หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
เสียงธรรมที่ซาบซึ้งใจ
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
: No.186 26 มีนาคม 2016
Joyful Life & Peaceful Death

เสียงธรรมที่ซาบซึ้งใจ
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อหลวงปู่ขาว อนาลโย มาปักหลักตั้งสำนักที่ถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี เกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว  แม่ชีสาเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามท่านมาด้วย  แม่ชีสาไม่เพียงอุปัฏฐากหลวงปู่และพระเณรอย่างขยันขันแข็ง หากยังใส่ใจในการทำกรรมฐาน  จนหลวงปู่ขาวกล่าวยกย่องแม่ชีสาว่าภาวนาดีมาก จนละ “ขี้” ได้สองกอง คือ “ขี้โลภ” และ “ขี้โกรธ”

วันหนึ่งหลวงปู่ใช้ให้พระสองรูปไปด่าแม่ชีสาเพื่อทดสอบดูว่าละความโกรธได้แค่ไหนแล้ว  ทั้งสองรูปจึงพากันไปที่กุฏิของแม่ชีสา  สรรหาคำรุนแรงสารพัดมาด่า    แม่ชีสาตอนแรกงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็พนมมือนั่งฟังพระอาจารย์ทั้งสองอย่างสงบโดยตลอด

หลังจากที่พระอาจารย์ทั้งสองด่าว่าจนพอใจ  แม่ชีสาก็ถามว่า “ท่านอาจารย์ดุด่าดิฉันหมดหรือยัง  หรือมีคำด่าว่าอยู่อีก  ดิฉันได้ยินได้ฟังแล้วมันซาบซึ้งเหลือเกิน  เสียงดุด่าเป็นเสียงธรรมทั้งหมดเลยเจ้าข้า”

แม่ชีสายังปวารณาอีกว่า “ขอให้อาจารย์ทั้งสองมาด่าดิฉันให้บ่อย ๆ ด้วย  มันจะได้หมดกิเลสสักที”

คนทั่วไป เมื่อถูกต่อว่าด่าทอ  ไม่เพียงรู้สึกโกรธ  เจ็บปวดเหมือนถูกทำร้าย  หากยังรู้สึกเสียใจที่ถูกมองในแง่ลบ  หรือเสียหน้าเพราะความไม่ดีของตนถูกนำมาประจาน    ยิ่งเป็นคนที่เคร่งครัดในศีล   มุ่งมั่นทำความดีจนมีคนชื่นชมสรรเสริญ  ก็ยิ่งรู้สึกแย่ที่กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของผู้อื่น      ยิ่งผู้ที่ตำหนินั้นเป็นถึงครูบาอาจารย์ด้วยแล้ว ก็ย่อมรู้สึกอับอาย หรือถึงกับน้อยเนื้อต่ำใจว่า  ทำไมทำดีจึงไม่ได้ดี  เหตุใดความดีของเราจึงไม่มีใครมองเห็น  และหากคิดต่อไปว่า ถ้าเรื่องนี้แพร่หลาย มีคนอื่นรับรู้มากขึ้น ชื่อเสียงของเราย่อมป่นปี้ ภาพลักษณ์ดี ๆ จะเสียหาย  คิดอย่างนี้จิตก็เป็นทุกข์ทันที

แต่ความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ไม่มีในใจของแม่ชีสาเลย  จึงฟังคำด่าว่าของพระอาจารย์ทั้งสองด้วยใจนิ่งสงบ  ราวกับไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเลย  หรือพูดให้ถูกคือ ไม่รู้สึกว่าตัวตนถูกกระทบกระแทกแต่อย่างใด  อาจเป็นเพราะแม่ชีสามีความยึดติดในตัวตนน้อยมาก  แต่เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ  เป็นเพราะท่านเห็นว่าคำต่อว่าด่าทอนั้นมีประโยชน์  ช่วยขูดเกลากิเลสได้เป็นอย่างดี จึงมีค่าเสมือนธรรมะอย่างหนึ่ง   ที่จริงท่านอาจมองด้วยซ้ำว่า  คำต่อว่าด่าทอนั้นคือธรรมะในตัวเอง เพราะสอนให้เห็นถึงความจริงของโลกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า โลกธรรม ๘   กล่าวคือ  สรรเสริญกับนินทาเป็นของคู่กัน  ถ้ายึดติดคำสรรเสริญ ก็ย่อมเป็นทุกข์เพราะคำติฉินนินทา ซึ่งไม่ว่าเป็นใครทำดีแค่ไหนก็ต้องเจอวันยังค่ำ

เรื่องของแม่ชีสาเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า คำต่อว่าด่าทอนั้น ไม่ได้ทำให้เราทุกข์   แต่ที่เราทุกข์ก็เพราะวางใจไม่ถูกต่อคำต่อว่าด่าทอต่างหาก  เช่น มองเห็นเป็นสิ่งเลวร้าย  หรือเพราะยึดติดถือมั่นในคำเหล่านั้น  เช่น เอาแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงมัน วนเวียนอยู่กับความสำคัญมั่นหมายว่า เขาด่ากู ๆ ๆ    พูดอีกอย่างคือชูตัวตนขึ้นเป็นเป้าของคำต่อว่าด่าทอนั้น   ยิ่งชูหรือยึดตัวตนมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้น

ในทางตรงข้ามหากเห็นว่าคำต่อว่าด่าทอมีประโยชน์  ช่วยขูดกิเลส หรือทรมานอัตตาให้หายผยอง  ยิ่งได้ฟัง ก็ยิ่งขอบคุณ แม้จะมีความทุกข์เกิดขึ้น ก็เห็นว่าทุกข์นั้นของ “ตัวกู” หรือเป็นความดิ้นพล่านของกิเสลมากกว่า จึงไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใด

ทุกครั้งที่เป็นทุกข์เมื่อถูกต่อว่าด่าทอ  อย่ามัวโทษผู้พูดว่าเป็นตัวการ ควรหันมาสำรวจใจของตนและแก้ที่ตรงนั้น  จะว่าไปแล้วความก้าวหน้าในการภาวนาวัดกันที่ตรงนี้  หากยังโกรธเคืองเมื่อถูกต่อว่าด่าทอ  ก็แสดงว่ายังมีการบ้านให้ต้องทำอีกมาก  จะหลงภาคภูมิใจในความเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือผู้ทรงศีล  หาควรไม่

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster