หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > ปล่อยวางได้เมื่อใจรู้ทัน
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒๔

ปล่อยวางได้เมื่อใจรู้ทัน
พระไพศาล วิสาโล

มีเพื่อนคนหนึ่งเล่าว่า วันหนึ่งลูกชายวัย ๔ ขวบเกิดอารมณ์ดี ไปเด็ดดอกไม้มาใส่แจกัน ดอกไม้มีสองสี คือสีเหลือง กับ สีแดง  เด็กเอาสีเหลืองกับสีแดงแยกใส่คนละแจกัน  แล้วเอาไปให้ย่า ย่าก็ขอบอกขอบใจ แต่พอเด็กไม่อยู่ ย่าก็เปลี่ยนเอาดอกสีเหลืองและสีแดงมาผสมในแจกันเดียวกัน พอหลานมาเห็นก็ไม่พอใจ โกรธ โวยวาย บอกให้ย่าเปลี่ยนกลับให้เป็นเหมือนเดิม แต่ตอนนั้นย่าไม่อยู่แล้ว อยู่แต่แม่ เด็กโวยวายมาก อาละวาดเลย แม่ก็บอกว่าเดี๋ยวแม่ทำให้ เด็กก็ไม่ยอม จะต้องให้ย่ามาทำ คือเปลี่ยนให้เป็นเหมือนเดิม แม่บอกว่าย่าไม่อยู่แม่ทำเองก็แล้วกัน เด็กก็ไม่ยอมจะให้ย่าทำ แม่บอกว่างั้นเดี๋ยวย่ากลับมาจะบอกย่าให้ เด็กก็ไม่ยอมจะเอาเดี๋ยวนั้นให้ได้ เจอแบบนี้แม่ชักมีน้ำโห

ตอนแรกแม่อยากจะดุลูกว่าทำไมทำตัวแบบนี้  ทำไมพูดไม่ฟัง เอาแต่ใจตัว แต่ก็ตั้งสติได้ รู้ว่ายิ่งต่อว่าลูก ก็ยิ่งเพิ่มโทสะให้กับลูก  ดังนั้นแทนที่จะดุด่าว่ากล่าวลูกเธอก็ใช้น้ำเย็น พูดกับลูกดีๆ ว่า  ลูกโกรธย่าใช่ไหม  เด็กตอบว่าใช่ แม่ถามว่า ลูกโกรธย่าที่เอาดอกไม้ของลูกไปสลับกันใช่มั้ย  เด็กตอบว่า ใช่  แม่ถามต่อว่า ลูกโกรธมากเลยใช่ไหม  เด็กตอบว่าโกรธมาก  แม่จึงถามต่อว่า ลูกโกรธเท่าไหร่ โกรธเท่านี้ เท่านี้ หรือเท่านี้ ว่าแล้วก็เอามือผายออกเหมือนกับว่าโกรธเท่าฟ้าเลย เด็กก็ตอบว่าโกรธเท่าฟ้าเลย แม่จึงบอกลูกว่า เดี๋ยวย่ากลับมาแม่จะบอกย่าให้ว่าลูกโกรธย่าเท่าฟ้าเลย

ปรากฏว่าพูดเท่านี้ ความโกรธของเด็กก็ลดวูบลง แล้วก็หยุดพยศเลย สักพักก็วิ่งออกไปเล่นข้างนอกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความโกรธของลูกหายไปทันที เป็นเพราะอะไร  อันนี้เป็นเพราะว่าแม่ทำให้ลูกได้เห็นความโกรธของตัว  ได้รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ สิ่งที่แม่ทำเป็นเหมือนกับกระจกสะท้อนให้เด็กได้เห็นความโกรธของตัว พอเด็กเห็นความโกรธที่เกิดขึ้นในใจ  ความโกรธก็ดับวูบเลย  คือเด็กเกิดสติขึ้นมา สติทำให้เห็นความโกรธ  เมื่อความโกรธถูกเห็น มันก็จะดับไป อันนี้เป็นธรรมชาติของอารมณ์ทั้งหลาย ความโกรธนั้น เราไม่ต้องกดข่มมัน เพียงแค่เห็น  หรือรู้ทันมันด้วยสติมันก็หายไป  เด็กโกรธเพราะมีความหลง พอมีสติ มีความรู้สึกตัว ความหลงหายไป ความโกรธก็ตั้งอยู่ไม่ได้

เด็กชายอีกคนหนึ่ง อายุประมาณสี่ขวบ เป็นคนกลัวโป๊ะมาก เวลาพ่ออุ้มลงโป๊ะเพื่อนั่งเรือข้ามแม่น้ำ  เด็กจะกลัวมาก  ดิ้นสุดฤทธิ์ เพื่อให้พ่อพาออกจากโป๊ะ  พ่อก็พยายามพูดกับลูก ใช้เหตุผลกับลูกว่า อย่ากลัว ลูกอยู่กับพ่อแล้ว พ่ออุ้มลูกไว้แน่น ลูกไม่ต้องกลัว เด็กก็ยังกลัว โวยวาย ดิ้นไม่หยุด เป็นอย่างนี้ประจำ พ่อก็ไม่รู้จะแก้ปัญหานี้อย่างไร พอได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนที่เพิ่งเล่าเมื่อสักครู่  เขาก็สนใจว่ามันจะช่วยได้จริงหรือ 

วันหนึ่งเขาอุ้มลูกชายลงโป๊ะ ลูกก็ดิ้นเหมือนเคย ร้องโวยวาย พ่อก็พูดกับลูกว่า ตอนนี้ลูกกลัวใช่มั้ย ลูกตอบว่า ใช่ พ่อถามต่อว่า กลัวมันเป็นยังไง ตอนนี้หัวใจเป็นยังไง  เด็กตอบว่า หัวใจมันเต้นเร็ว พ่อถามถึงร่างกายส่วนอื่น เด็กก็ตอบว่าตอนนี้ตัวเกร็ง ขนลุกเลย  ทีนี้พ่อถามถึงความรู้สึกว่า แล้วใจเป็นยังไง   เด็กตอบว่า ใจมันกลัว มันหนัก   พูดคุยสักพักเด็กก็นิ่ง หยุดดิ้น เสร็จแล้วก็ปล่อยมือออกจากตัวพ่อ แล้วก็ลงมาวิ่งเล่นบนโป๊ะ กลายเป็นว่าเด็กไม่กลัวโป๊ะแล้ว ความกลัวมันหายไปเลย  

สิ่งที่พ่อทำก็คือทำให้ลูกได้เห็นความกลัวของตัว ได้ดูกายดูใจ กายเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร  แค่รู้หรือเห็นมัน ความกลัวก็หายไป   เห็นได้ว่า การดู การรู้ หรือการเห็นเฉย ๆ นั้นมีพลังสามารถปลดเปลื้องอารมณ์ต่างๆ ออกจากใจได้ แต่เคล็ดลับอันนี้ผู้คนไม่ค่อยตระหนักเท่าไร ส่วนใหญ่จะพยายามกดข่ม ต่อต้าน เช่น เวลาเด็กกลัวก็บอกลูกว่าอย่ากลัวๆ พอเด็กโกรธก็บอกว่าอย่าโกรธๆ หรือแม้กระทั่งเวลาเกิดขึ้นกับตัวเองก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน  อันนั้นเป็นวิธีหนึ่งแต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด วิธีที่ดีกว่านั้นคือการมีสติดูมัน เห็นมัน รู้เฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไร  

การเจริญสติก็คือการฝึกจิตให้มีนิสัยที่จะรู้เฉยๆ เห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ต้องทำอะไรกับมัน ไม่ต้องตีค่าว่าดีหรือชั่ว เพราะถ้าตีค่าว่าดีก็อยากจะยึดครอง ถ้าตีค่าว่าชั่วก็อยากจะผลักไส ให้เห็นอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่เห็นตามที่เราอยากจะให้มันเป็น วางใจเป็นกลาง ไม่ตีค่าไม่ตัดสิน  ช่วยให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง  จนกระทั่งได้เห็นถึงสภาวะที่เป็นปรมัตถ์ของมัน   

การตัดสินอารมณ์ต่างๆ ว่าดีหรือชั่ว  บวกหรือลบ อันนี้ยังเป็นสมมติอยู่  แต่ถ้าเราเห็นจนกระทั่งว่ามันเป็นแค่สภาวธรรมที่เกิดขึ้น ความโกรธกับความเมตตาที่จริงก็เป็นธรรมเหมือนกัน และก็ตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์เหมือนกัน ความเมตตาที่เกิดขึ้นในใจก็สอนธรรมได้ ความโกรธที่เกิดขึ้นในใจก็สอนธรรมให้กับเราได้เช่นกัน เช่น สอนเรื่องไตรลักษณ์ สอนให้เห็นว่ามันไม่จีรัง มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวตน  การเจริญสติเมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องยกระดับเป็นวิปัสสนา คือการเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง โดยไม่มีการให้ค่าไม่ตัดสินตามสมมติ

แต่ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเราก่อนถึงตรงนั้น คือทำให้เราอยู่เหนืออารมณ์ได้ ไม่ปล่อยให้มันมารังควานจิตใจ จนเกิดความรุ่มร้อน เกิดความรู้สึกบีบคั้น แค่เห็นมัน ดูมัน มันจะเกิดขึ้นก็ช่างมัน จะมองมันว่าเป็นเพื่อนก็ได้ เป็นเพื่อนหรือแขกที่มาเยี่ยม  อยากจะเข้ามาก็เชิญ เราไม่ผลักไส เราไม่ทำอะไรกับเธอทั้งสิ้น  

มีนักปฏิบัติคนหนึ่งเป็นฝรั่ง ชื่อแจ๊ค คอร์นฟิลด์ เขียนหนังสือไว้เยอะมาก เขาเคยมาบวชที่เมืองไทยแล้วก็ไปอยู่ที่สวนโมกข์กับท่านอาจารย์พุทธทาสบ้าง อยู่ที่วัดหนองป่าพงกับหลวงพ่อชาบ้าง มีคราวหนึ่ง ตอนนั้นภาวนาใหม่ๆ เกิดความกลัวมาก พยายามที่จะกดข่มความกลัวก็ไม่สำเร็จ พยายามใช้เหตุผลว่ากลัวอะไร ทำไมถึงกลัวก็ไม่ได้ผล จึงรู้สึกแย่มากที่มาปฏิบัติแล้วยังกลัวอยู่ และรู้สึกท้อกับการปฏิบัติว่าทำอย่างไรความกลัวก็ไม่หายไป แต่ถึงจุดหนึ่งเขาได้สติแล้วก็พูดกับตัวเองว่า ถ้ามันจะกลัวอย่างนี้ไปตลอดชีวิตก็ช่างมัน ฉันไม่สนใจแล้ว พอวางใจแบบนี้ความกลัวก็ลดวูบไปเลย เขารู้สึกแปลกใจมาก  และได้เรียนรู้ว่าพอยอมรับมัน และไม่ทำอะไรกับมัน เสมือนว่ามันเป็นอาคันตุกะที่จรเข้ามา มันก็คลายพิษสงลงไปทันที  

อารมณ์ทั้งหลายถ้าเราเห็นมันเป็นศัตรู มันก็จะเป็นศัตรูกับเรา ถ้าเราผลักไสมัน มันก็จะต่อสู้ แต่ถ้าเราเห็นมันเป็นแค่อาคันตุกะที่จรเข้ามาและไม่ผลักไสไล่ส่งมัน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำตามอำนาจของมัน คือเป็นกลางๆ อยู่เฉยๆ มันก็จะคลายพิษสงลง รังควานเราน้อยลง แทนที่จะเป็นศัตรูก็กลายเป็นเพื่อนบ้านที่รู้เวลา อ้อยิ่งสักพักก็รู้ว่าถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว มันไปเองโดยที่เราไม่ต้องขับไสไล่ส่งมันเลย

การรู้เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรจึงเป็นวิธีการที่เราไม่ควรมองข้ามไม่ว่าจะเป็นนักภาวนาหรือไม่ก็ตาม

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved