หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
นิ่งได้ด้วยใจสงบ
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.6 No.130 26 November 2013
Joyful Life & Peaceful Death

นิ่งได้ด้วยใจสงบ
พระไพศาล วิสาโล

แบ่งปันบน facebook Share   

กบที่พบเห็นตามทางเดินในสวนหรือสำนักอันร่มรื่นกลางดึก  ดูเผิน ๆ เหมือนนั่งหลับ เพราะแน่นิ่งไม่ไหวติง  แต่ที่จริงมันมีความตื่นตัวอย่างยิ่ง  หากมีแมลงโฉบบินมาใกล้ ๆ มันจะตวัดลิ้นจับแมลงเคราะห์ร้ายใส่ปากทันที แล้วก็นั่งนิ่งเหมือนเดิม ไม่แสดงอาการลิงโลดดีใจแม้แต่น้อย

ครูบาอาจารย์บางท่านเปรียบนักภาวนาผู้เจนจบว่าเป็นเหมือนกบ  คือ นิ่งสงบแต่ตื่นตัวอยู่เสมอ ถึงคราวทำหน้าที่การงานก็กระฉับกระเฉง  ไม่เฉื่อยเนือย  ครั้นทำเสร็จ  ก็กลับมานิ่งเหมือนเดิม ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ไม่มีอาการดีใจหรือเสียใจ  ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน พร้อมที่จะทำงานได้ทุกเมื่อ

ภาพเช่นนี้อาจตรงข้ามกับความเข้าใจของหลายคน ซึ่งมองว่าผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีต้องเนิบนาบเชื่องช้า เพราะเป็นเครื่องหมายของความสงบสำรวม ถ้าทำอะไรเร็ว ๆ ก็ไม่ถูกต้อง  หลวงพ่อชา สุภัทโท ก็เคยมีความเข้าใจเช่นนี้สมัยเป็นพระหนุ่ม  เห็นพระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโล ศิษย์หลวงปู่มั่น  ฉันอาหารเร็วมาก ทำอะไรก็ฉับไวไปหมด  แต่กลับสอนศิษย์ให้ฉันช้า ท่านจึงขุ่นเคืองใจมาก แต่ภายหลังจึงรู้ว่าพระอาจารย์ทองรัตน์นั้นเป็นผู้ที่เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งและมีสติตลอดเวลา

ผู้มีสติตื่นรู้นั้น ในยามทำงาน ภายนอกดูว่องไว ไม่หยุดนิ่ง  แต่ภายในนั้นนิ่งสงบ จิตไม่กระเพื่อม นอกจากไม่กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว  ยังรักษาใจไม่ให้ขึ้นลงตามอารมณ์ที่มากระทบ  ครั้นเสร็จกิจ ก็สงบทั้งภายนอกและภายใน อยู่นิ่ง ๆ ได้ด้วยใจที่เป็นสุข

คนทั่วไปนั้นอยู่นิ่งได้ยากมาก  แม้ตัวจะนิ่ง แต่ใจฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย  สุดท้ายก็นิ่งได้ไม่นาน ต้องออกไปคุยกับผู้คน ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวห้าง  เสพรับอารมณ์ใหม่ ๆ ที่เร้าใจ อย่างน้อยก็ขอให้มีอะไรทำสักอย่าง อย่าต้องอยู่นิ่งก็แล้วกัน  อากัปกิริยาเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการแสวงหาความสุข  แต่แท้จริงคือการหนีทุกข์ต่างหาก

ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการเที่ยวเตร่ สนุกสนาน  แสวงหาสิ่งเสพใหม่ ๆ อยู่เสมอ  ดูเผิน ๆ เหมือนเขามีความสุข แต่ที่จริงเป็นเพราะเขาถูกความทุกข์ผลักดันต่างหาก จึงอยู่เฉยไม่ได้ จำต้องมีพฤติกรรมอย่างนั้น   สิ่งที่เขาเรียกว่าความสุขนั้น แท้จริงก็คือปลอดจากทุกข์เพียงชั่วคราวเท่านั้น  จะว่าไปแล้วความสุขของคนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้  ด้วยเหตุนี้สถานที่ที่ใช้ปลดทุกข์ เราจึงเรียกว่า “ห้องสุขา” 

คนทุกวันนี้แค่อยู่นิ่งก็เป็นทุกข์แล้ว แม้อยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบาย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเบื่อหน่าย รู้สึกซ้ำซากจำเจ  ไม่พอใจในสิ่งที่มีและเป็น  ในส่วนลึกจะมีแรงผลักให้ต้องออกไปเสพรับอารมณ์ใหม่ ๆ หรือมีอะไรที่ต่างจากเดิม หาไม่จะกระสับกระส่าย  พอได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทางหรือหลุดจากสภาพเดิม ๆ จึงรู้สึกเป็นสุข  แต่ที่จริงแล้ว มันเป็นแค่การคลายทุกข์เท่านั้น   ไม่ต่างจากคนที่นั่งหรืออยู่ในอิริยาบถใดนาน ๆ แม้นเป็นท่าที่คิดว่าสบายที่สุดแล้ว แต่ไม่นานก็จะรู้สึกเมื่อย ทำให้อยากเปลี่ยนอิริยาบถ  เมื่อได้เปลี่ยนอิริยาบถสมใจ ก็รู้สึกสุขสบาย  แต่ถ้าดูให้ดี  มันเป็นเพราะความปวดเมื่อยจางคลายไปต่างหาก 

อย่างไรก็ตามความปวดเมื่อยหายไปชั่วคราวเท่านั้น หากเปลี่ยนอิริยาบถแล้วอยู่ในท่านั้นนาน ๆ มันก็จะกลับมาเยือนอีก  ทำให้ต้องเปลี่ยนท่าอีก  เป็นเช่นนี้เรื่อยไป  ใช่หรือไม่ว่า การแสวงหาความสุขของผู้คนก็เช่นกัน  คือ  เป็นการหนีทุกข์ เพียงเพื่อจะมาเจอทุกข์อีก  แล้วก็ต้องหนีต่อไป   แม้ได้เสพอารมณ์ที่น่าพอใจ ได้ครอบครองวัตถุสมปรารถนา แต่ไม่ช้าไม่นานก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายจำเจ  เกิดแรงผลักภายในให้อยู่เฉยไม่ได้  ต้องขวนขวายไปหาอารมณ์หรือสิ่งเสพใหม่ ๆ เพียงเพื่อจะเจอกับความเบื่อหน่ายอีก แล้วต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาสิ่งใหม่ไม่รู้จบ

ชีวิตที่เอาแต่หนีทุกข์  ย่อมเป็นชีวิตที่หาความสุขได้ยาก  เพราะนอกจากจะเหนื่อยกับการหาทางหนีทุกข์แล้ว  ยังต้องหนีทุกข์ไม่หยุดหย่อนจนกว่าจะหมดลม  จะไม่ดีกว่าหรือหากเราหันมาเผชิญหน้ากับทุกข์  หันมารับมือกับแรงผลักจากภายในที่ทำให้เราต้องดิ้นรนไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะความเบื่อ ความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย รวมทั้งความอยากได้ใคร่ดีทั้งหลาย   

ลองกลับมาดูใจของตน และรู้ทันอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เห็นมันด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ผลักไสกดข่ม ก็จะพบว่าอารมณ์เหล่านี้เหมือนสายลม มาแล้วก็ผ่านเลยไป  ที่สุดเราจะพบกับความสงบนิ่งที่กลางใจ ซึ่งสามารถนำพาความสุขมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเราได้ โดยไม่จำต้องไปเสาะแสวงหาความสุขจากสิ่งเสพใด ๆ ภายนอกตัว

จวงจื๊อ ปราชญ์จีนเมื่อ ๒,๓๐๐ ปีที่แล้ว เล่าว่ามีชายคนหนึ่งรำคาญเงาของตัวเองมาก อีกทั้งยังทนรอยเท้าของตัวไม่ได้  เขาจึงพยายามวิ่งหนีจากทั้งสองสิ่งนี้ แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปไหน  เงาและรอยเท้าก็ยังติดตามเขาไป  เขาคิดว่าเขาวิ่งเร็วไม่พอ จึงเร่งฝีเท้า ไม่ยอมหยุด วิ่งแล้ววิ่งเล่า ในที่สุดก็หมดแรง ล้มลงและถึงแก่ความตาย แล้วจวงจื๊อก็ตบท้ายว่า “เขาหารู้ไม่ว่า ถ้าเพียงแต่เขาเข้าร่ม เงาก็จะหายไป และถ้าเขานั่งนิ่ง ๆ ก็จะไม่มีรอยเท้าเลย”

คนทุกวันนี้ไม่ต่างจากคนหนีเงา พยายามทำทุกอย่างเพื่อหนีทุกข์ โดยคิดว่าเป็นความสุข แต่ทุกข์ก็ยังตามมาไม่หยุด  เขาหารู้ไม่ว่า ความทุกข์จะหมดไปเมื่อเขาหันเข้าหาร่มแห่งธรรมและทำใจให้นิ่งสงบ

ถึงที่สุดแล้ว ใครจะมีความสุขหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาออกไปตักตวงแสวงหาทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศได้สำเร็จหรือไม่ แต่อยู่ที่เขามีความสงบนิ่งได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved