หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
ความดีที่ผันแปร
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.6 No.142 26 May 2014
Joyful Life & Peaceful Death

ความดีที่ผันแปร
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

กุมภ์เมลาเป็นพิธีที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวฮินดูในอินเดีย  ครั้งล่าสุดจัดที่เมืองอัลลาฮาบาดมีผู้คนมาร่วมงานถึง ๗๐ ล้านคน  ไม่มีการชุมนุมทางศาสนาใดในโลกที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว

ตลอดช่วง ๕๖ วันของพิธีดังกล่าวผู้คนหลายสิบล้านได้มาก่อกระโจมริมแม่น้ำคงคาเพื่อทำพิธีอาบน้ำชำระบาป  ลองนึกภาพว่าผู้คนจำนวนหลายเท่าตัวของประชากรลาวทั้งประเทศมากระจุกรวมกันอยู่ในพื้นที่เล็กขนาดแค่อำเภอเดียว  ความแน่นขนัดจะมากมายเพียงใด  ความโกลาหลวุ่นวายน่าจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์ดำเนินไปอย่างราบรื่น  ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ

แต่แล้วก่อนที่พิธีนี้จะยุติได้เกิดโศกนาฏกรรมที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองนั้น ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ผู้คนมหาศาลพากันเบียดเสียดยัดเยียดจนเหยียบกันตายถึง ๓๖ คน บาดเจ็บอีกมากมาย  คนเหล่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เพิ่งเสร็จการจาริกแสวงบุญทั้งสิ้น

น่าคิดก็ตรงที่ว่า ช่วงที่อยู่ในพิธีกุมภ์เมลานั้น ผู้คนล้วนอยู่กันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  หญิงผู้หนึ่งพูดถึงบรรยากาศในพิธีดังกล่าวว่า “ผู้คนจะห่วงใยคุณ  ปฏิบัติต่อคุณอย่างสุภาพ (เช่นพูดว่า) คุณแม่มานี่เลย เชิญตามสบายเลย”  แต่พอถามถึงเหตุการณ์ที่สถานีรถไฟ  หญิงคนเดียวกันนี้พูดว่า “ผู้คนคิดว่าพวกเขาแข็งแรงกว่าคุณ  นึกอยากจะผลักคุณไปไหนก็ได้”

คงไม่ผิดหากจะกล่าวว่า  ผู้คนที่ผลักใครต่อใครเพื่อแย่งขึ้นรถไฟ ที่จริงก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เอื้ออาทรนักจาริกแสวงบุญด้วยกัน  แต่อะไรทำให้เขาเหล่านั้นมีพฤติกรรมตรงข้ามกันราวกับคนละคน

ใช่หรือไม่ว่าความสุภาพและเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเรามีสำนึกว่าตนเองเป็นนักจาริกแสวงบุญหรือผู้ใฝ่ธรรม   ในภาวะเช่นนั้นเราจะมีหิริโอตตัปปะและความอดทนอดกลั้นได้มากกว่า  จะว่าไปแล้วสิ่งแวดล้อมไม่ว่าผู้คน พิธีกรรม และบรรยากาศล้วนมีส่วนช่วยสร้างสำนึกดังกล่าวให้เกิดขึ้นแก่ผู้คนหลายสิบล้านที่นั่น เพราะตลอด ๒๔ ชั่วโมงมีเสียงดนตรีและการแสดงธรรมดังก้องทุกหนแห่ง  อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับสำนึกดังกล่าวก็คือความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของมหาชนที่นั่น เป็นความรู้สึกที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

แต่พอออกจากพิธีดังกล่าวเพื่อเดินทางกลับบ้าน ทันทีที่ถึงสถานีรถไฟ  สำนึกว่าฉันเป็นนักจาริกแสวงบุญก็เลือนหายไป  มีสำนึกใหม่มาแทนที่คือ ความเป็นผู้โดยสาร ที่ไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับใคร   แต่ละคนมีแต่ความปรารถนาที่จะเดินทางกลับบ้านให้เร็วที่สุด  ด้วยเหตุนี้จึงคิดถึงแต่ตัวเอง  เห็นผู้อื่นเป็นคู่แข่งที่ต้องเอาชนะเพื่อขึ้นรถไฟก่อนใคร ๆ  ผลก็คือแย่งชิงผลักไสกันจนเหยียบกันตายอย่างน่าเศร้าสลด

พฤติกรรมของคนเรานั้นจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสำนึกว่าเราเป็นใคร   แต่สำนึกว่าเราเป็นใครนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเราอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทั้งบุคคลและวัตถุด้วย   ตอนอยู่วัดหรือเข้าคอร์สกรรมฐาน เราอาจมีสำนึกว่าตนเป็นนักปฏิบัติธรรม   แต่พอกลับบ้านหรือกลับมาทำงาน สำนึกอย่างอื่นมักจะมาแทนที่ เช่น ความเป็นนักธุรกิจ ความเป็นพ่อแม่ หรือความเป็นลูก ซึ่งอาจทำให้เรามีพฤติกรรมแตกต่างไปจากตอนอยู่วัด  ที่เคยอดกลั้นต่ออารมณ์ ก็กลับมาหงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ที่เคยชนะใจตนเองได้ ก็กลับมาพ่ายแพ้ต่อกิเลส ที่เคยมีน้ำใจไมตรี ก็กลับมาคิดถึงแต่ผลประโยชน์  

จะว่าคนเรามีหลายตัวตนก็ได้  ตัวตนใดจะโดดเด่นครองใจเราได้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมมิใช่น้อย บ่อยครั้งมันถูกปลุกเร้าได้ง่ายมากอย่างที่เราไม่ทันรู้ตัว  เคยมีการทดลองโดยแบ่งคนเป็นสองกลุ่ม  โดยมีภารกิจเหมือนกันคือเรียบเรียงคำต่าง ๆ ที่สลับกันให้เป็นประโยคขึ้นมา  กลุ่มแรกได้ประโยคที่มีความหมายกลาง ๆ (เช่น “ข้างนอกอากาศหนาว”)  ส่วนกลุ่มที่สอง ได้ประโยคที่เกี่ยวกับเงิน ( เช่น “ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น”) จากนั้นให้ทั้งสองกลุ่มทำภารกิจอย่างที่สอง เช่น ไขปริศนาที่ค่อนข้างยาก

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ  คนที่เรียงประโยคที่เกี่ยวกับเงิน   มีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือคนอื่นน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ดำเนินการทดลองในการกรอกข้อมูล  หรือการช่วยเหลือ “คนแปลกหน้า” (ที่จริงเป็นผู้ดำเนินการทดลองที่ปลอมตัวเข้ามา)ที่ทำกล่องดินสอหล่น “โดยบังเอิญ”     ในขณะที่กลุ่มแรกนั้นมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือคนอื่นมากกว่า

การทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า เพียงแค่ถูกกระตุ้นให้คิดถึงเรื่องเงิน  คนเราก็มีแนวโน้มจะเห็นแก่ตัวมากขึ้น ช่วยเหลือเกื้อกูลน้อยลง  แต่หากถูกกระตุ้นให้คิดหรือรู้สึกในทางอื่น เช่น เห็นคนที่ทุกข์ยาก หรือเด็กที่กำลังยิ้ม  ความเห็นใจหรือเอื้อเฟื้อก็อาจมาแทนที่ได้  ดังมีการทดลองพบว่า กระเป๋าสตางค์ที่มีรูปทารกแย้มยิ้มนั้น หากทำตกหล่นในที่สาธารณะ  เจ้าของมีโอกาสได้คืนมากที่สุด (เช่น มีโอกาสได้คืนถึงร้อยละ ๘๘ ส่วนกระเป๋าที่ไม่ใส่รูปอะไรเลย มีโอกาสได้คืนแค่ร้อยละ ๑๕)  พูดง่าย ๆ ก็คือ คนเรามีทั้งต่อมคุณธรรมและต่อมเห็นแก่ตัว  เราจะมีพฤติกรรมอย่างใดก็ขึ้นอยู่กับว่าต่อมใดถูกกระตุ้นเร้ามากกว่า

ทั้งหมดนี้ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมนักปฏิบัติธรรมบางคนเมื่อกลับมาสู่สิ่งแวดล้อมเดิม ๆ จึงมีนิสัยไม่น่ารักดังเดิมหรือยังพ่ายแพ้กิเลสเช่นเคย  อย่างไรก็ตามหากเรารู้เท่าทันอิทธิพลของสิ่งเร้าภายนอก รวมทั้งรู้เท่าทันสำนึกในตัวตนที่เปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถรักษาใจไม่ให้ความเห็นแก่ตัวครอบงำ และหันกลับมาทำสิ่งที่ดีงามได้

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved