หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
อย่ารบกวนเสียง
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.7 No.174
Joyful Life & Peaceful Death

อย่ารบกวนเสียง
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อหลวงพ่อชา สุภัทโท เดินทางไปแสดงธรรมที่ประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี ๒๕๒๐   ท่านและคณะ ซึ่งมีพระอาจารย์สุเมโธ เป็นล่าม พำนักอยู่ที่วิหารแฮมพ์สเตดกลางกรุงลอนดอนเป็นส่วนใหญ่   ตรงข้ามของวิหารนั้นเป็นแหล่งบันเทิง มีทั้งผับและดิสโก้เทค  จึงมีเสียงดนตรีดังกระหึ่มทั้งคืน

คืนหนึ่งขณะที่พระสงฆ์และญาติโยมกำลังนั่งสมาธิ  มีเสียงดนตรีจังหวะกระแทกกระทั้นดังเข้ามาในห้องตลอดเวลา   ทั้งพระและโยมพากันหน้านิ่วคิ้วขมวด นั่งไม่เป็นสุขเอาเลย แต่หลวงพ่อชากลับนิ่งสงบราวกับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย  เมื่อนั่งสมาธิเสร็จ  โยมผู้หนึ่งได้เข้าไปหาหลวงพ่อ และขอโทษที่มีเสียงรบกวนระหว่างที่นั่งสมาธิ  หลวงพ่อชากลับตอบว่า “โยมก็คิดว่าเสียงดนตรีมันมารบกวนเรา  แต่ความจริง เราไปรบกวนเสียงต่างหาก”

คำพูดของหลวงพ่อชา เตือนให้เราตระหนักว่า  เสียงอะไรก็ตาม หากได้ยินแล้ว เราวางใจเฉยกับมัน  ความทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น   แต่ถ้าใจเราต่อต้านผลักไสหรือโรมรันพันตูกับเสียงนั้นเมื่อใด  ก็จะเป็นทุกข์ทันที  ทุกครั้งที่หงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงใด  ลองสังเกตให้ดี จะพบว่าตอนนั้นใจเรากำลังต่อสู้ฟาดฟันกับเสียงนั้นอย่างไม่ยอมเลิกรา   รวมทั้งอาจกำลังบ่นก่นด่าต้นตอของเสียงอยู่ก็ได้

ไม่ใช่แต่เสียงเท่านั้น  ความคิดฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิ แท้จริงก็ไม่ได้รบกวนเรา แต่เป็นเราต่างหากที่ไปรบกวนความคิดนั้น  นั่นคือ พยายามผลักไส กดข่ม และต่อสู้กับมันอยู่ตลอดเวลา   ถ้าเพียงแต่ดูมันเฉย ๆ   ไม่ต้องทำอะไรกับมัน ความสงบก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ความทุกข์ใจมิได้เกิดขึ้นเพราะมีอะไรมากระทบ  แต่เป็นเพราะใจเรารู้สึกลบกับมัน พยายามต่อต้านผลักไสมัน หรือรู้สึกโกรธเกลียดมันต่างหาก   แม้เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าใจไม่ยอมรับ มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ  ด้วยเหตุนี้หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเป็นทุกข์มากเพียงเพราะมีสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้า  ในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ ๑๐ ของคนที่มีสิวถึงกับบอกว่า การเป็นสิวเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดในชีวิต บางคนทนไม่ได้ถึงกับฆ่าตัวตาย

ในทางตรงข้าม ถึงแม้จะเป็นโรคร้าย เช่น มะเร็ง  แต่หากใจยอมรับมันได้ ไม่ต่อต้านผลักไสมัน ก็สามารถมีชีวิตอย่างปกติสุข   จริงอยู่บางครั้งมันทำให้เจ็บปวด  แต่หากใจไม่ไปต่อสู้กับมันหรือกับความเจ็บปวด ก็จะปวดแต่กาย ใจไม่ปวดด้วย  ผู้ป่วยมะเร็งหลายคนสามารถอยู่กับโรคนี้ได้ โดยกินยาระงับปวดน้อยมาก  มีคนหนึ่งพบว่าความปวดมักกำเริบตอนกลางคืน ทำให้เธอนอนลำบาก  เธอก็จะพูดกับมะเร็งดี ๆ ว่า “ตอนนี้ดึกแล้ว ได้เวลาเธอนอนแล้ว  ฉันก็จะนอนด้วย” บางครั้งเธอก็ร้องเพลงกล่อมมะเร็ง ราวกับกล่อมลูก

อีกคนหนึ่งป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน อาการลุกลามมากจนเธอต้องนอนบนใบตอง แม้จะปวด แต่ก็ไม่รู้สึกทุกข์ทรมาน  เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่พึ่งยาระงับปวดน้อยมาก  สาเหตุสำคัญเป็นเพราะเธอไม่รู้สึกโกรธเกลียดสะเก็ดเงิน กลับมีเมตตาให้ด้วยซ้ำ เธอจะพูดกับสะเก็ดเงินบ่อย ๆ ว่า “สะเก็ดเงิน  ถ้าเธอจะไป ก็อย่าลืมเอาบุญกุศลของฉันไปด้วยนะ  แต่ถ้าเธอจะอยู่ ก็ต้องระวังนะเพราะยาที่ฉันกินมันแรง”

เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องรักษา แต่อย่ารักษากายอย่างเดียว ใจก็ควรรักษาด้วย  นั่นคือคอยดูแลอย่าปล่อยให้โทสะครอบงำใจ  จนเอาแต่ผลักไสหรือต่อสู้ฟาดฟันกับทุกขเวทนาและโรคที่เกิดขึ้น   หากยังรู้สึกบวกกับมันไม่ได้ ก็ลองทำใจยอมรับมัน หรือรู้สึกเฉยกับมัน  จะพบว่าความทุกข์ใจลดลงไปมาก

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster