หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
เป็นสุขเมื่อมองสิ่งที่มี
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.6 No.134 26 January 2014
Joyful Life & Peaceful Death

เป็นสุขเมื่อมองสิ่งที่มี
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

หวาง เหม่ย เหลียน เป็นโรคสมองพิการแต่กำเนิด  นอกจากมีปัญหาในการเคลื่อนไหวแล้ว เธอยังพูดไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ พากเพียรมุ่งมั่นจนเรียนจบปริญญาเอก สาขาศิลปศาสตร์ จาก UCLA มหาวิทยาลัยชื่อดังอันดับต้น ๆ ของสหรัฐ ฯ

ที่ไต้หวันอันเป็นบ้านเกิดของเธอ  มีการจัดแสดงภาพเขียนของเธอบ่อยครั้ง  ขณะเดียวกันเธอก็ได้รับเชิญให้ไปบรรยาย(ด้วยการเขียน)ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นประจำ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน ซึ่งมีภาษีดีกว่าเธอมากมาย  คราวหนึ่งมีนักเรียนคนหนึ่งถามเธอหลังจากบรรยายเสร็จว่า “ คุณอยู่ในสภาพนี้มาตั้งแต่เกิด คุณไม่รู้สึกน้อยใจหรือ  คุณมองตัวเองอย่างไร?”

คำถามนี้สร้างความตกตะลึงแก่ที่ประชุม เพราะเป็นคำถามที่ตรงเกินไป และอาจกระทบจิตใจของเธอ แต่เธอกลับมีอาการปกติ แล้วเขียน ข้อความ “ฉันมองตัวเองอย่างไรหรือ ?”  แล้วเธอก็บรรยายเป็นข้อ ๆ ว่า   
               
๑.ฉันน่ารักมาก
๒.ขาฉันเรียวยาวสวยดี
๓.พ่อแม่รักฉันมาก
๔.พระเจ้าประทานความรักแก่ฉัน
๕.ฉันวาดภาพได้ ฉันแต่งหนังสือได้
๖.ฉันมีแมวที่น่ารัก

 แล้วเธอก็สรุปด้วยข้อความว่า “ฉันมองแต่สิ่งที่ฉันมี ไม่มองสิ่งที่ฉันขาด” 

ทันทีที่เธอเขียนประโยคสุดท้ายจบ ผู้คนก็ปรบมือดังสนั่นทั้งห้องประชุม ด้วยความประทับใจอย่างมากในตัวเธอ

คนอย่างหวาง เหม่ย เหลียน น่าจะเป็นคนอมทุกข์ เพราะสูญเสียสมรรถนะสำคัญหลายอย่างที่มนุษย์ปุถุชนพึงมี   แต่เธอไม่มัวจมจ่อมเสียใจกับสิ่งที่ขาดไป   หากหันมาชื่นชมใส่ใจกับสิ่งที่เธอมี  พอเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ เธอก็มีความสุขได้ไม่ยาก  ใช่แต่เท่านั้นเธอยังนำสิ่งที่มีอยู่นั้นมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ จนประสบความสำเร็จ อย่างที่คนธรรมดาจำนวนมากมายมิอาจทำได้

มุมมองของสาวไต้หวันผู้นี้ ไม่ต่างจากมุมมองของคนพิการหลายคนที่สามารถทำสิ่งยากให้สำเร็จได้  สว่าง ทองดี นักปั่นจักรยานข้ามประเทศ เล่าว่า เขาประหลาดใจมากที่พบว่ามีคนแขนขาดหรือป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายหลายคนจากหลายชาติ ขี่จักรยานไปถึงเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากแม้กระทั่งสำหรับคนที่มีอวัยวะครบ ๓๒   หลังจากสนทนากับคนเหล่านั้น เขาได้ข้อสรุปว่า

“ผมเรียนรู้จากคนเหล่านี้ว่า หากคิดจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว จงอย่าคิดถึงสิ่งที่เราไม่มีหรือข้อด้อยของตัวเอง   แต่ให้มองว่าเรามีสิ่งใดอยู่กับตัวบ้าง  การจะทำฝันให้สำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราใช้สิ่งที่เรามีอยู่ได้แค่ไหนต่างหาก”

ผู้คนเป็นอันมากท้อแท้กับชีวิต  ยอมแพ้ต่ออุปสรรค เพราะมองเห็นแต่สิ่งที่ตนเองไม่มี  เช่น เงินทอง พรรคพวก เส้นสาย หรือสถานภาพ  แต่กลับข้ามสิ่งที่ตนเองมีอยู่ หรือไม่รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์เต็มที่  หลายคนมัวแต่ก่นด่าชะตากรรมว่า ทำไมฉันถึงไม่มีเหมือนคนอื่นเขา   คนเหล่านี้ไม่ต่างจากนักเล่นไพ่ที่เอาแต่บ่นว่าโชคไม่ดีที่จั่วได้ไพ่แต้มต่ำ ๆ แทนที่จะคิดว่า ฉันจะเล่นไพ่ในมือให้ดีที่สุดได้อย่างไร

แม้มีมากเพียงใด แต่ตราบใดที่มองเห็นแต่สิ่งที่ตนขาด  ก็จะไม่มีวันพบความสุขเลย   เด็กจำนวนไม่น้อยเป็นทุกข์ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ ทั้ง ๆ ที่มีอะไรต่ออะไรมากมายอยู่แล้ว  ส่วนผู้ใหญ่ก็ทุกข์ที่ไม่มีรถเบนซ์ขับ หรือไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ทั้ง ๆ ที่มีชีวิตสะดวกสบาย มีการงานที่มั่นคง มีครอบครัวที่อบอุ่น ยังไม่ต้องเอ่ยถึงหญิงสาวที่มีพร้อมทุกอย่าง แต่ก็ยังทุกข์เพราะไม่มีผิวสวยงาม หรือทรวดทรงที่กระชับ

หากมองเห็นแต่สิ่งที่มี ไม่มองสิ่งที่ขาด    นอกจากจะไม่ทุกข์เพราะยังไม่มีนั่นนี่แล้ว เมื่อถึงคราวที่ต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป  ก็ไม่ทุกข์ง่าย ๆ เพราะดีใจที่ยังมีสิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย   หลายคนสูญเสียทรัพย์สมบัติมากมายจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี ๕๔  แต่เมื่อสำรวจรอบตัวก็พบว่า ยังมีข้าวของมากมายที่หลงเหลืออยู่ ที่สำคัญก็คือ  ลูกและคนรัก ยังอยู่กันพร้อมหน้า จึงคลายทุกข์ ไม่จมอยู่กับความอาลัย พร้อมมองไปข้างหน้าและก้าวเดินต่อไป

โสภณ ฉิมจินดา เป็นคนมีน้ำใจ  ชอบช่วยเหลือเด็กชนบทในถิ่นทุรกันดาร คราวหนึ่งได้ชวนนักศึกษาไปช่วยกันบำเพ็ญประโยชน์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในแม่ฮองสอน  ขากลับรถได้พลัดตกจากเขา  ชั่วขณะนั้นเขาภาวนาขอให้นักศึกษาทุกคนปลอดภัย  ปรากฏว่าทุกคนไม่ได้รับอันตราย ยกเว้นเขา หลังถูกกระทบอย่างรุนแรง จนพิการครึ่งตัว   หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีหลายคนพูดกับเขาว่า “นี่ขนาดไปทำบุญยังเกิดอุบัติเหตุ”  ราวกับจะตัดพ้อว่า ทำดีแล้วทำไม่ไม่ได้ดี  แต่เขาเองกลับไม่รู้สึกเป็นทุกข์เลย  เพราะเขามองว่า “เพราะเราไปทำบุญ เราถึงเหลือตั้งเท่านี้”

แทนที่จะเสียใจเพราะพิการไปครึ่งตัว   เขากลับมองว่าตนเองโชคดีที่ร่างกายครึ่งหนึ่งยังเป็นปกติ 

ไม่ว่าจะสูญเสียกี่มากน้อย ประสบการณ์ของบุคคลเหล่านี้ย้ำเตือนเราว่า “พึงมองสิ่งที่มี อย่ามองสิ่งที่ขาด” แล้วเราจะมีพลังในการดำเนินชีวิตอย่างผาสุก


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved