมก็อาจถูกหาว่าเป็นผีปอบไปเลย

แต่หากความสัมพันธ์ในชุมชนอ่อนลง คนก็เห็นแก่ตัวได้สะดวกขึ้น จะทำตัวน่ารังเกียจ ก็ทำได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปอยู่ในที่ ๆ ต่างคนต่างอยู่ เช่น ในเมือง ก็ยิ่งทำอะไรตามใจตัวเองได้ง่าย เพราะไม่มีคนช่วยดูแลหรือตักเตือน จะเห็นได้ว่าชาวบ้านพอมาทำงานเป็นกรรมกรในเมือง มักจะเสียคนง่าย ถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจเสียตัวง่ายหรือถูกผู้ชายหลอก ส่วนผู้ชายก็เสเพล ติดอบายมุข ติดทั้งเหล้าและการพนัน ยิ่งถ้าไปอยู่ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ก็ยิ่งเสียคนง่าย ติดเหล้า ติดการพนัน หรือสำส่อน จำนวนไม่น้อยก่อนไปก็ดูอยู่กับร่องกับรอย พอไปทำงานที่ญี่ปุ่นไม่กี่ปี กลายเป็นคนละคน อาตมาเห็นมาเยอะเพราะไปทำงานช่วยคนไทยในญี่ปุ่นอยู่ระยะหนึ่ง

นโยบายอะไรก็ตามที่บั่นทอนความสัมพันธ์ในหมู่ประชาชนล้วนมีผลเสียต่อศีลธรรมของประชาชนทั้งสิ้น ที่จริงไม่เฉพาะศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความผาสุกของประชาชนด้วย ความผาสุกของประชาชนนั้นมีหลายด้าน แม้จะพูดแต่เฉพาะด้านพื้นฐานคือด้านเศรษฐกิจหรือชีวิตความเป็นอยู่ก็แยกไม่ออกจากความสัมพันธ์ต่อกันและกัน

พูดให้ชัดเจนก็คือการที่จะช่วยให้ชาวบ้านหายจากความยากจน สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะการร่วมมือและการไว้เนื้อเชื่อใจกัน ตรงนี้สำคัญยิ่งกว่าเม็ดเงินเสียอีก รัฐบาลมักคิดว่าชาวบ้านยากจนเพราะขาดเงิน แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่ชาวบ้านขาดจริง ๆ กระทั่งทำให้ยากจนก็คือ การขาดความไว้วางใจกัน ขาดเงินนั้นยังพอจะระดมหาเงินมาได้ แต่ถ้าขาดความไว้วางใจกันแล้ว มีเท่าไหร่ก็หมด

การขาดความไว้วางใจกันทำให้ชาวบ้านไม่สามารถร่วมมือกันได้ และเมื่อร่วมมือกันไม่ได้ก็จมปลักอยู่ในความยากจน หรืออาจจะยากจนยิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่างง่าย ๆ การรักษาป่า ชาวบ้านก็รู้ว่าป่านั้นมีประโยชน์ต่อหมู่บ้าน แต่ทำไมถึงมีการตัดไม้ทำลายป่าไม่หยุด ทำไมถึงไม่สามารถช่วยกันรักษาป่า คำตอบก็คือเพราะชาวบ้านขาดความไว้วางใจกัน ไม่มีใครอยากจะรักษาป่าเพราะรักษาไปแล้วก็กลัวว่าคนอื่นจะมาชุบมือเปิบ ต่างคนต่างคิดว่าฉันจะรักษาป่าทำไมในเมื่อคนอื่นจ้องจะมาตัด สู้อยู่เฉย ๆ ไม่ดีหรือ หนักเข้าก็ร่วมตัดกับเขาด้วย เพราะเห็นคนอื่นตัด ฉันจะอยู่เฉย ๆ ทำไม บางทียังไม่มีใครมาตัดเลย แต่ฉันก็ขอตัดก่อนเพราะคิดว่า “ถึงฉันไม่ตัด คนอื่นก็ตัดอยู่ดี” การคิดแบบนี้ทำให้ไม่มีใครสนใจที่จะช่วยรักษาทรัพยากรของส่วนร่วม ไม่ใช่แค่ป่าไม้เท่านั้น แต่รวมถึงแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนเงินของส่วนรวม ใครที่ดูแลเงินของส่วนรวม ก็คิดแต่จะโกง เพราะมองว่าคนอื่นก็จ้องจะโกงอยู่แล้ว ฉันจะอยู่เฉย ๆ ทำไม “ถึงฉันไม่โกง คนอื่นก็โกงอยู่ดี” ก็เลยลงมือโกงเสียเลย กรรมการคนอื่นก็คิดแบบนี้ ก็เลยโกงด้วย ส่วนชาวบ้านคนอื่นก็คิดแบบนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลากู้เงินไปแล้วก็ไม่ยอมคืน เพราะคิดว่าถึงฉันคืนให้กองกลาง กรรมการมันก็โกงเข้ากระเป๋าของมันเองอยู่ดี ก็เลยพากันเบี้ยวพร้อมกัน ความไม่ไว้วางใจกันแบบนี้ทำให้การระดมเงินเพื่อส่วนรวมเป็นไปได้ยาก เพราะชาวบ้านกลัวว่าพอให้ไปแล้วกรรมการมันจะโกง หรือไม่ก็กลัวว่าคนอื่นจะไม่ให้ แล้วเรื่องอะไรฉันจะไปให้อยู่คนเดียว

กองทุนต่าง ๆ ในหมู่บ้าน เช่น กองทุนฌาปนกิจ ตั้งได้ไม่นานก็เพราะแบบนี้ เพราะต่างคนต่างคิดกลัวว่าคนอื่นจะเบี้ยว ไม่จ่ายเงินสมทบ ก็เลยไม่ยอมจ่ายบ้าง ในทำนองเดียวกันเวลาจะระดมชาวบ้านมาช่วยงานของส่วนรวม เช่น สร้างถนน ซ่อมสะพาน คนก็ไม่ค่อยร่วมมือ ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นว่าถึงฉันไม่ไปช่วย ฉันก็ได้ประโยชน์อยู่ดี อีกส่วนหนึ่งไม่ไปช่วยก็เพราะคิดไปก่อนแล้วว่าจะมีคนคอยกินแรง ก็เลยไม่อยากเป็นฝ่ายเสียเปรียบ จึงอยู่กับบ้านเฉย ๆ เป็นเพราะระแวงกันแบบนี้ฉะนั้นชาวบ้านจึงรวมกันทำอะไรไม่ค่อยได้ แค่นั้นยังไม่พอ นอกจากจะไม่ร่วมมือกันทำประโยชน์แก่ส่วนรวมแล้ว ยังร่วมกันทำลายทรัพยากรของส่วนรวมด้วย ของดี ๆ ก็ไม่เหลือ แม้แต่เห็ดหรือหน่อไม้ในป่า พอเจอเข้าก็รีบเก็บให้หมด ไม่เหลือให้คนอื่น ทำไมไม่เก็บแค่พอกิน ก็เพราะไม่ไว้ใจคนอื่นว่าจะเก็บแค่พอกินเหมือนตัวหรือเปล่า ถ้าฉันเก็บแค่พอกิน แต่คนอื่นกวาดเอาไปขาย ฉันจะยอมหรือ ก็ต้องกวาดเอาไปเหมือนกัน เรื่องอะไรจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะคิดแบบนี้กันทุกคน หน่อไม้หรือเห็ดจึงไม่หมดไปอย่างรวดเร็ว

เห็นไหมว่าความไม่ไว้วางใจกันทำให้ชาวบ้านร่วมมือกันทำสิ่งดี ๆ ไม่ได้ กลับทำให้ชาวบ้านคิดแต่จะโกงหรือนึกถึงตัวเองอย่างเดียว เมื่อไม่คิดจะร่วมมือ คิดแต่จะโกงกันก็เลยมีแต่จะจนลง ๆ หมู่บ้านก็แย่ลง ๆ ทุกที เรื่องนี้รัฐบาลไม่เข้าใจ จริง ๆ แล้วชาวบ้านที่ยากจนไม่ใช่เพราะเขาขาดเงิน แต่ขาดความไว้วางใจกันในระหว่างชาวบ้านด้วยกันต่างหาก ถ้าชาวบ้านขาดเงินแล้วทำไมบางหมู่บ้านจึงมีเงินออมถึง ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้าน ทั้ง ๆ ที่เดิมก็ยากจนมาก่อน จริง ๆ แล้วถ้า ชาวบ้านไว้วางใจกัน เงินเป็นล้านก็หาได้ ๑๐ ล้านก็สามารถระดมเงินมาได้ แต่ถ้าไม่ไว้ใจกันแล้วมีเงิน ๑๐ ล้าน ๒๐ ล้านก็ละลายกลายเป็นอากาศธาตุ ความไม่ไว้วางใจคือต้นตอสำคัญของความยากจนในชนบทซึ่งรัฐบาลไม่เข้าใจ นึกว่าชาวบ้านขาดเงิน จึงคิดแต่จะเอาเงินมาให้

จะว่าไปแล้วสาเหตุที่เมืองไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ใช่เพราะขาดเงิน แต่เป็นเพราะขาดความน่าเชื่อถือหรือขาดเครดิต ธนาคารและสถาบันการเงินทั้งหลายไม่มีเครดิตเพราะมีการโกงกัน มีการคอร์รัปชั่นกัน เอาเงินไปให้พวกพ้องกู้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักประกัน หรือยิ่งกว่านั้นก็คือเอาเงินยืมของประชาชนไปให้พวกพ้องทำปู้ยี่ปู้ยำ พอทำมาก ๆ เข้า ค่าเงินไทยก็ตกตก ต่างชาติก็ไม่กล้าลงทุนในเมืองไทยเพราะกลัวถูกโกง พากันถอนเงิน หรือไม่ก็แห่ขายหุ้นกันหมด เงินก็เลยหายไปจากระบบ และค่าเงินบาทก็ดิ่งลงเหว นี่เป็นเพราะประเทศไทยขาดเครดิต ไม่มีใครไว้ใจ

ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำมีหลายคนบอกว่า ไม่มีเงินยังพอว่า แต่ถ้าไม่มีเครดิต หรือไม่มีคนไว้ใจก็หมดทุกอย่าง เครดิตคือความน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ ไม่ว่าในระดับประเทศหรือระดับชุมชน ความเชื่อถือหรือไว้วางใจกันเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นแล้วการที่จะร่วมมือกันสร้างความเจริญก้าวหน้าหรือฟื้นฟูตัวก็เกิดขึ้นได้ยาก ตรงนี้เป็นภาพสะท้อนถึงระดับศีลธรรมของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้านไม่มีความซื่อตรง ก็ไม่มีความไว้วางใจ พอไม่มีความไว้วางใจกันก็คิดแต่จะเอาเปรียบกัน ไม่คิดจะร่วมมือกัน ความผาสุกก็เกิดขึ้นได้ยาก ไม่ว่าจะมีนโยบายประชานิยมกี่รัฐบาล ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนมีความผาสุกขึ้นมาได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าจะผลักดันกันให้มากก็คือการส่งเสริมให้ชาวบ้านมีความไว้วางใจกัน และจะไว้วางใจกันได้ก็ต้องเริ่มต้นจากการร่วมมือกันแล้วเห็นผลดีเกิดขึ้นตามมา การส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมมือกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีเงื่อนไขดูแลไม่ให้มีการโกงกันหรือกินแรงกัน วิธีหนึ่งที่จะส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมมือกันก็คือการสนับสนุนให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรของชุมชน หรือร่วมมือกันทำงานของส่วนรวม โดยเริ่มจากเรื่องเล็กน้อยก่อน พอสำเร็จก็จะมีความไว้ว้างใจทำเรื่องที่ยากขึ้นหรือใหญ่ขึ้นได้

นี่เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันผลักดันไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล คือส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมมือกัน และสนับสนุนให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรสาธารณะ กิจกรรมเหล่านี้หากทำให้ดีจะเสริมสร้างความไว้วางใจในหมู่ชาวบ้านให้เพิ่มมากขึ้น ความไว้วางใจในหมู่ชาวบ้านนี้แหละที่จะเป็นพลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนขึ้นมา เป็นพลังที่มีความสำคัญยิ่งกว่าเงินหรือความเอื้ออาทรต่าง ๆ ที่มาจากนโยบายประชานิยมเสียอีก

ขอฝากให้เป็นการบ้านไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีความไว้วางใจกันเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะถูกบั่นทอนด้วยนโยบายประชานิยมของรัฐบาล อาตมาคิดว่าความไว้วางใจเกิดไม่ได้ด้วยการเทศน์การสอน แต่เกิดขึ้นได้ด้วยการร่วมมือทำ เริ่มจากงานเล็ก ๆ แล้วมีความไว้วางใจกันมากขึ้น โดยมีวิธีการจัดการกับคนโกง คนเอาเปรียบ อย่างที่กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ในหลาย ๆ แห่งได้ทำ อาตมาคิดว่าโครงการเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินโดยตรง แต่ก็มีจุดมุ่งหมายมากกว่านั้น คือเป็นการใช้เงินเพื่อส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในระหว่างชุมชน หรือในระหว่างชาวบ้านด้วยกัน อาตมาคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้แหละที่จะทำให้เกิดความไว้วางใจระหว่างชาวบ้านมากขึ้น แล้วเมื่อความไว้วางใจมากขึ้น สมาชิกเพิ่มมากขึ้น ก็สามารถที่จะนำความไว้วางใจนี้เขยื้อนขยับไปสู่การทำสิ่งใหม่ ๆ ร่วมกัน ไม่ใช่แค่การสะสมทรัพย์เท่านั้น แต่ร่วมมือกันทำในสิ่งที่ยากกว่า เช่นการพัฒนาหมู่บ้าน การส่งเสริมการศึกษาในชุมชน การร่วมกันจัดการทรัพยากรสาธารณะ หรือการจัดตั้งสวัสดิการชุมชน

หากจะสรุปปิดท้ายก็คือว่าในเรื่องของความผาสุกของชาวบ้าน เราจำเป็นต้องทำให้ครบทุกมิติ ตามหลักการทางพุทธศาสนา ความผาสุกของประชาชนมีอยู่ ๔ มิติ ๑ เป็นเรื่องของกาย ๒ เรื่องของศีล ๓ เรื่องของจิต ๔ เรื่องของปัญญา เรื่องของกายไม่ได้หมายถึงกายอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม ศีลหมายถึงความสัมพันธ์ ความไว้วางใจกัน ไม่เบียดเบียนกัน เรื่องของจิตคือความสุขใจ ผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กลัดกลุ้ม มีเมตตากรุณา ไม่เห็นแก่ตัว ส่วนปัญญาหมายถึงการรู้จักคิด คิดถูก คิดชอบ เข้าใจสัจธรรมความจริงของชีวิต เห็นว่าอะไรคือความสุขที่แท้ของชีวิต สามารถนำพาชีวิตไปทางที่ถูกต้อง ความผาสุกทั้ง ๔ มิตินี้เป็นสิ่งที่เราต้องพยายามผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เน้นแต่เรื่องวัตถุหรือเม็ดเงินอย่างเดียว แต่เราจะหวังพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวคงไม่ได้ เราต้องพยายามทำทั้ง ๔ มิตินี้ให้เกิดขึ้นภายในชุมชนท้องถิ่นอย่างครบถ้วน

สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือความผาสุกทางกาย ศีล จิต ปัญญาไม่ได้เป็นสิ่งแยกจากกัน ถึงแม้เราทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชน เช่น การออมทรัพย์ แต่เราสามารถที่จะต่อยอดให้เกิดการร่วมมือกันมากขึ้น เสริมสร้างสำนึกในทางศีลธรรม และส่งเสริมทัศนคติที่ไม่มุ่งไปในทางวัตถุนิยมไปพร้อม ๆ กันได้ อย่างท่านอาจารย์สุบิน ปณีโต ที่จังหวัดตราด ท่านทำสัจจะสะสมทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้มุ่งแค่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาวบ้าน แต่พยายามต่อยอดไปสู่การสร้างความร่วมมือในชุมชน ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน การละเว้นอบายมุข มีความรู้เท่าทันในเรื่องบริโภคนิยม ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยอาศัยสัจจะสะสมทรัพย์เป็นฐาน

อาตมาคิดว่าใช้เวลาพอสมควรแล้ว หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์บ้าง จึงขอยุติปาฐกถาในเช้านี้แต่เพียงเท่านี้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved