หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
เมื่อสิ่งสามัญกลายเป็นความอัศจรรย์
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.7 No.146 26 July 2014
Joyful Life & Peaceful Death

เมื่อสิ่งสามัญกลายเป็นความอัศจรรย์
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

ภิกษุฟับดัง ธรรมาจารย์แห่งหมู่บ้านพลัม  ไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะเป็นมะเร็ง จนกระทั่งวันหนึ่งหมอยืนยันว่า นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับท่าน  ยิ่งไปกว่านั้นมะเร็งได้ลุกลามถึงระยะที่สามแล้ว หากท่านไม่รับเคมีบำบัด ก็อาจมรณภาพในสามเดือน

ทีแรกนั้นท่านตกใจมาก รู้สึกกลัวขึ้นมา แต่ก็มีสติรู้ทันความกลัวนั้น แล้วใจก็สงบลง นับแต่นั้นก็มีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นกับท่าน  ท่านรู้สึกถึงมหัศจรรย์ของชีวิตและรับรู้ได้ถึงความงดงามของธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าท้องฟ้าหรือดอกไม้

“เมื่อรู้ว่าความตายใกล้เข้ามา ฉันให้ความสนใจอย่างมากต่อผีเสื้อ ฉันเบิกบานกับการเฝ้ามองผีเสื้อเพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้เห็นผีเสื้อ”

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำวินิจฉัยของแพทย์ดังกล่าวเป็นเสมือนคำตัดสินประหารชีวิตที่ทำให้จิตใจตกต่ำย่ำแย่ราวกับตายทั้งเป็น  แต่สำหรับท่านฟับดัง  มันกลับทำให้ท่านซาบซึ้งในคุณค่าของชีวิตและสรรพสิ่งที่ประสบพบเห็น  ทุกสัมผัสที่ดูเหมือนดาษดื่นกลับกลายเป็นสิ่งงดงามและมหัศจรรย์  ทั้งนี้ก็เพราะอาจไม่มีโอกาสได้เห็นหรือได้รับรู้อีก

นี้เป็นความรู้สึกทำนองเดียวกับวิลโก้ จอนสัน นักดนตรีชื่อดังชาวอังกฤษ  ทันทีที่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง  แทนที่จะรู้สึกแย่ เขากลับเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยความรู้สึกตัวเบา ใจฟู  “จู่ ๆ ก็รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมา คุณมองต้นไม้ ท้องฟ้า มองทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วรู้สึกว่า “วิเศษ”จริง ๆ”

เขาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “สิ่งเล็ก ๆ ทุกอย่างที่เห็น ลมเย็นทุกสายที่สัมผัสใบหน้า อิฐทุกก้อนบนถนน (มันทำให้)คุณรู้สึกเลยว่า ฉันมีชีวิต ฉันมีชีวิต”   ก่อนหน้านั้นเขาเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอรู้ว่าความตายกำลังรออยู่ไม่ไกล  “ผมรู้สึกเหมือนขนนกที่ปลิวไหวไปตามสายลม และลมก็พัดมากระทบผมอย่างเดียวกัน  แต่ในใจผมก็ยังรู้สึกถึงความอิสระเสรี เป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก”

ความตายนั้นหมายถึงการสูญเสียพลัดพรากอย่างสิ้นเชิง  ใครที่คิดถึงแต่ในแง่นั้น ย่อมอดเศร้าโศกเสียใจไม่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งมันทำให้เราเห็นคุณค่าของทุกสิ่งที่เรามีหรือสัมผัสรับรู้  มันจะไม่ใช่สิ่งดาษดื่นในความรู้สึกของเราอีกต่อไปเมื่อนึกถึงวันที่เราจะต้องสูญเสียมันไป  

ใช่หรือไม่ว่า คนเราไม่ค่อยซาบซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งที่ตนมี ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้วจึงกลับมาเห็นคุณค่าของมัน  ไม่ว่าจะเป็น สุขภาพ มิตรภาพ หรือแม้แต่คนรัก   ผู้คนจำนวนไม่น้อยตระหนักถึงความจริงข้อนี้เมื่อสายไปแล้ว  ข่าวดีก็คือ เราไม่จำต้องรอให้ความสูญเสียเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยเห็นความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ที่เรามี  ความตายเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีให้เราหันมาซาบซึ้งชื่นชมสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะสายเกินไป   แม้แต่สิ่งที่ดูธรรมดาสามัญ เช่น ต้นไม้ ท้องฟ้า และสายลม  จะกลายเป็นความวิเศษมหัศจรรย์ทันทีเมื่อเราตระหนักว่าอาจจะได้เห็นและสัมผัสมันเป็นครั้งสุดท้าย

ผู้ป่วยด้วยโรคร้าย(รวมทั้งญาติมิตร)จำนวนมากจมปลักอยู่ในความโศกเศร้าหดหู่ เพราะมัวคิดถึงแต่วันที่จะต้องสูญเสียคนรักและสิ่งทั้งปวงที่มี  จนลืมไปว่าวันนี้ชั่วโมงนี้คนรักและของรักทั้งหลายยังอยู่กับเรา ไม่ได้หายไปไหน  แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับภาพอนาคตอันเลวร้าย  หากหันมาใส่ใจกับปัจจุบัน เขาจะทุกข์น้อยลง  และมีความสุขมากขึ้น   เพราะนอกจากจิตใจจะซาบซึ้งชื่นชมกับทุกสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว  เขายังสามารถใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่า  รวมทั้งปฏิบัติกับทุกคนและทุกสิ่งอย่างดีที่สุด  แทนที่คนป่วย(หรือญาติ)จะวิตกกังวลว่าเขาจะอยู่อย่างไร   ก็หันมาใส่ใจทำสิ่งดีที่สุดให้กับเขา หรือมีความสุขร่วมกับเขาเสียแต่วันนี้  ไม่ปล่อยให้โอกาสทองผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

โรคร้ายหรือความตายนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายที่นำความหดหู่เศร้าหมองมาให้แก่เราเสมอไป  มันสามารถกระตุ้นเตือนใจให้เราเห็นถึงความอัศจรรย์ของชีวิตและความงดงามของสรรพสิ่งได้  ถ้าวางใจเป็น โรคร้ายหรือความตายก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง 

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved