หน้ารวมบทความ
   บทความ > สุขศาลา > สร้างสมดุลชีวิต
กลับหน้าแรก

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๖ ฉบับที่ ๒๓

สร้างสมดุลชีวิต
พระไพศาล วิสาโล

การดำเนินชีวิตเปรียบเหมือนการเดินทาง การเดินทางนี้ไม่ได้เดินด้วยรถ แต่เป็นการเดินเท้า ต้องอาศัยน้ำพักน้ำแรงของตัว การที่คนเราจะเดินไปถึงจุดหมายก็ต้องมีขาสองข้าง มีขาข้างเดียวก็ไปถึงลำบาก และขาทั้งสองข้างก็ต้องพอดีกัน ถ้าขาหนึ่งยาว ขาหนึ่งสั้น ก็ต้องเดินกะโผกกะเผลก ไปถึงเหมือนกันแต่ก็ลำบาก แต่บางคนอาจจะไปไม่ถึงเลย ขาสองข้างต้องพอดีกันเพื่อเราจะเดินไปได้อย่างมีสมดุล

ความสมดุลเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการดำเนินชีวิตเพื่อถึงจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ความสุข หรือจุดหมายที่สูงส่ง ถ้าหากชีวิตขาดความสมดุลก็ลำบาก ไปถึงจุดหมายปลายทางได้ยาก

ความสมดุลของชีวิตคืออะไร หมายถึงอะไร  ความสมดุลของชีวิตมีหลายด้าน  เช่นความสมดุลระหว่างกายกับใจ ถึงแม้ว่าจิตใจจะเข้มแข็ง แต่ถ้าร่างกายอ่อนแอ สุขภาพไม่อำนวยก็ลำบาก คนเจ็บป่วยหรือคนแก่บางคนกำลังใจดีแต่ร่างกายไม่อำนวย การนำพาชีวิตให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ประสงค์จึงเป็นเรื่องยาก ร่างกายแข็งแรงแต่ว่าจิตใจอ่อนแอก็ไม่ต้องพูดถึง อาจจะหลงทิศหลงทาง อาจลงเอยด้วยการทำร้ายร่างกายตัวเองเพราะว่าหมกมุ่นกับอบายมุข ยาเสพติด เพราะจิตใจอ่อนแอ

นอกจากความสมดุลระหว่างกายกับใจแล้ว ยังมีความสมดุลอีกหลายคู่ที่เราต้องใส่ใจ เช่น ความสมดุลระหว่างงานส่วนรวมกับงานส่วนตัว บางคนมีความรับผิดชอบต่องานส่วนรวมเยอะ แต่ว่างานที่เป็นกิจส่วนตัวแม้กระทั่งการหลับการนอนกลับทำไม่พอ สุขภาพก็ย่ำแย่   บางคนทุ่มเทกับงานส่วนรวมมากจนกระทั่งไม่มีเวลาทำมาหากิน อย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน แต่ถ้าทำแต่งานส่วนตัว ส่วนรวมไม่สนใจ ก็กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป ยากที่จะประสบความสุขความเจริญได้ เพราะว่าใคร ๆ ก็ไม่อยากคบค้าสมาคมกับคนที่เห็นแก่ตัว หรือสนใจแต่เรื่องตัวเอง เรื่องส่วนรวมกับเรื่องส่วนตัวจึงต้องสมดุลกัน

การทำงานกับความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ต้องสมดุล หลายคนทุ่มเทกับงานการ ทำมาหากิน ร่ำรวยมีเงินเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน แต่ว่าครอบครัวย่ำแย่ แตกแยก หรือบาดหมางหรือเหินห่างกัน อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ตัวอย่างมีอยู่มาก คนที่ร่ำรวยแต่ครอบครัวแตกแยก หรือเต็มไปด้วยปัญหา ลูกติดยา มั่วสุมทางเพศ ติดเอดส์ อันนี้เพราะว่าขาดความสมดุลระหว่างการทำงานกับครอบครัว

สมดุลระหว่างงานภายนอกกับงานภายใน งานภายนอกหมายถึงการทำมาหากิน การดูแลครอบครัว บางคนงานการก็ดี ใส่ใจรับผิดชอบ ครอบครัวก็เอาใจใส่ ไม่ละเลย แต่ว่างานภายใน คือการดูแลจิตใจกลับละเลย ก็มีปัญหาเหมือนกัน เช่น ทำงานไปมาก ๆ ก็กลายเป็นคนหงุดหงิด โมโหง่าย เพราะว่ารับภาระเยอะ ทำทั้งงาน ดูแลครอบครัว ให้เวลากับครอบครัว แต่ไม่มีเวลาดูแลจิตใจของตัว ไม่มีเวลาผ่อนคลายจิตใจ อันนี้เรียกว่าไม่ได้ทำงานภายใน

จะเห็นได้ว่าการดำเนินชีวิตนั้นต้องอาศัยความสมดุลหลายอย่างมาก ความสมดุลระหว่างกายกับใจ ความสมดุลระหว่างเรื่องงานส่วนรวมกับงานส่วนตัว ระหว่างงานการกับครอบครัว ระหว่างงานภายนอกกับงานภายใน

มีความสมดุลอย่างหนึ่งซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเท่าไร คือความสมดุลระหว่างสมองกับหัวใจ หรือระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ ตัวนี้สำคัญมาก เพราะถึงแม้เราจะรู้ว่าอะไรดี  เช่น รู้ว่าความสมดุลเป็นเรื่องดี  เพราะไตร่ตรองด้วยสมองแล้วเห็นว่ามันมีประโยชน์  แต่กลับทำไม่ได้ ที่ทำไม่ได้เพราะว่าหัวใจ หรือจิตใจไม่มีกำลังพอที่จะชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เช่น รู้ว่าการกินเหล้าไม่ดี การมีกิ๊กมาก ๆ ไม่ดี การพนันไม่ดี แต่เราห้ามใจไม่ได้ ใจมันหมกมุ่นอยู่แต่สิ่งนั้น  อันนี้เป็นตัวอย่างของคนที่มีช่องว่าง หรือว่าไม่มีความสมดุลระหว่างสมองกับหัวใจ ระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ สมองรู้ว่าอะไรดี อะไรควร แต่จิตใจไม่สามารถจะผลักดันให้ทำสิ่งที่เห็นว่าดีได้

หลายคนเห็นว่าการออกกำลังกายเป็นของดี การฝึกสมาธิภาวนาเป็นของดี แต่ไม่ทำเพราะใจไม่ไป  หลายอย่างทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ดี แต่กลับทำแล้วทำเล่า เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยวเตร่  ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการกินอาหารขยะมีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น รู้ว่าน้ำอัดลมไม่ดี มีการสาธิตด้วยการนำน้ำอัดลมไปล้างสวม มันล้างได้ดีมากเพราะว่ามีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เอาโลหะไปแช่ไม่กี่วันมันก็ละลาย เห็นอยู่ก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่ว่าห้ามใจไม่ได้ ก็ยังกินเป็นประจำจนติด อันนี้เป็นปัญหาของคนสมัยนี้มาก ที่รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่สิ่งดีทำไม่ได้ สิ่งไม่ดีกลับทำ เพราะว่าห้ามใจไม่อยู่ อย่างที่มีสำนวนว่า “ดีชั่วรู้หมด แต่อดใจไม่ได้” อดใจไม่ได้เพราะจิตไม่มีกำลัง ไม่มีพลังที่จะทำสิ่งดี ๆ และละเว้นสิ่งไม่ดี หลายคนทำไปแล้วก็เสียใจว่า ทำไมถึงทำอย่างนั้น  หรือเสียใจว่าทำไมถึงทำไม่ได้

มีคนไข้คนหนึ่งป่วยหนักเพราะกินเหล้ามาก ตับแย่ หัวใจไม่ค่อยดี หมอก็ตั้งใจรักษา แต่ให้ยาอย่างเดียวก็ไม่พอ คนไข้ต้องร่วมมือด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม  คือต้องเลิกเหล้าให้ได้  แต่คนไข้ก็เลิกไม่ได้สักที มาหาหมอหลายครั้งมาก  อาการก็ไม่ดีขึ้น  หมอเลยถามว่าทำไมเลิกเหล้าไม่ได้สักที หมอบอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือว่าลุงต้องเลิกให้ได้  ไม่อย่างนั้นตายเร็วนะ คนไข้บอกว่าที่เลิกไม่ได้เพราะกลุ้มใจ  หมอก็สงสัยว่ากลุ้มใจเรื่องอะไร กลุ้มเรื่องครอบครัว หรือเรื่องงานการ หมอถามว่าลุงกลุ้มอะไร บอกได้ไหม คนไข้บอกว่าผมกลุ้มเพราะว่าเลิกเหล้ายังไงก็เลิกไม่ได้สักที  พอกลุ้มก็เลยต้องกินเหล้าแก้กลุ้ม

อยากเลิกเหล้า พยายามเลิกเหล้า แต่เลิกไม่ได้ ก็เลยกลุ้มใจ ต้องหันไปหาเหล้าเพื่อดับความกลุ้ม แสดงว่าจิตใจเขาอ่อนแอมาก อยากกินเหล้าจนมีเหตุผลสารพัดที่ทำให้เข้าหาเหล้า รวมทั้งเพื่อระงับความกลุ้มใจที่เลิกเหล้าไม่ได้

มีบางรายก็พยายามหาตัวช่วย ที่อเมริกามีคนจำนวนมากเป็นโรคเสพติดการช้อปปิ้ง เรียกว่า Shopaholic เห็นโฆษณาตามโทรทัศน์ ตามหนังสือ นิตยสาร หรือแม้กระทั่งทางเว็บไซต์เมื่อไหร่ ก็อยากได้ขึ้นมา คนเหล่านี้จึงเป็นหนี้เยอะ เพราะว่ายืมเงินได้ง่าย อยากได้เงินก็ไปทำเครดิตการ์ด ที่อเมริกาเครดิตการ์ดทำได้ง่ายมาก พอได้มาก็ช็อปทันที  พอใช้จนหมดวงเงินก็ไปออกบัตรใหม่ บางคนมีบัตรเครดิต ๒๐ ใบ  รวมหนี้เป็นหมื่น เป็นแสน เขาก็รู้ว่าไม่ไหว้แล้ว ครอบครัวก็ทิ้ง อยู่ด้วยไม่ได้  ผัวทิ้งบ้าง เมียทิ้งบ้าง ก็รู้สึกแย่มาก อยากจะเลิก แต่ก็ห้ามใจไม่ได้สักที เห็นทีไรก็อยากซื้อ

สุดท้ายเขาทำอย่างไร เขาก็เอาบัตรเครดิตไปใส่ไว้ในแก้วน้ำ แล้วเอาแก้วน้ำนั้นไปใส่ไว้ในช่องฟรีซในตู้เย็นเพื่อให้น้ำในถ้วยกลายเป็นน้ำแข็ง เพราะเวลาอยากซื้อของก็ต้องไปหยิบบัตรเครดิตจากช่องฟรีซมา แต่เนื่องจากมันติดอยู่กับน้ำแข็งเสียแล้ว จะดึงออกมาก็ไม่ได้ ต้องรอให้น้ำแข็งละลาย  กว่าน้ำแข็งจะละลายก็ประมาณ ๑๐ นาที ๑๕ นาที จึงจะเอาบัตรเครดิตไปใช้ได้ ครั้นจะเอาไปใส่ตู้ไมโครเวฟให้น้ำแข็งละลายเร็ว ๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะบัตรจะเสีย  กว่าน้ำแข็งจะละลายและเอาบัตรเครดิตไปใช้ได้ ความอยากก็คงลดลง ทำให้ได้สติขึ้นมา เปลี่ยนใจไม่ซื้อก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าห้ามใจไม่ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยตัวช่วย

บางคนเป็นหนี้คนอื่นเยอะมากเพราะติดการพนัน หรือเล่นหวย ตัวเองก็รู้ว่ามันไม่ดี แต่ห้ามใจไม่ได้ เขาแก้ปัญหาอย่างไรรู้หรือไม่ เขาประกาศในเฟซบุ๊คหรือในเว็บไซต์ว่า ฉันเป็นหนี้คนมาแล้วเท่าไรแล้ว เป็นการประจานตัวเอง เพื่ออะไร เพื่อว่าเวลาไปกู้เงินหรือยืมเงินใคร เขาจะได้ไม่ให้ยืม เพราะถ้าได้ยืมหนี้ก็จะบานเบอะ คนเหล่านี้รู้ตัวว่าห้ามใจไม่ได้  ถึงขนาดต้องยอมประจานตัวเอง จะได้ทำตามกิเลสไม่ถนัด เป็นเพราะห้ามกิเลสไม่ได้แล้ว แต่ทำอย่างไรถึงจะมีอุปสรรคให้ทำตามกิเลสไม่ได้ ถ้ามาถึงขั้นนี้ก็แย่แล้ว

มันจะดีกว่านี้ถ้าหากว่าเราสามารถฝึกใจของเราให้มีความเข้มแข็ง สามารถที่จะพูดหรือทำสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้องได้ เมื่อปัญญาหรือสมองบอกว่าสิ่งนี้ดี เราก็สามารถทำสิ่งนั้นได้เพราะจิตใจมีกำลัง เช่น เราพิจารณาแล้วเห็นว่าการทำสมาธิภาวนาเป็นของดี ทำให้ไม่เครียด ทำให้ความโกรธ ความเศร้า ความวิตกกังวลเข้ามาเล่นงานจิตใจไม่ได้ หรือเห็นว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องดี ถ้าออกกำลังกายเป็นประจำสุขภาพก็จะดี เมื่อเราเห็นเช่นนี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องฝึกใจให้เข้มแข็ง เพื่อทำสิ่งเหล่านั้นได้ตามที่ตั้งใจไว้   อันนี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการนำพาชีวิตประสบให้ความสำเร็จและมีความสุข ถ้าจิตใจอ่อนแอแล้ว ไม่ว่าจะคิดเก่งแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่จะทำให้ชีวิตไปในทางที่ถูกต้องได้

คนสมัยนี้คิดเก่งมาก รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี รู้ว่าอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ รู้หมด แต่ทำไม่ได้ เด็กก็เช่นกัน เขารู้ว่าการขยันเรียน การทำการบ้านเป็นของดี แต่ไม่สามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้  เอาแต่ดูโทรทัศน์ เอาแต่โทรศัพท์คุยกับเพื่อน หรือไม่ก็เล่นเกมส์ออนไลน์ ถามว่าเด็กรู้หรือไม่ว่าทำอย่างนี้ไม่ดี เด็กก็รู้ว่าไม่ดี แต่เขาห้ามใจไม่ได้

คนสมัยนี้เปรียบเสมือนรถที่มีกำลังแรง แต่ไม่มีเบรก รถแบบนี้จะน่าขับหรือน่านั่งไหม แม้แต่หลวงพ่อคูณก็คงไม่กล้านั่งรถแบบนี้ คนสมัยนี้เหมือนกับคนที่เก่งในการปีนต้นไม้แต่ลงไม่เป็น เหมือนกับกัปตันที่เก่งในการขับเครื่องบินให้ทะยานขึ้นฟ้าได้ แต่ไม่รู้วิธีร่อนลง

คิดเก่งอย่างเดียวไม่พอ การฝึกใจให้เข้มแข็งมีพลังก็สำคัญมาก การฝึกสมาธิภาวนาเป็นวิธีหนึ่งในการฝึกให้จิตใจมีความเข้มแข็ง อดทนต่อความเบื่อหน่าย แค่ตั้งใจนั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน ก็มีอานิสงส์มาก ถึงแม้จะเบื่อก็ตาม  แทนที่จะไปเล่น เที่ยว หรือกิน แต่ต้องมานั่งฝึกสมาธิให้ได้ครบตามกำหนดเวลา แม้แต่ ๕ นาทีก็มีคุณค่าและมีความหมาย อย่าไปประมาท เพียงแค่ ๕ นาที ถ้าทำเป็นประจำก็ทำให้จิตมีกำลังมาก 

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก อยุธยา ท่านเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมาก คราวหนึ่งมีชายหนุ่ม ๒ คน  มากราบท่าน คนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ท่าน ชวนเพื่อนให้รักษาศีลและนั่งสมาธิต่อหน้าหลวงปู่ดู่  เพื่อนก็ปฏิเสธบอกว่า เขาถือศีล ๕ ไม่ได้เพราะยังกินเหล้าอยู่ หลวงปู่ก็เลยพูดกับเขาว่า แกจะกินเหล้าก็กินไป แต่ว่าทำสมาธิให้ได้ไหม แค่ ๕ นาทีก็พอ  ชายคนนั้นเห็นว่า ๕ นาทีไม่ได้มากอะไร ก็เลยรับปากหลวงปู่ดู่  เนื่องจากเขาเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น  ดังนั้นเขาจึงนั่งสมาธิทุกวันวันละ ๕ นาทีตามที่รับปากไว้ นั่งเสร็จก็ไปกินเหล้า แต่บางวันเพื่อนชวนมากินเหล้าตอนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ก็ปฏิเสธไป ปรากฏว่าทำไป ๆ เขาก็เลิกเหล้าได้เอง  คงเพราะนั่งสมาธิทุกวัน ทำให้จิตใจมีกำลัง ไม่คล้อยตามกิเลสง่าย ๆ   นอกจากหักห้ามใจได้แล้ว สมาธิยังช่วยให้เขามีความสุข เป็นความสุขที่ประเสริฐกว่าการกินเหล้าเยอะ

ชายคนนี้นอกจากเลิกเหล้าไดแล้ว ตอนหลังก็เกิดศรัทธา ถึงกับบวชพระและอยู่ในสมณเพศต่อเนื่องหลายปี  พูดได้ว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนแปลงเพราะว่าทำสมาธิแค่วันละ ๕ นาที

สิ่งเล็กน้อย หากเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราทำบ่อย ๆ จะมีอานิสงส์มาก ทำให้จิตมีกำลัง  เมื่อจิตมีกำลังก็สามารถขับเคลื่อนชีวิตของเราสู่ความเจริญงอกงามตามที่ตั้งใจไว้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved