หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
บทเรียนจากชีวิตเปื้อนบาป
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.7 No.165 10 May 2015
True Story

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง
พระไพศาล วิสาโล

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง
ความคิดเห็นจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ไม่มีใครหรืออะไรทำร้ายเราได้มากเท่ากับใจที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด ยิ่งโกรธเกลียดผู้มีพระคุณหรือคนที่เราคาดหวังความรักจากเขา ก็ยิ่งง่ายที่เราจะทำร้ายตนเองด้วยการทำชั่วหรือพาตนสู่อบายเพื่อประชดชีวิต สุดท้ายก็โกรธเกลียดแม้กระทั่งตนเอง

แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าชีวิตจะตกต่ำย่ำแย่เพียงใด อนาคตที่สดใสก็ไม่ไกลเกินเอื้อมหากได้รับโอกาส ที่สำคัญกว่านั้นคือได้รับความรัก เรื่องราวของชายผู้นี้ชี้ให้เห็นชัดถึงพลานุภาพของความรัก เมื่อใดที่ได้รับความรักความเมตตาอย่างเต็มเปี่ยม จิตใจที่ห่อเหี่ยวก็จะกลับเบิกบาน เต็มไปด้วยความหวัง ใช่แต่เท่านั้นความใฝ่ดียังถูกปลุกให้ตื่นขึ้น และผลักดันให้เราอยากทำความดีทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

เรื่องราวของเขายังบอกเราอีกว่า เมื่อความรักเปี่ยมล้นหัวใจ ผู้ที่เคยทุกข์แสนสาหัสก็พร้อมและปรารถนาจะมอบความรักแก่ผู้อื่น สามารถให้อภัยผู้ที่เคยละทิ้งตน และกลับมารักเขาดังเดิม

ไม่มีใครที่ไร้ค่าและไม่คู่ควรแก่ความรัก แม้ดูเหมือนว่าใครบางคนจะไร้รักในตัวเรา แต่ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่พร้อมจะให้ความรักแก่เรา รวมทั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่สามารถสัมผัสได้ด้วยใจ ดังนั้นแม้พลาดหวังในความรัก ก็อย่าสิ้นหวังในชีวิต และอย่าเสื่อมศรัทธาในความรักของผู้อื่น

 

เหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง
เรื่อง: ดาวในความมืด เรียบเรียง: เชิญพร คงมา  

“พ่อไม่รักผม พ่อทิ้งผมแล้ว” ความคิดนี้ก้องอยู่ในหัวผมตั้งแต่เริ่มจำความได้...

ผมเป็นเด็กที่เกิดมาจากครอบครัวแตกแยก พ่อกับแม่เลิกกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก พ่อมีฐานะที่มั่นคงกว่าแม่จึงรับพี่สาวและตัวผม ซึ่งเป็นลูกคนสุดท้องไปเลี้ยงดูที่หัวหิน ส่วนพี่ชายของผม อยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ

แต่ต่อมาไม่นาน พ่อก็มีภรรยาใหม่ แม่เลี้ยงของผมไม่สบายใจนักที่ต้องอยู่ร่วมบ้านกับลูกเลี้ยง พ่อจึงตัดปัญหาด้วยการพาผมและพี่สาวไปอยู่โรงเรียนประจำ ทั้งๆ ที่บ้านของเราก็ห่างจากโรงเรียนไม่กี่ร้อยเมตร

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมต้องมาอยู่โรงเรียนประจำตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 ผมรู้สึกมาตลอดว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ซึ่งมันเป็นเหมือนบาดแผลที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ แม่ไม่เคยมาเยี่ยมผมเพราะถูกพ่อกีดกันไม่ให้เจอกัน ส่วนพ่อเองแรกๆ ก็มารับกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ แต่พอนานวันเข้าพ่อก็ไม่มา จนผมเริ่มชินชากับสภาพที่ไม่มีใครมาเหลียวแล

ผมอยู่โรงเรียนประจำจนถึงชั้นม.3 พอขึ้นมัธยมปลาย ผมก็ย้ายมาอยู่กับปู่ที่กรุงเทพฯ ช่วงที่มาเรียนที่นี่ผมเกเรมาก ผมมีแก๊งเพื่อนที่คบกันอยู่ 4 คน พวกเราโดดเรียนกันแทบทุกวัน หนีไปเที่ยวเล่นบ้าง ไปแทงสนุ๊กเกอร์บ้าง ในช่วงนี้ก็มีลองกินเหล้า สูบบุหรี่ตามประสาวัยรุ่น แต่ก็เรียนจบม.6 มาได้อย่างหวุดหวิด

เมื่อเรียนจบผมก็ไม่ได้สอบเอนทรานซ์ แต่สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเลย เพราะรู้ว่ายังไงก็สอบไม่ติดแน่ๆ พอถึงเวลาเปิดเทอม ผมก็เรียนๆ เล่นๆ เหมือนเดิม เพราะที่นี่ไม่มีการเช็คชื่อเข้าเรียน พอพี่ชายของผมรู้เรื่องก็ทนไม่ไหว จับให้ผมย้ายไปเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้เป็นเรื่องเป็นราว

ช่วงที่เรียนที่นี่ ผมเริ่มติดเที่ยวกลางคืน กินเหล้า สูบบุหรี่ และเริ่มสูบกัญชา เล่นยาอี ยาบ้าตามความคึกคะนอง พอพี่ชายรู้เข้าก็บังคับให้ผมเลิกทุกอย่างแบบหักดิบ เขาทั้งตี ทั้งดุด่า เพื่อให้ผมกลับตัวกลับใจ

ครั้งหนึ่งพี่ชายของผมโกรธมาก ถึงกับเอาบุหรี่มาฉีกๆ ละลายน้ำกรอกปากให้ผมกิน แล้วก็ขังผมไว้ในห้องน้ำเพื่อให้ผมสูบบุหรี่ให้หมดซอง ตอนนั้นผมทั้งโกรธทั้งกลัวพี่ชาย แต่ก็ยังไม่เข็ด เพราะเมื่อโดนบังคับหนักๆ ผมก็ตอบกลับด้วยการเล่นยาหนักขึ้นเหมือนกัน จนสุดท้ายก็ลามไปถึงเฮโรอีน

ผมสนุกกับการเที่ยวเล่นกับเพื่อน เงินที่แม่และพี่ชายให้ไว้ไปสำหรับไปเรียน ก็หมดไปกับยาเสพติด ไม่สนใจเรื่องเรียนอะไรทั้งนั้น สุดท้ายจึงโดนรีไทร์ให้ออกจากมหาวิทยาลัยตอนปี 2 ผมก็เลยต้องมานั่งๆ นอนๆ อยู่บ้านเฉยๆ แอบเล่นยาบ้าง ออกไปเที่ยวบ้าง ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน จนผมเองผมเริ่มรู้สึกเคว้งและไร้ค่า เพราะไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน

“อยากไปเรียนอีกไหม พี่จะส่งให้เรียนเอง” พี่ชายถาม เพราะเห็นว่าผมอยู่ว่างๆ กับบ้านได้สักพักแล้ว

ผมตอบตกลงทันที เพราะช่วงที่ผ่านมาก็คิดได้แล้วว่าอยากจะเริ่มชีวิตใหม่ให้ดีเหมือนกับคนอื่นบ้าง พี่ชายจึงส่งเสียให้ผมเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ครั้งนี้ผมตั้งใจเรียนเต็มที่ จนได้เกรดดีเป็นที่พอใจของที่บ้าน แต่พอเรียนได้ปีครึ่งกลับได้ข่าวร้ายว่า ธุรกิจของพี่ชายล้มละลาย!

“พ่อไม่มีเงินให้หรอกนะ”  

พ่อ ซึ่งเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของผม ตัดบทอย่างไม่มีเยื่อใย เมื่อผมโทรไปขอยืมค่าเทอม ผมทั้งโกรธและเสียใจมาก เพราะการกระทำของพ่อยิ่งย้ำบาดแผลในใจว่า พ่อทอดทิ้งผมมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนที่ผมมีปัญหาก็ยังมาทิ้งกันอีก

ชีวิตที่เหมือนกำลังจะไปได้ดีของผมต้องจบลงอีกครั้ง ผมต้องจำใจออกจากมหาวิทยาลัยเพราะไม่มีเงินลงทะเบียนเรียน นี่คือความผิดหวังที่สุดในชีวิต ผมได้แต่คิดว่าทำไมโชคชะตาไม่เข้าข้างเราบ้างเลย แต่คิดไปก็มีแต่ทุกข์ใจ...สุดท้ายผมจึงเลือกที่จะทิ้งปัญหาทั้งหมดด้วยการกลับไปเล่นยาเสพติดอีกครั้ง และเอาให้หนักกว่าเดิมเพื่อให้ลืมปํญหาทุกอย่าง

“ไหนๆ ก็เล่นมันอยู่แล้ว ก็ขายไปด้วยเลยดีกว่า จะได้มีเงินใช้”

ตอนนั้นพี่ชายผมกำลังลำบาก ผมเลยต้องหาเงินใช้เองด้วยวิธีที่ผมพอจะคิดได้ ซึ่งก็คือ การขายยาเสพติด ทุกครั้งที่ได้ยามา ผมก็เก็บไว้เล่นเองส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็ขายไป พอเริ่มหาเงินได้ ชีวิตก็เริ่มสบายขึ้น มีเงินใช้จ่าย วันๆ ก็นั่งกินเหล้ากินเบียร์อยู่กับบ้านไม่สนใจใยดีอะไรอีกแล้วชีวิตนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นก็มีแฟนที่อยู่ด้วยกันแล้วด้วย แต่ผมก็ไม่คิดจะหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง

จนวันหนึ่ง แม่ของผมก็พาเพื่อนซึ่งเป็นมิชชันนารีมาที่บ้าน เธอก็เข้ามาพูดคุยกับผม ซึ่งผมก็ฟังและคุยกับเธอไปตามมารยาท เพราะเธอเป็นเพื่อนแม่ หลังจากวันนั้นเธอก็มาที่บ้านเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มาเธอจะมาพูคคุย ให้กำลังใจผม ชวนผมไปเล่นดนตรีที่โบสถ์ ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นเธอเป็นเพื่อนที่คอยให้กำลังใจได้ดี

ผมจึงเริ่มคิดว่า “ดีเหมือนกันนะที่มีคนมารัก และสนใจเรา” สุดท้ายจึงเข้าพิธีบัพติสมา เป็นคริสเตียนอย่างเป็นทางการ และหลังจากนั้นก็เหมือนกับมีเกิดปาฏิหาริย์กับตัวผม....

เช้าวันหนึ่งขณะที่ผมกำลังงัวเงียตื่นขึ้นมา ผมรู้สึกวูบไปทั้งตัว แล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปทารกอีกครั้ง โดยมีพ่อคอยโอบอุ้มและให้ความรัก ผมรู้ทันทีว่านั่นคือพระเจ้าที่โอบอุ้มผมไว้ ผมทั้งหัวเราะและร้องไห้ด้วยความสุขใจ ชีวิตผมเหมือนกับเกิดใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่นาทีที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมา ผมตั้งใจหยุดยาเสพติดทุกชนิด เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยกำลังใจอันเต็มเปี่ยม และผมก็ทำได้ตามที่ตั้งใจไว้จริงๆ

แต่หลังจากนั้นอีก 1 อาทิตย์ ผมก็กลับไปสำมะเลเทเมาเหมือนเดิมอีก...เพราะแฟนของผมหนีไปชายอื่น

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำปมที่ฝังใจตั้งแต่เด็ก...ผมถูกทอดทิ้งอีกแล้ว...คราวนี้ผมจึงซัดยาเสพติดให้หนักกว่าเดิม เพื่อลืมความทุกข์เศร้าที่ต้องเผชิญ ทำตัวสำมะเลเทเมาไปวันๆ ไม่เหลือความหวังใดๆ อีกแล้วในชีวิต แต่มิชชันนารีคนที่เป็นเพื่อนของแม่กลับไม่ทอดทิ้งผม เธอยังคงให้กำลังใจ ให้ความรักกับผมเหมือนเดิมตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรก

เธอคอยดูแลเอาใจใส่ และชวนผมไปเรียนดนตรีทั้งกลอง กีต้าร์ เบส เปียโน ฝึกแต่งเพลง ฝึกร้องเพลง และชวนไปเล่นดนตรีที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ เขาพาผมเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีๆ ห้อมล้อมด้วยคนที่มีจิตใจเปี่ยมด้วยความรักและกำลังใจ ผมจึงค่อยๆ ปรับตัว ปรับใจให้ดีขึ้นได้ ซึ่งกว่าจะตั้งหลักได้ใหม่และเลิกยาเสพติดทุกอย่างก็ใช้เวลานานถึง 10 ปี

ในช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้น ชีวิตของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ผมมีกำลังใจที่จะเผชิญปัญหาทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิต ความรักที่ผมได้รับจากคนรอบข้างเป็นแรงผลักดันให้ผมอยากทำอะไรเพื่อคนอื่น จึงเริ่มต้น “ชีวิตใหม่” ด้วยการตั้งใจทำงานเพื่อสังคม

ผมได้เข้ามาคลุกคลีพูดคุยกับเด็กที่ติดยาเสพติด และคนที่ทนทุกข์กับปัญหาชีวิตในชุมชนคลองเตย ผมใช้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมาเป็นบทเรียนสอนพวกเขา พร้อมทั้งให้กำลังใจและให้ความรักแก่พวกเขา เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งผมเคยได้รับมา เพื่อชักนำให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ที่มี

นอกจากนี้ผมยังทำงานเป็นอาสาสมัครสอนดนตรี ให้กับนักเรียนชั้น ม.1- ม.3 ที่โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย และสอนดนตรีให้กับเด็กๆ ในชุมชนคลองเตย เพื่อให้ดนตรีเป็นสื่อนำความสุขให้แก่พวกเขา

ตอนนี้ ผมมีชีวิตที่มีความสุข มีภรรยาที่น่ารัก และเป็นกำลังใจที่สำคัญของผม ความโกรธที่เคยมีต่อพ่อ ก็ได้รับการเยียวยามาจนหมดสิ้น ผมไม่มีอะไรติดค้างในใจอีกแล้ว เพราะเมื่อเติบโตขึ้น ผมก็ได้คิดทบทวนเรื่องต่างๆ อย่างมีเหตุมีผล ความคิดที่มีต่อพ่อก็ดีขึ้น ความสัมพันธ์กับพ่อก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงวันนี้ผมก็รู้สึกรักพ่อ รักแม่ และรักครอบครัวของผมมาก

ผมต้องขอขอบคุณอดีตที่หล่อหลอมให้ผมมีชีวิตอย่างที่ผมเป็นในวันนี้ เพราะถ้าผมอยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น เรียนจบ มีชีวิตที่ดี ผมคงมุ่งแต่ทำงานหาเงิน และอยากจะมีชีวิตเพื่อตัวเอง...ซึ่งหากผมมีชีวิตที่ดีแบบนั้น ผมคงไม่รู้จักชีวิตใหม่ที่พระเจ้าประทานมาให้ในวันนี้...

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster