กลับหน้าหลักหนังสือ
   หนังสือ > หนังสือเล่มที่ได้เขียนบทความไปลง > ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้จากพุทธศาสนา
กลับหน้าแรก
ประเภท : งานเขียน

ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้จากพุทธศาสนา
พระไพศาล วิสาโล
ชาติภูมิสถานป.อ.ปยุตฺโต สุพรรณบุรี
วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๒

ตีพิมพ์ลงในหนังสือ พระผู้ทำสงฆ์ให้งาม  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

 

 


วันนี้เป็นวันดี เป็นวันมงคลสำหรับชาวสุพรรณบุรี โดยเฉพาะชาวศรีประจันต์ ที่จริงต้องเรียกว่าเป็นวันดีวันมงคลสำหรับชาวไทยทั้งประเทศ เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งถือว่าเป็นบุคคลสำคัญของโลก

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ถือว่าเป็นศรีเป็นสง่าของชาวสุพรรณบุรี และของชาวไทยทั้งประเทศ  ไม่ใช่เพียงเพราะว่าองค์การยูเนสโกซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกให้การยกย่องท่าน และมอบรางวัลให้กับท่าน และก็ไม่ใช่เพียงเพราะว่าท่านเป็นพระราชาคณะชั้นสูงสุดคือพระราชาคณะชั้นสมเด็จ  ที่สำคัญกว่านั้นก็คือท่านเจ้าประคุณเป็นปูชนียบุคคลที่หาได้ยากอย่างยิ่ง   นอกจากท่านมีผลงานที่ทรงคุณค่ามากมาย โดยเฉพาะ  พุทธธรรม ซึ่งร้อยวันพันปีเมืองไทยจะมีสักเล่มหนึ่ง ปฏิปทาและวัตรปฏิบัติของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของชาวพุทธทั้งมวล  นี้เป็นเหตุผลสมควรที่ทุกท่านมาร่วมกันในที่นี้เพื่อรำลึกถึงท่าน แม้ว่าท่านจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่าไม่อยากให้ใคร ๆมาเสียเวลาเพื่อตัวท่านเป็นการเฉพาะ  แต่อยากให้พวกเราให้ความสำคัญกับสิ่งที่ท่านถือว่าเป็นหัวใจของชีวิตและผลงานของท่าน  นั่นคือพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม การบูชาบุคคลควรบูชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นมงคลสูงสุดประการหนึ่ง ดังนั้นจึงมีเหตุผลสมควรที่เราจะใช้โอกาสนี้รำลึกและสำนึกในบุญคุณของท่านเจ้าประคุณ ซึ่งเป็นบุคคลควรบูชา

สิ่งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จได้ทุ่มเทมาตลอดก็คือการช่วยให้ชาวพุทธมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและนำไปปฏิบัติให้เกิดผลดี  ดังนั้นหากเราเป็นศิษย์ของท่าน เคารพท่านก็ควรศึกษาผลงานของท่าน รวมทั้งควรใคร่ครวญจนพบคำตอบว่าพุทธศาสนามีประโยชน์อย่างไรกับชีวิตของเรา  อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันก็คือ ชาวพุทธจำนวนมากทีเดียว ยังเข้าถึงประโยชน์ของพุทธศาสนาน้อยมาก   พูดได้ว่าชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าหาพุทธศาสนาเพียงเพราะปรารถนาสิ่งปลอบประโลมใจหรือหาที่พึ่งทางใจเท่านั้น  หลายคนเข้าวัดทำบุญทำกุศลก็เพราะหวังความมั่งมีศรีสุข  ต้องการวัตถุมงคล หรืออยากให้พระพรมน้ำมนต์จะได้แคล้วคลาดจากอันตรายหรือภัยพิบัติ  จำนวนไม่น้อยมาวัดเพื่อทำบุญให้แก่ผู้ล่วงลับ จะได้บรรเทาความรู้สึกผิดเพราะว่าไม่ได้ใส่ใจท่านในยามที่ท่านมีชีวิตอยู่  เมื่อท่านล่วงลับดับไปจึงอยากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับท่าน เช่นมาถวายสังฆทาน 

พุทธศาสนาให้เราได้มากกว่าความหวังและการปลอบใจ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะว่าช่วยบรรเทาความทุกข์ ทำให้เกิดกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป ซึ่งดีกว่าการเข้าหาอบายมุขหรือสิ่งเสพติดเพื่อคลายความทุกข์ใจ  อย่างไรก็ตามเราพึงตระหนักว่าพุทธศาสนาสามารถให้ประโยชน์กับเราได้มากกว่านั้น  พุทธศาสนาเป็นมากกว่าสิ่งปลอบประโลมใจ สามารถให้สิ่งที่ประเสริฐยิ่งกว่าความหวังและกำลังใจ

สิ่งที่พุทธศาสนาสามารถให้ได้ยิ่งมากกว่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของพุทธศาสนาก็คือ การช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง  โดยเฉพาะความทุกข์ใจ ทั้งนี้ด้วยการบำเพ็ญตามหลัก  ศีล  สมาธิ ปัญญา  คือการฝึกตนจนมีปัญญาเข้าใจความจริงของชีวิต  ไม่ใช้ชีวิตหรือคิดนึกทวนกระแส                       แห่งสัจธรรม อันได้แก่ความไม่จิรังยั่งยืน เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ที่เรียกว่าพระไตรลักษณ์

พุทธศาสนาเมื่อมองในภาพรวม มีสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านที่ให้ความหวัง  กำลังใจ  และช่วยปลอบประโลมใจผู้คนในยามที่มีความทุกข์  แต่ในด้านหนึ่งก็ทำให้เราตระหนักถึงความจริง  ที่เราไม่อยากรับรู้ นั่นคืออะไร ๆ ก็ไม่เที่ยงและเต็มไปด้วยทุกข์  ในขณะหลวงพ่อปู่หลวงตาบอกเราว่าการทำบุญกุศลจะทำให้มีโชคมีลาภ อีกด้านหนึ่งท่านก็เตือนเราว่า โชคลาภเหล่านั้นไม่ใช่หลักประกันแห่งความสุขอย่างแท้จริง ในขณะที่พระบอกเราว่าถ้าเราหมั่นทำความดีเช่นรักษาศีล เราจะมีอายุ วรรณะ สุข พละ แต่ในอีกด้านหนึ่งท่านก็บอกเราว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ ล้วนไม่เที่ยง สุดท้ายเราทุกคนก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย  และต้องตาย

ในขณะที่หลวงปู่หลวงตาให้วัตถุมงคลแก่เราเพื่อเราจะได้แคล้วคลาดจากอันตราย แต่ในอีกด้านหนึ่งท่านก็บอกเราว่าไม่มีใครที่แคล้วคลาดจากความทุกข์ไปได้ ดังข้อความตอนหนึ่งในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าว่า “เราทั้งหลาย เป็นผู้ที่ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว”  จริงอยู่วันนี้เราสุขสบายดี แคล้วคลาดจากอันตราย แต่ในที่สุด เราก็ต้องเจ็บ ต้องป่วยและต้องตาย ในขณะที่เรามาวัดเพื่อหวังโชคหวังลาภหวังและความมั่งมี พระท่านก็จะบอกเราอีกเช่นกันว่า ร่ำรวยแค่ไหนก็หนีทุกข์ไม่พ้น ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ยังต้องมีความทุกข์ใจ เพราะทุกอย่างไม่สามารถเป็นไปตามใจหวังได้  ยิ่งกว่านั้นโชคลาภหรือทรัพย์สมบัติล้วนเป็นทุกข์ เป็นภาระ ไม่ให้ความสุขอย่างแท้จริง

คำสอนส่วนแรกเป็นสิ่งที่ชาวพุทธเราอยากได้ยินได้ฟัง เช่น ทำดีแล้วร่ำรวย มั่งมี มีโชคลาภ แต่คำสอนส่วนหลังที่พูดถึงสัจธรรมว่ารวยเท่าไหร่ก็ยังทุกข์ อายุยืนแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย เป็นคำสอนที่ชาวพุทธจำนวนมากไม่อยากได้ยินได้ฟัง ทั้งๆที่ถ้าเราตระหนักหรือเข้าใจความจริงดังกล่าวอย่างชัดเจน ความทุกข์ใจก็จะลดน้อยลง  เพราะว่าความทุกข์ใจนั้นถึงที่สุดเกิดจากความยึดติดถือมั่น  และที่เรายึดติดถือมั่นก็เพราะเราไม่เห็นความจริง เราไม่เข้าใจสัจธรรมว่า ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้  ทุกอย่างยอมเป็นไปตามกฎพระไตรลักษณ์ นอกจากไม่เที่ยงแล้วก็ยังเป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวใช่ตน  คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

คำสอนดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชาวพุทธจำนวนมากรับฟังได้อยาก เพราะว่าอยากให้ตัวตนหรือตัวกู ยั่งยืนสืบเนื่องไปชั่วฟ้าดินสลาย แต่ความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงก็คือว่านอกจากตัวตนไม่เที่ยงแล้ว เอาเข้าจริงๆตัวตนก็ไม่มีอยู่จริง มันเป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมา ความจริงแบบนี้เป็นเสมือนยาขมทั้งที่ชาวพุทธจำนวนมากไม่อยากฟัง แต่ถ้าเปิดใจรับฟังแล้ว ก็จะลดความยึดติดถือมั่นในสิ่งต่างๆ รวมทั้งร่างกายนี้   ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากและความตาย ก็จะไม่มีความสะดุ้งสะเทือน หรือความหวาดกลัวเพราะรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าแล้วความจริงมันเป็นเช่นนั้นเอง อรรถประโยชน์ดังกล่าวที่เราจะได้จากพุทธศาสนาสามารถช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ แต่ว่าชาวพุทธจำนวนมากเข้าไม่ถึงหรือที่จริงก็ไม่อยากฟัง อยากได้แต่ความสุขที่ฉาบฉวยหรือชั่วคราว

“คิดให้มันสูงไว้ไม่ดีหรือ”

หนทางแห่งความพ้นทุกข์นั้นมีอยู่และพระพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้แต่ชาวพุทธจำนวนมากกลับมองมองข้าม   ขนาดคนที่เข้าวัดบ่อย ๆ ยังไม่รู้จักประโยชน์ที่แท้จริงจากพุทธศาสนาได้ จึงไม่สามารถเห็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ นับประสาอะไรกับคนที่อยู่ไกลวัดซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

เดี๋ยวนี้มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทั่วโลกก็ว่าได้ ก็คือเมื่อผู้คนมีความทุกข์ใจและอยากหาทางออกจากทุกข์  เขาไม่ได้มองไปที่ศาสนาแต่มองไปที่วัตถุ  ปัจจุบันมีแนวโน้มมากขึ้นว่าผู้คนมุ่งแสวงหาการครอบครองวัตถุมากขึ้นเพื่อเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ทางใจ  อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ครอบคลุมแม้กระทั่งชาวพุทธที่อยู่ใกล้วัดหรืออยู่ใกล้พุทธศาสนา  เวลาปรารถนาความสุขก็จะนึกถึงความสุขทางวัตถุ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าวัตถุ 

มีเรื่องเล่าว่าสมัยที่หลวงปู่ดู่   พรหมปญฺโญ ยังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งมีพระรูปหนึ่งจะลาสิกขาจึงมาหาหลวงปู่ เพื่อขอให้หลวงปู่พรมน้ำมนต์และให้พร  ขณะที่หลวงปู่พรมน้ำมนต์ให้ พระรูปนี้อธิษฐานในใจว่า “ขอความร่ำรวยมหาศาล ขอลาภขอผลพูนทวี มีกินมีใช้ ไม่รู้หมด จะได้แบ่งไปทำบุญมาก ๆ” พอพระรูปนั้นเงยหน้าขึ้นมา เห็นหลวงปู่จ้องหน้า แล้วหลวงปู่ก็พูดขึ้นว่า  “ที่ท่านคิดน่ะมันต่ำ  คิดให้มันสูงไว้ไม่ดีหรือ แล้วเรื่องที่ท่านคิดน่ะจะตามมาทีหลัง”

พระรูปนั้นงงมากเลยนะเพราะว่าท่านนึกในใจแต่หลวงปู่รู้ความคิดของท่านได้อย่างไร  แต่สิ่งที่หลวงปู่พูดน่าสนใจกว่า  ท่านเตือนว่า การปรารถนาความมั่งคั่งร่ำรวยเป็นเรื่องที่ยังต่ำอยู่  คิดไว้ให้สูงไว้ไม่ดีกว่าหรือ คิดให้สูงคืออะไร คือนึกถึงความเจริญงอกงามในจิตใจ หรืออริยทรัพย์ ซึ่งก็คือการมีธรรมะ  มีศรัทธา  มีสติ มีปัญญา  ที่จริงไม่เฉพาะพระรูปนี้ คนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็คิดถึงแต่สามัญทรัพย์  แต่มองข้ามอริยทรัพย์ไป

พุทธศาสนาสอนว่าความสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์คือความสุขกาย ซึ่งเกิดขึ้นจากการวัตถุหรือมีทรัพย์สินเงินทอง  ความสุขชนิดนี้แม้ใคร ๆ ก็ต้องการ แต่พระพุทธเจ้าเตือนว่าเราไม่ควรหลงติดความสุขชนิดนี้ เพราะมีความสุขที่ดีกว่าสูงกว่า นั่นคือความสุขใจ และยิ่งกว่านั้นก็คือ ความพ้นทุกข์ หรือนิพพาน  นี้คือประโยชน์ขั้นสูงสุด หรือปรมัตถ์  หลวงปู่ดู่เตือนพระรูปนั้นว่า อย่านึกถึงแต่เรื่องเงินเรื่องทองหรือโชคลาภ  แต่ให้นึกถึงความสุขสงบเย็นทางใจ ให้นึกถึงนิพพานด้วย  เพราะหากความสุขประการหลังเกิดขึ้นกับเรา ทรัพย์สมบัติก็จะตามมา และกลายเป็นเรื่องเล็ก

อย่างที่อาตมาได้กล่าวมาแล้ว  ทุกวันนี้ แม้แต่ชาวพุทธที่อยู่ใกล้วัด รู้จักพุทธศาสนา ก็ยังคิดไปไม่ไกล  ยังสนใจแต่การมีเงินทอง มองข้ามประโยชน์สุขที่สูงหรือประเสริฐกว่านั้น  ไม่ต้องพูดถึงคนที่ไกลพุทธศาสนาหรือไกลวัด ซึ่งนับวันจะเอาวัตถุเป็นสรณะมากขึ้นเพื่อบรรเทาความทุกข์ใจ

ประเด็นนี้อาตมาขออธิบายซักหน่อย ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ว่าทุกยุคทุกสมัย ล้วนแสวงหาวัตถุเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ว่าสมัยก่อนผู้คนดิ้นรนแสวงหาวัตถุก็เพื่อความอยู่รอด  ต่อมาเมื่ออยู่รอดแล้วก็ต้องการวัตถุเพื่อความสะดวกสบายทางกาย  เช่นอากาศร้อนก็มีพัดลมเป่าให้เย็น หรือว่าอากาศเย็นก็มีเครื่องทำความร้อน  รวมทั้งมีเครื่องทุ่นแรงเพื่อไม่ต้องเหนื่อยกับการทำมาหากิน  เมื่อเรามีเทคโนโลยีมากขึ้นเราไม่ได้แสวงหาวัตถุเพียงเพื่อความสะดวกสบายทางกายเท่านั้น แต่ยังต้องการความสุขทางใจ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เรียกว่ายุคบริโภคนิยม  ผู้คนต้องการมีวัตถุสิ่งเสพมาก ๆ เพื่อความสุขทางใจ เพราะบริโภคนิยมให้สัญญากับเราว่า  เรามีมากเท่าไหร่ ก็จะมีความสุขมากเท่านั้น

แสวงหาวัตถุเพื่อแก้ทุกข์ใจ

ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เสพหรือมีวัตถุเพราะปรารถนาความเอร็ดอร่อยหรือเพราะความสุขสบายทางกาย แต่เพราะต้องการความสุขทางใจ  หรือบรรเทาความทุกข์ทางใจ  ความทุกข์ใจอย่างหนึ่งที่หลายคนต้องการบำบัดด้วยการเสพวัตถุ นั่นคือความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ   แต่ไหนแต่ไรมา  การที่คนเรามีวัตถุสิ่งเสพมาก นอกจากให้ความสุขทางกายแล้วก็ยังทำให้เกิดความสุขทางใจ คือดีใจที่มีเงินเยอะๆมีบ้านหลังใหญ่ รู้สึกภาคภูมิใจ  เป็นที่เชิดหน้าชูตาถ้ามีบ้านหลายหลัง  แต่ว่าปัจจุบันผู้คนคนแสวงหาวัตถุด้วยเหตุผลอื่น นอกจากที่พูดมา นั่นก็คือบรรเทาความทุกข์ทางใจ เป็นความทุกข์ที่เกิดจากความรู้สึกไม่มั่นคงในส่วนลึกของใจ  อาตมาเรียกความทุกข์แบบนี้ว่าเป็นปัญหาตัวตน  เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับสำนึกในตัวตนหรือในส่วนลึกของตัวตน

ปัญหาตัวตนเป็นปัญหาที่แพร่หลายในปัจจุบันและมีความลึกซึ้งมาก  แม้ผู้คนจำนวนมากจะมีความรู้สูง  มีปริญญาหลายใบ แต่ในจิตส่วนลึกมีความไม่มั่นคง   เป็นความไม่มั่นคงในระดับที่ลึกที่เรียกว่า ลึกถึงแก่นของตัวตนเลย   ดูเผิน ๆ มันเป็นความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง คนเดี๋ยวนี้แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย แต่รู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมาก ทำให้เกิดความปั่นป่วนในจิตใจ ผู้คนส่วนใหญ่ระงับบรรเทาความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างด้วยการหาสิ่งเสพสิ่งบริโภคมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผู้คนรู้สึกว่าตนมีเพื่อนพ้องมากขึ้นถ้าหากว่าได้เสพสินค้าที่มีชื่อหรือสินค้าแบรนด์เนม  เช่น เราคงได้ยินคำว่าสาวกแอปเปิ้ล ใครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล เช่น ไอโฟน หรือแม็คอินทอช จะรู้สึกอบอุ่นเพราะมีผู้คนมากมายใช้ของอย่างเดียวกัน                        รถมอเตอร์ไซด์บางยี่ห้อก็ให้ความรู้สึกอย่างนี้ เช่น สาวกฮาร์เลย์เดวิดสัน  คำพูดดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่สำนวน  มันให้ความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ว่าตัวเองมีพวกมีพ้อง

หลายคนพบว่าเมื่อได้เสพได้บริโภคสินค้าแบรนด์เนม จะรู้สึกว่าหมู่มีคณะ มีเพื่อนพ้อง รู้สึกอบอุ่น  ซึ่งช่วยลดความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ หรือลดความโดดเดี่ยวอ้างว้างในจิตใจได้  ในทำนองเดียวกันหลายคนจะรู้สึกว่ามีเพื่อนมีพ้องหรือรู้สึกอบอุ่นถ้าหากไปชมคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดัง หรือได้เป็นแฟนคลับของวงดนตรีบางวง  คำว่าเอฟซีก็ดี หรือ “ติ่ง” ก็ดี สะท้อนให้เห็นค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันที่ต้องการพวกพ้อง มีกลุ่มก้อน  ซึ่งเกิดจากการเสพหรือบริโภค 

คำว่าเสพนี้ไม่ได้หมายถึงการเสพวัตถุ เช่น กินกาแฟ ซื้อเสื้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเสพประสบการณ์ด้วย  รวมทั้งการได้เป็นพวกพ้องของดาราหรือวงดนตรีชื่อดัง  หลายคนเสพประสบการณ์ดังกล่าวก็เพราะต้องการคลายความโดดเดี่ยวอ้างว้าง อันนี้เป็นแรงจูงใจที่ทำให้ผู้คนมุ่งหาสิ่งเสพมากขึ้น ไม่ว่าเสพวัตถุหรือเสพประสบการณ์

นอกจากความรู้สึกโดดเดี่ยว อ้างว้างแล้ว  สิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจของผู้คนมากก็คือความรู้สึกไม่พอใจในตัวตนของตน อาตมาได้กล่าวไปแล้วว่า คนเราทุกวันนี้ไม่ได้เสพเพราะต้องการความเอร็ดอร่อย สนุกสนาน หรือสะดวกสบายเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ก็คือการเสพตัวตน เสพภาพลักษณ์    เช่น กาแฟชื่อดังอย่างสตาร์บัค  ผู้คนไม่ได้เสพเพราะกาแฟอร่อยเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือต้องการเสพภาพลักษณ์เช่น การเป็นคนทันสมัย    มีความคิดสร้างสรรค์  เวลาซื้อรองเท้าไนกี้ หลายคนไม่ได้ซื้อเพราะว่าใส่แล้วนุ่มสบาย แต่เพราะใส่แล้วเขารู้สึกว่าตนเป็นคนมีความสามารถ  เป็นนักกีฬา

เสพภาพลักษณ์เพื่อสร้างตัวตนใหม่

ปัจจุบันสินค้าแบรนด์เนมแทบทั้งหมด เขาไม่ได้ขายประโยชน์ใช้สอยของสินค้านั้นแต่ขายภาพลักษณ์  สินค้าที่เขาทำขายจะมีภาพลักษณ์ของคนดังคนเก่งติดมาด้วย เช่น ถ้าเป็นสิบปีก่อน ก็ไมเคิล จอร์แดน  หรือไทเกอร์ วูดส์ เวลาคนใส่ไนกี้เขาจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเก่ง มีภาพลักษณ์ของไมเคิล จอร์แดน หรือภาพลักษณ์ของ ไทเกอร์ วูดส์ติดมาด้วย  เดี๋ยวนี้หลายคนอยากเป็นนักกีฬา อยากเป็นคนเก่งแบบโรนัลโด้เพราะฉะนั้นเมื่อใส่หรือซื้อรองเท้าอดิดาส ก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีภาพลักษณ์ของโรนัลโด้ติดมาด้วย  ทีนี้เมื่อได้เสพภาพลักษณ์ของโรนัลโด้ก็เหมือนว่ามีตัวตนของโรนันโด้ติดมาด้วย  ภาพลักษณ์กับตัวตนมันไม่เหมือนกัน แต่ว่าปัจจุบันผู้คนมีความเชื่อว่าถ้าได้เสพหรือซื้อภาพลักษณ์ของใคร ตัวตนของเขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นคน ๆ นั้น  หรือคล้ายคน ๆ นั้น

เดี๋ยวนี้บริษัทชื่อดังไม่ได้เน้นผลิตสินค้า          แต่เน้นผลิตภาพลักษณ์  อย่างไนกี้ เขาบอกว่าเขาไม่ได้ผลิตรองเท้า  แต่เขาผลิตความเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถ  แม้แต่ฟอร์ด ก็บอกว่าไม่ได้ผลิตรถยนต์ แต่ขายภาพลักษณ์ชนชั้นกลางสมัยใหม่แบบอเมริกัน                มาลโบโร่ก็ไม่ได้ขายบุหรี่แต่ขายภาพลักษณ์ชายชาตรีแบบอเมริกัน  ส่วนแอปเปิ้ลก็ไม่ได้ขายคอมพิวเตอร์ หรือขายโทรศัพท์ แต่ขายภาพลักษณ์ความเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัย ไม่ติดกรอบ กล้าคิดต่าง

คนสมัยนี้มีจำนวนมากมายที่ไม่พอใจตัวตนที่เป็นอยู่ อยากได้ตัวตนใหม่ อยากเป็นคนทันสมัย อยากเป็นคนรุ่นใหม่ อยากเป็นคนคิดต่างจากคนอื่น อยากเป็นคนคิดไม่ติดกรอบ   เขาจึงซื้อสินค้าเหล่านี้ เพราะเชื่อว่าภาพลักษณ์ที่ดึงดูดใจ ที่ติดมากับสินค้าเหล่านี้      จะซึมซับเข้าไปเป็นตัวตนของเขา คล้ายๆกับคนสมัยก่อนที่อยากมีพลกำลังหรืออำนาจ จึงหาอุ้งตีนหมีหรืออวัยวะบางส่วนของเสือมากินเพราะคิดว่าพลกำลังของหมีหรือของเสือจะซึมซับมาสู่ตัวเขา  ในทำนองเดียวกัน คนสมัยนี้ก็คิดว่าถ้าใส่รองเท้าชนิดเดียวกับที่ไมเคิล จอร์แดนหรือ ไทเกอร์ วูดส์ใส่ ความเก่งของคนทั้งสอง ก็จะซึมซับมาสู่ตัวเขา กลายเป็นตัวตนของเขาไป

คนสมัยนี้คิดว่าเพียงแค่ได้ซื้อหรือมีสินค้าแบรนด์เนม เขาก็จะมีตัวตนใหม่ขึ้นมา จริงอยู่ความคิดกับความจริงนั้น เป็นคนละเรื่อง  แต่คนสมัยนี้เชื่อว่าความจริงอยู่ที่ความคิด  เราคิดอย่างไรความจริงก็เป็นอย่างนั้น  เราสังเกตไหม รถหลายคันที่แล่นบนท้องถนน  มีข้อความเขียนว่า “รถคันนี้สีแดง” ทั้ง ๆ ที่เป็นสีขาว  หรือ “รถคันนี้สีขาว” ทั้ง ๆ ที่เป็นสีดำ มันแปลว่าอะไร มันแปลว่า ถ้าเธอคิดว่ารถคันนี้สีแดง มันก็สีแดง  ถ้าคิดว่ารถคันนี้สีขาว มันก็สีขาว  ในทำนองเดียวกันถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนเก่ง เราก็จะเป็นคนเก่งจริง ๆ    ความเก่งนี้เกิดขึ้นได้กับเราเพียงเพราะอาศัยการใส่รองเท้าชนิดเดียวกับคนเก่งอย่างไมเคิล จอร์แดนหรือไทเกอร์ วูดส์

ด้วยเหตุนี้คนที่ไม่พอใจในตัวตน จึงพากันหาซื้อสินค้าแบรนด์เนม จะได้มีตัวตนใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ  นั่นหมายความว่าเราสามารถเป็นคนใหม่ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องขยัน ไม่ต้องฝึกฝนตน  เพียงแค่เราซื้อสินค้าแบรนด์เนมให้ถูก เราก็จะเป็นคนใหม่ได้ เช่น ซื้อสินค้าที่มีภาพลักษณ์ของคนเก่งคนดังติดมาด้วย เราก็จะเป็นคนเก่งเหมือนเขา  นี้คือวิธีสร้างตัวตนใหม่ของคนในยุคนี้   ซึ่งทำได้ง่าย ไม่ต้องเหนื่อย และไม่เสียเวลามาก  ทำได้ทันที

ความปรารถนาที่จะมีตัวตนใหม่คือเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการบริโภคของคนยุคนี้  ไม่ใช่ความสะดวกสบายหรือความสุขทางกาย แต่เป็นการบริโภคเพื่อความสุขทางใจ หรือเพื่อการพัฒนาตนด้วยซ้ำ ดังมีบางคนกล่าวว่า “การบริโภคเป็นวิถีทางบรรลุถึงการพัฒนาตน การประจักษ์แจ้งแห่งตน และการยังตนให้ไพบูลย์”  นิยามดังกล่าวถ้าพิจารณาให้ดีคล้าย ๆ กับหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ของศาสนาเลยทีเดียว

ความพร่องในยุคที่พรั่งพร้อมวัตถุ

อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนเอาวัตถุเป็นสรณะ ดิ้นรนขวนขวายอยากมีอยากเสพมาก ๆ  ก็คือ ความรู้สึกพร่องในส่วนลึกของใจ  ความรู้สึกพร่องทำให้รู้สึกขาดแคลน  ความรู้สึกขาดแคลนทำให้ต้องดิ้นรนแสวงหาวัตถุสิ่งเสพ  แต่ไม่ว่าจะได้มาเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกเต็มเลยสักที เพราะไม่ได้เติมเต็มสิ่งที่พร่อง เนื่องจากสิ่งที่พร่องนั้นไม่ใช่วัตถุแต่เป็นสิ่งอื่น

คนเป็นอันมากคิดว่าความทุกข์ใจของตนเกิดจากการมีเงินทองสิ่งเสพหรือทรัพย์สมบัติไม่มากพอ  จึงพยายามหามาให้ได้มาก ๆ  แต่เมื่อได้มาแล้วก็ยังไม่หายทุกข์  เขาจึงคิดว่าเป็นเพราะยังมีไม่พอ แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนขวนขวายมามากเท่าไหร่ก็ยังทุกข์อยู่นั่นเอง  นั่นเป็นเพราะปัญหาของเขาไม่ได้อยู่ที่ว่าเขามีไม่พอ แต่เป็นเพราะเขาสงบไม่พอต่างหาก

ความพร่องของคนทุกวันนี้ไม่ได้พร่องวัตถุหรือเงินทอง  แต่พร่องความสงบมากกว่า  แต่น้อยคนจะตระหนักถึงความจริงข้อนี้  เขายังคิดว่าตนเองมีไม่พอ จึงพยายามหามาเงินทองวัตถุสิ่งเสพให้ได้มาก ๆ  แต่ก็ไม่รู้สึกเต็มสักที   เพราะสิ่งที่หามานั้นไม่ใช่สิ่งที่จิตใจต้องการจริง ๆ  อะไรคือสิ่งที่จิตใจต้องการ อะไรคือสิ่งที่ยังพร่องอยู่ คำตอบคือความสงบ

การพร่องความสงบ หรือความไม่สงบในจิตใจ เป็นปัญหาสำคัญของคนยุคปัจจุบัน  ตราบใดที่เราไม่พบความสงบในจิตใจเราก็จะรู้สึกกระสับกระส่าย ซ้ำร้ายยังเข้าใจผิดว่าสาเหตุที่กระสับกระส่ายเป็นทุกข์เพราะยังมีไม่พอ  จึงเอาแต่ดิ้นรนแสวงหาวัตถุสิ่งเสพเรื่อยไป แทนที่จะแสวงหาความสงบมาเติมเต็มจิตใจของตน   และในเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง จึงไม่หยุดดิ้นรนเสียที

นอกจากสงบไม่พอแล้ว ความพร่องอีกอย่างหนึ่งก็คือ  พร่องความสุขใจ ซึ่งเกิดความความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีคุณค่าและความหมาย  จะเรียกว่าพร่องคุณค่าและความหมายของชีวิตก็ได้ หากมีความรู้สึกเช่นนี้แม้มีเงินมากมายก็ไม่ช่วยให้มีความสุขได้

มีผู้หญิงคนหนึ่ง เธอยังสาว สวย และรวย  แต่สีหน้าอมทุกข์ มาก  จึงมาหาจิตแพทย์ เพราะรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ไม่มีความสุขเลย เธอไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม กระทั่งมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย

จิตแพทย์ได้ฟังปัญหาของเธอแล้ว แทนที่จะให้ยากลับบอกว่า อยากให้เธอฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าแล้วก็ไปเรียกคุณป้าคนหนึ่งซึ่งกำลังทำความสะอาดอยู่แถว ๆ นั้น ให้มาเล่าเรื่องของเธอ

คุณป้าเล่าว่า   เมื่อปีที่แล้วเธอเสียสามีซึ่งอยู่ด้วยกันมากว่า ๓๐ ปีเพราะโรคมาเลเรีย ไม่กี่เดือนต่อมาเธอก็สูญเสียลูกชายคนเดียวเพราะอุบัติเหตุรถยนต์   เธอโศกเศร้ามาก นับแต่นั้นก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เหลือใครอีกแล้ว  เธอหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต  ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม จนมีความคิดฆ่าตัวตาย

เย็นวันหนึ่งขณะที่เธอเดินกลับบ้าน ลูกแมวผอมโซตัวหนึ่งวิ่งตามเธอมาจนถึงหน้าบ้าน  เธอเห็นว่าข้างนอกหนาวมาก สงสารแมว จึงอุ้มแมวตันนั้นเข้ามาในบ้าน  เนื่องจากมันผอมโซ เธอจึงเอานมให้มันกิน  หลังจากที่เลียนมจนหมดจาน มันก็มีความสุข มานัวเนียพันแข้งพันขาเธอ เธอเห็นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ตอนนั้นเองที่เธอเกิดเอ๊ะขึ้นมา เพราะเธอยิ้มไม่ได้มานานแล้ว จำไม่ได้ว่ายิ้มครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่  แล้วเธอก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า ถ้าการช่วยให้แมวหายหิวทำให้ฉันยิ้มได้  การช่วยให้คนอื่นมีความสุขก็น่าจะช่วยให้ฉันมีความสุขด้วยเช่นกัน   

วันรุ่งขึ้นเธอจึงอบขนมปังแล้วเอาไปเยี่ยมเพื่อนบ้านคนหนึ่งซึ่งป่วยมาหลายเดือน เพื่อนคนนั้นพอเห็นเธอมาเยี่ยม เขาก็ดีใจ ยิ้มอย่างมีความสุข  เธอเห็นเขามีความสุข ก็อดมีความสุขไม่ได้   เธอพบว่าการช่วยให้คนอื่นมีความสุขทำให้เธอมีความสุข เธอจึงตั้งใจว่าทุกวันเธอจะไปทำความดีช่วยเหลือผู้อื่นทุกวัน ไม่นานหลังจากนั้นเธอก็กินได้นอนหลับ ยิ้มได้เหมือนเคย  กลับมามีความสุขเหมือนเดิม

พอเธอเล่าจบ หญิงสาวคนนั้นก็อึ้ง เพราะเธอมีทุกอย่างที่เงินซื้อได้ แต่สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ เธอไม่มีเลย

ผู้หญิงคนนี้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย มีชีวิตที่สะสะดวกสบาย แต่เธอไม่มีความสุขใจเลย เรียกว่าพร่องความสุข เพราะชีวิตเธอขาดคุณค่าและความหมาย เรียกว่าแม้จะพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ แต่ข้างในว่างเปล่า เพราะพร่องคุณค่า  

เรื่องราวของเธอเป็นตัวอย่างที่ชี้ว่า หากจิตใจพร่องความสุข ชีวิตขาดคุณค่าและความหมายแล้ว  ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่  ขณะเดียวกันก็ชี้ว่าแม้มีวัตถุเงินทองสิ่งเสพมากมาย มันก็ไม่สามารถเติมเต็มจิตใจ หรือทำให้ใจหายพร่องได้  แต่คนส่วนใหญ่เป็นเช่นเดียวกับเธอ คือคิดว่าความทุกข์ในจิตใจเกิดจากความพร่องวัตถุ จึงพยายามหาวัตถุมาเติมเติม แต่ยิ่งทำ ก็ยิ่งพร่อง เพราะทำให้ชีวิตห่างไกลจากคุณค่าและความหมายยิ่งขึ้น

ความพร่องที่มิอาจเติมเต็ม

ยังมีความรู้สึกพร่องอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาตัวตน  เป็นความรู้สึกพร่องที่อยู่ในส่วนลึกของใจ เป็นผลจากความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีจริง  ในมุมมองพุทธศาสนา  ตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตน  แต่เป็นเพราะอวิชชา เราจึงสำคัญผิดว่ามีตัวตน มีตัวกู แล้วยึดติดถือมั่นในตัวกู  แต่มีบางช่วงบางขณะที่คนเราจะเกิดความสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือ เพราะว่าถ้าตัวตนมีจริงมันต้องเที่ยงแท้ ไม่แปรเปลี่ยน แต่สังเกตไหมว่าตัวตนของเราแต่ละคนแปรเปลี่ยนไปเรื่อย  เช่น เวลาเจอลูก ตัวตนที่เป็นพ่อแม่ หรือความสำคัญตนว่าฉันเป็นพ่อแม่ก็ปรากฏ   พอเจอพ่อแม่ ตัวตนที่เป็นพ่อแม่ก็หายไป เกิดสำคัญตนว่าฉันเป็นลูกขึ้นมาแทน  พอเจออาจารย์ ตัวตนที่เป็นศิษย์ก็เกิดขึ้น แต่พอเจอลูกศิษย์ ก็สำคัญมั่นหมายว่าฉันเป็นอาจารย์    ในทำนองเดียวกัน พอเจอฝรั่ง ตัวตนคนไทยก็ปรากฏ แต่พอเจอคนมุสลิม ตัวตนคนพุทธก็ปรากฏ

ตัวตนของแต่ละคนจะเกิดและดับอยู่เสมอ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมใดหรืออยู่ในบริบทใด  ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ ทำให้ในความรู้สึกส่วนลึกเราเกิดความสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือ หรือว่าเป็นแค่สมมติหรือสิ่งปรุงแต่ง  ความคิดแบบนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าตัวตนมีจริง  ทีนี้ความสงสัย ไม่มั่นใจแบบนี้เป็นสิ่งที่จิตใจของเรายอมรับไม่ได้ มั่นสั่นคลอนส่วนลึกของใจ เพราะใคร ๆ ก็คิดว่าฉันมีตัวตน ตัวตนเป็นของจริง อีกทั้งยังยึดมั่นในตัวตน  แต่พอเกิดความสงสัยไม่มั่นใจเช่นนี้ก็ย่อมเป็นทุกข์  จิตใจของเราจึงพยายามกดข่มความสงสัยและความไม่มั่นใจดังกล่าว  แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร มันก็ไม่ได้หายไปไหน  อย่างมากก็แค่หลบซ่อนอยู่ในจิตส่วนลึกที่เรียกว่าจิตไร้สำนึก  ขณะเดียวกันก็สร้างความปั่นป่วนในจิตใจ  บางครั้งก็ผุดโผล่มาในรูปความรู้สึกพร่อง

ความรู้สึกพร่องชนิดนี้เป็นแรงผลักดันที่สำคัญของมนุษย์ ที่มีอิทธิพลต่อผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ก่อให้เกิดความรู้สึกทุกข์ใจ แม้จะมีเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจมากมายเพียงใด ก็ยังเป็นทุกข์อยู่ในส่วนลึกทำให้ต้องดิ้นรนขวนขวายหาอะไรมาช่วยเติมเต็ม   แต่ก่อนศาสนาต่าง ๆ เคยทำหน้าที่นี้คือช่วยบรรเทาความรู้สึกพร่องหรือความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ  เช่น ทำให้จิตใจเกิดความสงบ หายรุ่มร้อนกระสับกระส่าย โดยมีพระเจ้ามาช่วยสร้างความอบอุ่นในจิตใจหรือเติมเต็มจิตใจ  พุทธศาสนาก็ทำหน้าที่นี้เช่นกัน เช่น ทำให้เกิดความสงบในจิตใจ รวมทั้งทำให้เห็นความจริงว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง เมื่อยอมรับความจริงดังกล่าวได้จนถึงส่วนลึกของจิตใจ ก็ไม่เกิดความหวั่นไหวรุ่มร้อนอีกต่อไป

แต่ระยะหลังคนเสื่อมศรัทธาในศาสนา ขณะเดียวกันศาสนาก็ละเลยบทบาทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ  ตอนนี้ผู้คนจำนวนมากจึงหันไปหาวัตถุเพื่อบรรเทาความรู้สึกพร่องแทน ด้วยความเชื่อว่าการมีวัตถุมาก ๆ จะช่วยเติมเต็มจิตใจ  ทำให้หายรุ่มร้อนกระสับกระส่าย แก้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะพรั่งพร้อมด้วยวัตถุ มีสิ่งเสพมากมาย ก็ไม่สามารถลดความรู้สึกพร่องหรือช่วยเติมเต็มจิตใจได้เลย แม้กระนั้นผู้คนก็ยังไม่เลิกดิ้นรนขวนขวายหาวัตถุสิ่งเสพมาให้มาก ๆ  เพราะยังมีความหวังว่าวัตถุสิ่งเสพจะช่วยให้มีความสุขได้ จึงเกิดความหลงติดในความสุขจากวัตถุ

เสน่ห์และข้อจำกัดของความสุขจากวัตถุ
  
สาเหตุที่ผู้คนหลงใหลในความสุขจากวัตถุหรือความสุขจากสิ่งเสพ ก็เพราะมันเป็นความสุขที่เข้าถึงง่าย  เช่น กินอาหารอร่อยแค่ไม่กี่คำก็มีความสุข  ฟังเพลงประเดี๋ยวเดียวก็มีความสุขแล้ว  เวลาเครียด  ไปเดินเล่นในห้างก็หายเครียดแล้ว  นี่คือเสน่ห์ประการแรกของความสุขจากวัตถุหรือกามสุข นั่นคือเข้าถึงง่าย  ให้ผลเร็ว

ประการต่อมาคือ มันมีความหลากหลาย  โดยเฉพาะในยุคบริโภคนิยม  มีวัตถุสิ่งเสพมากมายให้เราเลือก เวลาเราไปห้างสรรพสินค้า จะพบว่ามีสินค้าต่างๆ มากมายหลายยี่ห้อให้เราเลือก  แค่ไอศกรีม ก็มีหลายสิบรสชาติที่ล้วนแต่อร่อยทั้งนั้น   ความหลากหลายดังกล่าวทำให้เรารู้สึกว่าเรามีเสรีภาพมาก สามารถเลือกอะไรก็ได้  ขณะเดียวกันกามสุขยังทำให้เรารู้สึกมีอำนาจ เมื่อเรามีโทรศัพท์มือถือ มีรถยนต์ เราจะรู้สึกว่าเรามีอำนาจมากขึ้น ทำให้ศักยภาพของเราเพิ่มพูนมากขึ้น  รวมทั้งทำให้รู้สึกโก้เก๋ โดยเฉพาะเมื่อเรามีรถเบ็นซ์ สวมนาฬิกาโรเล็กซ์ หรือสะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตองราคานับแสน

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสุขใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียก็คือมันให้ความสุขแก่เราเพียงชั่วคราวชั่วยาม เวลาเราได้เสื้อตัวใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ รถคันใหม่ เราจะมีความสุข อารมณ์ดีใช่ไหม  แต่ความสุขหรือความดีใจ มันอยู่กับเราไม่นาน ผ่านไปสองสามเดือนของใหม่ก็กลายเป็นของเก่า หมดเสน่ห์  เราเริ่มรู้สึกเบื่อ แม้ว่าเสื้อตัวนั้นหรือรองเท้าคู่นั้นยังไม่ได้ใส่เลยด้วยซ้ำ นาฬิกาก็ยังใหม่ โทรศัพท์ก็ยังใช้งานได้ดี แต่ว่ามันหมดเสน่ห์ไปเสียแล้ว ตอนนี้เราอยากได้เสื้อตัวใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ นาฬิกาเรือนใหม่ หรือโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว

ความสุขที่เกิดจากวัตถุเกิดขึ้นเร็วก็จริง แต่มันก็หายไปเร็ว จืดจางไปเร็วเช่นกัน  ในอเมริกาเคยมีการสอบถามคนนับพันที่ถูกลอตเตอรี่ รางวัลที่1 ไม่ว่าจะเป็นสลากกินรวบ สลากกินแบ่ง บางรายได้เงินเป็น พันล้านบาท เขาพบว่าความสุขจากเงินรางวัลเหล่านั้นอยู่ได้ไม่เกิน6เดือน ในที่สุดความรู้สึกก็จะอยู่ในระดับเดียวกับตอนก่อนถูกล็อตเตอรี่  หลายรายพบว่ามีความสุขน้อยกว่าตอนที่ยังไม่ถูกล็อตเตอรี่ด้วยซ้ำ    ทั้ง ๆ ที่เงินก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่ความสุขหรือความดีใจมันลดลงแล้ว

ความจริงข้อนี้ เราสังเกตได้โดยไม่ต้องถูกลอตเตอรี่ก็ได้  อย่างที่อาตมายกตัวอย่างเมื่อสักครู่ เวลาได้ของใหม่มาเรามีความสุข  แต่ความสุขจะอยู่ไม่นาน พอความสุขหายไป ถ้าเราอยากจะมีความสุขใหม่ก็ต้องไปซื้อตัวใหม่ ซื้อของใหม่ จึงจะมีความสุขเท่าเดิม  อันนี้ชี้ว่าความสุขที่เกิดขึ้นเป็นของชั่วคราว สิ่งที่ตามมาคือความทุกข์เพราะมาซื้อมาแล้วก็ต้องรักษา กลัวคนจะขโมย สร้อยทองทำให้เรามีความสุข แต่ว่าเวลาจะนอน หลายคนนอนไม่เป็นสุข  อย่างที่เขาว่า “มีทองเท่าหนวดกุ้ง สะดุ้งทั้งวัน”

นี้คือความทุกข์จากสิ่งเสพ มีเรื่องเล่าว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งไปกราบหลวงปู่ดู่  พรหมปญฺโญ แล้วเขาก็บอกหลวงปู่ว่าเพิ่งไปเช่าพระอุปคุตมา    หลวงปู่ถามว่าเช่าไปทำไม เขาตอบว่า “จะได้รวยไงครับ หลวงปู่” หลวงปู่ดู่จึงเปรยเบาๆ ว่า “รวยกับซวยมันใกล้ ๆ กันนะ” เขางง จึงถามหลวงปู่หมายความว่าอย่างไร ทีแรกหลวงปู่ตอบว่า “มันออกเสียงคล้ายกัน” สักพักท่านก็ตอบว่า “จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์ จะรักษามันก็ทุกข์ หมดไปก็ทุกข์อีก  กลัวคนจะจี้จะปล้น ไปคิดดูเถิด มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง เอาดี ดีกว่า”

เงินทอง วัตถุสิ่งเสพหรือโชคลาภทำให้เรามีความสุขก็จริง แต่ก็เป็นภาระในเวลาเดียวกัน พระพุทธเจ้าเปรียบว่าความสุขจากวัตถุหรือกามสุขว่า เหมือนกับแสงสว่างที่เกิดจากไต้ที่ทำด้วยหญ้าแห้งเวลาเราจุด มันก็ให้แสงสว่าง แต่ก็ทำให้ระคายเคือง ความสว่างมีก็จริง แต่ต้องแลกมากับความระคายเคือง หมายความว่า วัตถุสิ่งเสพ เงินทอง ให้ความสุขหรือความสะดวกสบายก็จริง แต่ก็เจือไปด้วยความทุกข์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง  มันเป็นสุขชั่วคราว แต่ตามมาด้วยทุกข์ที่ยาวนาน 

ที่สำคัญก็คือวัตถุสิ่งเสพไม่สามารถแก้ปัญหาตัวตนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าปัญหาตัวตนนั้นจะเกิดจากความต้องการมีตัวตนใหม่ หรือเติมเต็มจิตใจให้หายพร่อง ไม่ว่าพร่องความสุข หรือพร่องเพราะรู้สึกสงสัยไม่มั่นใจว่าตัวตนมีอยู่จริง  ทั้งนี้ก็เพราะคนเราจะมีตัวตนใหม่ได้อย่างแท้จริง  ไม่ใช่เพราะการเสพไม่ใช่เพราะการมีการได้  แต่เป็นเพราะการฝึกฝนตน เริ่มต้นตั้งแต่การฝึกกาย วาจา คือศีล เมื่อฝึกจิตด้วยสมาธิ ทำให้เกิดปัญญา  เราก็จะเป็นคนใหม่ จากคนใจร้อนกลายเป็นคนใจเย็น จากคนเห็นแก่ตัวกลายเป็นคนเอื้อเฟื้อ มีเมตตากรุณา จากคนที่อมทุกข์กลายเป็นคนที่มีแจ่มใสเบิกบานเพราะรู้จักปล่อยรู้จักวาง

เป็นคนใหม่ได้ด้วยการฝึกตน

คนสมัยก่อนเปลี่ยนเป็นคนใหม่ หรือมีตัวตนใหม่ด้วยการบวช  มีคำพูดว่าคนที่บวชแล้วจะกลายเป็นคนสุก ไม่ใช่คนดิบ นั่นคือมีตัวตนใหม่   เป็นคนสุกเพราะอะไร ก็เพราะได้ผ่านการอบรมฝึกฝนตน คำว่าอบก็ดี รมก็ดี หมายถึงความร้อน  ข้าวจะสุกได้ก็เพราะเจอความร้อน ผลไม้จะสุกได้ก็เพราะโดนความร้อน  การอบรมก็เช่นกัน ทำให้คนเราเปลี่ยนเป็นคนใหม่ มีตัวตนใหม่ เช่น  มีความอดทน มีเมตตา มีสติ สมาธิ และมีปัญญา  เข้าใจความจริงของชีวิต ไม่ยึดติดถือมั่น หรือไม่ถูกกิเลสครอบงำ มุ่งปรนเปรอตัวเองด้วยวัตถุ จนมองข้ามการบำเพ็ญคุณธรรมความดี  การบวชทำให้คนเป็นคนสุกผ่านการฝึกฝนทั้งกายวาจาและใจ ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา  นี้คือวิธีการสร้างตัวตนใหม่ที่พุทธศาสนาหยิบยื่นให้เรา  มันเป็นการเปลี่ยนตัวตนแท้จริง

พุทธศาสนาไม่เพียงช่วยให้เรามีตัวตนใหม่ที่ดีงามและประเสริฐ  หากยังไปถึงขั้นที่ทำให้เราตระหนักว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง  หากมีปัญญาเห็นความจริงขั้นนี้ ก็จะหมดสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือไม่  ไม่เกิดความอาลัยหวงแหนในตัวตน และดังนั้นจึงไม่เกิดความรู้สึกพร่องอีกต่อไป  ไม่มีความทุกข์มารบกวนจิตใจให้กระสับกระส่ายอีกต่อไป

นี้คือประโยชน์ขั้นสูงสุดที่เราสามารถได้รับจากพุทธศาสนา  แต่ว่าประโยชน์ส่วนนี้ของพุทธศาสนานับวันผู้คนจะเข้าไม่ถึง หรือรู้สึกห่างไกล จนกระทั่งไม่รู้เลยว่ามีอยู่จริง  ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นพุทธศาสนาโดยเฉพาะที่สอนหรือเผยแพร่ในหมู่คนทั่วไปในปัจจุบัน ไม่ได้ทำให้เขาเห็นเลยว่าพุทธศาสนาสามารถพาเขาออกจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง หรือมีประโยชน์อย่างนี้อยู่

ในยามที่ผู้คนมีความทุกข์ทางใจ มีปัญหาตัวตน อย่างที่ได้กล่าวมา เขาไม่เห็นเลยว่าพุทธศาสนา ช่วยแก้ปัญหาตัวตนได้อย่างแท้จริง  กลับเห็นว่าบริโภคนิยมหรือการมีวัตถุสิ่งเสพโดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม    จะช่วยแก้ปัญหาตัวตนให้กับเขาได้  ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะบริโภคนิยมให้คำมั่นสัญญาว่าจะแก้ทุกข์ให้เราได้ อีกทั้งมีเสน่ห์จูงใจผู้คน  แต่เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือพุทธศาสนาที่สอนกันในระยะหลังส่วนใหญ่ไม่ได้เสนอทางออกที่แตกต่างหรือดีกว่าบริโภคนิยมเลย  คือไม่สามารถทำให้ชาวพุทธเห็นว่า พุทธศาสนาแก้ทุกข์ทางใจได้ดีกว่าบริโภคนิยม สามารถแก้ปัญหาตัวตนได้ดีกว่าการมีวัตถุสิ่งเสพ

เมื่อพุทธศาสนาคล้อยตามบริโภคนิยม

ยิ่งไปกว่านั้นพุทธศาสนาที่สอนหรือปฏิบัติกันในปัจจุบันกลับคล้อยตามกระแสบริโภคนิยม คล้อยตามอย่างไร คล้อยตามด้วยการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้ผู้คนแสวงหาความสุขจากวัตถุ คล้อยตามด้วยการสนองความอยากมี อยากได้ อยากเสพ อยากรวยของผู้คน เวลาให้พรพระหลายรูปก็จะบอกว่า ขอให้รวย รวย รวย เวลาโยมมาทำบุญ พรที่ให้ก็วนเวียนอยู่กับการมีโชค มีลาภ รวมทั้งสนองความอยากรวยด้วยการขายวัตถุมงคล มีน้ำมนต์ มีเครื่องรางของขลังมาตอบสนอง  

ขณะที่ลัทธิบริโภคนิยมบอกเราว่าคุณจะมีความสุขมากขึ้นถ้าคุณเสพมาก ๆ ซื้อของเยอะ ๆ  มีเงินหลาย ๆ พุทธศาสนาที่นิยมสอนในปัจจุบันก็ให้สัญญากับเราว่า คุณจะมีโชคมีลาภถ้าคุณซื้อบุญมาก ๆ  ทุกวันนี้บุญถูกนำเสนอราวกับเป็นสินค้า เป็นสินค้าที่จะได้มาก็ด้วยการซื้อหรือการใช้เงิน  เดี๋ยวนี้แม้กระทั่งสมาธิหรือนิพพาน ก็กลายเป็นสินค้าอย่างหนึ่ง ที่เพียงแต่มีเงินก็ซื้อหาได้  นี้เป็นวิธีการสนองความอยากของผู้คนที่เลียนแบบบริโภคนิยม  เพราะยุคนี้ผู้คนนอกจากอยากรวยแล้ว ยังต้องการความสะดวกสบาย ต้องการอะไร ก็อยากได้อะไรเร็ว ๆ และสะดวกสบาย ไม่ต้องเหนื่อย

ผู้คนเดี๋ยวนี้อยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อ เพราะเร็วดี ง่ายดี ไม่เหนื่อย เช่น อยากมีสุขภาพดีก็ซื้อบริการสุขภาพ  อยากมีความรู้ก็ซื้อบริการจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย  ตอนหลังอยากมีความสงบเย็นก็ซื้อบุญเพื่อให้เกิดความสงบเย็น  อยากได้นิพพานก็ทุ่มเงินลงไป ง่ายดี ไม่ต้องนั่งทำสมาธิภาวนาให้เหนื่อยหรือเสียเวลามาก  พูดง่าย ๆ คือ เราจะพ้นทุกข์ มีสุขยั่งยืน เพียงแค่มีเงินและรู้จักซื้อให้ถูกช่องทาง   อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นแค่ความหวังเท่านั้น  เพราะหากอยากได้ความสงบ สติ สมาธิ หรือแม้แต่นิพพาน ก็ต้องลงมือปฏิบัติ รวมทั้งขัดเกลาตนเอง ซึ่งต้องอาศัยทั้งความเพียร ความอดทน และการลดละความเห็นแก่ตัว

ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของบริโภคนิยม คือ  การเน้นความเป็นปัจเจกบุคคล เช่น ความเป็นตัวของตัวเอง  การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งการสนองความต้องการส่วนบุคคล  สังเกตได้ว่าการเสพสมัยนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวมากขึ้น แยกห่างจากคนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ  เช่น แต่ก่อนเราฟังเพลงกันทั้งบ้านด้วยวิทยุสเตอริโอเครื่องเดียวกัน  แต่เดี๋ยวนี้เราฟังเพลงคนเดียวเพราะมีหูฟังหรือซาวอะเบ้าท์  แต่ก่อนเราดูโทรทัศน์ด้วยกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน ดูข่าวช่องเดียวกันทั้งบ้าน  แต่เดี๋ยวนี้ต่างคนต่างดู เพราะมีโทรทัศน์กันคนละเครื่อง ระยะหลังก็ดูจากโทรศัพท์มือถือซึ่งมีคนละเครื่อง   วิถีชีวิตแบบนี้ทำให้ผู้คนมีลักษณะตัวใครตัวมันมากขึ้น สนใจแต่ตัวเอง สนใจคนอื่นน้อยลง จนถึงขั้นไม่มีน้ำใจให้กัน

พุทธศาสนาที่สอนกันในระยะหลังก็พลอยได้รับอิทธิพลจากบริโภคนิยมในแง่นี้ด้วย  คือมุ่งตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล โดยไม่คำนึงว่าความต้องการดังกล่าวจะส่งผลต่อส่วนรวมไหม เช่น มีบางวัดทำวัตถุมงคลรุ่นดูดทรัพย์ โดยไม่สนใจว่าดูดทรัพย์จากกระเป๋าของใคร  หลายคนพอรู้ว่ามีวัตถุมงคลแบบนี้ก็แห่ไปซื้อ โดยไม่ฉุกคิดว่ามันถูกต้องไหมไปที่ดูดทรัพย์จากกระเป๋าของคนอื่น ถ้ารวยเพราะดูดเงินของคนอื่นมาเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจไหม

การมุ่งตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น คิดถึงคนอื่นน้อยลง  เดี๋ยวนี้ทัศนคติดังกล่าวไม่ได้ส่งผลต่อการบริโภคและการใช้ชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่รวมไปถึงการทำบุญ หลายคนเวลาทำบุญ ก็หวงบุญ ไม่อยากเผื่อแผ่หรืออุทิศบุญกุศลให้ใคร เพราะคิดว่าจะทำให้บุญของตนหดหายไปด้วย  นี้เป็นทัศนคติที่นึกถึงแต่ตัวเอง โดยไม่สนใจผู้อื่น

ช่วยให้ผู้คนรู้จักพุทธศาสนาที่แก้ทุกข์ได้จริง

พุทธศาสนานั้นสามารถช่วยผู้คนอย่างแท้จริง  แต่จะทำเช่นนั้นได้ ต้องไม่คล้อยตามบริโภคนิยม แต่นำเสนอทางออกที่ดีกว่าบริโภคนิยม  นั่นคือทำให้ผู้คนทั้งหลายตระหนักว่าคนเราจะมีความสุขหรือมีตัวตนใหม่อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะการเสพ เพราะการบริโภค หรือเพราะมีเยอะ ๆ  แต่เพราะการฝึกตน ลดความตระหนี่ ลดความเห็นแก่ตัว  ยึดติดถือมั่นสิ่งต่าง ๆ น้อยลง โดยเฉพาะตัวกูของกู   ทั้งนี้ด้วยการฝึกตนตามหลักไตรสิกขา หรือการทำความดีโดยอาศัยหลักบุญกิริยาวัตถุ ถ้าหากผู้คนเห็นว่าการฝึกตนให้มีศีล สมาธิ และปัญญา ช่วยให้พ้นทุกข์ทางใจหรือบรรเทาความทุกข์ทางใจได้อย่างแท้จริง ทำให้มีความสุขมากขึ้น  รวมทั้งเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ อยู่ในวิสัยที่เขาจะทำได้  เขาก็จะได้ประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างมาก ไม่ใช่เพียงแค่ได้รับความหวัง กำลังใจจากพุทธศาสนาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามพุทธศาสนาจะนำเสนอทางออกให้เขาเห็นแบบนี้ได้ จะต้องไม่เน้นแต่พิธีกรรมที่มุ่งเพียงแค่ให้ความหวังแก่ผู้คน   หรือตอบสนองแค่ความต้องการเฉพาะตัว โดยเฉพาะความต้องการที่เป็นประโยชน์ชั่วคราว เป็นสุขที่เจือด้วยทุกข์   แต่ทำมากกว่านั้น คือชี้แนะทางปฏิบัติเพื่อการแก้ทุกข์อย่างแท้จริง คือแก้ทุกข์ที่ใจ   เช่น ทำให้เขารู้จักทำสมาธิภาวนา  มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักสมาธิภาวนาเลย แม้ว่าอยู่กับพุทธศาสนามานาน แต่ตอนนี้การทำสมาธิภาวนาแบบพุทธเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก ซึ่งหลังจากแสวงหาวัตถุมาปรนเปรอตนอย่างเต็มที่ ก็พบความจริงว่าวัตถุสิ่งเสพหรือเงินทองก็ไม่ได้ช่วยแก้ทุกข์ได้อย่างแท้จริง แม้กระทั่ง บิล เกตส์  ซึ่งตอนหนุ่มๆ ไม่สนใจสมาธิเลย เห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ตอนนี้ยอมรับแล้วว่าสมาธิภาวนาช่วยเขาได้เยอะ โดยเฉพาะการเจริญสติ แม้ว่าชีวิตเขาจะวุ่นวายด้วยการงานต่างๆ แต่เขาก็พยายามหาเวลาให้กับการเจริญสติทำสมาธิ โดยตั้งใจทำสมาธิอาทิตย์ละ ๓ ๓ ครั้ง ครั้งละ ๑๐ นาที ซึ่งไม่ได้มากมายเลย แม้กระนั้น เขาพบว่ามันมีผลดีต่อจิตใจของเขามาก ทำให้เขาเครียดน้อยลง  ต้นปีนี้เขาถึงกับเชิญชวนให้ผู้คนอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งแนะนำการเจริญสติอย่างง่าย ๆ วันละไม่กี่นาที

ถ้าหากเราสามารถทำให้คนไทยเห็นว่า พุทธศาสนาสามารถช่วยเราได้มากกว่าที่เข้าใจกัน และ หากเรารู้จักฝึกตน เช่นทำสมาธิภาวนา ไม่ใช่เพียงแค่มาทำบุญ  หาวัตถุมงคล หรือมาวัดให้พระรดน้ำมนต์  ผู้คนก็จะมีความสุขมากขึ้น มีชีวิตที่งอกงามมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลง ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติดังกล่าวเท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้คนตระหนักว่าความสุขที่แท้คืออะไร  เป็นความสุขที่ประเสริฐกว่าความสุขจากวัตถุ นั่นคือความสุขทางใจที่เกิดจากการฝึกฝนตน ตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา  

การปฏิบัติด้วยตนเองเท่านั้นจะทำให้เขาเห็นชัดว่าเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ไหน หากอยู่ที่ใจของตน ไม่ว่ามีโชคมีลาภ มีอายุยืนพียงใด ถ้ายังปล่อยให้ใจหลงยึดติดถือมั่น พอกพูนด้วยกิเลส หรือถูกครอบงำด้วยอารมณ์อกุศล  จะไม่มีวันพบความสุขใจแท้จริง จะยังคงหลงติดอยู่กับปัญหาตัวตนไม่จบสิน ต่อเมื่อได้แก้ปัญหาที่ใจของตัว ลดกิเลส รู้จักปล่อยวาง มีความเมตตากรุณา มีความให้อภัย ความทุกข์ใจก็จะบรรเทาเบาบางไป และมีความสุขใจอย่างเต็มที่ แม้มีเงินไม่มาก อยู่อย่างเรียบง่าย ก็มีความสุขใจได้ เพราะว่าชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยอริยทรัพย์

พุทธศาสนาเป็นเสมือนขุมทรัพย์ที่ผู้คนจำนวนมากยังไม่รู้จักแม้เรียกตนว่าเป็นชาวพุทธ  พูดให้ถูกก็คือพุทธศาสนาเป็นแผนที่หรือไฟส่องสว่างที่ช่วยให้เราพบขุมทรัพย์อันประเสริฐในใจเรา นั่นคืออริยทรัพย์ อาตมาเชื่อว่าชาวพุทธ  หรือที่จริงคือชาวโลกจะได้รับประโยชน์จากพุทธศาสนามากกว่าที่เป็นอยู่ หากรู้จักพุทธศาสนาอย่างแท้จริง  ไม่ใช่พุทธศาสนาที่เหลือแต่เปลือกแต่เนื้อในเป็นบริโภคนิยม

สำหรับชาวพุทธทั้งหลาย  นอกจากการรู้จักพุทธศาสนาที่แท้แล้ว หน้าที่ของเราอีกประการหนึ่งคือช่วยกันทำให้พุทธศาสนาเป็นที่พึ่งทางจิตทางใจของผู้คนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ให้ความหวังหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งปลอบประโลมใจ  แต่เป็นหนทางออกจากทุกข์ได้อย่างแท้จริง  จะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยการนำเสนอพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นทางออกจากทุกข์ซึ่งแตกต่างจากกระแสบริโภคนิยมที่กำลังแพร่สะพัดอยู่ในปัจจุบัน

อาตมาเชื่อว่าถ้าผู้คนเห็นว่าพุทธศาสนาเป็นทางออกที่ดีกว่าบริโภคนิยม เป็นทางออกที่ดีกว่าการแสวงหาวัตถุสิ่งเสพ ผู้คนก็จะนำคำสอนของพุทธศาสนามาปฏิบัติและได้ประโยชน์จากพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ทำมาตลอดคือการนำเสนอพุทธศาสนาที่เป็นไปตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธศาสนาที่จะช่วยสอนให้ผู้คนได้เข้าถึงประโยชน์สุขแห่งการเป็นมนุุษย์อย่างแท้จริง  เป็นพุทธศาสนาที่แก้ทุกข์ได้จริง ขอให้พวกเรามาช่วยกันทำให้พุทธศาสนาที่แท้ปรากฏต่อผู้คนในวงกว้าง เพื่อที่ผู้คนทั้งหลายจะได้เข้าถึงประโยชน์สูงสุดของพุทธศาสนา นั่นก็คือการเข้าถึงอิสรภาพและการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved