หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
เมื่อความตายอยู่ตรงหน้า
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.7 No.181 10 January 2016
True Story

เมื่อความตายอยู่ตรงหน้า
พระไพศาล วิสาโล

ข้อคิดจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว  แท้ที่จริงมันอยู่ใกล้ตัวเรามาก สามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกวินาที  แม้จะเป็นเด็กหรือหนุ่มสาวก็ตาม  หากประมาทเพียงแค่ชั่วครู่ ความตายก็สามารถกระชากชีวิตไปจากเรา และพรากเราไปจากทุกคนที่รักและทุกสิ่งที่หวงแหน  ดังนั้นเราจึงควรอยู่อย่างไม่ประมาท พยายามมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็พร้อมรับความตายทุกเมื่อ เพราะแม้เราจะระมัดระวังตัวเพียงใด ความประมาทหรือความพลาดพลั้งของคนอื่นก็อาจทำให้เราตายได้เช่นกัน

ชีวิตที่ราบเรียบมักชวนให้เราประมาท ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสิ่งต่าง ๆ จนลืมคิดถึงความตาย ในทางตรงข้าม อุบัติเหตุหรือ “เคราะห์ร้าย” สามารถกระตุกใจให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิต   หากประสบเหตุเหล่านี้  อย่ามัวก่นด่าชะตากรรมหรือโทษเคราะห์ การทำเช่นนั้นมีแต่จะซ้ำเติมตนเอง   ควรที่เราจะมองว่าเหตุร้ายดังกล่าวคืออสัญญาณเตือนให้เราเร่งใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์  หมั่นทำความดี สร้างบุญกุศล  ทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วน รวมทั้งการให้เวลากับคนรัก  ปฏิบัติกับเขาราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา ที่ขาดไม่ได้คือหมั่นฝึกตนให้พร้อมรับความตายทุกเมื่อ

ทุกครั้งก่อนออกเดินทาง  ควรเตือนตนเองเสมอว่า นี้อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา   อาจไม่ได้กลับมาหาคนรัก ลูก และพ่อแม่ของเราอีก  ดังนั้นจึงควรทำดีที่สุดกับเขาก่อนที่จะจากกัน  ขณะเดียวกันก็เตรียมใจพร้อมรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น   ระหว่างเดินทาง รวมทั้งเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว  นี้มิใช่การแช่งตนเอง แต่เป็นการเตือนตนไม่ให้ประมาท  อย่าลืมว่าความไม่ประมาทในธรรมทั้งปวงเป็นหนึ่งในมงคลสูงสุดของพุทธศาสนา

เมื่อความตายอยู่ตรงหน้า
เรื่อง:ธีติ  ศรีจันทร์  เรียบเรียง

เสียงโหวกเหวกโวยวายแม้ฟังไม่ได้ศัพท์แต่ก็กระชากผมให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์หลับใหล ไม่ทันได้ตั้งสติใด ๆ รถที่ผมนั่งก็พุ่งเข้าชนตอสะพานอย่างจัง เสียงดังโครมและแรงกระชากอย่างแรงเกิดขึ้นเพียงแค่อึดใจ แล้วทุกอย่างก็เงียบงัน...

ผมและกบ เพื่อนสนิทของผมเดินทางด้วยเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาถึงเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดียเมื่อคืนนี้ ตามแผนที่วางไว้เราต้องต่อรถไปยังพุทธคยาเพื่อถ่ายทำรายการสารคดีเกี่ยวกับสังเวชนียสถานในอินเดียเป็นเวลา 11 วัน  ที่เราต้องบินมาลงที่เมืองนี้ เพราะในช่วงเวลาที่เราเดินทาง ไม่มีเที่ยวบินลงตรงที่พุทธยาเลยแม้แต่เที่ยวเดียว

เมื่อถึงสนามบินเมืองกัลกัตตาก็เวลาตีหนึ่งแล้ว รถเช่าที่เอเจนซีหาไว้ให้ก็มารออยู่แล้วเช่นกันคนขับรถและผู้ช่วยคนขับบอกกับเราว่าจะออกเดินทางทันทีเพื่อจะไปถึงพุทธคยาตอนเช้าคนขับรถยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่า เขาพร้อมทำงาน เพราะพักผ่อนมาเต็มที่แล้ว เราสองคนจึงตกลงออกเดินทางทันที

สองข้างทางที่รถแล่นไปมีแต่ความมืด มองไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใด ๆ ผมและเพื่อนจึงนอนพักแบบหลับ ๆ ตื่น ๆ ไปตลอดทาง รู้สึกตัวตอนช่วงประมาณตีสามที่คนขับรถแวะพักรถที่ปั้มน้ำมันเก่า ๆ อยู่สักพัก จากนั้นก็ออกเดินทางต่อทันที

ช่วงประมาณเจ็ดโมงเช้า ผมก็สะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงของผู้ช่วยคนขับโวยวาย เมื่อลืมตาเต็มตื่นก็เห็นด้านหน้าของรถพุ่งชนตอสะพานอย่างจัง

ในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างของผมเหมือนถูกผลักให้หลุดออกจากเบาะ แต่แล้วก็โดนกระชากกลับให้ติดอยู่ที่เดิมเพราะคาดเข็มขัดนิรภัยรั้งกลับมา ก่อนที่จะได้สติใด ๆ ผมเจ็บแปลบที่ท้องบริเวณที่เข็มขัดนิรภัยรัดไว้ หันไปมองข้าง ๆ ก็เห็น เพื่อนสนิทยังอยู่ที่เบาะข้างดังเดิมท่าทางว่าจะได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน

เมื่อรถนิ่งค้างอยู่ที่ตอสะพาน ผู้ช่วยคนขับเปิดประตูออกไปอยู่นอกตัวรถทันที เขาดูไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ  แต่คนขับยังติดอยู่กับที่นั่งออกมาไม่ได้ ดูเหมือนว่าเขาจะขาหักทั้งสองข้างจากการที่หน้ารถฝั่งเขากระแทกเข้ากับตอสะพานไปเต็ม ๆ

ผมถอดเข็มขัดนิรภัยออก เปิดประตูรถแล้วค่อย ๆ ออกมายืนบนถนน แต่ยืนได้ไม่กี่นาทีก็เจ็บที่ท้องมาก จนต้องทรุดตัวลงนอนกับพื้น  ในขณะเดียวกันผู้ช่วยคนขับรถก็ไปดึงเพื่อนของผมออกมาจากรถ และลากเขามานั่งข้าง ๆ กัน

“เป็นไรมากไหม” ผมถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เขาพนักหน้าเป็นคำตอบ คล้ายจะบอกว่า ยังไหวอยู่

เรานั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก ก็มีรถขนฟางขับผ่านมา ผู้ช่วยคนขับรถรีบวิ่งไปโบกรถคันนั้น เขาคุยกับคนขับสองสามคำ แล้วก็ให้เราสองคนหิ้วกระเป๋าขึ้นไปนอนบนกองฟางหลังรถคันนั้น พร้อมกับบอกว่าคนขับรถคันนี้จะพาเราไปโรงพยาบาล

หนึ่งชั่วโมงที่นอนอยู่บนรถ ผมยังงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แต่คิดว่า เกิดขึ้นอะไรขึ้นกันนะ นี่เราเป็นอะไรหนักหรือเปล่า แล้วงานที่วางแผนกันมาจะทำอย่างไร อุปกรณ์ที่ขนมาด้วยจะเสียหายหรือไม่ ผมคิดวนไปวนมาตลอดทาง

สุดท้ายรถขนฟางคนนี้ก็พาเรามาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนศาลาโล่ง ๆ เขาพาเรามานอนบนเตียงคนละเตียง แล้วก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาขอดูพาสปอร์ต แล้วเขาก็พูดกับคนขับรถ ซึ่งผมพอจะเดาความหมายได้ว่า ผมกับเพื่อนยังไม่ตาย ให้เรียกรถพยาบาลมารับไปส่งโรงพยาบาลใกล้ ๆ

ไม่นานนักก็มีรถซูบารุคันเล็ก ๆ มารับเราสองคน ผมกับเพื่อนขึ้นไปนอนท้ายรถคนละฝั่ง เราไม่ได้พูดอะไรกันเลย แต่จับมือกันไปตลอดทาง คล้ายเป็นการให้กำลังใจกันว่า ยังไงเราจะไปด้วยกัน รถแล่นไปตามทางขรุขระ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ส่วนไหนของอินเดีย อาการปวดของผมเริ่มกำเริบหนักขึ้น เรียกได้ว่าปวดที่สุดในชีวิต เพื่อนของผมก็คงบาดเจ็บไม่น้อยกว่ากัน เพราะหลายครั้งผมได้ยินเสียงเขาครางออกมาด้วยความเจ็บปวด

เป็นเวลานานแค่ไหนไม่รู้ รถคันนี้ก็พาเราสองคนมาส่งที่โรงพยาบาลเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บุรุษพยาบาลเข็นเตียงของเพื่อนผมแยกออกไปอีกห้องหนึ่ง ส่วนผมก็มีหมอผู้หญิงมาดูแผลให้ เธอทำหน้าตกใจ เพราะตอนนั้นรอบท้องผมกลายเป็นสีดำไปหมดจากการบอบช้ำที่เข็มขัดนิรภัยกระชากผมไว้ ผมคาดว่าเขาฉีดมอร์ฟีนให้ อาการปวดจึงทุเลาลงจากนั้นหมอก็เดินจากไป ปล่อยให้ผมนอนรออยู่คนเดียวในห้องนั้น

ระหว่างที่ผมนอนรอการรักษา โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น ดูหน้าจอแล้วจึงเห็นว่าภรรยาของผมโทรเข้ามา

“ไปถึงหรือยัง ทำไมไม่โทรมาบอกกันเลย”เธอถามด้วยความเป็นห่วง
“เรารถคว่ำน่ะ ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ที่ไหน”

คำตอบของผมทำให้เธอตกใจมาก หลังจากวางสายไป เธอจึงโทรไปหาภรรยาของเพื่อนผม โทรปรึกษากับครอบครัว และติดต่อกับบริษัทรถเช่า จนสุดท้ายก็รู้ว่าผมอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เมืองดันบาด (Dhanbad) เมืองเล็ก ๆ ระหว่างทางจากกัลกัตตาไปพุทธคยา ระหว่างนั้นภรรยาและน้องชายของผมก็โทรมาหาเป็นระยะ เพื่อคอยส่งข่าวที่เช็คได้จากการประสานงานกับบริษัทรถเช่ามาอยู่เรื่อย ๆ

ผมนอนอยู่นาน ในใจก็คิดเป็นห่วงว่าเพื่อนบาดเจ็บขนาดไหน เพราะเข้าไปรักษานานมาก จนสุดท้ายน้องชายโทรเข้ามา ผมจึงถามเขาไปว่า “ตอนนี้กบเป็นไงบ้าง หายไปนานมากเลย”

น้องชายของผมไม่ยอมบอกอะไร แต่ผมก็ยังถามต่อไปเพราะรู้สึกว่าเพื่อนเข้าไปรักษานานจนผิดสังเกต

“ใจเย็น ๆ นะ ตอนนี้พี่กบกลับมาไม่ได้แล้ว แต่เราจะพยายามเอาแกกลับมาให้ได้”

ผมนิ่งอึ้งกับคำตอบของน้องชาย ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริงใช่ไหม ผมถามตัวเองในใจ เพื่อนสนิทของเราตายจริง ๆ หรือ ความตายมันใกล้ตัวเรามากขนาดนี้เชียวหรือ เรื่องที่เจอมันร้ายแรงกว่าที่ผมคาดคิด ในหัวคิดวนเวียนสับสน ทั้งเสียใจที่เสียเพื่อนและกลัวความตายขึ้นมา

ขณะที่นอนพักอยู่ตรงนั้น ผมไม่รู้เลยว่าทางครอบครัวของผมและเพื่อนกำลังโกลาหลวุ่นวายกับข่าวที่ทางอินเดียส่งไปว่า สถานการณ์ที่โรงพยาบาลตอนนี้คือ one dead one ok (มีหนึ่งคนเสียชีวิต อีกคนหนึ่งรอดชีวิต)ซึ่งเพื่อนของผมเสียชีวิตจากการที่ซี่โครงหักทิ่มปอด ข่าวนั้นคงสะพัดไปทั่วเมืองที่ผมอยู่ตอนนี้เช่นกัน เพราะจู่ ๆ ก็มีนักข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเปิดห้องเข้ามาถ่ายรูปผม แล้วก็มีคนอื่นเข้ามามุงดูรอบเตียงผมเต็มไปหมด

สักพักภรรยาของผมก็โทรเข้ามาบอกว่า ตอนนี้กำลังทำเรื่องย้ายตัวผมไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในกัลกัตตา ซึ่งห่างออกไปจากโรงพยาบาลที่ผมอยู่ในหกชั่วโมง เพราะโรงพยาบาลที่ผมอยู่ไม่สามารถทำการผ่าตัดผมได้ ซึ่งเธอและน้องชายของผมจะรีบเดินทางมาหาให้เร็วที่สุด

ไม่นานนักก็มีเด็กไทยสองคนจากวัดไทยในพุทธคยาเข้ามาหาผม น้องสองคนนี้มากับหลวงพ่อที่วัดไทยซึ่งผมและเพื่อนนัดหมายว่าจะไปพบท่านตอนเช้า แต่ก็มาเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน ซึ่งท่านทราบข่าวก็ก็รีบเดินทางมาที่โรงพยาบาล เพื่อส่งเด็กสองคนมาเป็นล่ามและช่วยดูแลผม ส่วนตัวท่านก็มาจัดการเรื่องการทำพิธีศพของเพื่อน โดยรับร่างของเขาไปทำพิธีที่วัด

ผมก็ถูกส่งตัวออกจากเมืองดันบาทในเวลาบ่ายสามโมงเย็น โดยมีเด็กไทยสองคนนี้นั่งมาในรถด้วย ระหว่างหกชั่วโมงนั้น สภาพจิตใจของผมไม่ดีนัก ทั้งปวดแผล และยังมีเรื่องให้คิดมากมาย ตอนแรกผมคิดกังวลไปถึงอนาคตว่า จะกลับไปจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไร กลับไปจะทำงานได้เหมือนเดิมไหม  ความกลัว ความกังวลต่าง ๆ ผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาด

หลังจากฟุ้งซ่านไปไกล สุดท้ายผมก็เหมือนตั้งสติได้ ค่อย ๆ ตัดเรื่องที่ไม่สำคัญกับชีวิตออกไปทีละอย่าง จนเหลือแต่เรื่องที่คิดว่าสำคัญกับชีวิต จนเห็นว่ามีเรื่องหลายเรื่อง และคนหลายคนที่เราตัดออกไปได้เลย แต่ก็มีหลายเรื่องและหลายคนที่สำคัญกับชีวิตที่เราต้องกลับไปดูแลอย่างดี สรุปสุดท้ายผมคิดเพียงอย่างเดียวว่า ต้องมีชีวิตอยู่ต่อให้ได้

ผมนอนนับลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ  ในใจคิดคิดเพียงว่าต้องหายใจต่อไปเพื่อให้รอดชีวิตกลับไปเห็นหน้าทุกคนทุกคนที่ผมรัก พอรถเข้ามาในตัวเมืองกัลกัตตา คนขับรถก็พาหลงอยู่ในเมืองอีกหนึ่งชั่วโมง กว่าจะได้มาถึงโรงพยาบาลก็เป็นเวลาสี่ทุ่ม หมอที่โรงพยาบาลมาตรวจร่างกายพบว่ามีอาการบาดเจ็บสาหัสทั้งไส้แตกฉีกขาด เนื้อบุกระเพาะหลุด ไหปลาร้าหัก ซึ่งต้องเตรียมเข้าผ่าตัดทันทีในวันรุ่งขึ้น

คืนนั้นผมต้องนอนรวมกับผู้ป่วยคนอื่น ๆ หลายสิบคนให้ห้องพักผู้ป่วยรวม ผมได้เห็นสภาพผู้ป่วยยากไร้ของอินเดีย ได้ยินเสียงร้องจากความเจ็บปวด ก็ทำให้นึกถึงความไม่แน่นอนของชีวิตย้ำเข้ามาอีก พอรุ่งเช้าผมก็เข้าผ่าตัด ซึ่งต้องเย็บบาดแผลทั้งภายในและภายนอกกว่า 80 เข็ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเหลือการผ่าตัดไหปลาร้าที่หมอบอกภายหลังว่ารอผ่าตัดอีกครั้งหลังผ่าตัดใหญ่ได้เมื่อออกจากห้องผ่าตัดก็ย้ายมาพักในห้องพิเศษ ผมฟื้นขึ้นมาตอนประมาณตีสอง พร้อมกับได้ยินเสียงเปิดประตูห้อง ภาพที่เห็นหลังลืมตาคือ ภรรยาและน้องชาย

ภรรยาของผมเดินเข้ามาจับมือแล้วพูดว่า“เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน” ส่วนน้องชายก็บอกกับผมว่าไม่ต้องห่วงอะไร เขาจะพาผมกลับบ้านให้ได้  หลังจากผ่าตัดผมต้องพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลนี้อีกสองสัปดาห์ เพื่อให้แผลผ่าตัดหายดีเสียก่อนจึงจะสามารถเดินทางกลับได้ ระหว่างนี้ภรรยาก็ทำเรื่องขอย้ายห้องพิเศษที่ใหญ่ขึ้นและดีขึ้น เธอย้ายจากโรงแรมมานอนเฝ้าผมในห้องพัก และคอยดูแลอยู่ไม่ห่างในช่วงเวลาสองสัปดาห์ที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนี้

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย ผมก็เข้าผ่าตัดไหปลาร้าและรักษาตัวต่อเป็นเวลาอีกสองสามเดือนกว่าร่างกายจะฟื้นฟูมาทำงานได้ปกติ แม้ค่ารักษาพยาบาลต้องใช้เงินเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ผมโชคดีที่ผมยังรอบคอบทำประกันการเดินทางไว้ บริษัทประกันจึงเป็นผู้รับชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ผมระลึกถึง “ความตาย” อยู่เสมอ จากที่เมื่อก่อนแทบจะไม่เคยนึกถึงมันเลย แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความตายติดตามตัวเราเหมือนกับเงา เพียงแต่เราไม่เคยหันไปมองมันเอง ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โดยที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า

เมื่อเห็นถึงความเปราะบางของชีวิต ผมจึงใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายมากขึ้นเมื่อก่อนผมจะเลือกงานก่อนเสมอ มีเวลาก็จะไปกินดื่มสังสรรค์กับเพื่อน แต่ตอนนี้ผมเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัว กลับไปหาพ่อกับแม่ทุกอาทิตย์เพราะอยากไปเจออยากดูแลท่านให้ดีกว่าเดิม ส่วนภรรยาก็มีเรื่องกระทบกระทั่งกันน้อยลงมาก เพราะเราต่างเห็นใจกันและกันมากขึ้น ซึ่งผมก็รับรู้ได้ว่าครอบครัวดีใจที่ผมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สำหรับตัวเองก็เที่ยวน้อยลง และใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เพราะเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมรอดชีวิตได้ เพราะร่างกายที่แข็งแรงจากการออกกำลังกายเสมอ ทำให้ผมทนพิษบาดแผลได้

อีกสิ่งที่ต้องระลึกถึงเสมอคือ “ความไม่ประมาท” ในการใช้ชีวิต ผมยอมรับว่าการเดินทางครั้งนี้ผมและเพื่อนอาจประมาทที่เลือกเดินทางในช่วงเวลาที่ไม่มีเที่ยวบินตรงไปยังที่หมาย ทั้งยังเลือกเดินทางต่อในเวลากลางคืน เพราะไม่ได้คิดถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

แม้ความสูญเสียครั้งนี้จะเป็นเหมือนบาดแผลในใจของผม แต่บาดแผลรอยนี้ก็จะเครื่องเตือนใจให้ผมใช้ชีวิตอย่างมีสติ และดำเนินชีวิตทุกวันให้มีความหมายมากขึ้นเช่นกัน

เมื่อผมเข้าใจการ “ตาย” ว่ามันมีอยู่จริงและใกล้ตัวเรา ทำให้ผมเข้าใจการ “อยู่” ว่ามีความหมายแค่ไหน

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster