หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
บทเรียนจากชีวิตเปื้อนบาป
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.7 No.160 26 Febuary 2015
True Story

บทเรียนจากชีวิตเปื้อนบาป
พระไพศาล วิสาโล

บทเรียนจากชีวิตเปื้อนบาป
ความคิดเห็นจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ชีวิตของเรานั้นบางครั้งก็ต้องเจอเหตุร้ายที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับเรา ไม่ว่ารุนแรงเพียงใด จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องตั้งสติให้ได้ เพราะสตินั้นสามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยป้องกันมิให้เราตัดสินใจผิดพลาด จนกลายเป็นการซ้ำเติมตนเอง คนอื่นทำร้ายเราเพียงใดก็ไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับที่เราทำร้ายตนเอง คนอื่นทำร้ายเราเพียงชั่วขณะ แต่หากเราตัดสินใจผิดพลาดเพราะขาดสติเสียแล้ว เราก็สามารถสร้างทุกข์ให้แก่ตนเองนานนับปีหรือตลอดชีวิตเลยก็ได้

ไม่มีใครยัดเยียดตราบาปให้แก่เราได้หากเราปฏิเสธที่จะประทับตราบาปนั้นในจิตใจของตน ไม่มีใครทำลายคุณค่าของตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง ดังนั้นเมื่อถูกกระทำด้วยใครบางคนที่เราไม่นึกฝันว่าจะทำเช่นนั้นกับเราได้ อย่าประชดตัวเองด้วยการปล่อยตัวปล่อยใจไปในทางที่ตกต่ำ พึงตระหนักว่าไม่มีความทุกข์หรือเหตุร้ายใด ๆ ที่เรามิอาจก้าวข้ามหรือล่วงพ้นได้ด้วยความดีหรือด้วยธรรม

อย่างไรก็ตามเรื่องของ “นก” ยังให้บทเรียนที่เปี่ยมด้วยความหวังว่า แม้จะผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า คนเราก็สามารถกลับมาทำสิ่งที่ถูกต้องได้ ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ดังนั้นนอกจากการให้โอกาสแก่ตนเองในการทำความดีแล้ว เราควรให้โอกาสเช่นนั้นแก่ผู้อื่นด้วย แม้เขาจะล้มมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ทั้ง ๆ ที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก บัดนี้คุณนกกำลังมีชีวิตที่ผาสุก แต่เธอจะมีความสุขและสงบใจมากกว่านี้หากให้อภัยพ่อได้ แม้ว่าพฤติกรรมของพ่อเป็นสิ่งที่ทำใจได้ยากก็ตาม ความพยาบาทนั้นมีแต่จะเผาลนจิตใจเธอให้รุ่มร้อน เธอจะมีชีวิตใหม่อย่างแท้จริงหากปล่อยวางทุกเหตุการณ์ในอดีต รวมทั้งการกระทำที่เลวร้ายของพ่อ

 

ชีวิตเปื้อนบาป
เรื่อง: นก เรียบเรียง: เชิญพร คงมา

นวนิยายชีวิตของคนอื่นอาจมีพลั้งพลาดเพียงหนึ่งครั้งแล้วหลาบจำ แต่สำหรับเรื่องราวของฉันแล้ว มีเพียงความผิดพลาดที่นับวันจะดิ่งลงต่ำแบบที่ไม่มีใครฉุดรั้งขึ้นมาได้ จุดเริ่มต้นของความผิดพลาดในชีวิตของฉันเริ่มขึ้นจากการที่มีพ่อที่ไม่อาจจะเป็นที่รักและศรัทธาให้กับลูกได้ และแม่ที่ไม่ใส่ใจปกป้องลูกจากความไม่ถูกตามศีลธรรม

ฉันจำเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นได้ฝังใจ ตอนนั้นฉันเป็นเพียงเด็กผู้หญิงวัย 12 ขวบ ที่เพิ่งมาอาศัยอยู่ในชุมชนคลองเตยกับพ่อและแม่ หลังจากที่ยายพาไปเลี้ยงดูมาหลายปี คืนนั้นแม่ของฉันไปต่างจังหวัด ฉันนอนอยู่ในมุ้งเดียวกับน้องชาย แต่แล้วฉันก็รู้สึกว่ามีอะไรหนักๆ มาทับบนตัว ลืมตามองในความมืดมิดนั้น ก็เห็นภาพชายคนหนึ่งสลัวๆ คร่อมอยู่บนลำตัวพร้อมมีดจี้อยู่ที่คอของฉัน

พ่อ” ฉันตะโกนสุดเสียง เพื่อเรียกสติชายคนนั้น แต่ดูเหมือนว่ามันไร้ความหมาย เพราะพ่อเมามาก ฉันพยายามหยิกน้องชายที่นอนข้างกันให้ตื่นมาช่วย แต่น้องกลับไม่ยอมตื่น ฉันดิ้นสุดกำลังเพื่อหวังให้ร่างนั้นหลุดไปจากตัว แต่กลับไม่เป็นผล ในวินาทีนั้นฉันรู้ถึงจุดประสงค์ร้ายของพ่อ

“ให้พ่อคนเดียว ให้คนเป็นร้อยดีกว่า” เมื่อคิดในใจอย่างนี้ ฉันจึงรวบรวมกำลังทั้งหมดถีบตัวพ่อให้กระเด็นออกไป แล้วรีบวิ่งหนีมาอย่างไม่คิดชีวิต ฉันหนีหัวซุกหัวซุนลงไปหลบอยู่ในน้ำครำใต้สะพานไม้ เพื่อไม่ให้พ่อที่วิ่งโซเซตามมาหาตัวเจอ

ฉันหลบไปพักบ้านเพื่อนอยู่สองวันรอจนแม่กลับมา แล้วรีบกลับมาหา แต่คำพูดของแม่กลับทำร้ายจิตใจฉันให้สลาย

เอาเรื่องอะไรมาพูด พ่อมึงเขาแค่ลองใจ” แม่ตะคอกใส่หลังจากที่ฉันเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้ฟัง

แต่ถ้าให้ พ่อก็เอาใช่ไหมล่ะ” ฉันสวนออกไปทั้งน้ำตา ทั้งโกรธทั้งน้อยใจแม่ที่เลือกปกป้องพ่อ นาทีนั้นฉันตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้วว่าหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่กลับไปที่บ้านหลังนี้อีกแล้ว

ซึ่งพ่อคงจะไม่รู้ว่า เพียงความเมาในคืนนั้น จะเป็นต้นเหตุผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนนี้แปดเปื้อนไปด้วยรอยสกปรกของความต่ำตมอย่างไม่มีวันลบเลือนตลอดไป…

หนีเสือปะจระเข้

ในคืนนั้นฉันหนีไปอยู่บ้านเพื่อนที่ชื่อว่า “ยม” แม่ของยมต้อนรับขับสู้ฉันอย่างดี อยู่บ้านยมได้สักหนึ่งอาทิตย์ แม่ของยมก็ชวนฉันไปทำงานที่ภาคใต้ ฉันตกปากรับคำทันที ไหนๆ ก็ไม่ได้ไปโรงเรียนอีกแล้ว มีงานทำมีเงินใช้ก็คงจะดี

เช้าวันหนึ่งแม่ของยมก็พาฉัน ยม และเด็กผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกับฉันอีกหนึ่งคนที่ชื่อ “แตน” ขึ้นรถไฟไปภาคใต้ เพื่อพาฉัน ยม และแตนไปส่งที่ “บ้านหลังสีฟ้า” ซึ่งฉันจำได้จนวันตาย...

พวกเอ็งทำงานอยู่ที่นี่นะ คอยทำงานบ้านช่วยเขา” นี่คือคำพูดสุดท้ายของแม่ของยม ก่อนที่เธอจะเดินทางกลับไป

หลังจากนั้นยมก็ถูกแยกไปทำงานที่อื่น มีเพียงฉันและแตนนั่งอยู่ในบ้านหลังนั้น พอตกเย็นที่บ้านหลังนี้ก็คึกคักไปด้วยหญิงสาวแต่งตัวแต่งหน้าจัดจ้านออกมานั่งกันเต็มไปหมด เราสองคนได้แต่นั่งหน้างงๆ จนมีหญิงคนหนึ่งมาคุยกับเรา

พวกเอ็งโดนหลอกแล้วแหละ ที่นี่เขาขายตัวกัน” เธอเฉลยให้เด็กหญิงสองคนตาสว่าง

พอได้รู้ความจริง ฉันร้องไห้โวยวายจะกลับบ้าน ชายตัวใหญ่ที่เป็นคนคุมซ่องเข้ามาตวาดให้เราทั้งคู่หยุดร้องไห้ แตนดูว่าง่ายกว่าฉันจึงโดนเรียกตัวไปก่อน แต่ฉันโวยวายไม่ยอมจนโดนตีแล้วเอาไปขังให้สำนึก

สุดท้ายหลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ฉันก็จำยอม แต่ฉันยังหวังลึกๆ ที่จะได้กลับบ้าน จึงแอบเขียนจดหมายให้ทางบ้านมาช่วย แล้วฝากให้ชายที่นอนด้วยไปส่งให้ แต่ความหวังครั้งนี้กลับพังทลายเพราะชายคนนั้นเอาไปฟ้องเจ้าของซ่อง ฉันจึงโดนตีและโดนขังอีกเป็นอาทิตย์  แต่เมื่อถูกปล่อยมาทำงานอีกครั้ง ฉันก็ยังไม่เข็ด แอบฝากจดหมายถึงที่บ้านให้ชายที่นอนด้วยไปส่งให้อีกครั้ง โดยหวังว่าจดหมายฉบับนี้จะพาให้ใครสักคนมาช่วยฉันให้ออกไปจากขุมนรก

สุดท้ายความหวังของฉันก็เป็นจริง หลังจากนั้นหนึ่งเดือน พ่อของฉันก็พาทหารทลายซ่องที่ฉันอยู่ ฉันจึงได้กลับบ้านไปกับพ่อด้วยความรู้สึกที่มีความหวังในชีวิตขึ้นมา....

จมดิ่งยิ่งกว่าเดิม

ใครจะรู้ว่าเคราะห์กรรมของคนเราจะมีไม่หมดสิ้น...

แม้จะยอมกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่ในใจของฉันยังหวนนึกถึงคืนนั้นเสมอ ฉันยังคงหวาดระแวงพ่อของตัวเอง เรียกได้ว่าเห็นหน้าก็ไม่อยากเข้าใกล้ ฉันพยายามระวังตัว ไม่ใกล้ชิดกับพ่อเพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนในคืนนั้น

แต่แล้วกลางดึกคืนหนึ่ง ฉันก็ต้องตื่นอย่างงัวเงีย เพราะรู้สึกอึดอัดเหมือนมีอะไรหนักๆ ทับที่ลำตัว พอได้สติก็รู้ตัวว่ากางเกงถูกดึงลงมาถึงเข่า และมีใครบางคนคร่อมบนตัว

แม้มองไม่เห็นหน้า แต่ฉันก็รู้ทันทีว่าชายคนนั้นคือ พ่อ!

ฉันรีบหนีออกมาจากบ้านทันที ยังไงชาตินี้ก็ไม่กลับไปอีกแล้ว ครั้งนี้ฉันหนีไปอยู่กับแตน เพื่อนที่หนีด้วยกันมาจากซ่อง ฉันคิดไว้ว่าไหนๆ ก็ดีไม่ได้แล้ว ปล่อยชีวิตมันไปทางเลวเสียเลยดีกว่า ฉันกับแตนเริ่มพากันเข้าสู่วังวนของยาเสพติด เราดมแลคฯ กันจนติดงอมแงม พอไม่มีเงินก็ไปปล้นจี้ เพื่อเอาของที่ได้มาไปขายแล้วเอาเงินมาซื้อแลคฯ ดมกันต่อ

ฉันใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่กับแตนหลายเดือน จนวันหนึ่งโชคชะตาก็พัดพาให้ฉันมาเจอกับน้าสาวแท้ๆ  พอน้าเห็นสภาพของฉันก็ทนไม่ไหว พาฉันไปอยู่ด้วย หลังจากนั้นฉันก็มีอาชีพ “เต้นอะโกโก้” เช่นเดียวกับน้า น้ากลัวว่าฉันจะหนีไป เธอจึงดูแลฉันไม่ให้คลาดสายตา เงินทองก็ไม่ให้พก เพราะกลัวจะหนีไปดมแลคฯ อีก ฉันใช้ชีวิตในกรอบของน้าอยู่ได้ 4 ปี แล้วสุดท้ายก็ขโมยเงินแขกฝรั่งของน้าแล้วก็หนีออกมา

ฉันมาอาศัยอยู่กับเพื่อนในชุมชนคลองเตยอีกครั้ง กลับมาดมแลคฯ เล่นยาเหมือนเดิม ในตอนนี้เองฉันก็รักกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นคนช่วยฉันไม่ให้ถูกรุมโทรมในวันแรกที่ฉันหนีน้ามาที่ชุมชน ในที่สุดเราก็อยู่กันอย่างผัวเมีย ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมากันทั้งคู่ เมียติดแลคฯ ผัวติดกัญชา ไม่นานนักฉันก็ท้องลูกชายคนแรก เราทั้งคู่จึงได้กลับไปขอขมาพ่อกับแม่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

ฉันใช้ชีวิตอยู่กับสามีคนแรกอยู่สองปีโดยที่ไม่รู้เลยว่าเขาทำงานอะไร รู้เพียงแต่ว่าอยากได้เงินหรือได้ทองเขาก็บันดาลมาให้หมด สุดท้ายมารู้เอาตอนที่เขาโดนตำรวจจับไปแล้วว่า เขามีอาชีพเป็น “ขโมย”

พอไม่มีสามีเลี้ยงดู ฉันก็เลยต้องไปทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมที่จังหวัดจันทบุรี และจ้างคนข้างบ้านเลี้ยงลูกน้อยไว้กับคนข้างบ้าน แต่ไม่นานพ่อก็โทรเลขให้กลับบ้านด่วน เมื่อมาถึงฉันได้รู้และเห็นว่าลูกชายตายแล้ว เมื่อได้เห็นศพลูก ฉันก็ช็อคหมดสติไป รู้ตัวอีกทีก็มีอยู่ในโรงพยาบาลศรีธัญญา และเวลาผ่านมาถึงสามเดือนแล้ว

หลังจากออกจากโรงพยาบาล ฉันกลับมาสู่วังวนของยาเสพติดอีกครั้งด้วยความสิ้นหวังในชีวิต ครั้งนี้ฉันเริ่มลองยาเสพติดชนิดอื่นๆ ทั้งยาม้า และผงขาว สุดท้ายฉันก็ค้าผงไปด้วยเลย เพราะยังไงก็เล่นเองอยู่แล้ว ขายไปด้วยจะได้มีรายได้ มีเงินมาซื้อผงเล่นเองอีกต่อด้วย

ชีวิตของฉันอยู่ในวังวนของยาเสพติดอยู่นาน  ในช่วงเวลานั้นฉันก็รักๆ เลิกๆ กับสามีถึง 5 คน เลิกกับคนนั้นก็คบกับคนนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนมีลูกทั้งหมด 11 คน แต่เชื่อไหมว่า…ฉันกลับเลี้ยงดูลูกไม่ได้เลยสักคนเลย ต้องให้ญาติรับไปเลี้ยง หรือมีคนขอไปเลี้ยงบ้าง  ส่วนลูกสามคนสุดท้ายมีเหตุต้องแยกย้ายกันไปอยู่ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ เพราะฉันโดนจับไปเข้าคุกในข้อหาค้าผงขาว ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังคงติดค้างอยู่ในใจฉันจนถึงทุกวันนี้…

ด้วยใจที่ฮึดสู้

แม้วัยล่วงเลยเข้ามาถึงวัยกลางคนแล้ว แต่ฉันยังคงใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า เล่นยาไปวันๆ ช่วงไหนอยากมีเงินก็ไปหางานทำ ทำได้สักพักก็เลิก เป็นวังวนแบบนี้ไม่หยุดสิ้น ถึงตอนนี้ฉันกลับมาอยู่กินกับสามีคนที่ 4 อีกครั้ง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องจากสามีคนเก่ามาเข้าหูฉัน

ใครจะเอาก็เอาไปเถอะ นกมันเป็นเอดส์ ”สามีเก่าเที่ยวป่าวประกาศให้คนในชุมชนฟัง

ฉันได้ยินแบบนั้นก็ไม่สบายใจ รีบไปหาครูฝรั่งในชุมชน ให้เขาช่วยพาไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลคริสเตียน พอตรวจก็รู้ผลในวันนั้นเลยว่าฉันเป็น “เอดส์”

“มันจะเป็นอย่างนี้ได้ยังไง ถึงกูจะเลวขนาดไหน แต่กูก็ไม่เคยมั่วผู้ชาย” ฉันแค้นใจสามีคนที่เอาโรคร้ายมาติด ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาติดโรคจากผู้หญิงอื่นแล้วมาแพร่เชื้อให้ฉัน ก็ยิ่งแค้นใจ สงสารสามีคนปัจจุบันก็สงสารที่เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย แต่เขาก็ต้องมาติดโรคร้ายจากฉันไปด้วย

ฉันรู้สึกว่าชีวิตมันมืดมนไปหมด ฉันคิดเอาเองว่า ยังไงก็ต้องตาย ก็เล่นยาให้ตายไปเลยดีกว่า”

วันทั้งวันฉันจึงเอาแต่เล่นยาแล้วก็นอนทิ้งชีวิตไปวันๆ จนร่างกายอ่อนแอ อาการของโรคเอดส์ก็กำเริบหนักขึ้นมา ทำให้เจ็บไข้ออดๆ แอดๆ มีอาการหนาวสั่น ปวดหัวจนแทบทนไม่ไหว น้ำหนักลดไปกว่าครึ่ง จนเหลือสภาพเหมือนกับหนังหุ้มกระดูก ใครเห็นก็คิดว่าฉันคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน  

ไม่น่าเชื่อว่าในวันหนึ่งฉันจะตื่นขึ้นมาจากความสิ้นหวังได้…

ไม่อยากไปเจอลูกเหรอนก” ครูในชุมชนถามฉัน ในวันที่เธอมาเยี่ยมที่บ้าน

คำพูดของครูทำให้ฉันนึกถึงลูกๆ ที่พรากจากกันไป ซึ่งมีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังฝังใจฉันคือเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ฉันโดนตำรวจจับเข้าคุกในข้อหาค้าผงขาว วันที่ตำรวจบุกเข้ามาลากตัวฉันไป ตอนนั้นฉันเลี้ยงลูกสามคนเล็กไว้ นับเป็นลูกสามคนที่ฉันได้เลี้ยงดูและมีความผูกพันมากที่สุดในบรรดาลูกทั้งหมดสิบเอ็ดคน

ฉันยังคงจำภาพลูกๆ สามคนวิ่งร้องไห้ตามฉันมาได้ เจ้าตัวเล็กทั้งสามสะอึกสะอื้นไม่หยุดเมื่อฉันหลังกลับมามอง เสียงลูกที่ตะโกนเรียกฉันในตอนนั้นว่า แม่อย่าทิ้งหนูนะ” ยังก้องอยู่ในความทรงจำ ฉันนึกสงสารลูกจับใจ

ก่อนจะตายขอให้ได้เจอลูกทั้ง 3 คนนี้ก่อนเถอะ”ฉันอิษฐานในใจก่อนที่จะฮึดสู้กับความโรยแรงของร่างกาย

ตอนนี้เด็กทั้งสามคนนี้ถูกส่งไปตามสถานสงเคราะห์ที่ต่างจังหวัดซึ่งห่างไกลจากที่ที่ฉันอยู่เหลือเกิน การจะไปหาลูกต้องใช้เงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ฉันมีเงินเหลือติดตัวไม่กี่สิบบาท เมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องไปเจอหน้าลูกให้ได้ ฉันก็มีกำลังใจฮึดสู้ ออกมาหาข้าวปลากินให้ร่างกายมีแรง หักดิบไม่แตะยาเสพติดทุกชนิด แม้ว่าสามีที่อยู่ร่วมบ้านจะเล่นยาทุกวันเหมือนเดิม แต่ฉันก็ใจแข็งพอที่จะไม่แตะกับสิ่งทำลายชีวิตพวกนี้อีก

ฉันเริ่มไปหาหมอตามสิทธิการรักษาของบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อหวังว่ายาที่ได้มาจะช่วยต่ออายุของฉันออกไปได้นานสักหน่อย ฉันเริ่มอยากมีชีวิตที่ดีเหมือนคนอื่นเขาบ้าง เลยออกหางานสุจริตทำ และในที่สุดฉันก็ได้งานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดของบริษัทแห่งหนึ่ง เงินเดือนที่ได้ก็ดีไม่น้อย แต่เมื่อหักลบกับค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายในบ้านก็เหลือเงินเก็บเพียงน้อยนิด ทั้งสามียังเอาเงินไปเล่นยาอีก ทำให้เงินเก็บที่มียังไม่พอที่จะใช้เดินทางไปหาลูกได้

เมื่อหวนนึกถึงชีวิตที่ผ่านมา ลึกๆ ในใจฉันยังคงโกรธพ่ออยู่แม้ท่านจะตายจากไปหลายปีแล้ว

“ถ้าพ่อไม่ทำกับฉันแบบนั้น ชีวิตฉันคงไม่เป็นแบบนี้” ฉันนึกย้อนถึงเรื่องนี้ทีไร ความแค้นระคนด้วยความเสียใจก็บีบคั้นจิตใจจนน้ำตาไหลออกมาทุกครั้ง

ทุกวันนี้ฉันลุกขึ้นมาต่อสู้กับชีวิตด้วยความหวังที่เจอหน้าลูกเล็กๆ ทั้งสามคนที่ฉันยังเป็นห่วงอยู่เท่านั้น ส่วนเรื่องราวชีวิตเปื้อนบาปของฉัน ขออุทิศให้เป็นอุทาหรณ์แก่ทุกคนที่คิดว่าชีวิตตัวเองไม่มีค่า อย่าได้ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรมและจมลึกกับความเลวร้ายอย่างฉันเลย...

 

 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster