หน้ารวมบทความ
   บทความ > ประสบการณ์ชีวิต > จุดเปลี่ยนและบทเรียนชีวิต
กลับหน้าแรก

จุดเปลี่ยนและบทเรียนชีวิต
พระไพศาล วิสาโล

บทความในหนังสือ ประวัติและปฏิปทา พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมทานโดย รักพงษ์ แซ่โซว
พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม ๒๕๕๖

แบ่งปันบน facebook Share   

ใครที่มีอายุล่วงเลยมาถึงปัจฉิมวัย ชีวิตย่อมต้องผ่านจุดเปลี่ยนมาหลายครั้ง  ข้าพเจ้าเองก็เช่นกัน แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนสำคัญย่อมได้แก่จุดเปลี่ยนครั้งแรกในชีวิต ซึ่งแม้จะไม่หวือหวาหรือหักมุม แต่ก็นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกหลายครั้ง

ตอนนั้นข้าพเจ้าอายุ ๑๔ ปี พูดถึงประวัติการเรียนแล้ว ก็นับว่าเป็นเด็กเรียนดีมาโดยตลอด  แม้ไม่ถึงกับดีมากหรือดีเลิศ (เคยสอบได้ที่ ๑ เพียงครั้งเดียว ส่วนใหญ่อยู่ใน ๑๐ อันดับแรกของชั้น) ไม่เคยมีปัญหากับครูบาอาจารย์ เพราะเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน ไม่ขาดตกบกพร่องเรื่องการบ้าน แต่ก็ยอมรับว่าตั้งแต่อนุบาลเป็นต้นมาไม่เคยมีความสุขกับการเรียนเลย (ยกเว้นบางวิชาในบางปีเท่านั้น) การเรียนเป็นแค่การทำตามหน้าที่  โดยมีจุดมุ่งหมายคือเพื่อทำคะแนนให้ดีที่สุด  แน่นอนว่าถ้าวิชาไหนได้คะแนนน้อย หรือเทอมใดผลสอบออกมาไม่ดี ก็รู้สึกเป็นทุกข์มาก

แต่ความรู้สึกของข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อถึงอายุดังกล่าว  มีวันหนึ่งข้าพเจ้าถามตัวเองว่า เราเรียนเพื่ออะไร ?  ข้าพเจ้าพบว่า คำตอบไม่น่าจะเป็น การเรียนเพื่อเอาคะแนน  แต่ควรเป็นการเรียนเพื่อเอาความรู้มากกว่า  ความคิดเช่นนี้ทำให้จุดหมายในการเรียนของข้าพเจ้าเปลี่ยนไป และช่วยให้ข้าพเจ้าก็มีความสุขกับการเรียนมากขึ้น เพราะคะแนนหรือผลสอบมีความหมายต่อข้าพเจ้าน้อยลง  เพราะถึงแม้บางวิชาจะได้คะแนนไม่มาก แต่ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าได้ความรู้มากขึ้น

คำตอบดังกล่าวไม่เพียงทำให้ข้าพเจ้ากระตือรือร้นกับการอ่านหนังสือเรียน โดยไม่สนใจว่าครูจะออกข้อสอบหรือไม่แล้ว  ยังทำให้เกิดความสนใจอ่านหนังสือนอกห้องเรียนมากขึ้น  ที่จริงข้าพเจ้าเป็นสมาชิกขาประจำของห้องสมุดในโรงเรียนมานานแล้ว แต่คราวนี้ยังสนใจหนังสือที่เป็นวิชาการมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่สารคดีเท่านั้น

มีเหตุการณ์หนึ่งที่มาเสริมความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็คือข้าพเจ้ากับเพื่อนได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของห้องในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อร่วมงานวิทยาศาสตร์ที่เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกจัดขึ้น (ล้อกับงานวิทยาศาสตร์สัมพันธ์อันโด่งดังซึ่งจัดที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ฯ มานานหลายปี)  ข้าพเจ้าเป็นเด็กเรียนที่ไม่เคยทำกิจกรรมทำนองนี้มาก่อน  เมื่อมารับผิดชอบงานนี้ จึงได้พานพบประสบการณ์หลายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซึ่งล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งสิ้น แม้ปัญหาบางอย่างจะทำให้หนักใจไปหลายวัน เพราะทำเกือบเสร็จแล้วแต่ไม่ทำงานดังที่หวัง (เครื่องทำน้ำอุ่นพลังแสงอาทิตย์ แต่น้ำกลับไม่เขยื้อนขยับ)  แต่หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดกับมันอย่างเอาจริงเอาจัง ก็หาทางออกได้  สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสุข  ยิ่งโครงงานนี้ได้รับรางวัลที่ ๑ ด้านฟิสิกส์ก็ยิ่งเกิดความภาคภูมิใจ

ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าพบว่า การทำกิจกรรมนอกห้องเรียนนั้นให้อะไรแก่ตนเองมากมายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ที่สำคัญก็คือได้รู้จักคิดและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งไม่ค่อยได้จากการเรียนในห้องเรียน เพราะปัญหาที่เจอในการเรียนนั้นล้วนเป็นปัญหาที่หาคำตอบได้จากหนังสือ และเป็นคำตอบที่มีได้แค่หนึ่งเดียว  ในขณะที่ปัญหาที่ข้าพเจ้าพบจากการทำโครงงานนั้น เป็นปัญหาปลายเปิดที่มีทางออกได้หลายทาง  นอกจากนั้นกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยฝึกทักษะให้แก่ข้าพเจ้าอีกหลายประการ เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน (หรือที่สมัยนี้เรียกว่า social skills ซึ่งไม่ค่อยได้จากการเรียนในห้องเรียนเท่าใดนัก)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง  กิจกรรมนอกห้องเรียนได้ช่วยให้ข้าพเจ้า “เรียนรู้”อีกหลายเรื่อง นับเป็นการขยายขอบเขตหรือนิยามของ “ความรู้” ให้กว้างกว่าที่ข้าพเจ้าเคยคิดว่ามีอยู่แต่ในหนังสือเท่านั้น ประสบการณ์ดังกล่าวประกอบกับการเรียนที่มีจุดหมายแปรเปลี่ยนไปดังได้กล่าวข้างต้น ช่วยให้ชีวิตในโรงเรียนของข้าพเจ้านับแต่นั้นมามีความสุขมากขึ้น  ให้ประสบการณ์ที่มีชีวิตชีวา ไม่น่าเบื่อดังแต่ก่อน

ผลที่ต่อเนื่องตามมาก็คือ ข้าพเจ้าอ่านหนังสือหลากหลายมากขึ้น แม้ตอนนั้นตั้งใจจะเอาดีทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะด้านฟิสิกส์ ถึงกับเริ่มอ่านตำรามหาวิทยาลัยและตำราฝรั่งแล้ว แต่พออายุ ๑๕ ก็ขยายไปอ่านหนังสือด้านสังคมศาสตร์ด้วย  อันเป็นเหตุให้กลายเป็นแฟนของส.ศิวรักษ์ และสังคมศาสตร์ปริทัศน์ (ซึ่งตอนนั้นอยู่ในบังเหียนของสุชาติ สวัสดิ์ศรีแล้ว)  ขณะเดียวกันข้าพเจ้าก็เอาจริงเอาจังกับการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนด้วย  ไม่ใช่แต่กิจกรรมวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงงานอาสาพัฒนาและสังคมสงเคราะห์ โดยจับพลัดจับผลูไปเป็นแกนของกลุ่มอัสสัมชัญอาสาพัฒนา ซึ่งตอนนั้นเป็นกลุ่มนักเรียนกลุ่มเดียวในประเทศที่จัดค่ายอาสาพัฒนาทุกปี  การคลุกคลีตีโมงอยู่กับเพื่อนนักเรียนกลุ่มนี้ ประกอบกับการอ่านหนังสือของส.ศิวรักษ์ และนิตยสารอย่างสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ได้เปิดหูเปิดตาข้าพเจ้าเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองเวลานั้นซึ่งมีมากมายหลายประการ  ทำให้เกิดความห่วงใยในบ้านเมืองและหล่อหลอมให้เกิดสำนึกทางการเมืองขึ้นมาในที่สุด

จากเด็กที่เอาแต่เรียน เส้นทางชีวิตของข้าพเจ้าได้เบนไปสู่การเป็นนักกิจกรรมทั้ง ๆ ที่ยังนุ่งกางเกงขาสั้น ไม่ใช่แค่กิจกรรมในโรงเรียน แต่ขยายไปสู่กิจกรรมนอกโรงเรียน  ทำทั้งค่ายอาสาพัฒนา และร่วมชุมนุมประท้วงในเหตุการณ์เดือนตุลา ๒๕๑๖  ขณะเดียวกันกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทิ้ง ข้าพเจ้ายังคงทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นตัวแทนของชั้นและโรงเรียนทุกปี จนได้รับรางวัลที่ ๑ เป็นคำรบสอง แต่ระยะหลังความสนุกเริ่มลดลง เพราะความสนใจในทางสังคมศาสตร์แรงกล้าขึ้นจนไม่คิดจะเอาดีทางวิทยาศาสตร์หรือเป็นวิศวกรอีกต่อไป ในปีสุดท้ายของมัธยมศึกษา ข้าพเจ้าจึงย้ายไปเรียนห้องศิลปะและเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน

มาถึงตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนเพื่อความรู้แล้ว แต่ได้เปลี่ยนเป็นเรียนเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม เพื่อสังคม หรือเพื่อประเทศชาติ  ที่จริงไม่ใช่แค่การเรียนเท่านั้น แต่ขยายไปถึงการดำเนินชีวิตเลยทีเดียว  นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับบรรยากาศบ้านเมืองเวลานั้น ที่จริงเป็นความรู้สึกร่วมของหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ซึ่งเป็นผลจากลัทธิสังคมนิยม (ซึ่งเริ่มแพร่หลายในเวลานั้น) พอ ๆ กับลัทธิชาตินิยม ที่ปลูกฝังกันตั้งแต่เล็ก โดยเฉพาะจากงานของหลวงวิจิตรวาทงการ

ลัทธิสังคมนิยมรวมทั้งลัทธิมากซิสม์มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าอย่างจริงจังอยู่พักใหญ่ ทำให้ช่วงหนึ่งถึงกับครุ่นคิดถึงการปฏิวัติด้วยกำลังอาวุธเพื่อโค่นล้มทุนนิยมและจักรวรรดินิยมที่ครอบงำเมืองไทย แต่ไม่นานก็หันมาสนใจพุทธศาสนาและภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณ (เช่น เต๋า)  ผู้ที่มีส่วนชักชวนให้โน้มมาทางนี้ก็คือ อาจารย์สุลักษณ์ และมิตรสหายเช่น พจนา จันทรสันติ ชาญณรงค์ เมฆินทรางกูร เป็นต้น  และที่ตามมาคู่เคียงกันก็คือ ความศรัทธาในแนวทางอหิงสาหรือสันติวิธี โดยนิโคลัส เบ็นเนตต์ ที่ปรึกษากระทรวงศึกษาธิการเวลานั้น เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าในด้านนี้

นี้คือจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งที่เกิดกับข้าพเจ้า  ทำให้แยกตัวออกมาจากขบวนการนักศึกษานิยมซ้าย ซึ่งกำลังเฟื่องฟูอย่างมากในเวลานั้น  หาไม่ข้าพเจ้าก็คงเข้าป่าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ที่ธรรมศาสตร์  ที่จริงข้าพเจ้าก็ถูกจับในเหตุการณ์นั้นด้วย  แต่เหตุผลที่ข้าพเจ้าไปอยู่ที่ธรรมศาสตร์นั้นแตกต่างจากนักศึกษาส่วนใหญ่ที่ร่วมชุมนุมประท้วงรัฐบาล  กลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์วันนั้นเองที่ข้าพเจ้าได้เห็นโทษภัยของความโกรธเกลียดว่าสามารถทำลายความเป็นมนุษย์ในตัวเราได้อย่างไร  ดังนั้นแม้จะถูกทำร้าย ก็ไม่มีความรู้สึกโกรธเกลียด  พร้อมให้อภัยผู้ที่เตะถีบข้าพเจ้า  จะว่าไปแล้วนั่นเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้ข้าพเจ้ามั่นคงในอหิงสธรรมมากขึ้น

การสมาทานพุทธศาสนาทำให้ข้าพเจ้าไม่เพียงเห็นความสำคัญของการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมเท่านั้น แต่ยังเห็นว่าการขัดเกลาตนเองหรือการพัฒนาชีวิตด้านในก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเห็นว่าภารกิจสองประการนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้ ขณะเดียวกันก็เห็นว่า ศาสนธรรมกับการสร้างสรรค์สังคม ไม่ได้แยกจากกัน  เราสามารถนำหลักธรรมทางศาสนามาใช้เป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้  เช่น เปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธี โดยตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย แม้ผู้ที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับเรา ก็มีความเป็นมนุษย์ไม่น้อยกว่าเรา   มีแต่ความรัก ความเข้าใจ เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดสันติสุขในสังคมอย่างแท้จริง หาใช่ความโกรธเกลียดหรือการเข่นฆ่าทำร้ายกันไม่

ความเข้าใจดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าทุ่มเทให้กับกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) ซึ่งมีบทบาทอย่างแข็งขันหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง  ยังไม่ต้องพูดถึงการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมกับนักศึกษาประชาชนกว่า ๓,๐๐๐ คนที่ชุมนุมในธรรมศาสตร์วันที่ ๖ ตุลา ฯ  แม้ตอนนั้นข้าพเจ้าจะยังเป็นศึกษาชั้นปีที่ ๒ แต่เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าการเรียน จึงหันมาทำงานเต็มเวลาให้แก่กศส.ก็ว่าได้   โดยถือว่าการเรียนเป็นเรื่องรอง

กศส.นั้นมีกรรมการหลากศาสนา ทั้งพุทธ คาทอลิก และโปรเตสแตนท์  ปณิธานหลักคือการนำเอาหลักศาสนธรรมมาใช้เพื่อสร้างสรรค์สังคม   เมื่อบ้านเมืองมีการข่มเหงคะเนงร้ายกันอย่างกว้างขวาง ศาสนาควรทำหน้าที่เตือนสติผู้คน และปกป้องผู้ถูกข่มเหง  ขณะเดียวกันก็ควรช่วยให้เกิดการสมานไมตรีระหว่างคนสองฝ่าย   งานเฉพาะหน้าที่เป็นรูปธรรมก็คือ รณรงค์ให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษ ๖ ตุลา ฯ และช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุมโดยไม่เป็นธรรม  รวมทั้งคัดค้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน 

คนที่ทำงานแบบนี้ในยุคที่รัฐบาลเป็นเผด็จการ มีอำนาจล้นฟ้า และหวาดระแวงคอมมิวนิสต์  ย่อมถูกเข้าใจผิดได้ง่าย และมีโอกาสมากที่จะถูกจับเข้าคุก   พวกเราคนหนุ่มสาวในกศส.ตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างดี  สำหรับข้าพเจ้านั้น ทำใจตั้งแต่แรกว่าพร้อมจะสูญเสียทุกอย่างรวมทั้งอิสรภาพ (อย่างเดียวที่ยังไม่พร้อมจะสูญเสียคือชีวิต)  จึงไม่รู้สึกหวั่นไหวเท่าใดนักในการทำงานให้กศส.  จะว่าไปแล้ว หากไม่เกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ และเกิดความแตกแยกในบ้านเมืองอย่างหนักจนมีโอกาสมากที่จะเกิดสงครามกลางเมืองอย่างเวียดนาม เขมร และลาว  ข้าพเจ้าก็คงไม่พร้อมทำใจขนาดนั้น   มองในแง่นี้ วิกฤตของบ้านเมืองมีส่วนกระตุ้นให้คนเราละวางตัวตนได้ไม่น้อย

การทำงานกศส.นั้นได้ให้อะไรแก่ข้าพเจ้ามากมาย ทั้งในแง่ประสบการณ์ชีวิต ทักษะการทำงาน การพัฒนาความกล้า  ความคุ้นเคยกับคุกตะราง (เพราะไปเยี่ยมนักโทษจนชิน) แต่ที่สำคัญซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตก็คือ  ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจออกบวช   ทั้งนี้เพราะความเครียดที่สะสมตลอด ๗ ปีที่ทำงานกศส.  (ทั้ง ๆ ที่ตอนเริ่มทำงานก็ไม่คิดว่ากศส.จะสามารถอยู่ยาวถึงขนาดนั้น)  ช่วงนั้นความหงุดหงิดเกิดขึ้นง่ายมาก เป็นเหตุให้ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานบ่อย ๆ  เวลาอยู่คนเดียว ก็มีอาการกระสับกระส่าย อยู่นิ่งได้ยาก แม้เป็นวันหยุดก็ต้องหาเรื่องไปโน่นมานี่ ซึ่งลงเอยด้วยความเหนื่อยล้า ถึงกระนั้นก็นอนไม่ค่อยหลับ พูดง่าย ๆ คือ ข้าพเจ้าเริ่มเสียศูนย์แล้ว  แม้จะพยายามพักผ่อนด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่นิยมทำกัน เช่น ดูหนัง ไปเที่ยว ก็ไม่หาย ในที่สุดก็เหลือทางออกเดียวที่น่าจะช่วยได้ นั่นคือ สมาธิภาวนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นความสำคัญมาตลอด แต่ทำไม่ค่อยจริงจัง   และเมื่อตั้งใจจะทำสมาธิอย่างจริงจัง ก็ต้องพึ่งผ้าเหลือง หาไม่ก็คงมีข้ออ้างให้บ่ายเบี่ยงหลบเลี่ยง ดังที่เคยทำหลายครั้งก่อนหน้านั้น

การออกบวชครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าประจักษ์ถึงคุณค่าของสมาธิภาวนาอย่างชัดเจน เห็นถึงพลังแห่งสติที่สามารถบรรเทาความทุกข์ และช่วยให้เกิดสันติกับตัวเองและในตัวเอง ทำให้พบกับความสงบเย็น  ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตของข้าพเจ้าก่อนหน้านั้น  ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวว่า “ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่สงบเย็น และเป็นประโยชน์”  ที่ผ่านมาชีวิตข้าพเจ้าเน้นหนักไปด้านการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น แต่การบวชได้ช่วยเติมอีกด้านหนึ่งที่เคยพร่องไป แม้ยังไม่ถึงกับเต็มดีก็ตาม

สมาธิภาวนา ไม่เพียงช่วยเติมความสุขและสงบเย็นให้แก่ชีวิตข้าพเจ้าเท่านั้น แต่ยังทำให้การบำเพ็ญประโยชน์ของข้าพเจ้ามีอีกมิติหนึ่งที่เพิ่มเข้ามา คือ มิติด้านจิตใจ  กล่าวคือ ชี้ชวนให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการเสริมสร้างชีวิตด้านใน รวมทั้งแนะนำให้รู้จักเข้าถึงความสุขภายใน  นี้คือสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งแม้จะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ก็หามีความสุขอย่างแท้จริงไม่  กลับหลงเป็นทาสของวัตถุสิ่งเสพ อำนาจ และเกียรติยศ  จนนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบและทำร้ายกัน รวมทั้งผลาญพร่าธรรมชาติ ทั้งโดยตรงและผ่านโครงสร้างต่าง ๆ ในสังคม

อันที่จริงเมื่อแรกบวชนั้นข้าพเจ้านึกถึงแต่ประโยชน์ตนเพราะต้องการแค่ผ่อนคลายใจให้หายเครียดเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงการบำเพ็ญประโยชน์ท่านไม่ว่าในด้านใดทั้งสิ้น  แต่เมื่อได้ประจักษ์ถึงอานิสงส์ของสมาธิภาวนาและความสำคัญของชีวิตด้านใน ก็หันมาทำงานส่งเสริมด้านนี้มากขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ทั้งด้วยการเขียน การพูด และการอบรม  แม้ว่างานที่ข้าพเจ้าทำค่อนข้างหลากหลาย ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม  สุขภาพ สันติวิธี และการพัฒนา แต่ล้วนมีมิติด้านจิตใจเป็นพื้นฐานหรือแกนกลางทั้งสิ้น   การให้ความสำคัญแก่งานเหล่านี้ มีส่วนสำคัญทำให้ข้าพเจ้าอยู่ในเพศบรรพชิตอย่างต่อเนื่อง  ผลก็คือ แทนที่จะบวชแค่ ๓ เดือนตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก ก็ล่วงเลยมาจนบัดนี้เป็นเวลา ๓๐ ปีแล้ว

มาย้อนคิดดู ความเครียดจนเริ่มเสียศูนย์ในวัยเบญจเพสนั้นมีคุณประโยชน์อย่างมาก เพราะเป็นแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และหันมามีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมอย่างแทบจะสิ้นเชิง   หากข้าพเจ้าไม่มีปัญหาชีวิตในครั้งนั้น ป่านนี้ข้าพเจ้าคงยังครองเพศคฤหัสถ์ และมีชีวิตที่รุ่มร้อนและเหนื่อยล้า  อีกทั้งยังไม่แน่ว่าจะสามารถบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้กี่มากน้อย

หลายปีที่ผ่านมาข้าพเจ้าพบว่า “สงบเย็น” กับ “เป็นประโยชน์”นั้นสัมพันธ์กันมาก ในด้านหนึ่งความสงบเย็นช่วยให้สามารถทำประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ผิดเพี้ยนผันแปรกลายเป็นการสนองกิเลสส่วนตน หรือกลายเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น  ดังมีตัวอย่างมากมายที่ชี้ว่าหากปราศจากความสุขด้านในแล้ว ก็ง่ายที่จะหันไปแสวงหาความสุขจากทรัพย์ อำนาจ และเกียรติยศ จนตกเป็นทาสของมัน และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา โดยอ้างว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม เกิดแรงจูงใจที่จะคดโกงหรือใช้อำนาจไปในทางมิชอบ รวมไปถึงการทำร้ายคนที่ขัดขวางการตักตวงผลประโยชน์ของตน

ในอีกด้านหนึ่ง การคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม ก็ช่วยกระตุ้นให้พร้อมที่จะเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อผู้อื่น  เป็นแรงผลักดันให้ลดละตัวตน หรือคลายความยึดมั่นในตัวกูของกู กิเลสที่เบาบางนั้นย่อมช่วยให้พบกับความสงบเย็นได้ง่าย   อย่างน้อย ๆ เมื่อใส่ใจกับความทุกข์ของคนอื่น ก็จะรู้สึกว่าความทุกข์ของตนเองเป็นเรื่องเล็ก  ในทางตรงข้ามคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่คิดจะทำอะไรเพื่อผู้อื่นเลย  แม้มีความทุกข์เกิดขึ้นกับตนเองเพียงเล็กน้อย ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาได้  ดังนั้นจึงกลายเป็นคนที่ทุกข์ง่าย และสุขยาก

จะว่าไปแล้วความสงบเย็นที่แท้จริงนั้น จะรู้ได้ชัดเจนก็จากการออกไปรับแรงกระทบจากภายนอก  หากยังสงบนิ่งอยู่ได้ ก็แสดงว่าเป็นความสงบเย็นที่มาจากภายใน เนื่องจากได้ลดละกิเลสหรือตัวตนลงได้    หากยังหวั่นไหว ใจกระเพื่อม หรือรุ่มร้อน ก็แสดงว่า เป็นความสงบเย็นแบบเทียม ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการหลบลี้หนีปัญหา หรือแวดล้อมด้วยคนที่เอาใจตน ไม่มีใครมาขัดใจให้ขุ่นเคือง  สำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่าความสงบเย็นที่เกิดกับตนนั้นมาจากภายในหรือภายนอก  การออกไปทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยาก เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้พบคำตอบ  ขณะเดียวกันก็สามารถขัดเกลากิเลสหรือลดละตัวตนให้เบาบาง จนพบกับความสงบเย็นที่แท้เพิ่มขึ้นได้

ข้าพเจ้านั้นเริ่มต้นจากการพยายามทำประโยชน์แก่ส่วนรวม ต่อมาจึงเห็นความสำคัญของการลดละกิเลสและฝึกฝนใจให้สะอาด สงบเย็น และเป็นสุข  ต่างจากหลายคนที่เริ่มต้นจากการมุ่งขัดเกลาตนเอง แต่ในที่สุดก็ตระหนักถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้อื่น  เพราะเมตตากรุณาเบ่งบานขึ้นในจิตใจ  หาไม่ก็เป็นเพราะเห็นว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยฝึกฝนตนให้เห็นแก่ตัวน้อยลงหรือมีความมั่นคงในจิตใจมากขึ้น

ชีวิตข้าพเจ้ามีจุดเปลี่ยนมากมายหลายวาระ แต่การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งล้วนเป็นคุณที่หนุนเนื่องให้เกิดการพัฒนาตนเป็นลำดับ  แม้วัดจากค่านิยมของผู้คนทั่วไป เป็นการถดถอยหรือหนีห่างจากความเจริญที่โลกยึดถือ ( คือ ความร่ำรวย มีการงานที่มั่นคง มีตำแหน่งสูงส่ง มากด้วยบริษัทบริวาร)ไกลขึ้นทุกทีก็ตาม  เมื่อใคร่ครวญดูข้าพเจ้าคิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ช่วยให้ชีวิตข้าพเจ้าเมื่อถึงจุดเปลี่ยน ก็ไม่ใช่การหันเหไปในทางที่ตกต่ำ   นอกจากครูบาอาจารย์และกัลยาณมิตรที่ให้ข้อคิดและความเห็นอันเป็นประโยชน์มาโดยตลอดแล้ว   ที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ คุณค่าหลายประการที่ถูกปลูกฝังมาแต่เล็ก

ตั้งแต่เล็กทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ข้าพเจ้าถูกปลูกฝังให้มีวินัยและความขยันขันแข็ง  โยมแม่จะคอยดูแลและเคี่ยวเข็นให้ลูก ๆ กินข้าวและนอนเป็นเวลา  ไม่ว่าจะไปเล่นที่ไหนหากเลยเวลาก็จะได้ยินเสียงโยมแม่เรียกให้กินข้าว อาบน้ำ และเข้านอน  (ในสมัยที่เรายังไม่มีโทรทัศน์ที่บ้าน การเข้านอนเป็นเวลาดูจะไม่ใช่เรื่องยากเท่ากับสมัยนี้) แม้โยมพ่อจะไม่ค่อยใกล้ชิดกับลูก แต่ถ้าถึงช่วงสอบ ลูก ๆ จะถูกบังคับให้อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบทั้งวัน ไปเล่นที่ไหนไม่ได้ แต่ความเข้มงวดที่บ้านนั้นเทียบไม่ได้กับที่โรงเรียน ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความเจ้าระเบียบ (โดยเฉพาะการตรงต่อเวลาและความสะอาด)  อีกทั้งยังเอาจริงเอาจังเรื่องการเรียน  นักเรียนถูกฝึกให้ขยันด้วยการทำการบ้านมาก ๆ  จึงเป็นธรรมดาที่เมื่อนักเรียนกลับบ้าน  อย่างแรกที่ต้องทำหรือนึกถึง คือ การบ้าน เพราะหากละเลยหรือบกพร่อง เป็นต้องถูกตีในวันรุ่งขึ้น      ๑๒ ปีที่อัสสัมชัญทำให้ความมีวินัยและความขยันขันแข็งฝังอยู่ในนิสัยของข้าพเจ้า  ซึ่งนอกจากช่วยให้ครองตนหรือคุมอารมณ์ของตนได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ไม่กลัวความยากลำบาก  บ่อยครั้งแม้จะประสบอุปสรรค  ทั้ง ๆ ที่สติปัญญาไม่มาก แต่อาศัยใจสู้ พึ่งความเพียรเป็นหลัก ก็สามารถฟันฝ่าจนลุล่วงไปด้วยดี

มีอีกหลายอย่างที่ข้าพเจ้าได้รับจากโรงเรียน ที่สำคัญก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความสมถะและความเสียสละ   คุณธรรมเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เห็นจากครูทั้งที่เป็นนักบวช(คาทอลิก)และฆราวาส  ซึ่งแสดงให้ประจักษ์อยู่ตลอดเวลา  นักบวชหลายท่านเป็นชาวต่างชาติแต่มาอุทิศชีวิตให้แก่ยุวชนไทยจนวาระสุดท้ายของชีวิต  โดยที่ทุกท่านอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นแบบอย่างได้เช่นเดียวกับครูหลายท่านที่สอนพวกเราอย่างทุ่มเทจนวัยชรา โดยไม่สนใจเรื่องเงินทองเลย  ยังไม่ต้องพูดถึงศิษย์เก่าอีกนับไม่ถ้วน ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต  ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นชื่อที่ข้าพเจ้าคุ้นแต่เล็ก เช่นเดียวกับอีกหลายท่านที่คนยุคนี้คงลืมไปแล้ว

คุณธรรมเหล่านี้ (รวมทั้งความมีวินัย และความขยันหมั่นเพียร) แม้คนยุคนี้จะมองว่าเป็นสิ่งพื้น ๆ  คร่ำครึ หรือ “เชย”  ไม่แปลกใหม่ทันสมัยเท่ากับ  ความเป็นตัวของตัวเอง  การมีความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าแสดงออก หรือความรักเสรีภาพ แต่ก็เป็นคุณค่าสากล ที่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าโลกจะก้าวสู่ยุคโลกาภิวัตน์ หรือยุคดิจิตัล เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยประคับประคองให้ชีวิตสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายเพียงใด  อีกทั้งยังช่วยกำกับให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ก่อความทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น  ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางชีวิตสายใดก็ตาม  จะมุ่งความสำเร็จทางโลก หรือหวังความก้าวหน้าทางธรรม คุณธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ

หากเปรียบชีวิตเหมือนการเดินทาง  ข้าพเจ้าก็เดินมาไกลแล้ว แต่ยังต้องเดินต่อไป เพราะจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล นั่นคือ จิตใจที่ไกลจากกิเลส เข้าถึงความสงบเย็นเป็นอิสระอย่างแท้จริง  บนทางสายนี้จุดเปลี่ยนยังสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ไม่ว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็หวังว่าจะยังคงแน่วแน่ในจุดหมายดังกล่าวอยู่เสมอ


รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล www.visalo.org  korobiznet เอื้อเฟื้อพื้นที่   
webmaster    ๒๕๕๒ All Rights ไม่ Reserved