หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > สติรักษาใจ
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒๗

สติรักษาใจ
พระไพศาล วิสาโล

มีชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกจับโดยไม่เป็นธรรม เขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าเมียและถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ถูกส่งไปกักขังบนเกาะที่ไกลโพ้นคล้ายๆ ตะรุเตา อยู่อย่างทุกข์ทรมานมาก เขาพยายามหนีเกือบจะสำเร็จแต่ก็ถูกจับทุกครั้ง ตอนหลังโดนลงโทษขังเดี่ยวในคุกมืดเป็นเวลา ๕ ปี ส่วนใหญ่ไม่มีใครรอด ที่ไม่รอดไม่ใช่เพราะว่าขาดอาหารหรือว่าป่วยกาย แต่ว่าคลุ้มคลั่งเป็นบ้าจนตาย

ชายคนนั้นรู้กิตติศัพท์ของคุกมืดนี้ดี   ดังนั้นเมื่อเข้าอยู่ไปอยู่ในคุกซึ่งแคบขนาดราว ๒ เมตรคูณ ๒ เมตร สิ่งแรก ๆ ที่เขาทำ คือ เดินนับก้าวกลับไปมา เหมือนการเดินจงกรม แต่เขาเป็นฝรั่งไม่รู้จักการเดินจงกรม เขารู้แค่ว่าจะต้องกำกับจิตให้เป็นสมาธิ ไม่เช่นนั้นจิตก็จะดฟุ้งซ่าน สะเปะสะปะ ว้าวุ่น เกิดความกลัว ความวิตกกังวล ความตื่นตระหนก คิดถึงอดีต คิดถึงอนาคต ความคิดนั่นเองที่จะทำร้ายเขา เพราะฉะนั้นเขารู้ว่าวิธีที่จะอยู่รอดได้ก็คือรักษาใจให้สงบ ไม่ว้าวุ่น จึงใช้วิธีเดินนับก้าวอยู่ในคุกแคบๆ เดินกลับไปกลับมา ทำอย่างนี้ไม่ใช่เป็นอาทิตย์ แต่ทำเป็นเดือนเป็นปี อันที่จริงความเป็นอยู่ทางกายก็ลำบากอยู่แล้ว อาหารก็ไม่ค่อยพอเพียง บางทีหิวถึงขั้นต้องกินแมลงสาป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือจิตใจที่ว้าวุ่นที่สามารถทำให้เป็นบ้าและตายได้

เขารู้ว่านี้คืออันตรายที่สามารถเกิดขึ้นกับเขาได้  เขาจึงเดินจงกรมอย่างนี้ตลอดเวลาที่อยู่ในคุก สุดท้ายเมื่อครบ ๕ ปีเขาก็เอาชีวิตรอดมาได้  ร่างกายผ่ายผอม ฟันฟางหักเกือบหมดเพราะไม่เจอแสงแดดที่จะให้วิตามินดี ผมขาวโพลน จิตใจก็เกือบจะเป็นบ้า แต่ไม่ถึงกับคลุ้มคลั่ง พัศดีก็ประหลาดใจเพราะไม่เคยมีใครรอดจากคุกมืดนี้ได้เลย   

สุดท้ายเขาก็ดิ้นรนจนเป็นอิสระ มีคนเอาเรื่องราวของเขามาทำเป็นหนังชื่อ “ปาปิญอง”  อาตมาได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่ยังเป็นนักเรียน อดนึกไม่ได้ว่าถ้าตัวเองอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นจะทำอย่างไร แค่นึกใจก็กระเพื่อมแล้ว เพราะเป็นคนกลัวที่แคบ เคยนึกว่าตัวเองถูกขังอยู่ในกระโปรงรถที่ปิดมืดสนิท แล้วรถก็แล่นไปไหนไม่รู้ แค่คิดก็กระสับกระส่ายแล้ว แต่เพราะคิดนั่นเองจึงทำให้กระสับกระส่าย ต้องพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบันจึงจะเป็นปกติ ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้รู้สึกว่า การเจริญสติหรือการทำสมาธิเป็นเรื่องความเป็นความตายเลยทีเดียว จะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับว่าจิตนี้มีสติและสมาธิหรือไม่

จริงอยู่มีน้อยคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้  แต่การตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันสามารถเกิดกับเราได้ตลอดเวลา  บางกรณีก็กินเวลาไม่นาน แต่สามารถตัดสินชี้ขาดได้ว่าจะอยู่หรือไป เช่น เกิดไฟไหม้ในอาคาร ผู้คนต้องวิ่งหนีหาทางออกจากอาคาร ใครที่ไม่มีสติก็มักวิ่งตามผู้คนไป การวิ่งตามฝูงชนไปนั้นอันตรายมาก เพราะถ้าวิ่งไปเจอทางตันฝูงชนก็จะหันกลับมา พอฝูงชนหันกลับ คนที่ตามมาข้างหลังก็กลายเป็นอยู่ข้างหน้า ถ้าหนีไม่ทันก็อาจโดนเหยียบตายได้ มีคำแนะนำสำหรับคนที่เจอเหตุการณ์อย่างนี้ว่า อย่าวิ่งตามฝูงชนไป ให้เขาวิ่งไปก่อน ถ้าเขาวิ่งแล้วไม่กลับมาแสดงว่าเขาเจอทางออกแล้ว เราค่อยวิ่งไปทางนั้น แต่ถ้าเขาไม่เจอทางออกเขาก็จะวิ่งกลับมา ระหว่างที่รอก็ต้องยืนชิดกำแพงเอาไว้ อย่าไปยืนกลางทางอาจโดนเหยียบได้

หลายคนแม้มีความรู้เรื่องนี้  แต่พอไฟไหม้จริงๆ ก็ตกใจ ผู้คนเฮไปไหนก็ตามไปด้วย แล้วก็ถูกเหยียบตาย หรือบางคนอาจเคยรู้มาว่าเวลาไฟไหม้อาคารขณะที่อยู่ในห้อง อย่าจับลูกบิดประตูด้วยมือเปล่า เพราะลูกบิดจะร้อนมาก แต่เมื่อเผชิญเหตุการณ์จริงหากไม่มีสติก็อาจเผลอจับลูกปิดเอาได้เพราะความกลัว อยากจะรีบหนีไฟให้เร็ว ๆ

ที่จริงยังมีสถานการณ์ที่ดูน่ากลัวน้อยกว่านี้ แต่ก็สามารถชี้เป็นชี้ตายได้ถ้าหากไม่มีสติ อย่างเช่นเมื่อสองสามปีก่อนมีนักศึกษาไปกินเหล้าแถวรามอินทราจนเมามาย ขณะขับรถกลับบ้านปรากฏว่าปวดฉี่ ก็ออกจากรถไปฉี่ตรงคูน้ำริมทาง พอดีเกิดอาเจียนขึ้นมา ขณะที่ก้มตัวอาเจียนพระสมเด็จฯที่ห้อยคออยู่เกิดตกลงไปในคู ด้วยความเสียดายเขากระโดดลงไปในคูเพื่องมหาพระสมเด็จ ฯ เพื่อนห้ามแต่เขาไม่ฟัง  ปรากฏว่าจมน้ำตาย  ถ้านักศึกษาคนนั้นมีสติ ก็อาจจะยับยั้งชั่งใจไม่ลงไป  แต่เพราะความเมาและความเสียดายพระเครื่อง จึงไม่ทันยั้งคิด กรณีนี้ถ้าเขามีสติก็รอดตาย อาจจะเสียพระเครื่องไปหรืออาจจะไม่เสียก็ได้ถ้างมดีๆ แต่เพราะไม่มีสติจึงเสียหนักกว่านั้น คือ เสียชีวิต

คงจะเห็นแล้วว่าสติเป็นเรื่องสำคัญมากถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายได้ทีเดียว ที่จริงเพียงแค่อยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน เวลาใช้เครื่องไฟฟ้า ถ้าไม่มีสติเอามือเปียกๆ ไปเสียบปลั๊ก ก็อาจถูกไฟดูดตายได้ หรือเดินลงบันไดถ้าไม่มีสติก็อาจตกลงมาหัวฟาดพื้นตายได้ สติจึงสำคัญต่อความอยู่รอดของเราทุกคน มันไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยหรือเกินจำเป็น ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตรอดได้ แต่ถ้าอยู่ด้วยความทุกข์ ด้วยความเศร้าเสียใจ ทุกข์เพราะรู้สึกผิด เพราะความโกรธ ความพยาบาท หรือเพราะความอาลัยอาวรณ์  อารมณ์เหล่านี้สามารถจะทำร้ายจิตใจ ทำให้อยู่ร้อนนอนทุกข์ บางคนถึงกับทนไม่ไหว ตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ชีวิตในยุคปัจจุบันนี้ การมีสติสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้ผู้คนทุกข์เพราะความคิดมากกว่าเรื่องอื่น ไม่ใช่ทุกข์เพราะไม่มีอาหารกิน ไม่ใช่ทุกข์เพราะขาดปัจจัยสี่ ไม่ใช่ทุกข์เพราะทำงานเหนื่อยยาก ส่วนใหญ่ทุกข์ทั้งๆ ที่มีชีวิตสะดวกสบาย แต่ก็ยังกลุ้มใจ วิตกกังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ นั่นเป็นเพราะความคิดที่ปรุงแต่งไปต่างๆ นานา หรือเพราะเสียใจในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว หรือวิตกในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง  เช่นพอรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ก็ทำใจไม่ได้ มีพยาบาลคนหนึ่งไปตรวจร่างกาย หมอก็อ้ำอึ้งที่จะบอกผล พยาบาลจึงบอกหมอว่า บอกมาเลยๆ ฉันรับได้ หมอจึงบอกว่าคุณเป็นมะเร็งตับ จะอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน พยาบาลคนนั้นช็อกเลย ทั้งที่ดูแลคนป่วยมาสามสิบปี แต่พอมันเกิดขึ้นกับตัวเองก็ทำใจไม่ได้ หายหน้าไปเลย ไม่มาทำงาน ซึมอยู่กับบ้าน อยู่ได้ประมาณยี่สิบกว่าวันก็ตาย ที่ตายไม่ใช่เพราะก้อนมะเร็งในตับมันลุกลามรวดเร็วกว่าที่หมอพยากรณ์ แต่เป็นเพราะใจที่ตื่นตระหนกวิตกกังวลนั่นเอง

สติที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรานั้น ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน คนธรรมดามักคิดว่าฉันมีสติอยู่แล้ว ทำไมต้องฝึกสติอีก สติที่มีนั้นพอเพียงสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่มีเหตุร้าย ไม่มีเรื่องมากระทบมาก ถ้าชีวิตราบรื่นความสัมพันธ์กลมเกลียว ไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น สติเท่าที่มีอยู่ของคนทั่วไปก็เพียงพอในการดำเนินชีวิตให้เป็นสุขตามอัตภาพ แต่ชีวิตคนเราใช่ว่าจะราบรื่นเหมือนทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ บางช่วงก็ขรุขระ มีเหตุร้ายเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด แต่ถ้าเราฝึกสติอยู่เสมอ  เจอเหตุการณ์ย่ำแย่เกิดขึ้น เช่น เจ็บป่วยด้วยโรคร้าย อาจเสียศูนย์อยู่พักหนึ่ง ไม่นานก็จะตั้งสติได้ และแทนที่จะปล่อยใจให้จมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้าโศก ก็จะดึงจิตออกมาจากอารมณ์เหล่านั้น และพิจารณาว่าเราจะรักษาร่างกายอย่างไรดี

ป่วยกายแต่ใจไม่ป่วยก็ได้  เสียทรัพย์แต่ใจไม่เสียก็ได้ แม้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่ใจไม่ทุกข์ก็ได้ เป็นเพราะมีสติรักษาใจนั่นเอง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved