หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารซีเคร็ต >
สังคมต้องส่งเสริมให้พระเป็นคนดี
กลับหน้าแรก


นิตยสารซีเครท
:  Vol.6 No.84 10 September 2013

สังคมต้องส่งเสริมให้พระเป็นคนดี

สัมภาษณ์ พระไพศาล วิสาโล
คอลัมน์ Secret of Life

เรื่อง อิสระพร บวรเกิด
ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี

แบ่งปันบน facebook Share   


“ตามให้ทันเด้อ ความรู้สึกของเจ้าของ ให้รู้ทันความโลภ ความโกรธ ยังบ่รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็บ่เป็นหยัง”

เสียงเทศน์ภาษาไทยกลางปนภาษาอีสานดังแข่งสายฝนในเวลาตีสี่ครึ่ง การเทศน์ของ พระไพศาล วิสาโล ครั้งนี้มีคนฟังไม่มากนัก จำนวนหนึ่งเป็นญาติโยมที่มาถืออุโบสถศีลคืนวันพระ

การทำวัตรเช้าเสร็จลงราวตีห้า ฝนยังไม่ซา ฟ้ายังไม่สาง ทว่าพระคุณเจ้าคว้าร่มมากาง สะพายบาตร แล้วออกเดินลงภูหลงไปด้วยสัมภาระเพียงเท่านั้น

พระคุณเจ้าเดินบิณฑบาตเท้าเปล่า บนทางดินสลับคอนกรีตกับหินกรวด ระยะทางไม่ต่ำกว่า ๘ กิโลเมตร มิใช่เพียงเพื่อให้ญาติโยมได้ทำบุญตักบาตร หากแต่ความหมายแห่งการบิณฑบาตของพระคุณเจ้า คือการเจริญสติระลึกรู้อยู่ทุกเช้า ว่าเราครอบครองจีวรหนึ่งผืน บาตรหนึ่งใบ และเราเป็นเพียงผู้ขอ

๓๐ ปีที่ดำรงตนบนวิถีบรรพชิต เสียงของพระไพศาล วิสาโล ที่วิพากษ์สถาบันสงฆ์อย่างตรงไปตรงมา... นับเป็นคุณูปการที่กระตุกเตือนให้สังคมตื่นตัวและเห็นปัญหาเชิงระบบ Secret จึงเดินทางมายังวัดป่ามหาวัน จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกับคำถามใหญ่ๆ ที่ว่า...

 

นมัสการถามคำถามแรกเลยนะคะ เกิดอะไรขึ้นกับสถาบันสงฆ์ซึ่งได้รับความศรัทธาจากประชาชนมาโดยตลอด

ชาวพุทธเราต้องใช้หลักอริยสัจ ๔ เมื่อมีปัญหาก็ต้องหาสมุทัยหรือสาเหตุ หากพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า ทุกวันนี้พระไม่ดีมีมากขึ้นเรื่อยๆ มากจนผิดสังเกต จนต้องตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร ถ้ามีแค่คนสองคนหรือนานๆ ครั้ง มันอาจจะเป็นปัญหาของตัวบุคคล แต่ถ้ามันเกิดถี่มากๆ แสดงว่ามีปัญหาในเชิงระบบ ก็ต้องกลับไปดูว่าระบบมันผิดพลาดที่ตรงไหน ซึ่งในความเห็นของอาตมา มันมีข้อผิดพลาดอยู่ ๒ จุดใหญ่ ๆ คือ ระบบการปกครองคณะสงฆ์ และระบบศึกษาของพระสงฆ์

 

ปรากฏการณ์ในทางลบที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ตอนนี้มีหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่พฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำให้โลกติเตียน (โลกวัชชะ) ผิดพระวินัยหรือสิกขาบท (อาบัติปาราชิก) จนถึงทำผิดกฎหมายไปเลยก็มี ปรากฏการณ์เหล่านี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันสงฆ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

สิ่งที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมของชาวพุทธ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส ในส่วนพระสงฆ์ เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษา การกล่อมเกลา รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่พระสงฆ์ มันหย่อนยาน ไม่เข้มแข็ง ไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อมาบวชเป็นพระ ก็หมายความว่าเป็นผู้ที่มาศึกษา มาพัฒนาตน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือพระสงฆ์ที่ปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และสามารถรักษาตนให้ปลอดพ้นจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน หรือถ้าพูดให้ทันสมัยหน่อยก็คือ พระสงฆ์ควรจะสามารถรักษาตนให้ปลอดพ้นจากการครอบงำของบริโภคนิยมได้

แต่ทุกวันนี้จะเห็นว่าพระสงฆ์ถูกวัตถุนิยมและบริโภคนิยมครอบงำเข้าไปเต็มที่ เห็นได้จากการสะสมเงินทองมากมาย เป็นอยู่อย่างหรูหราฟุ้งเฟ้อ เช่น ติดสินค้าแบรนด์แนม มีรถราคาแพงหลายสิบล้าน เรียกว่ามีค่านิยมในการเสพการบริโภควัตถุไม่ต่างจากฆราวาสเลย ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วการศึกษาอบรมที่น่าจะเกิดขึ้นกับพระหายไปไหน

ถ้าเราดูการศึกษาและการกล่อมเกลาพระสงฆ์ในปัจจุบัน จะพบว่ามีน้อยมาก สมัยก่อนอาจไม่มีการศึกษาและกล่อมเกลาที่เป็นขั้นเป็นตอน หรือเป็นระบบ ไม่มีการเรียนนักธรรม ไม่มีการเรียนบาลี แต่มีการสอนแบบที่กลมกลืนไปกับชีวิต เช่น หลวงพ่อหลวงตาปฏิบัติตัวให้พระบวชใหม่เห็นเป็นแบบอย่าง เวลาเณรมานวดเฟ้นอุปัฏฐาก ท่านก็สอน ชี้แนะ เรื่องธรรมวินัย แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีการสอนแบบนี้แล้ว ส่วนระบบการศึกษาที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมัยรัชกาลที่ ๖ หรือเมื่อร้อยปีมาแล้วนั้น ก็ด้อยคุณภาพไปมากจะพูดว่าล้าหลังก็ได้ ผลก็คือว่า เดี๋ยวนี้พระเณรไม่อยากเรียนในระบบนักธรรมบาลี ถ้าไม่บังคับก็ไม่เรียน พระที่เรียนเครียดจนเป็นโรคประสาทก็มีไม่น้อย เพราะไม่รู้จะเรียนไปทำไม ไม่มีแรงจูงใจ ส่วนพระที่สอบผ่านจริงๆ ด้วยฝีมือตัวเองก็มีน้อยมาก ที่เหลือก็ต้องช่วยกัน มีการทุจริตในห้องสอบ ช่วยบอกคำตอบให้

ระบบการศึกษาของพระสงฆ์ตอนนี้ด้อยคุณภาพและล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะปรับปรุงอย่างจริงจัง ในความหมายที่เป็นการปฏิรูป ได้แต่แก้นิดแก้หน่อย เหมือนรถที่มันผุทั้งคันแล้ว ไปปะนิดซ่อมหน่อยมันช่วยอะไรไม่ได้มาก

 

แล้วการฝึกฝนจิตใจหรือสมาธิภาวนาล่ะคะ ถือเป็น “การศึกษา” ที่สำคัญสำหรับพระสงฆ์ด้วยหรือเปล่า

เฉพาะการให้ความรู้ในทางปริยัติ ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ไม่ค่อยมีคุณภาพอยู่แล้ว ยิ่งการฝึกฝนในทางจิตใจหรือการปฏิบัติ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ คือแทบไม่มีเลย โดยเฉพาะเรื่องสมาธิภาวนาสำคัญมาก ไม่งั้นพระก็จะสู้บริโภคนิยมไม่ได้ ในสังคมปัจจุบันแม้พระจะมีศีลมีวินัย แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะหลงติดในการบริโภค วินัยเป็นเรื่องของกายวาจา จะต้องมีการฝึกใจเพิ่มด้วย ศีลหรือวินัยเป็นกำแพงป้องกันบริโภคนิยมเบื้องต้น แต่แค่นั้นไม่พอ จะสร้างกำแพงอีกชั้นหนึ่งที่ใจ ก็คือต้องทำสมาธิภาวนา ประการแรกก็เพื่อให้ท่านมีสติ รู้เท่าทันกิเลสภายใน ประการที่สองก็เพื่อ ให้เกิดปัญญา พระต้องมีปัญญาที่จะเห็นโทษของบริโภคนิยม เห็นโทษของสิ่งเสพหรือกามสุข เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ให้ความสุขได้เพียงชั่วคราว ไม่สามารถให้ความสุขที่ยั่งยืนได้ มันไม่ใช่สรณะอันเกษม ประการที่สาม ซึ่งช่วยได้มากก็คือ เพื่อให้เกิดสมาธิ เพราะสมาธิทำให้เกิดความสงบเย็นในใจ เป็นความสุขที่ประเสริฐกว่ากามสุขหรือสุขจากสิ่งเสพสิ่งบริโภค

คนเราล้วนต้องการความสุข ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขทางใจหรือความสุขที่เป็นความสงบได้ ก็ต้องไปหยิบฉวยหรือแสวงหาความสุขอย่างอื่นมาแทน แล้วความสุขที่หยิบหาได้ง่าย คือความสุขทางวัตถุ หรือกามสุข เช่น หนัง เพลง อาหาร เซ็กส์นี่คือความสุขทางกาม แต่ถ้าเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ คือความสุขจากสมาธิภาวนา ความสุขจากใจที่สงบเย็นความรู้สึกโหยหากามสุขก็จะน้อยลง สิ่งเหล่านี้เป็นกำแพงที่ช่วยป้องกันจิตใจไม่ให้บริโภคนิยมหรือกามสุขครอบงำ ทำให้เรา ไม่ว่าพระหรือฆราวาสสามารถ หันหลังให้กับบริโภคนิยมได้ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่คิดเอา มันต้องสัมผัสด้วยตนเองจากการปฏับัติ แม้จะมีคนบอกว่าดีๆๆๆ ถ้าเราไม่สัมผัสเอง ใจก็ไม่คล้อยตาม ก็ยังโหยกามสุขอยู่นั่นเอง

การปฏิบัติกรรมฐานไม่เพียงทำให้พระอยู่ท่ามกลางบริโภคนิยมอย่างมีความสุขเท่านั้น แต่ยังสามารถสอนญาติโยมได้ว่ามีอะไรที่ดีกว่ากามสุข มีสิ่งที่ประเสริฐกว่าความร่ำรวยหรือความฟุ้งเฟ้อ ชาวบ้านเห็นหลวงพ่อหลวงตาท่านอยู่อย่างง่ายๆ ทั้งที่ท่านมีโอกาสสร้างกุฏิหลังใหญ่ สามารถมีรถราคาแพงๆ ได้แต่ท่านไม่เอา ไม่ใช่เพราะว่าท่านไม่มีปัญญา แต่ท่านไม่เห็นประโยชน์ของมัน เมื่อโยมเห็นอย่างนี้ ก็มีแบบอย่าง เกิดแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตอย่างท่าน หรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับบริโภคนิยม และเกิดภูมิต้านทานในจิตใจ

อาตมาคิดว่าสิ่งที่พุทธศาสนาจะช่วยโลกยุคปัจจุบันได้ คือการทำให้คนมีภูมิต้านทานต่อบริโภคนิยม หรือเห็นว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าประเสริฐกว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเสพสิ่งบริโภค

 

พอพูดถึงบริโภคนิยม ดูเหมือนว่าปัญหาของพระจะแยกไม่ออกจากปัญหาของฆราวาส

ส่วนหนึ่งเกิดจากเพราะความโลภของฆราวาสด้วย ฆราวาสก็อยากรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องทำงาน เช่น เล่นการพนัน ซื้อลอตเตอรี่ หรือซื้อวัตถุมงคล เขาคิดว่าถ้ามาทำบุญกับพระก็จะช่วยให้รวยเร็วๆ ได้ ทำให้พระมีลู่ทางที่จะได้เงิน และเมื่อมีเงินมากขึ้นก็มักจะหาสิ่งเสพปรนเปรอตัวเอง ทำให้หลงติดวัตถุได้ง่าย เรียกว่าทั้งพระทั้งฆราวาสล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริโภคนิยมด้วยกันทั้งหมด

 

แต่ไหนแต่ไรมา พระสงฆ์ได้รับเกียรติอันปราศจากข้อเคลือบแคลงใดๆ จากสังคมมาโดยตลอด ถึงวันนี้ พอเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมา เช่น พระรับอาหารจนล้นขอบบาตรเหมาะสมไหม พระสงฆ์มาเดินซื้ออะไรในห้างสรรพสินค้า ของกินของใช้ในวัดหรูหราเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า ฯลฯ คำถามก็คือ แล้วใครจะตรวจสอบหรือตั้งคำถามแบบนี้กับพระได้

ที่ผ่านมาแทบไม่ได้มีการดูแลกวดขันพระสงฆ์กันเลย ปัญหาของพระสงฆ์ถูกปล่อยปะละเลยและลูบหน้าปะจมูกกันมานานแล้ว เพราะองค์กรปกครองสงฆ์ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้ สาเหตุสำคัญก็เพราะทุกวันนี้การปกครองคณะสงฆ์มารวมศูนย์อยู่ที่มหาเถรสมาคม ทำให้การปกครองไม่มีประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการวิ่งเต้นใช้เส้นสาย จนกระทั่ง กลายเป็นระบบที่เอื้อต่อความไม่ถูกต้องชอบธรรม และการผิดธรรมวินัย นี่เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่ง เราต้องยอมรับว่า หน้าที่การตรวจสอบพระก็เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ด้วย ธรรมเนียมนี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล สิกขาบทหรือวินัยหลายข้อเกิดจากการที่ฆราวาสเห็นว่าพระทำไม่ถูกต้องจึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า คือเขาไม่นิ่งดูดาย ถือเป็นประเพณีของชาวพุทธเราเรื่อยมาว่า ชาวบ้านต้องสอดส่องดูแลพระ

สมัยอาตมาบวชใหม่ๆ ก็เคยมีฆราวาสมาท้วงติง ตอนนั้นอาตมาอยู่วัดทองนพคุณ ต้องบิณฑบาตอยู่ในเมือง ขากลับต้องข้ามถนนหน้าโรงพยาบาลตากสิน อาตมาก็ต้องเดินเร็วๆ จะเดินช้าๆ ไม่ได้เพราะรถมันเยอะ ตอนนั้นมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเขารอใส่บาตรอยู่ ใส่เสร็จเขาก็ทักว่า เมื่อกี้พระคุณเจ้าเดินเร็วจังเลย (หัวเราะ) อาตมาไม่ฉุนนะ ยังนึกชมว่าเขาใส่ใจการปฏิบัติของพระ รู้จักทักท้วง ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลย นี่แหละคือสิ่งที่ฆราวาสควรทำ ท้วงผิดท้วงถูกนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอย่างน้อยเมื่อเห็นว่ามีภาพที่ไม่งามเกิดขึ้น ก็ไม่นิ่งดูดาย กล้าติติง อาตมาว่าดี

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีอย่างนี้แล้วนะคะ กลายเป็นว่า “ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์” ไป

สำนวนนี้มีมาแต่โบราณ แสดงว่าเรื่องทำนองนี้มีมานานแล้ว แต่ไม่ได้ดกดื่นแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ฆราวาสเองก็ไม่ใส่ใจที่จะดูแล หรือช่วยอุปถัมภ์พระสงฆ์ในทางที่ถูกต้อง สมัยก่อนบ้านกับวัดใกล้ชิดกัน ผู้ชายส่วนใหญ่เคยบวชพระ ผู้หญิงก็มาวัด ใส่บาตรเป็นประจำ ชาวบ้านจะมีความเข้าใจวินัยพระในระดับหนึ่ง ยิ่งคนที่เคยบวชจะรู้อะไรควรไม่ควร และชาวบ้านก็มีความห่วงใยพระศาสนา อย่าว่าแต่ผิดวินัยเลยนะ แค่เห็นพระประพฤติตัวไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เช่น โลกวัชชะ เขาก็ตักเตือน เพราะว่าส่วนหนึ่งพระก็เป็นลูกเป็นหลานคนในหมู่บ้าน พระถูกสอดส่อง ไม่ใช่เฉพาะจากอุปัชฌาย์อาจารย์ แต่ถูกสอดส่องจากชาวบ้านด้วย โอกาสที่ทำผิดพระวินัยก็ยาก ถ้าทำผิดชาวบ้านก็ไม่ปล่อย สมัยก่อนแค่กินเหล้าเขาก็จับสึกแล้วนะ ทั้งที่กินเหล้านี่อาบัติแค่ปาจิตตีย์ ไม่ถึงกับปาราชิก ชาวบ้านเขาหวงแหนพระศาสนาและห่วงพระ นี่คือสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต

สมัยก่อนอาตมาอยู่ที่นี่ แม้ว่าอยู่มาหลายพรรษา แต่เวลาออกพรรษาทีไร ชาวบ้านก็จะนิมนต์ให้อยู่ต่อ นี่หมายความว่าชาวบ้านเขารู้สึกว่าวัดเป็นของเขา ส่วนพระนี่เป็นแขก เป็นอาคันตุกะ มาอยู่วัดของชาวบ้าน ถึงเวลาออกพรรษาเขาก็ขอให้อยู่ต่อ แต่ความคิดแบบนี้เริ่มเลือนหายไปจากความรู้สึกของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ผู้คนคิดว่าวัดเป็นของเจ้าอาวาส เป็นของคณะสงฆ์ บางทีคิดว่าวัดเป็นของรัฐบาลด้วยซ้ำ เมื่อไม่ได้เป็นรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พอมีอะไรเกิดขึ้นกับวัดหรือกับพระ เขาก็ไม่สนใจ

แค่นิ่งดูดายไม่ใส่ใจพระก็เป็นปัญหาอยู่แล้วนะ คือทำให้พระไม่ดีลอยนวล แต่ที่หนักกว่านั้นคือไปสปอยล์พระด้วย หรือตามใจพระมากเกินไป โดยเฉพาะพระที่เป็นเกจิอาจารย์ หรือมีภาพว่าเป็นผู้วิเศษ สามารถบอกเบอร์ให้หวยได้ กรณีเณรคำนี่ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะฆราวาสไปสปอยล์พระด้วย เราเคารพกราบไหว้ให้เงินให้ทองพระมากมาย ให้พระอยู่สบายจนฟุ้งเฟ้อ โดยที่ไม่ตั้งคำถามว่าท่านเป็นพระดีหรือไม่ หรือไมดตั้งคำถามว่าการทำอย่างนี้เป็นผลดีต่อพระหรือไม่ พระดีเสียผู้เสียคนเพราะเหตุนี้ก็มากมาย

 

อยากถามทรรศนะของพระอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ซึ่งจะว่าเป็นตลกร้ายในพุทธศาสนาก็ได้นะคะ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนกาลามสูตร แต่เวลามีใครอ้างอะไรแบบนี้ เหมือนว่าชาวพุทธไทยพร้อมจะเชื่ออย่างไม่ตั้งคำถามเลย ทำไมมันง่ายขนาดนั้นล่ะคะ

คนไทยเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อีกทั้งโหยหาความสำเร็จทางลัดอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นยอดมนุษย์จะสามารถดลบันดาลหรือตอบสนองความต้องการของตัวเองได้ เลยแห่ไปหาบุคคลที่มีภาพเหล่านี้ ถ้าเราสนใจธรรมะจากท่านที่เราเชื่อว่าเป็นอรหันต์ อย่างมากก็จะพากันไปฟังธรรมจากท่านเยอะหน่อย แต่จะไม่ถึงกับเอิกเกริกครึกโครม แต่ที่เอิกเกริกครึกโครมก็เพราะอยากได้อย่างอื่น เช่น อยากได้โชคได้ลาภ เชื่อว่าทำบุญกับท่านแล้วได้บุญเยอะ ทำให้ได้ลาภตามมา

คนจำนวนไม่น้อยนับถือท่านนั้นท่านนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเป็นพระ แต่เพราะเห็นว่าเป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เพราะผ้าเหลืองหรือเพราะธรรมวินัยหรอกนะ ในอดีตเคยมีคดีภาวนาพุทโธ ศาลตัดสินให้เขาติดคุก ข้อหาไปทำมิดีมิร้ายกับเด็ก แต่ผ่านมาสิบปีก็ยังมีคนไปกราบไหว้นักโทษภาวนาพุทโธอยู่นั่นแหละ ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี ผิดศีลผิดธรรม แต่ที่ไปกราบไหว้ก็เพราะเชื่อว่าภาวนาพุทโธเป็นคนมีอำนาจจิตพิเศษ สามารถให้หวยได้ คนอย่างนี้จะว่าไปก็มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาตมาคิดว่าเป็นผลมาจากบริโภคนิยม คนมีความโลภมากขึ้น อยากจะรวยเร็ว ๆ ทำให้แห่ไปหาคนที่จะช่วยให้ตนเองร่ำรวย คุณจะเป็นพระที่ทำผิดพระธรรมวินัยก็ไม่เป็นไรนะ ขอแค่บอกเบอร์ให้หวยฉันถูกก็พอ ไม่ต่างจากคนจำนวนมากที่บอกว่านักการเมืองโกงก็ได้ คอรัปชั่นก็ได้ แต่ขอให้เอาประโยชน์มาให้ฉันก็พอแล้ว คือคิดแบบอัตตาธิปไตย เอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ใช่ธรรมาธิปไตยคือไม่เอาความถูกต้องเป็นที่ตั้ง

 

ถ้ามันเกิดในวงการอื่นยังพอเข้าใจได้นะคะ แต่นี่มันเกิดในศาสนาพุทธ ที่ให้คุณค่ากับการสละออก สวนทางกับบริโภคนิยมที่ต้องหามาสนองความต้องการ

ก็เพราะเดี๋ยวนี้พระไม่ได้สอนเรื่องการสละออกแล้วไง แต่ไปสอนเรื่องทำบุญแล้วรวย สอนเรื่องจตุคามรามเทพ สอนเรื่องพระราหู สอนเรื่องชูชก ชูชกเป็นผู้ร้ายในชาดก แต่ตอนนี้กลายเป็นพระเอก เป็นไอคอนไปซะแล้ว เพราะคนคิดว่าบูชาชูชกแล้วจะรวย

 

เชื่อว่าบูชาชูชกแล้วจะมีกินจนท้องแตกตายอย่างนั้นหรือคะ

นั่นแหละ (หัวเราะ) สาเหตุที่บริโภคนิยมแพร่หลายทุกวันนี้ จะโทษบริโภคนิยมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษพระ ต้องโทษชาวพุทธเราเองด้วย เพราะเราไม่ได้ทำให้คนเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ตอนนี้คนเห็นว่าบริโภคนิยมมันดีกว่าธรรมะตั้งเยอะใช่มั้ย ถ้าอยากจะเป็นคนใหม่ คุณก็ไปหาซื้อหลุย วิตตองมาใช้ คุณกลายเป็นคนใหม่ทันทีโดยไม่เหนื่อย คุณจะกลายเป็นคนใหม่เมื่อใช้ชาแนล ภาพลักษณ์คุณจะเปลี่ยนทันทีเมื่อคุณขี่เบนซ์

สมัยก่อนถ้าอยากจะมีตัวตนใหม่ คุณต้องมาบวช พอบวชพระก็ต้องเลิกใช้นามสกุลเลยนะ หรือเปลี่ยนชื่อไปเลย ใช้ฉายาพระแทน แล้วก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นั่นคือการสร้างตัวตนใหม่ หรือให้ความหวังว่าคุณจะมีตัวตนใหม่ ด้วยการมาปฏิบัติธรรม ให้ทาน รักษาศีล แต่เดี๋ยวนี้คุณมีตัวตนใหม่ทันทีที่คุณบริโภค เสพหรือใช้ของบางอย่าง เช่น สินค้าแบรนด์เนม มันง่ายแบบนี้คนก็เลยแห่ไปสมาทานบริโภคนิยม ซึ่งเป็นศาสนาใหม่ของคนยุคนี้

 

ในสมัยพุทธกาล เวลาเกิดปัญหาในคณะสงฆ์ก็ทูลปรึกษาพระพุทธเจ้า แล้วก็มีการแก้ไขบัญญัติเป็นสิกขาบทออกมา สำหรับปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ตอนนี้ เราจะพึ่งใครได้คะ

สมัยพุทธกาลคณะสงฆ์ค่อนข้างเล็ก พระจำนวนไม่น้อยก็เป็นพระอรหันต์ พระเก้อยาก หรือที่สมัยนี้เรียกว่าพระหน้าด้านยังมีน้อย พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นประมุขของพระศาสนา จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร จะออกสิกขาบท ก็ไม่มีเสียงแย้ง แต่เดี๋ยวนี้มหาเถรสมาคมออกกฎอะไรไปก็ไม่ค่อยมีคนยอมรับ ในสมัยพุทธกาล ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาตัวบุคคล มีพระอลัชชีก็กำจัดอลัชชีออกไป แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้าง ซึ่งไปผูกพันกับทุกอย่าง ไปผูกพันกับรัฐด้วยนะ

นอกจากคณะสงฆ์และฆราวาส ซึ่งเป็นสององค์ประกอบที่สำคัญแล้ว ยังมีรัฐหรือผู้ปกครอง เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ปกครองเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาให้เกิดความเป็นปึกแผ่นสามัคคีและบริสุทธิ์ในคณะสงฆ์ ก็เลยมีธรรมเนียมปฏิบัติว่า พระราชาหรือผู้ปกครองมีหน้าที่คุ้มครองคณะสงฆ์ แต่ทุกวันนี้ บทบาทของรัฐบาลต่อคณะสงฆ์กลับมีนัยของการควบคุมไม่ให้มีใครแหวกแนวหรือนอกกรอบมากกว่า ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไประหว่างคณะสงฆ์กับรัฐ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญาติโยมเหินห่างไม่ใส่ใจพระ เพราะรู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่แล้ว รู้สึกว่าพระเป็นของรัฐ

จริงๆ ถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็ง ถ้าคฤหัสถ์เข้มแข็ง รัฐไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย เณรคำนี่ควรจะต้องถูกพระหรือชาวบ้านจับสึกตั้งแต่ ๑๐ ปีที่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนสร้างบารมีมากมายและร่ำรวยถึงขนาดนี้

 

แล้วทำอย่างไร เราจึงจะประคับประคองสถาบันสงฆ์ให้คงความดีงาม และเป็นที่เคารพศรัทธาจากสังคมได้ดังเดิมคะ

นอกจากการตรวจสอบซึ่งเป็นมาตรการในเชิงลบแล้ว จะต้องมีมาตรการเชิงบวกคือการส่งเสริมให้มีพระดีๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นการส่งเสริมตัวบุคคลหรือส่งเสริมผ่านการศึกษา ซึ่งรวมถึงระบบกล่อมเกลา ทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ เช่น บางคนก่อนบวชเป็นคนขี้เหล้า เกกมะเหรกเกเร พอมาบวชพระ ก็ได้รับการศึกษากล่อมเกลาให้เป็นคนดี การศึกษามีหน้าที่ดึงความดีของเขาออกมา ให้สามารถเอาชนะความชั่วหรือนิสัยที่ไม่ดีได้ นอกจากนั้นก็ต้องส่งเสริมให้คนมีพัฒนาการทางจิตที่สูงขึ้น เช่น มีสมาธิมีปัญญา มีความมั่นคงในชีวิตพรหมจรรย์ และสามารถเข้าถึงเนกขัมมสุข หรือสุขที่ไม่พึ่งกามได้

อาตมาคิดว่าระบบส่งเสริมให้พระเป็นคนดีจะต้องมี อย่าไปคิดแค่ว่าส่งเสริมพระดีด้วยการให้เป็นเจ้าอาวาส ให้เป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นี่เป็นระบบการปกครอง ซึ่งต้องยอมรับว่าระบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ส่งเสริมคนดี แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณมีเงินมีเส้นสายหรือเปล่า พระหลายรูปปฏิบัติตามพระวินัย สอนหนังสือดี แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม ก็หมดกำลังใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขหรือถึงขั้นปฏิรูป แต่ที่สำคัญกว่าก็คือการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์เพื่อให้มีพระดีเกิดขึ้นมามาก ๆ

 

เราคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้มากแค่ไหนคะ เพราะเรื่องแบบนี้เราก็ได้ยินมาตั้งนานแล้ว

ที่เป็นอย่างนี้ไม่ได้เกิดมาตั้งนานแล้วนะ มันเพิ่งเป็นสัก ๕๐-๖๐ ปีมานี้เอง เมื่อเทียบกับอายุพุทธศาสนาในเมืองไทย ถือว่าเป็นช่วงเวลาประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง ถามว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม อาตมาว่าเปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะมีคนที่ได้ประโยชน์จากความเสื่อมโทรมของระบบนี้เยอะมาก ตั้งแต่พระสงฆ์ไปจนถึงวงการพระเครื่อง วงการไสยพาณิชย์ วงการก่อสร้าง เอาแค่เสนอ พ.ร.บ. ให้ทุกวัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง แยกบัญชีวัดกับบัญชีเจ้าอาวาสออกจากกัน รับรองสะเทือนไปทั้งประเทศ พ.ร.บ. นี้ต้องถูกค้านกันน่าดูเลย เพราะมีหลายฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์จากสภาพที่แปรปรวนเสื่อมโทรมแบบนี้มาก ทั้งที่พระควรจะมีธรรมาภิบาลในเรื่องบัญน้ำบัญชีหรือเรื่องเงินทองใช่ไหม แต่กลับบกพร่องในเรื่องนี้มาก

ถามว่ายากไหม... ยาก แต่ถึงถึงยาก ก็ใช่ว่ามันจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย เราก็ต้องพยายามก่อน แก้ทีละจุดๆ ไป จุดไหนที่เราทำได้ เราก็ทำไป เรื่องไหนที่เราพูดได้ เราก็พูด

 

คำถามสุดท้ายค่ะ พระอาจารย์ออกมาวิจารณ์สถาบันสงฆ์ตรงไปตรงมาแบบนี้ ต้องเกรงใจใครไหมคะ

(หัวเราะ) เผอิญอาตมาเป็นพระธรรมดา ไม่ได้สนใจเรื่องลาภยศสักการะอยู่แล้ว ถ้าติดเรื่องลาภยศหรือคำยกย่องสรรเสริญ ก็อาจไม่กล้า กลัวว่าพูดอะไรไปแล้วเดี๋ยวเรตติ้งตก แต่อาตมาไม่ใช่เซเลบ ก็เลยไม่แคร์เรตติ้ง (หัวเราะ) อาตมาไม่มีความรู้สึกทางนี้ หรือจะว่าเอาดีทางนี้ไม่ได้ก็ได้นะ ก็เลยพูดได้เต็มปาก

ข้อสำคัญคือมันเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องทำเพื่อพระศาสนา ถ้าไม่มีใครพูด ไม่มีใครจี้ จะมีความตื่นตัวได้ยังไงล่ะ แล้วเราจะปล่อยให้พระศาสนาทรุดโทรมต่อหน้าต่อตาหรือ

เป็นพระ ถ้าไม่ยึดติดในเรื่องลาภยศสักการะเสียอย่าง จะมีอิสระมาก พระเราพูดอะไรได้เยอะเลย
โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นความถูกต้อง

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved