หน้ารวมบทความ
   บทความ > นิตยสารสารคดี > ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
กลับหน้าแรก

นิตยสารสารคดี : ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๓๕๘ ธันวาคม ๒๕๕๗

คอลัมน์รับอรุณ
:  ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
พระไพศาล วิสาโล

“ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” เป็นสำนวนที่คนไทยคุ้นเคย  มีความหมายว่า ทำอะไรฝ่ายเดียวย่อมไม่เกิดผล  หรือ ถ้าอีกฝ่ายไม่ร่วมมือด้วย ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น   อาทิ ถ้าฝ่ายหนึ่งต่อว่าด่าทอ แต่อีกฝ่ายนิ่งเงียบ  การทะเลาะวิวาทกันย่อมเกิดขึ้นไม่ได้   นัยยะที่ซ่อนอยู่ก็คือ  การทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นได้ ก็เพราะทั้งฝ่ายเข้าไปผสมโรงด้วย  ดังนั้นจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียหมด ย่อมไม่ได้

จะว่าไปแล้ว “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” เป็นอุปมาที่ใช้ได้แม้กระทั่งกับความทุกข์ โดยเฉพาะความทุกข์ใจ กล่าวคือมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยสองปัจจัยร่วมด้วยเสมอ  ได้แก่ ปัจจัยภายนอก และ ปัจจัยภายใน   หากมีแค่ปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในไม่ร่วมมือด้วย ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

คนส่วนใหญ่เมื่อเกิดความทุกข์ใจ มักโทษสิ่งภายนอก เช่น คำพูดหรือการกระทำของใครบางคน ทรัพย์สมบัติที่สูญหาย หรือแม้กระทั่งดินฟ้าอากาศ  แต่ลืมไปว่า หากใจของตนไม่ผสมโรงด้วย  ความทุกข์ใจย่อมเกิดขึ้นไม่ได้เลย  เช่น  ไม่ว่าใครจะต่อว่าด่าทอเรา  ถ้าเราไม่สนใจคำพูดของเขา หรือไม่เก็บเอามาตอกย้ำซ้ำเติมตนเอง ใจก็ยังเป็นปกติอยู่ได้   เงินหายหรือถูกคนโกง  หากไม่คิดถึงมัน  จะเศร้าเสียใจได้อย่างไร

บุหรี่ทำให้เป็นมะเร็งก็ต่อเมื่อเราสูบมัน  แม้คาบมันไว้ในปากบุหรี่ก็ยังทำให้เราเป็นมะเร็งไม่ได้หากเราไม่ได้จุดมัน  การจุดบุหรี่คือการยินยอมให้มันทำร้ายร่างกายเราฉันใด  การหวนคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่ผ่านไปแล้ว หรือนึกถึงสิ่งแย่ ๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น  ก็คือการเปิดทางให้มันทำร้ายจิตใจเราฉันนั้น

ไม่มีใครขโมยความสุขไปจากใจเราได้หากเราไม่ยินยอมพร้อมใจ  ไม่มีใครยัดเยียดความทุกข์ใจให้แก่เราได้หากเราไม่เปิดทางให้เขา   เสียงดังแค่ไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้หากเราไม่ร่วมมือด้วย

ครั้งหนึ่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร ได้ไปฉันเพลที่บ้านโยมในกรุงเทพ ฯ  เมื่อฉันเสร็จ  เจ้าภาพนิมนต์ท่านพักผ่อนก่อนจะกลับวัดที่สิงห์บุรี   ระหว่างที่ท่านเอนกายอยู่นั้นมีเสียงดังจากห้องที่อยู่ติดกัน  เจ้าของเป็นอาซิ้มซึ่งชอบสวมเกี๊ยะไม้ เวลาเดินจึงส่งเสียงดังมาถึงห้องของหลวงปู่  ลูกศิษย์ซึ่งนั่งอยู่ในห้องหลวงปู่รู้สึกรำคาญเสียงเกี๊ยะ จึงบ่นขึ้นมาว่า  “แหม เดินเสียงดังเชียว”

หลวงปู่แม้จะหลับตาอยู่แต่ก็รับรู้ตลอด จึงพูดเตือนว่า “เขาเดินของเขาอยู่ดี ๆ  เราเอาหูไปรองเกี๊ยะเขาเอง”

ลูกศิษย์หลวงปู่โทษเสียงเกี๊ยะว่าเป็นตัวการทำให้ทุกข์ใจ  หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะใจของตนไปให้อำนาจแก่เสียงเกี๊ยะต่างหาก ความทุกข์จึงเกิดขึ้น  

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล  บุคคลจะจับต้องยาพิษก็ได้ ยาพิษนั้นไม่สามารถทำอันตรายได้” หมายความว่าทุกครั้งที่ความทุกข์ใจเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะใจเรามีส่วนร่วมด้วยเสมอ  อย่างน้อย ๆ ก็เปิดทางให้ปัจจัยภายนอกมาทำร้ายจิตใจของเรา

อะไรทำให้เราเปิดทางหรือยินยอมให้สิ่งต่าง ๆ สร้างความทุกข์ใจแก่เรา   คำตอบก็คือ ความลืมตัว  ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบเสียงเกี๊ยะ แต่ทำไมยังเอาหูไปรองเกี๊ยะ  ทั้ง ๆ ที่เกลียดชังคำต่อว่าด่าทอ แต่ทำไมใจยังนึกถึงมันไม่เลิกรา  นั่นเป็นเพราะไม่มีสติ  เมื่อไม่มีสติ ก็ลืมตัว  จึงจดจ่อหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ  ครั้นทำแล้วเป็นทุกข์แต่ทำไมจึงยังไม่ยอมเลิก  ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ แต่ก็ไม่หยุดคิดเสียที  นั่นก็เพราะลืมตัว ขาดสติ  นำไปสู่การติดยึดอย่างเหนียวแน่น

หินก้อนใหญ่   แม้จะหนักเพียงใด ถ้าไม่แบกมันเอาไว้ ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย  แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยแบกหินเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่บ่นว่าเหนื่อย  แต่ก็ไม่ยอมปล่อยเสียที ผู้คนเหล่านี้พากันโทษว่าหินหนัก  แต่ลืมถามตนว่า แบกมันทำไม  เพียงแค่ปล่อยมันลง  ความเหนื่อยก็มลายหายไป

นายตำรวจคนหนึ่งทุกข์ใจมาก เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้านาย ซ้ำยังถูกเพื่อน ๆ กลั่นแกล้งเพราะไม่กินตามน้ำกับเขา  จึงมาปรับทุกข์กับหลวงพ่อชา สุภัทโท   ท่านฟังนายตำรวจผู้นั้นบ่นหลายสิบนาที ปัญหาแล้วปัญหาเล่าไหลหลั่งพรั่งพรูออกมาเพราะอัดอั้นมานาน  หลังจากที่เขาระบายจบ ท่านก็ชี้ไปที่หินก้อนใหญ่หน้ากุฏิท่าน 
“เห็นหินก้อนนั้นไหม” 
“เห็นครับ” 
“หนักไหม” 
“หนักครับ” 
“คุณแบกไหวไหม” 
“ไม่ไหวครับ” 
“ถ้าไม่ไหว ก็อย่าไปแบกมัน”

ถึงตรงนี้นายตำรวจผู้นั้นก็ได้สติ  เขาเพิ่งรู้ตัวว่าที่ตนทุกข์หนักไม่ใช่เพราะใครหรืออะไรอื่น แต่เป็นเพราะตนเผลอแบกปัญหาต่าง ๆ เอาไว้เอง

สตินั้นช่วยให้ไม่ลืมตัว  ทำให้ไม่เผลอแบกของหนัก รู้จักวางเมื่อรู้สึกเหนื่อย  ไม่เอาคำต่อว่าด่าทอมาเป็นอารมณ์  เมื่อใดที่เผลอคิดถึงเหตุร้ายที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว ก็รู้ตัว แล้ววางมันลงได้  ดังนั้นแม้จะเสียเงิน แต่ใจไม่เสีย  ช่วยให้สุขภาพและงานการไม่เสียตามไปด้วย

เมื่อใดที่มีสติ  ใจจะไม่เผลอพุ่งออกไปข้างนอก และโทษสิ่งรอบตัวว่าเป็นตัวการทำให้เราทุกข์  แต่จะกลับมารู้เท่าทันตนเอง ไม่เปิดทางหรือยินยอมให้ใครหรืออะไรมายัดเยียดความทุกข์แก่เราได้ 

เมื่อใจเราไม่เปิดทางหรือยินยอมเสียอย่าง  ไม่ว่าใครจะทำอะไรเรา ก็มิอาจสร้างความทุกข์ใจแก่เราได้ เพราะตบมือข้างเดียวจะมีเสียงดังได้อย่างไร

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved