หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
อยู่สบาย ไยต้องตายลำบาก
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
: No.216 กรกฏาคม 2017

อยู่สบาย ไยต้องตายลำบาก
พระไพศาล วิสาโล

ความจริงอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ คนสมัยนี้มีชีวิตที่สุขสบายกว่าสมัยก่อนมาก  นอกจากอาหารการกินจะอุดมสมบูรณ์และหลากหลายแล้ว  ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย  จะไปไหนก็ไม่ต้องเดิน  จะกินหรือซื้ออะไร ก็แค่โทรศัพท์หรือกดปุ่ม  งานการก็ไม่ต้องใช้เรี่ยวแรงหรืออาบเหงื่อต่างน้ำ  ยังไม่ต้องพูดถึงความบันเทิงเริงรมย์ ซึ่งมีให้เสพได้ทุกเวลา

แต่หากพูดถึงความตายแล้ว  กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากมากขึ้นสำหรับคนสมัยนี้  ยิ่งร่ำรวยมากเท่าไร ก็ยิ่งตายลำบากมากเท่านั้น นิตยสาร The Economist ฉบับเดือนพฤษภาคม รายงานว่าในประเทศร่ำรวย  ผู้คน ๒ ใน ๓ ไม่เพียงตายในโรงพยาบาลหรือบ้านพักคนชราเท่านั้น  แต่ยังเจอการรักษาที่ไร้ประโยชน์และก้าวร้าวรุนแรง  หลายคนตายคนเดียว ด้วยความสับสนและเจ็บปวด  จำเพาะประเทศอเมริกา  มีการพบว่า ระหว่างปี ๒๕๔๑ ถึง ๒๕๕๓ คนอเมริกันที่มีความสับสน เป็นโรคซึมเศร้า และเจ็บปวดในปีท้าย ๆ ของชีวิตมีสัดส่วนมากขึ้น

ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ แม้มีเทคโนโลยีล้ำหน้ามากมาย แต่บ่อยครั้งกระบวนการรักษาที่กระทำแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น นอกจากก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมากมายแล้ว ยังไม่ช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นเลย   ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ป่วยแม้กระทั่งในช่วงท้ายของชีวิต   ประมาณ ๑ ใน ๘ ของชาวอเมริกันที่ป่วยด้วยมะเร็งระยะสุดท้ายได้รับเคมีบำบัดกระทั่ง ๒ สัปดาห์สุดท้ายของชีวิต ทั้ง ๆ ที่วิธีดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์อันใดสำหรับผู้ป่วยระยะนี้เลย  ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว  เกือบ ๑ ใน ๓ ได้รับการผ่าตัดในช่วงปีสุดท้าย  ร้อยละ ๘ ถูกผ่าตัดกระทั่งสัปดาห์สุดท้าย 

เคยมีการสอบถามญาติมิตรของผู้ป่วยที่เสียชีวิต เกือบร้อยละ ๔๐  ระบุว่าเพื่อนหรือญาติของตนได้รับความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น  เมื่อถามถึงคุณภาพการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย  ส่วนใหญ่ให้คะแนน “ปานกลาง” หรือ “แย่”

มองในแง่นี้ คนสมัยก่อนแม้มีชีวิตที่ลำบาก แต่ถึงเวลาตาย กลับสบายกว่า เพราะนอกจากมีญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านมาช่วยดูแล สร้างความอบอุ่นใจ และช่วยน้อมใจให้ไปสงบแล้ว   มักจะประสบความเจ็บปวดน้อยกว่าหรือไม่นานเท่าคนสมัยนี้    เพราะส่วนใหญ่เป็นโรคติดเชื้อที่ทำให้ตายในเวลาไม่นาน  อีกทั้งไม่ต้องเจอกระบวนการยื้อชีวิต ซึ่งแม้จะทำให้มีลมหายใจยืนยาวขึ้น  แต่กลับสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก

อย่างไรก็ตามใช่ว่าเกิดมาเป็นคนสมัยนี้แล้วจะต้องตายลำบากเสมอไป   ระยะหลังมีการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายอย่างครอบคลุมทั้งกายและใจ ไม่เน้นการยื้อชีวิต แต่ช่วยลดความทุกข์ทรมาน และทำให้สุขสบายมากที่สุด  การดูแลแบบนี้เรียกว่าการรักษาแบบประคับประคอง (palliative care)

 มีการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมะเร็งที่ตายในโรงพยาบาลส่วนใหญ่เจ็บปวด เครียด และซึมเศร้ามากกว่าผู้ป่วยประเภทเดียวกันที่ตายในสถานดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือที่บ้าน  ซึ่งได้รับการดูแลแบบประคับประคอง   ที่เป็นเช่นนี้สาเหตุสำคัญเป็นเพราะผู้ป่วยกลุ่มหลัง ไม่ต้องเจอการรักษาที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดโดยไม่จำเป็น  ซึ่งเพียงแต่ยื้อชีวิต แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น 

สาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ  การรักษาแบบประคับประคอง จะให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตใจ รวมทั้งความรู้สึกและความต้องการของคนไข้  ก่อนให้การรักษา จะมีการพูดคุยระหว่างหมอกับคนไข้ เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ป่วย สิ่งที่ผู้ป่วยอยากทำในระยะท้าย  สิ่งที่หวาดกลัวไม่อยากให้เกิด รวมทั้งจะยอมทนแค่ไหนเพื่อมีเวลาทำสิ่งที่ต้องการได้

การทำตามความต้องการของคนไข้ หรือช่วยให้คนไข้ได้ทำสิ่งสำคัญสุดท้ายของชีวิต ช่วยให้คนไข้ยอมรับความตายได้มากขึ้น ไม่ต่อสู้ขัดขืนกับความตาย  แต่จะทำเช่นนั้นได้ การสนทนาพูดคุยระหว่างหมอกับคนไข้เป็นสิ่งสำคัญ   “การสนนทนาอาจมีอานุภาพยิ่งกว่าเทคโนโลยีเสียอีก”  แพทย์ชาวอังกฤษพูดจากประสบการณ์ที่ทำงานด้านนี้มายาวนาน

ที่น่าสนใจก็คือ  แม้การแพทย์แบบประคับประคองมิได้มุ่งยื้อชีวิตผู้ป่วย  แต่ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบนี้จำนวนมากกลับมีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่ถูกยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีนานาชนิด   งานวิจัยของโรงพยาบาลกลางแมสสาชูเสทเมื่อปี ๒๕๕๓ พบว่าคนกลุ่มนี้ที่เป็นมะเร็งปอดระยะ ๔  อยู่ได้นานขึ้นร้อยละ ๒๕.

“อยู่สบาย ตายลำบาก” กับ “อยู่ลำบาก ตายสบาย” เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เพราะ เราสามารถอยู่สบาย ตายไม่ลำบากได้  หากวางแผนเสียแต่เดี๋ยวนี้ว่าในวาระสุดท้ายเราเลือกจะใช้การดูแลรักษาแบบใด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster