หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > สุคะโตในวันที่ผันผ่าน
กลับหน้าแรก

สุคะโตในวันที่ผันผ่าน
โดย พระไพศาล วิสาโล

ตีพิมพ์ลงหนังสือ ๕๐ ปี วัดป่าสุคะโต
อ่านคำนำ

ข้าพเจ้ามาวัดป่าสุคะโตครั้งแรกเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๒๓ ที่จำได้แม่นก็เพราะก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ข้าพเจ้าได้พาผู้คนจากกรุงเทพฯ เกือบ ๕๐ ชีวิต ขึ้นมาค้างแรมที่วัดภูเขาทอง บ้านท่ามะไฟหวาน (ตอนนั้นยังไม่เป็นตำบล) จุดประสงค์คือเพื่อทอดผ้าป่า เรียกผ้าป่ากองนี้ว่า “ผ้าป่าข้าว” ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนสหกรณ์ข้าวบ้านท่ามะไฟหวาน ซึ่งหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ได้ริเริ่มขึ้นสำหรับจัดหาข้าวราคาถูกให้แก่ชาวบ้าน งานนี้จัดโดยกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติงาน

เมื่อทอดผ้าป่าเสร็จ ตอนบ่ายๆ พวกเราหลายคนได้เดินมาเยี่ยมชมวัดป่าสุคะโต ซึ่งตอนนั้นดูเหมือนจะไม่มีพระค้างแรมเลย หลวงพ่อคำเขียนและพระรูปอื่นๆ ไปอยู่ที่วัดภูเขาทองกันหมด ส่วนหลวงพ่อบุญธรรม อุตฺตมธมฺโม ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งวัดป่าสุคะโตตั้งแต่ปี ๒๕๑๒ ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาส ณ บ้านเกิดของท่านตั้งแต่ต้นปีแล้ว

ตอนนั้นหอไตรเพิ่งสร้างเสร็จอยู่บนเขา (ปัจจุบันมีกุฏิ ๘ มาแทนที่) พวกเราขึ้นไปดูข้างในก็เห็นแต่ความว่างเปล่า (พระไตรปิฎกที่เดิมคิดว่าจะเก็บไว้ที่นั้น ภายหลังย้ายมาเก็บไว้ในตู้ที่ศาลาหน้า) จำได้ว่าเมื่อเดินไปที่สระน้ำ ก็ไปต่อไม่ได้เพราะไม่มีสะพาน เข้าใจไปว่าอีกด้านหนึ่งของสระน้ำเป็นไร่นาหรือป่ายูคาลิปตัสเหมือนกับที่เห็นระหว่างเดินมาสุคะโต หารู้ไม่ว่ามีหมู่บ้านตั้งอยู่ไม่ไกล

พวกเรามาเที่ยวชมวัดป่าสุคะโตได้ไม่นาน ก็เดินทางกลับวัดภูเขาทอง ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่มีความคิดเลยแม้แต่น้อยว่าจะได้กลับมาวัดป่าสุคะโตอีก และไม่ใช่แค่มาเยือน แต่มาพักอาศัยต่อเนื่องถึงค่อนชีวิต

แม้จะเป็นครั้งแรกที่มาสุคะโต แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าขึ้นมาบนภูโค้ง ก่อนหน้านั้นราวเดือนกรกฎาคม เคยขึ้นมาทีหนึ่งแล้ว เพื่อมาสนทนากับหลวงพ่อคำเขียน แต่มาถึงแค่วัดภูเขาทอง ตอนนั้นเราต้องปีนเขาขึ้นมา เพราะถนนยังไม่มี สัมภาระก็ต้องสะพายขึ้นมาเอง เช่นเดียวกับชาวบ้าน (เป็นสาเหตุที่ทำให้ข้าวที่ท่ามะไฟหวานราคาแพงกว่าที่แก้งคร้อมาก คนที่เดือดร้อนที่สุดคือคนยากจน หลวงพ่อจึงจัดตั้งสหกรณ์ข้าวขึ้น โดยขนข้าวจากชัยภูมิ ซึ่งมีถนนมาถึงท่ามะไฟหวาน)

หลวงพ่อมาพบกับพวกเราในวันรุ่งขึ้น ท่านขอโทษที่ไม่สามารถต้อนรับเราวันก่อนหน้านี้ เพราะน้ำท่วมสะพาน ตอนนั้นท่านอยู่สุคะโต ไม่สามารถข้ามน้ำมาได้ ต้องรอให้น้ำลดก่อน การสนทนากันในวันนั้น ทำให้เกิดความคิดเรื่องการทอดผ้าป่าข้าวเพื่อสนับสนุนสหกรณ์ข้าวของหลวงพ่อ

ควรกล่าวด้วยว่าก่อนหน้านั้นข้าพเจ้าสนใจงานศูนย์เด็กเล็กที่หลวงพ่อจัดตั้งขึ้นที่วัดภูเขาทอง ตอนนั้น กศส. อยากสนับสนุนโครงการของพระและชาวบ้านที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กขาดอาหาร งานของข้าพเจ้าคือออกไปเยี่ยมเยียนโครงการดังกล่าวเพื่อให้ความช่วยเหลือตามที่เขาต้องการ ตอนนั้นพระที่ทำศูนย์เด็กเล็ก มีน้อยมาก เพราะเป็นของใหม่มาก ผลจากการพบปะโครงการเหล่านี้ กศส. ได้จัดทำโครงการ “แด่น้องคนเล็กของเรา” เพื่อหาทุนมาสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันในชนบท ไม่กี่ปีต่อมาโครงการได้เปลี่ยนชื่อเป็น “แด่น้องผู้หิวโหย” และสังกัดมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กแทน

ตอนที่ข้าพเจ้าพบปะหลวงพ่อคำเขียนครั้งแรกที่โรงพยาบาลประทาย ราวเดือนเมษายน ๒๕๒๓ ท่านมาประชุมร่วมกับครูและชาวบ้านจากที่ต่างๆ ที่ทำโครงการอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ท่านเป็นพระรูปเดียวในการประชุมครั้งนั้น แต่ก็ไม่ถือตัว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน รับฟังมากกว่าที่จะออกความเห็น ใครเห็นก็ประทับใจ แต่ตอนนั้น คงไม่มีใครรู้ว่าท่านเป็นอาจารย์กรรมฐานด้วย

หลังจากงานทอดผ้าป่าข้าวที่วัดภูเขาทองสำเร็จเสร็จสิ้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้กลับไปเยือนภูโค้งอีกเลย และคงจะไม่ได้ไปอีกนานหากว่าข้าพเจ้าไม่ตัดสินใจลางานเพื่อออกบวชต้นปี ๒๕๒๖   ทั้งๆ ที่มีกำหนดแน่ชัด แต่จนถึงปลายปี ๒๕๒๕ ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้ว่าบวชแล้วจะไปอยู่วัดไหนดี ในความตั้งใจนั้นอยากไปอยู่กับครูบาอาจารย์ที่มีเวลาสอนศิษย์ ดังนั้นจึงควรเป็นวัดที่มีคนไม่เยอะ บังเอิญได้พบกับพระนพ (พัฒนาพงศ์ โกไศยกานนท์) ซึ่งเพิ่งเสร็จจากการจำพรรษาที่วัดป่าสุคะโตได้ไม่กี่เดือน เมื่อสนทนากับท่านจึงรู้ว่าหลวงพ่อคำเขียนเป็นอาจารย์กรรมฐานด้วย ไม่ใช่พระ “นักพัฒนา” เท่านั้น ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะไปบวชปฏิบัติกับท่านที่วัดป่าสุคะโต

ข้าพเจ้าบวชเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ ที่วัดทองนพคุณ แต่กว่าจะขึ้นไปวัดป่าสุคะโตก็อีก ๕ เดือนต่อมา ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อคำเขียนอยากให้ข้าพเจ้าไปปฏิบัติที่วัดสนามใน เนื่องจากช่วงนั้นวัดป่าสุคะโตไม่มีพระเลย หลวงพ่อก็มีกิจนิมนต์ต่อเนื่อง ไม่ค่อยได้อยู่วัด ประกอบกับวัดสนามในมีหลวงพ่อเทียนเป็นประธานสงฆ์ ดังนั้นข้าพเจ้าปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียนน่าจะดีกว่า

หากข้าพเจ้าทำตามที่ตั้งใจไว้แต่เดิมคือบวชสามเดือน ก็คงไม่ได้ขึ้นไปปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโต แต่เมื่อการปฏิบัติที่วัดสนามในให้ผลดีกว่าที่คิด จึงตัดสินใจบวชต่อให้ได้พรรษา และวัดป่าสุคะโตเป็นวัดที่ข้าพเจ้าเลือกไปจำพรรษา

พรรษาแรกที่สุคะโต

ข้าพเจ้าขึ้นไปจำพรรษาที่วัดป่าสุคะโตแบบจวนเจียน คือถึงวัดตอนเย็นของวันที่ ๒๔ กรกฎาคม อันเป็นวันอาสาฬหบูชา การเดินทางวันนั้นสะดวกกว่าการมาครั้งแรกมาก เพราะมีการตัดถนนขึ้นเขาแล้ว รถโดยสารจากแก้งคร้อมาถึงหน้าวัดป่าสุคะโตเลย แม้ทางจะลื่นไถลบ้างในบางช่วงเพราะฝนเพิ่งตกและยังเป็นถนนดินอยู่

ตอนนั้นศาลาหน้ายังสร้างไม่เสร็จ มีแต่โครงคือเสากับหลังคา เดินไปอีกหน่อย ก่อนจะถึงสะพาน มีกุฏิอยู่หลังหนึ่ง (ตรงบริเวณห้องน้ำข้างครัวในปัจจุบัน) สะพานข้ามสระทำอย่างง่ายๆ เอาปีกไม้มาวางเป็นระยะๆ และมีราวให้จับ เมื่อเดินขึ้นเนินสักพักก็ถึงศาลาไก่ มีชาวบ้านที่จำศีลนั่งพักอยู่เต็มศาลา

ตอนนั้นศาลาไก่ยังเป็นศาลาหลังเล็กๆ ยกพื้นสูงแค่ท่วมหัว (ด้านทิศเหนือ) บันไดก็ทำอย่างง่ายๆ คือเอาปีกไม้มาวางแค่สองสามขั้น หลังคาสังกะสีคลุมไม่หมด ช่วงที่อยู่ใกล้บันไดเปิดโล่ง มองเห็นต้นไม้และท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน เป็นมุมที่พระและเณรชอบมาสนทนากันในยามเย็น เพราะบรรยากาศโปร่งโล่ง เป็นเสน่ห์ของศาลาไก่ก็ว่าได้ ทุกวันนี้ภาพนั้นยังประทับอยู่ในใจไม่ลืมเลือน

วันนั้นกว่าข้าพเจ้าจะเข้าที่พักก็มืดแล้ว หลวงพ่อให้ข้าพเจ้าพักที่หอไตร ร่วมกับใหญ่ (สุจินต์ สันติภราภพ) ซึ่งเดินทางมาด้วยกันจากกรุงเทพฯ ตอนนั้นรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่ได้พักกุฏิเป็นเอกเทศ ตอนหลังจึงรู้ว่าวัดมีกุฏิน้อยมาก คือแค่สองสามหลัง ขณะที่พระและเณรจำพรรษาถึง ๑๑ รูป (พระ ๗ เณร ๔) พระรูปอื่นต้องนอนเพิง แม้แต่หลวงพ่อก็ไม่มีกุฏิของตนเอง ต้องพักที่ศาลาไก่ (แต่บ่อยครั้งท่านเลือกไปจำวัดใต้ต้นไม้) ข้าพเจ้านับว่าโชคดีด้วยซ้ำที่นอนหอไตร ซึ่งโล่งกว้าง มีใต้ถุน แถมมีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ หอไตรตอนนั้นมีการกั้นห้องด้านทิศตะวันออก ข้าพเจ้าพักอยู่ในห้องนั้น ซึ่งกว้างขวาง (ที่จริงนอนได้นับสิบคนแบบสบายๆ) ส่วนใหญ่นอนอยู่ด้านนอก

ที่หอไตรนั้นมีพระที่อยู่ก่อนเตือนตั้งแต่แรกว่า หากกลางค่ำกลางคืนได้ยินเสียงคล้ายผู้หญิงร้องโหยหวน หรือร้องทำนองว่า “ช่วยด้วยๆ” อย่าตกใจ เพราะมันเป็นเสียงของบ่าง คำเตือนนี้มีประโยชน์มาก หาไม่ข้าพเจ้าคงผวาในยามค่ำคืน เพราะตอนนั้นไม่คุ้นกับความมืด แต่จะว่าไปแล้วหลังจากอยู่นานเป็นเดือน คืนไหนต้องเดินขึ้นหอไตรคนเดียวยังรู้สึกกลัว เพราะสองข้างทางเป็นป่าทึบ

วันที่ข้าพเจ้ามาถึงสุคะโตนั้น มีเพื่อนๆ จากกรุงเทพฯ ขึ้นมาอีกคณะหนึ่งด้วย วันรุ่งขึ้นส่วนใหญ่ก็กลับกรุงเทพฯ เหลือสองคนที่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมที่สุคะโตต่อเนื่อง คือ จริง (ฐิติมา คุณติรานนท์) กับ สมถวิล (วิริยะสุมน/ลือชาพัฒนพร) จริงนั้นตั้งใจอยู่จนครบพรรษา ส่วนสมถวิลขอปฏิบัติแค่หนึ่งเดือน และเมื่อครบกำหนดกลับ เพื่อนอีกคนคือ ฮุ้ง (ศุกรจิต จตุจินดา) ก็ขึ้นมารับไม้ต่อ ปฏิบัติเป็นเพื่อนจริง จนคนหลังกลับกรุงเทพฯ เมื่อออกพรรษา

เป็นอันว่าพรรษาแรกที่สุคะโตของข้าพเจ้า นอกจากพระอีก ๖ รูปและเณร ๒ รูปแล้ว ก็มีฆราวาสอีก ๔ คน รวมทั้งใหญ่ด้วย ดังได้กล่าวแล้วว่าสมัยนั้นกุฏิมีน้อย จึงไม่มีการแยกเขตอุบาสิกาชัดเจน ผู้หญิงนั้นพักรวมกันที่กุฏิริมทางเดิน ที่เชื่อมต่อระหว่างสะพานกับศาลาไก่ ซึ่งพวกเราเรียกว่า “กุฏิชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เพราะมีข้อความเขียนอยู่ข้างฝากุฏิด้านนอกว่า “เพื่อ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นกุฏิที่เก่าที่สุดของสุคะโต สร้างเมื่อ