หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > เหนือโลก พ้นสมมุติ
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๒๕

เหนือโลก พ้นสมมุติ
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อขึ้นไปบนที่สูง นอกจากจะได้ความรู้สึกโปร่งโล่งเบาสบายแล้ว ทัศนียภาพหรือมุมมองต่อโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย เวลาเราอยู่บนยอดเขาเราจะเห็นคนที่อยู่ข้างล่าง แต่มองไม่ออกเลยว่าใครเป็นคนรวย ใครเป็นคนจน ใครจบปริญญาเอก ใครจบประถม ใครเป็นชาวพุทธ ใครเป็นชาวคริสต์ ใครเป็นคนไทย ใครเป็นคนพม่า เรียกว่าสมมติที่ติดมากับผู้คนละลายหายไปเลย  รู้เพียงแต่ว่าจุดเล็กๆ ข้างล่างเป็นคนเท่านั้นเอง  ความเป็นพุทธ เป็นไทย เป็นฝรั่งไม่มีความหมายอีกต่อไป  และถ้าอยู่สูงขึ้นไปอีกก็แยกไม่ออกแม้กระทั่งว่าเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์ด้วยซ้ำ  ยิ่งอยู่สูงขึ้นไป เส้นแบ่งประเทศเราก็จะมองไม่เห็นว่าตรงไหนไทย ตรงไหนพม่า เราจะเห็นผืนแผ่นดินทั่วโลกเป็นผืนเดียวกัน มองไม่เห็นแม้กระทั่งเส้นแบ่งว่าตรงไหนเอเชีย ตรงไหนยุโรป  เส้นแบ่งพวกนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป ถึงตรงนั้นเราจะเห็นชัดว่ามันเป็นแค่เส้นสมมุติที่ไม่มีอยู่จริง   

เมื่อเราขึ้นสูงไปเรื่อย ๆ   สิ่งที่เราเห็นก็คือความจริงที่หลุดจากสมมติทีละชั้น ๆ จนสมมติเหล่านี้ไร้ความหมายไป  ยิ่งถ้าอยู่สูงขึ้นไปจนถึงชั้นบรรยากาศ อย่างนักบินอวกาศ ก็จะพบว่าแท้จริงนั้นโลกทั้งโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีพรมแดน  สิ่งสมมติที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากกัน แบ่งแยกประเทศออกจากกันนั้นเลือนหายไปหมด

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากว่าจิตของเราเข้าถึงภาวะที่เป็นโลกุตระ เราก็จะไปพ้นสมมติที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก ทุกวันนี้คนเราติดสมมติมาก ไม่ใช่ติดแค่ว่าเป็นพุทธ คริสต์ มุสลิม เป็นไทย พม่า หากยังติดสมมติเรื่องความเป็นคนรวย คนจน คนมีการศึกษา คนไม่มีการศึกษา เกิดการแบ่งชั้นวรรณะ ดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามกัน  รวมทั้งการให้ค่ากับสิ่งของต่างๆ เช่นถ้าเป็นเงินทองก็มีค่า ถ้าเป็นก้อนหินก็ไม่มีค่า มนุษย์เราหลงสมมติมาก จนกระทั่งคิดว่าสมมติคือความจริง  แต่ถ้าเรายกจิตขึ้นสูง จิตที่เป็นโลกุตระก็จะรู้ว่าสมมตินั้นไม่ใช่ความจริงแท้ มันเป็นแค่สิ่งที่กำหนดขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในบางแง่บางด้านเท่านั้น 

การอยู่เหนือโลกยังหมายถึงการอยู่เหนือโลกธรรม สิ่งที่เรียกว่าโลกธรรมก็คือ ความสำเร็จ ความล้มเหลว ความมียศ ความเสื่อมยศ เหล่านี้เป็นสมมติของโลก คนที่ไม่รู้ก็ถูกสมมติเข้าครอบงำ สุขหรือทุกข์ไปตามอำนาจของโลกธรรม มีลาภ มียศก็ดีใจ พอเสื่อมลาภ เสื่อมยศก็เสียใจ  ผู้คนหนีความทุกข์ไม่พ้นเพราะยังติดอยู่ในโลกธรรม ยังติดอยู่ในสมมติ เพราะไปให้ค่ากับมันมาก  แต่ถ้าหากว่าเราสามารถยกจิตขึ้นสูง จนกระทั่งเห็นว่าสมมตินั้นเป็นแค่สิ่งที่ใช้เรียกขานกัน เป็นชื่อที่ใช้เรียกหน่วยรวมของสิ่งต่างๆ  เป็นตัวตนสมมติที่จิตปรุงแต่งซ้อนทับความเป็นจริง  เราก็จะไม่หลงยึดกับสมมตินั้น  

สมมติที่มีอิทธิพลต่อคนเรามากที่สุดก็คือความเป็นตัวเราของเรา เป็นตัวตนที่สร้างขึ้นมาและปล่อยให้มันครอบงำจิตใจเรา  คงจะไม่มีสมมติอะไรที่จะมีอิทธิพลผลักไสคนให้ทุกข์ หรือหลงวนอยู่ในวัฏสงสารมากเท่ากับสมมติเรื่องตัวตน เรื่องตัวเราของเรา

ไม่มีอะไรที่จะมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนเรามากไปกว่าความรู้สึกที่เรียกว่า “ตัวกูของกู” เวลาเพื่อนเงินหาย โทรศัพท์หาย เราไม่รู้สึกอะไร เราอาจจะแนะนำเขาด้วยซ้ำว่ามันเป็นของนอกกาย แต่ถ้าเป็นเงินหรือโทรศัพท์ของเรา มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาทันที คนอื่นเขาจะเจ็บป่วยอย่างไร เราไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไรเลย  แต่เพียงแค่เราปวดฟันปวดหัวเท่านั้นก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลย ไม่ใช่แค่ตัวเราเท่านั้น อาจจะเป็นลูกหลานของเรา เพียงแค่ประทับตราว่าเป็นของเราเท่านั้น หากอะไรเกิดขึ้นกับเขา ก็สะเทือนไปถึงจิตใจของเราทันที  

มีพยาบาลคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณปี ๒๕๔๐ เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ที่ราชบุรี รถโดยสารชนกับรถไฟกลางเมือง ตายไปยี่สิบกว่าคน  ตอนที่ได้ข่าวนั้นประมาณสี่โมงเย็น เธอนึกในใจด้วยซ้ำว่า ดีเหมือนกัน คนล้นประเทศแล้วตายไปบ้างก็ดี  แต่หนึ่งชั่วโมงถัดมา พอรู้ว่าหนึ่งในยี่สิบคนที่ตายนั้นคือหลายชายของเธอ เธอถึงกับเข่าทรุดเลย ทั้งเสียใจทั้งรู้สึกผิดที่ไปคิดอกุศลอย่างนั้น  ทำไมตอนที่ได้ฟังครั้งแรกเธอไม่รู้สึกอะไร ก็เพราะเธอคิดว่าคนที่ตายไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรา ไม่ใช่ลูกของเรา ไม่ใช่เพื่อนของเรา แต่พอพบว่าหนึ่งในนั้นเป็นลูกหลานของเรา มันก็ทำให้ทุกข์มาก  เห็นไหมว่าความแตกต่างระหว่างความรู้สึกว่าเป็นเราเป็นของเรา กับไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรานั้นมีมากทีเดียว

คนทุกวันนี้เป็นทุกข์เพราะความสำคัญมั่นหมายนี้มาก  นี่ขนาดเกิดขึ้นกับคนอื่น ยังทุกข์ถึงเพียงนี้ ถ้าเกิดขึ้นกับตัวเอง ความสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเราเป็นของเราจะทำให้ทุกข์สักเพียงใด อย่างเช่นเวลาเจ็บป่วย แทนที่จะเห็นว่าแค่กายเท่านั้นที่ป่วย คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าฉันป่วย ผลก็คือไม่ใช่กายเท่านั้นที่ป่วย ใจก็ป่วยด้วย  การไม่เห็นความจริงที่ว่ามันไม่มีตัวเรา มันมีแต่กายกับใจนั้น ทำให้คนทุกข์มาก  ทุกข์ในที่นี้หมายถึงทุกข์ใจ ไม่ได้ป่วยแค่กายแต่ป่วยไปถึงใจด้วย แต่เมื่อใดก็ตามที่เห็นว่ามีเพียงแค่กายเท่านั้นที่ป่วย ถ้าเห็นอย่างนี้ ใจก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร

อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม เคยเล่าให้ฟังว่าตอนที่พิการใหม่ๆ ทุกข์มาก พิการเมื่ออายุยี่สิบสี่ปี ตอนนั้นเป็นครูพละ สอนนักเรียนว่ายน้ำ กระโดดน้ำผิดท่าหัวไปกระแทกกับพื้นสระ ทำให้พิการตั้งแต่คอลงมา  ชีวิตหมดอนาคตไปเลย รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ตอนนี้อาจารย์กำพลกำลังเขียนหนังสืออัตชีวประวัติ  เพื่อนอาตมาไปสัมภาษณ์แล้วมาเขียน คิดว่าคงจะออกในเร็วๆ นี้ เป็นหนังสือที่น่าสนใจ  อาตมาอ่านแล้วสัมผัสได้ถึงความรู้สึกทุกข์ทรมานของอาจารย์กำพลช่วงที่พิการใหม่ ๆ  แม้พยายามดิ้นรนหาหมอทุกประเภทก็ไม่ดีขึ้น ทุกข์ทั้งกายและใจ จนกระทั่งรู้แน่ชัดว่ารักษาไม่หายก็ยิ่งทุกข์ขึ้นไปใหญ่ ชีวิตเหมือนกับรอวันตาย เพราะพึ่งพาตัวเองไม่ค่อยได้ ต้องอาศัยพ่อแม่ป้อนข้าว พาเข้าห้องน้ำ   ทำอะไรให้ทุกอย่างสารพัด

หลังจากผ่านไปนานนับสิบปีก็เริ่มหันมาสนใจธรรมะ อ่านหนังสือธรรมะมากขึ้น อ่านแล้วก็สบายใจ แต่พอเลิกอ่านก็ทุกข์อีก ก็เลยสนใจจะปฏิบัติธรรม พอทราบว่ามีแนวปฏิบัติแบบหลวงพ่อเทียน ก็เขียนจดหมายไปปรึกษาหลวงพ่อคำเขียน เพราะรู้ว่าท่านเป็นศิษย์หลวงพ่อเทียน ขอคำแนะนำว่าตนเองร่างกายพิการจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร  หลวงพ่อคำเขียนก็เขียนจดหมายตอบกลับไปว่า ถ้าเดินจงกรม นั่งสร้างจังหวะไม่ได้ ให้พลิกมือไปมาก็แล้วกัน พลิกมือก็ให้รู้ว่าพลิก ถ้าใจมันคิดก็ให้รู้ทัน ให้รู้ว่าที่พลิกนั้นเป็นรูป ที่คิดนั้นเป็นนาม ปฏิบัติให้เห็นรูปกับนาม    การเจริญสติเป็นการถลุงให้เหลือแต่รูปกับนาม  หลวงพ่อท่านใช้คำว่า ถลุง คือแยกย่อยจนเหลือแต่รูปกับนาม   

อาจารย์กำพลก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของหลวงพ่อคำเขียน อยู่บนเตียงก็พลิกมือไปมา จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็เห็นชัดเลยว่า ที่พลิกไปมาคือรูป ที่คิดนั้นคือนาม  เห็นชัดเลยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นแค่รูปกับนาม  พอเห็นปุ๊ปจิตสว่างวาบเลย เห็นชัดเลยว่าที่พิการนั้น มีเพียงกายแต่ใจไม่ได้พิการ หลงคิดอยู่ตั้งนานว่าฉันพิการ พอคิดแบบนี้ก็ท้อ จิตใจก็แย่ รู้สึกทุกข์ แต่พอเห็นความจริงซึ่งแสนจะธรรมดาสามัญว่า จริงๆ แล้วที่พิการคือกายพิการ แต่ใจไม่ได้พิการด้วย  อาจารย์กำพลบอกว่าจิตก็ลาออกจากความทุกข์คือลาออกจากความพิการเลย กายยังพิการอยู่ แต่ใจไม่พิการแล้ว ใจสบายและเป็นอิสระ เพราะเห็นความจริงว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่ตัวฉันที่พิการ เป็นเพียงกายที่พิการ เป็นเพียงรูปที่พิการ

การเห็นความจริงว่ามันไม่มีตัวเรา มีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจนี้สำคัญมาก มันเป็นการทะลุทะลวงสมมติที่ทำให้เห็นความจริง และทำให้เป็นอิสระจากความทุกข์ที่เกิดกับกาย หากสามารถอยู่เหนือสมมติเรื่องตัวตนได้ ก็ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก มีอานิสงส์มาก  มันสามารถทำให้เราเจอทุกข์ โดยที่ใจไม่ทุกข์ได้

มีเรื่องเล่าว่า หลวงปู่บุดดาสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่  หลวงปู่บุดดาท่านมรณภาพไป ๒๐ ปีแล้ว ตอนที่มรณภาพอายุ ๑๐๑ ปี ตอนนั้นท่านก็คงประมาณ ๘๐-๙๐ ปี ท่านและหมู่คณะได้รับนิมนต์ไปฉันอาหาร ปรากฏว่าอาหารมีพิษ อาเจียนกันทั้งคณะ อาเจียนกันอย่างรุนแรงมาก  พระหนุ่มที่ไปด้วยก็อาเจียนจนหมดแรง นอนหมดสภาพ  แต่หลวงปู่บุดดายังสามารถนั่งคุยกับโยมได้ คุยสักพักก็อาเจียนใส่กระโถน แล้วก็นั่งคุยต่อ  ท่านบอกว่าอยากจะให้กำลังใจโยม เพราะโยมเสียกำลังใจมาก ตั้งใจจะทำบุญ แต่กลับจะได้บาป ก็พูดให้กำลังใจโยม  โยมก็แปลกใจว่าพระหนุ่มๆ อาเจียนจนนอนหมดแรง แต่หลวงปู่บุดดายังคุยกับโยมได้  จึงสงสัยว่าหลวงปู่บุดดาไม่เป็นอะไรหรือ  ท่านก็อธิบายให้ฟังว่า “ร่างกายเรานี้มันสักแต่ว่าเท่านั้น ธาตุ ๔ มันถูกยาเมา ยาเบื่อ มันก็แสดงอาการต่าง ๆ นานา ส่วนจิตใจมันไม่ได้ถูก ก็เลยไม่เป็นอะไร  เหตุเพราะกายกับใจมันคนละเรื่อง รวมกันไม่ได้” ท่านแสดงให้เห็นชัดเลยว่าที่ทุกข์นั้นกายทุกข์ แต่ใจไม่ได้ทุกข์ด้วย  

อีกคราวหนึ่งท่านไปผ่าตัดนิ่ว ผ่าเสร็จพักใหญ่ท่านก็บอกว่า “ค่อยยังชั่วแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว” หมอและพยาบาลก็แปลกใจเพราะท่านเพิ่งผ่าตัดเสร็จเมื่อสักครู่นี้เอง คนอื่นผ่าตัดน้อยกว่าท่าน ยังแสดงความเจ็บปวดมากกว่า หลวงปู่ทำอย่างไรถึงไม่เจ็บ หลวงปู่บุดดาตอบว่า “ร่างกายของหลวงปู่ก็เหมือนกัน ทำไมมันจะไม่เจ็บ แต่จิตใจต่างหากที่ไม่ได้เจ็บป่วยไปกับร่างกายด้วย”  ที่ท่านพูดอย่างนี้ได้เพราะท่านเห็นความจริงว่า มันมีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ ท่านไม่ได้ไปสำคัญมั่นหมายว่ามีตัวเรา มีของเรา  คนธรรมดาซึ่งยังหลงอยู่ในสมมติ ก็ยึดมั่นว่ามีตัวกูของกู  เวลาปวดจึงรู้สึกว่าฉันปวดๆ ไม่สามารถที่จะแยกออกไปได้ว่าที่ปวดจริงๆ คือกายไม่ใช่ใจ  

หลวงปู่บุดดาเป็นตัวอย่างของคนที่เห็นความจริงขั้นปรมัตถ์ คือจิตของท่านอยู่เหนือสมมติแล้ว  โดยเฉพาะสมมติเรื่องตัวตน ท่านรู้ความจริงระดับปรมัตถ์สภาวะว่า แท้จริงแล้วมีแต่รูปกับนามเท่านั้น การที่เราเห็นความจริงอย่างนี้ ถึงแม้เป็นความจริงขั้นพื้นฐาน แต่ก็สำคัญมากที่จะทำให้อยู่เหนือทุกข์ได้ จิตใจก็จะโปร่งโล่งเบาสบาย มีอะไรเกิดขึ้นอันเป็นธรรมดาของสังขาร ไม่ว่าจะเป็นความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพราก แต่ใจก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนไปด้วย มีแต่ความสงบเย็นเป็นปกติ

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved